แสงแดดจัดจ้าทะลุผ่านช่องโหว่บนหลังคาสังกะสี ส่องกระทบเปลือกตาจนต้องขยับพลิกตัว ความแข็งกระด้างของแผ่นไม้กระดานใต้ฟูกนอนบางเฉียบส่งผลให้กล้ามเนื้อแผ่นหลังปวดร้าว อาการตึงเครียดตามข้อต่อและลำคอประท้วงทุกครั้งที่ขยับตัว กลิ่นอับชื้นของเชื้อราตามมุมห้องผสมกับกลิ่นควันท่อไอเสียจากถนนใหญ่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
ผมใช้สองมือยันพื้นไม้ ดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง ฝุ่นผงชิ้นเล็กปลิวว่อนล้อแสงแดด นิ้วมือเรียวบางของร่างนี้สั่นเล็กน้อยเมื่อออกแรงกำเข้าหากัน สภาพร่างกายของข้าวปั้นอ่อนแอเกินกว่าจะรองรับวิญญาณของอดีตเชฟหัวหน้าครัวที่เคยทำงานหนักวันละสิบแปดชั่วโมง
ติ๊ง!
หน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือปลายเท้า ตัวอักษรสีขาววิ่งไล่เรียงกันเป็นบรรทัด
[ระบบขอแจ้งเตือน: วันนี้คือวันครบกำหนดชำระดอกเบี้ย กรุณาเตรียมตัวรับแรงกระแทกจากการทวงถามหนี้สิน]
ข้อความสั้นๆ บนหน้าจอทำเอาคิ้วของผมกระตุก สองเท้าเหยียบลงบนพื้นไม้เย็นเฉียบ เดินลากเท้าตรงไปยังโซนครัวด้านหลังร้าน พื้นที่แคบๆ มีเพียงโต๊ะพับพลาสติก เตาแก๊สรุ่นเก่า และตู้เย็นที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ ผมเปิดตู้เย็น คว้าไข่ไก่เบอร์เล็กสุดสามฟองออกมาวางบนเขียงไม้ ตามด้วยมะนาวผิวเหี่ยวย่นสองลูก และพริกขี้หนูสีแดงสดที่ร่วงอยู่ก้นช่องแช่ผัก
ถัดไปคือชามสแตนเลสที่บรรจุกากหมูสีเหลืองทองและน้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ ที่ผมเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของมันหมูคั่วไฟลอยแตะจมูก มันคือวัตถุดิบเดียวที่มีค่าพอจะใช้ต่อกรกับสถานการณ์ตรงหน้า
เอี๊ยดดดดด!
เสียงยางรถยนต์บดเบียดกับพื้นถนนยางมะตอยดังสนั่น ลากยาวมาหยุดลงตรงริมฟุตบาทหน้าร้าน เสียงเจี๊ยวจ๊าวของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดขาดห้วงไปแทบจะในพริบตาเดียว เสียงสับเนื้อหมูบนเขียงของร้านถัดไปหยุดชะงัก บรรยากาศรอบนอกเงียบสงัดจนได้ยินเสียงพัดลมระบายอากาศของร้านผมหมุนเอี๊ยดอ๊าด
ผมชะโงกหน้ามองผ่านตู้กระจกใส่อาหารที่ว่างเปล่าหน้าร้าน
รถตู้สีดำทึบติดฟิล์มมืดสนิทสองคันจอดเทียบขนานกัน ประตูบานเลื่อนถูกกระชากเปิดออก ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำ กางเกงสแล็ค และแว่นตากันแดดสีเข้ม ทยอยก้าวลงมาเหยียบพื้นถนน รองเท้าหนังกระทบพื้นคอนกรีตเป็นจังหวะหนักแน่น พวกมันกระจายตัวยืนล้อมกรอบหน้าร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงน
ชายหนุ่มร่างยักษ์คนหนึ่งก้าวลงมาจากเบาะหลังของรถตู้คันแรก ความสูงของเขาเกินร้อยเก้าสิบเซนติเมตร มัดกล้ามเนื้ออัดแน่นอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตยีนส์สีเข้มที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด เผยให้เห็นรอยสักลายมังกรพาดผ่านแผงอกลามไปถึงลาดไหล่ ผิวสีแทนกร้านแดด ใบหน้าคมเข้มมีกรามเป็นสันชัดเจน คิ้วหนาขมวดมุ่น ริมฝีปากหยักเหยียดตรง
กลิ่นอายความอันตรายเฉพาะตัวแผ่กระจายมาตามลม กลบกลิ่นคาวปลาของตลาดสดไปจนหมดสิ้น
ผู้ชายคนนี้คือ 'เสือภูผา' เจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบ
"ไอ้ข้าวปั้น! มึงมุดหัวอยู่ไหน ออกมาหาเฮียเดี๋ยวนี้!"
