เกิดใหม่ทั้งที ขอเปิดร้านข้าวแกงให้รุ่ง

ตอนที่ 2: การเผชิญหน้ากับมาเฟียเจ้าหนี้ และเมนูไข่เจียวต่อชีวิต

👁️ 8 อ่าน

แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแตกของหลังคาสังกะสี ลำแสงสีทองตกกระทบลงบนใบหน้าของผมจนต้องขยับเปลือกตาด้วยความรำคาญ ความปวดร้าวแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลังและต้นคอ เป็นสัญญาณเตือนว่าการนอนบนฟูกเน่าๆ ที่ยุบตัวจนติดพื้นกระดานนั้นไม่ใช่เรื่องดีต่อสรีระของมนุษย์เอาเสียเลย

ผมยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ยกมือขึ้นขยี้ตาพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ สภาพร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงนที่ยังคงซอมซ่อไม่ต่างจากเมื่อคืน... ไม่สิ มันไม่ใช่ความฝัน ผมทะลุมิติมาอยู่ในร่างของ 'ข้าวปั้น' เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าที่แบกหนี้สองล้านบาทจริงๆ

[ติ๊ง! อรุณสวัสดิ์โฮสต์หมายเลข 001! ระบบขอแจ้งเตือนว่า วันนี้คือวันครบกำหนดชำระดอกเบี้ยมหาโหด ขอให้โฮสต์เตรียมตัวรับแรงกระแทก!]

เสียงใสแจ๋วของระบบที่ดังขึ้นในหัวทำเอาผมคิ้วกระตุกแต่เช้า

"เออ รู้แล้วน่า ไม่ต้องมาย้ำหรอก!" ผมสบถอย่างหัวเสียพลางเดินลากเท้าไปที่โซนครัวด้านหลัง ซึ่งสภาพมันย่ำแย่จนอดีตหัวหน้าเชฟมิชลินอย่างผมอยากจะร้องไห้ เตาแก๊สรุ่นพระเจ้าเหาที่มีคราบน้ำมันเกาะกรัง เขียงไม้ที่ผ่านการสับจนเป็นหลุมลึก และ... 'ตะหลิวไม้สนิมเขรอะ' ระดับขยะที่ผมสุ่มกาชาได้เมื่อคืน วางแอ้งแม้งเยาะเย้ยผมอยู่บนโต๊ะ

ผมถอนหายใจยาว ก่อนจะเริ่มลงมือสำรวจเสบียงที่เหลืออยู่ในร้าน โชคดีที่ตู้เย็นเก่าๆ ยังพอทำงานได้บ้าง เมื่อเปิดออกดู ผมก็พบกับความว่างเปล่าที่แทบจะสะท้อนหน้าตัวเองกลับมา มีเพียงไข่ไก่เบอร์เล็กสุดอยู่สามฟอง ข้าวสวยเย็นชืดในหม้อที่เหลือจากเมื่อวาน มะนาวเหี่ยวๆ สองลูก พริกขี้หนูร่วงๆ อยู่ก้นตู้ กระเทียมไม่กี่กลีบ และถุงพลาสติกที่ใส่ 'มันหมู' แข็งๆ เอาไว้ประมาณครึ่งกิโลกรัม

นี่มัน... วัตถุดิบระดับยาจกของแท้!

"เอาวะ ในฐานะเชฟมืออาชีพ ต่อให้มีแค่หินกับดิน ฉันก็ต้องทำให้ออกมาอร่อยให้ได้!" ผมพึมพำเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง

ผมหยิบมันหมูออกมาล้างทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเท่าๆ กันอย่างคล่องแคล่ว แม้ร่างกายของข้าวปั้นจะอ่อนแอและไม่มีเรี่ยวแรงมากนัก แต่ทักษะและความคุ้นชินในการใช้มีดของผมยังคงอยู่ครบถ้วน ผมจุดเตาแก๊ส ตั้งกระทะเหล็กใบเก่าจนร้อนได้ที่ ก่อนจะเทมันหมูลงไป

ฉ่าาาา!

เสียงน้ำมันจากมันหมูที่ค่อยๆ ละลายเมื่อโดนความร้อนดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ลอยเตะจมูก ผมใช้ตะหลิวขยะนั่นคนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้มันติดกระทะ กะไฟให้พอดีเพื่อรีดน้ำมันหมูออกมาให้ได้มากที่สุด และทอดจนกากหมูเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองกรอบฟู

ในวงการทำอาหาร น้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ คือเคล็ดลับความหอมระดับพระกาฬที่น้ำมันพืชขวดละร้อยก็เทียบไม่ติด!

ขณะที่ผมกำลังตักกากหมูสีเหลืองทองขึ้นพักไว้สะเด็ดน้ำมัน และเตรียมจะหุงข้าวใหม่ จู่ๆ เสียงเบรกของรถยนต์ที่เสียดสีกับพื้นถนนก็ดังสนั่นมาจากหน้าร้าน

เอี๊ยดดดดด!

ตามมาด้วยเสียงปิดประตูรถดังปังหลายครั้ง ผมชะงักมือที่กำลังตอกไข่ สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนว่าหายนะกำลังมาเยือน เมื่อชะโงกหน้าออกไปมองจากหลังครัว เลือดในกายของผมก็แทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง

รถตู้สีดำทึบสองคันจอดเทียบอยู่ที่หน้าร้าน ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำ กางเกงสแล็ค และแว่นตาดำ ทยอยก้าวลงมาจากรถประมาณห้าหกคน บรรยากาศรอบๆ ตลาดที่เคยจอแจพลันเงียบกริบราวกับป่าช้า บรรดาแม่ค้าพ่อค้าแผงข้างๆ ต่างพากันก้มหน้างุด เก็บข้าวของหลบเข้าหลังร้านด้วยความหวาดกลัว

และท่ามกลางกลุ่มชายชุดดำเหล่านั้น ร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งก็ก้าวเดินแหวกวงล้อมเข้ามา

เขาเป็นผู้ชายที่สูงเกินร้อยเก้าสิบเซนติเมตร รูปร่างกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตยีนส์สีเข้มที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด เผยให้เห็นรอยสักลายมังกรที่พาดผ่านตั้งแต่แผงอกลามไปจนถึงต้นคอด้านซ้าย ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาราวกับนายแบบนิตยสาร แต่กลับถูกฉาบไว้ด้วยความดุดันและรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจนน่าขนลุก คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ริมฝีปากหยักได้รูปเหยียดตรง ดวงตาคมกริบสีนิลกวาดมองสภาพร้านเพิงหมาแหงนของผมด้วยสายตารังเกียจ

ไม่ต้องรอให้ระบบแจ้งเตือน ผมก็รู้ได้ทันทีจากความทรงจำของร่างนี้...

ผู้ชายคนนี้คือ 'เฮียผา' หรือ 'เสือภูผา' เจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบและผู้มีอิทธิพลตัวเอ้ประจำย่านนี้!

"ไอ้ข้าวปั้น! มึงมุดหัวอยู่ไหน ออกมาหาเฮียเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย!"

เสียงตะคอกดังลั่นมาจาก 'ไอ้เข้ม' ลูกน้องมือขวาหน้าบากของเฮียผา มันเดินเตะเก้าอี้พลาสติกสีแดงหน้าร้านจนปลิวไปกระแทกเสาเสียงดังสนั่น

ปัง!

ผมสะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นระรัวด้วยความกลัวที่เป็นสัญชาตญาณของร่างนี้ แต่ศักดิ์ศรีของอดีตเชฟใหญ่ก็สั่งให้ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดอกขึ้น แล้วก้าวออกไปเผชิญหน้ากับพวกเขา

"ผะ... ผมอยู่นี่ครับ" ผมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น ขณะเดินออกมายืนประจันหน้ากับกลุ่มมาเฟีย

เฮียผาปรายตาลงมามองผม สายตาของเขาคมกริบราวกับมีดที่กำลังแล่เนื้อ เขายกมือขึ้นกอดอก แขนเสื้อที่ถลกขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดที่ปูดโปน รอยสักมังกรขยับไปตามมัดกล้ามเนื้อดูน่าเกรงขาม

"วันนี้วันที่สิบห้า... ครบกำหนดจ่ายดอกเบี้ยรายเดือน" เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าของเฮียผาดังขึ้น มันไม่ได้ตะคอก ไม่ได้โวยวาย แต่กลับแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่กดทับจนผมแทบหายใจไม่ออก "แสนห้าหมื่นบาท... เตรียมไว้ให้กูหรือยัง?"

สองล้านบาทคือเงินต้น ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดจุดห้าต่อเดือน... ตกเดือนละแสนห้า! ไอ้พ่อบ้าของข้าวปั้นไปทำสัญญาบ้าบออะไรไว้เนี่ย!

"เอ่อ... คือว่าเฮีย..." ผมพยายามบีบมือตัวเองที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ "ตอนนี้ผมยังไม่มีเงินก้อนนั้นหรอกครับ ร้านผมเพิ่งเปิด ขายไม่ค่อยดี..."

"ไม่มี?" เฮียผาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มเหี้ยม "กูไม่ใช่สถานสงเคราะห์นะไอ้หนู พ่อมึงเชิดเงินกูไปสองล้าน ทิ้งมึงไว้ให้รับกรรม กูอุตส่าห์เมตตายืดเวลาให้มึงมาตั้งสามเดือนแล้ว วันนี้ถ้าไม่มีดอกเบี้ยมาให้กู..."

เขาพยักหน้าให้ลูกน้องเบาๆ เพียงแค่นั้น ไอ้เข้มและพวกอีกสองคนก็เดินตรงเข้าไปที่ตู้กระจกหน้าร้าน

"เฮ้ยๆ! พวกมึงจะทำอะไร!" ผมเบิกตากว้าง

เพล้ง! โครม!

ไอ้เข้มใช้ไม้เบสบอลเหล็กที่พกมาด้วย ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ตู้กระจกใส่อาหารจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ชามกระเบื้องและถาดสแตนเลสบุบๆ ร่วงหล่นลงมากระจัดกระจายเต็มพื้น เสียงเศษกระจกแตกดังบาดหู

"หยุดนะเว้ย! ทำแบบนี้แล้วผมจะเอาอะไรไปขายหาเงินมาใช้หนี้พวกคุณวะ!" ผมตะโกนลั่น ความโกรธเริ่มปะทุขึ้นมาแทนที่ความกลัว ไอ้พวกบ้าอำนาจเอ๊ย! ของพังหมดแบบนี้ต่อให้เป็นเชฟเทวดาก็ทำมาหากินไม่ได้หรอก!

เฮียผาก้าวเข้ามายืนประชิดตัวผม ร่างสูงใหญ่ของเขากดทับจนผมดูตัวเล็กลงไปถนัดตา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมากระทบจมูก เขาโน้มหน้าลงมาใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ

"ถ้าไม่มีเงินจ่าย กูก็ต้องยึดของสิวะ หรือมึงจะให้กูยึดร้านสังกะสีเน่าๆ นี่? ขายชั่งกิโลยังได้ไม่ถึงพันเลยมั้ง" เฮียผากระซิบเสียงเย็น "หรือว่า... จะให้กูจับมึงไปขัดดอกที่ซ่องดีล่ะ หน้าตาจืดๆ แบบมึง พวกเสี่ยเฒ่าน่าจะชอบ"

คำขู่นั้นทำเอาผมขนลุกซู่ ความทรงจำเรื่องการถูกทรมานของพวกลูกหนี้ลอยเข้ามาในหัว ไม่ได้การแล้ว ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ผมโดนหิ้วไปขายจริงๆ แน่!

ผมต้องงัดไม้ตายออกมาใช้!

"เดี๋ยว! หยุดพังร้านผมก่อน!" ผมหลับตาปี๋ ตะโกนออกไปสุดเสียง "ถ้าผมทำให้เฮียพอใจได้ เฮียจะยอมเลื่อนเวลาจ่ายดอกเบี้ยออกไปก่อนได้ไหม!"

ลูกน้องของเฮียผาชะงักมือ เฮียผาเองก็ขมวดคิ้ว มองผมด้วยแววตาสงสัยปนเย้ยหยัน

"ทำให้กูพอใจ? มึงจะทำอะไร? เต้นรูดเสาให้กูดูหรือไง?" กลุ่มชุดดำหัวเราะครืน

"ผมเป็นพ่อค้าข้าวแกง... ผมก็ต้องทำอาหารสิ!" ผมเชิดหน้าขึ้น สบตากับดวงตาดุดันคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว "ผมจะทำอาหารที่อร่อยที่สุด อร่อยจนเฮียต้องยอมคุกเข่าขอร้องให้ผมทำให้อีก! ถ้าเฮียกินแล้วไม่พอใจ จะพังร้านหรือจับผมไปขายที่ไหนก็เชิญเลย!"

ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ลูกน้องทุกคนหันไปมองหน้าเฮียผาเพื่อรอคำสั่ง เฮียผาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม คล้ายกำลังประเมินว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนตรงหน้ามันไปเอาความกล้าบ้าบิ่นแบบนี้มาจากไหน

"หึ... ปากดี" เฮียผาแค่นหัวเราะในลำคอ "อาหารขยะในร้านมึง หมาแถวตลาดยังเมินเลย กูจะให้เวลามึงสิบห้านาที ถ้าสิ่งที่มึงทำออกมามันหมาไม่แดกอย่างที่เขาว่ากันล่ะก็... กูจะให้ลูกน้องกูกระทืบมึงให้จมกองเลือดตรงนี้แหละ"

[ติ๊ง! ภารกิจฉุกเฉิน: เมนูต่อชีวิต! ทำให้มาเฟียโหดประทับใจด้วยวัตถุดิบระดับขยะ!] 

[รางวัล: รอดตายและได้รับความนับถือ +20]

"คอยดูเถอะ!" ผมสะบัดหน้า เดินกลับเข้าไปในครัวที่เพิ่งถูกทำลายไปบางส่วน โชคดีที่เตาแก๊สและเครื่องปรุงยังอยู่ครบ

สิบห้านาที... กับไข่ไก่ 3 ฟอง ข้าวเย็น ข้าวปั้น... แกต้องทำได้!

ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับโหมดตัวเองเข้าสู่ 'วิญญาณเชฟ' โดยสมบูรณ์แบบ ผมตอกไข่ไก่ทั้งสามฟองลงในชามสแตนเลสบุบๆ หยิบส้อมขึ้นมาตีไข่ด้วยความเร็วและจังหวะที่สม่ำเสมอ ข้อมือขยับพลิ้วไหวราวกับกำลังร่ายรำ การตีไข่เจียวให้ฟูไม่ใช่แค่การคนให้เข้ากัน แต่คือการตีเอา 'อากาศ' เข้าไปแทรกซึมในเนื้อไข่ให้ได้มากที่สุด ผมตีจนไข่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลและมีฟองอากาศเล็กๆ ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด

จากนั้น ผมเหยาะซีอิ๊วขาวลงไปเล็กน้อย ตามด้วยพริกไทยป่นเพื่อดับคาว และเคล็ดลับสำคัญ... บีบน้ำมะนาวสดลงไปครึ่งซีก! กรดจากมะนาวจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนในไข่ ช่วยให้โครงสร้างไข่ฟูกรอบและไม่อมน้ำมัน

ผมเทกากหมูสีทองที่เจียวพักไว้เมื่อครู่ลงไปในชามไข่ คนให้เข้ากันเบาๆ

เปิดเตาแก๊สเร่งไฟจนสุด เทน้ำมันหมูที่เพิ่งเจียวใหม่ๆ ลงในกระทะเหล็ก รอจนน้ำมันร้อนจัดจนมีควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมา นี่คือวินาทีชี้ชะตา!

ผมยกชามไข่ขึ้นสูงเหนือกระทะประมาณหนึ่งฟุต แล้วเทไข่ลงไปตรงกลางกระทะรวดเดียว!

ซ่าาาาาาา!

เสียงไข่กระทบน้ำมันร้อนจัดดังสนั่น กลิ่นหอมฟุ้งของไข่เจียวที่ผสมผสานกับกลิ่นกากหมูและน้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ ระเบิดออกมาราวกับระเบิดเวลา กลิ่นหอมรุนแรงจนลอยข้ามกำแพงครัวออกไปถึงหน้าร้าน

ผมได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังเอื้อกมาจากไอ้เข้มลูกน้องเฮียผา

ผมใช้ตะหลิวไม้สนิมเขรอะตะล่อมขอบไข่เจียวที่ฟูฟ่องดันเข้าหากัน เพื่อให้เนื้อไข่ด้านบนไหลลงไปสุกด้านล่าง ทอดจนขอบกรอบเกรียมเป็นสีเหลืองทอง ก่อนจะตวัดข้อมือพลิกไข่เจียวทั้งแผ่นให้กลับด้านอย่างสวยงามโดยไม่ขาดออกจากกัน

เมื่อไข่สุกได้ที่ทั้งสองด้าน ผมตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมันเล็กน้อย นำข้าวสวยเย็นชืดไปอุ่นในไมโครเวฟเก่าๆ จนร้อนควันฉุย ตักข้าวใส่จาน แล้วโปะทับด้วย 'ข้าวไข่เจียวฟูทรงเครื่องกากหมู' ขอบไข่เจียวกรอบฟูจนล้นจาน สีเหลืองทองอร่ามตัดกับชิ้นกากหมูที่แทรกอยู่ด้านในส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

แต่แค่นี้ยังไม่พอ! สำหรับข้าวไข่เจียว สิ่งที่จะชูรสชาติให้ถึงขีดสุดคือ 'พริกน้ำปลา'

ผมคว้าพริกขี้หนูสวนมาซอยยิกๆ ด้วยความเร็วที่มองแทบไม่ทัน ตามด้วยกระเทียมฝานบางๆ ใส่ถ้วยเล็ก บีบมะนาวสดลงไปจนชุ่ม ตามด้วยน้ำปลาแท้ และตัดรสด้วยน้ำตาลทรายปลายช้อน คนให้เข้ากันจนกลิ่นความเปรี้ยวเผ็ดเค็มหอมฟุ้งเตะจมูก

"เสร็จแล้วครับ!"

ผมยกจานข้าวไข่เจียวร้อนๆ และถ้วยพริกน้ำปลาออกมาวางกระแทกลงบนโต๊ะพับหน้าเฮียผา ควันฉุยลอยกรุ่นพัดเอากลิ่นหอมเข้าไปปะทะใบหน้าคมเข้มของมาเฟียหนุ่มโดยตรง

ลูกน้องทุกคนเบิกตากว้าง จ้องมองจานข้าวไข่เจียวที่ดูธรรมดาแต่กลับส่งกลิ่นหอมเย้ายวนจนท้องร้องประท้วง

"นี่เหรอ... อาหารต่อชีวิตของมึง?" เฮียผาเลิกคิ้ว มองจานไข่เจียวด้วยสายตาคลางแคลงใจ "ก็แค่ข้าวไข่เจียวโง่ๆ"

"ลองชิมดูก่อนสิครับเฮีย แล้วจะรู้ว่ามันโง่หรือเฮียโง่ที่ดูถูกมัน" ผมยิ้มท้าทาย

"ไอ้เด็กนี่! มึงวอนโดนตีนซะแล้ว!" ไอ้เข้มทำท่าจะพุ่งเข้ามา แต่เฮียผายกมือห้ามไว้

เขาจ้องหน้าผมเขม็ง ก่อนจะหยิบช้อนส้อมพลาสติกขึ้นมา ตักไข่เจียวชิ้นใหญ่ที่ตัดขอบกรอบๆ ติดเนื้อไข่นุ่มฟูด้านในและกากหมู ราดด้วยพริกน้ำปลาชุ่มๆ แล้วส่งเข้าปาก...

วินาทีที่ช้อนสัมผัสลิ้น...

ตาคมกริบของเสือภูผาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายสูงใหญ่ชะงักค้างไปชั่วขณะ

ความกรอบฟูของขอบไข่เจียวที่ละลายในปากปะทะเข้ากับความนุ่มละมุนของเนื้อไข่ด้านใน กลิ่นหอมหวนของน้ำมันหมูแทรกซึมอยู่ในทุกอณู ความมันเค็มของกากหมูที่เคี้ยวกรุบๆ กรอบๆ ตัดกับรสชาติเผ็ดเปรี้ยวเค็มหวานที่ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบของพริกน้ำปลาสดใหม่ มันช่วยตัดเลี่ยนและดึงรสชาติอูมามิของไข่ให้โดดเด่นขึ้นมาจนถึงขีดสุด!

นี่มัน... รสชาติสวรรค์ชัดๆ!

เฮียผาไม่พูดอะไรสักคำ เขาตักคำที่สอง... คำที่สาม... และคำต่อๆ ไปเข้าปากด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากที่ตั้งใจจะชิมแค่คำเดียว กลายเป็นว่าเขากำลังสวาปามข้าวไข่เจียวจานยักษ์จนแก้มตุ่ย ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของลูกน้องนับสิบชีวิตที่อ้าปากค้าง เพราะไม่เคยเห็นลูกพี่ของตนเองกินอาหารข้างถนนอย่างตะกละตะกลามขนาดนี้มาก่อน!

เพี้ยงไม่ถึงห้านาที ข้าวไข่เจียวฟูทรงเครื่องกากหมูก็อันตรธานหายไปจนเกลี้ยงจาน ไม่เหลือแม้แต่พริกในถ้วยน้ำปลา

เฮียผาวางช้อนลง ดื่มน้ำเย็นที่ผมรินเตรียมไว้ให้จนหมดแก้ว เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับปาก สีหน้าดุดันเมื่อครู่ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะพยายามเก๊กขรึมตามสไตล์เจ้าพ่อก็ตาม

"เป็นไงครับเฮีย... พอจะเลื่อนเวลาจ่ายดอกเบี้ยให้ผมได้หรือยัง?" ผมกอดอก ยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ

เฮียผาจ้องมองจานเปล่า สลับกับมองหน้าผม แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวหรือรังเกียจเหมือนตอนแรก แต่แฝงไปด้วยประกายประหลาดที่ผมอ่านไม่ออก

เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบแบงก์พันออกมาหนึ่งใบแล้ววางแปะลงบนโต๊ะ

"นี่ค่าข้าวไข่เจียวมึง" เฮียผาลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่กางเกง "ส่วนเรื่องดอกเบี้ย... กูให้เวลามึงหาเงินอีกสามวัน"

"ขอบคุณครับเฮีย!" ผมแทบจะกระโดดตัวลอย

"แต่มีข้อแม้..." เฮียผาชะงักฝีเท้า หันขวับกลับมาจ้องหน้าผม "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มึงต้องทำข้าวกล่องส่งไปให้กูที่ออฟฟิศทุกเที่ยง... ถือเป็นการ 'ขัดดอก' ค่าเสียเวลาของกู เข้าใจไหม?"

ห๊ะ!? ทำข้าวกล่องส่งมาเฟียขัดดอก!?

ยังไม่ทันที่ผมจะอ้าปากเถียง เฮียผาก็เดินนำลูกน้องขึ้นรถตู้แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ผมยืนอึ้งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของหน้าร้าน กับแบงก์พันหนึ่งใบที่สะบัดไหวไปตามสายลม

[ติ๊ง! ภารกิจฉุกเฉิน: เมนูต่อชีวิต! สำเร็จลุล่วง!] 

[รางวัล: รอดตายและได้รับความนับถือ +20] 

[ระบบขอเตือนโฮสต์: เสน่ห์ปลายจวักของคุณได้ตกหัวใจมาเฟียไปเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวเหนื่อยได้เลย!]

"ไอ้ระบบบ้า! หุบปากไปเลยนะ!" ผมตะโกนด่าลมด่าแล้ง มองแบงก์พันในมือด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก

การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในร่างเด็กติดหนี้... ดูท่าจะวุ่นวายกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ!

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!