เสียงตะคอกแหบห้าวมาจากลูกน้องมือขวาหน้าบาก มันเดินตรงเข้ามาเตะเก้าอี้พลาสติกสีแดงหน้าร้านจนปลิวกระเด็นไปชนเสาไม้
ปัง!
ผมสูดลมหายใจลึก ดันตัวออกจากหลังตู้เย็น สองขาก้าวออกไปยืนประจันหน้ากับกลุ่มชายชุดดำ มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าผ้ากันเปื้อนสีมอๆ เพื่อซ่อนอาการสั่นของปลายนิ้ว
"อยู่นี่" ผมตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมจังหวะการหายใจ
เสือภูผาปรายตาลงมองผม นัยน์ตาสีดำสนิทดุดันราวกับสัตว์นักล่า เขายกแขนขึ้นกอดอก รอยสักมังกรขยับไปตามการเกร็งของกล้ามเนื้อ
"แสนห้าหมื่น... เตรียมไว้ให้กูหรือยัง" น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากดดันจนอากาศรอบข้างหนักอึ้ง
"ยังไม่มี" ผมตอบกลับ สบตากับคนตัวโตกว่า "ร้านเพิ่งจัดของเสร็จ ยังไม่ได้เปิดขาย"
มุมปากของเสือภูผากระตุก "กูไม่ใช่สถานสงเคราะห์ พ่อมึงเชิดเงินกูไปสองล้าน กูยืดเวลาให้มึงมาสามเดือนแล้ว วันนี้ถ้าไม่มีดอกเบี้ยมาให้กู..."
เขาพยักหน้าให้ลูกน้องหน้าบากเพียงนิดเดียว
เพล้ง! โครม!
ไม้เบสบอลเหล็กในมือของลูกน้องหน้าบากฟาดเปรี้ยงเข้าที่ตู้กระจกใส่อาหารหน้าร้าน เศษกระจกแตกกระจายพุ่งกระเด็น ชิ้นส่วนหนึ่งบาดเข้าที่หลังมือขวาของผมจนเลือดสีสดซึมออกมา ชามกระเบื้องและถาดสแตนเลสเปล่าร่วงหล่นกระแทกพื้นกระจัดกระจาย
"ทำบ้าอะไรวะ! พังของแบบนี้แล้วจะเอาอะไรไปขายหาเงินมาคืน!" ผมตวาดลั่น สองมือบีบเข้าหากันแน่น เลือดหยดลงบนพื้นซีเมนต์
เสือภูผาก้าวประชิดตัวผม ร่างสูงใหญ่บดบังแสงแดดจนมิด เงาทะมึนทาบทับลงมา กลิ่นบุหรี่ชัดเจนขึ้นจนน่าอึดอัด เขาโน้มหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจร้อนรดรินผะแผ่วบริเวณหน้าผาก
"ถ้าไม่มีเงิน กูต้องยึดของ หรือมึงจะให้กูยึดร้านสังกะสีผุๆ นี่" เสียงทุ้มกระซิบชิดริมหู "หรือจะให้กูจับมึงไปขายซ่องขัดดอก หน้าตาจืดๆ แบบมึง พวกเสี่ยเฒ่าน่าจะชอบ"
ผมกัดฟันแน่น กรามบดเข้าหากันจนปวดร้าว ถ้าโดนหิ้วไปตอนนี้ ชีวิตที่เพิ่งได้มาใหม่คงจบสิ้น ผมเงยหน้าขึ้น สบตากับนัยน์ตาดุดันคู่นั้น
"ขอเวลาสิบห้านาที" ผมเปล่งเสียงลอดไรฟัน "ผมเป็นเชฟ... เป็นพ่อค้าข้าวแกง ผมจะทำอาหารให้กิน ถ้ารสชาติไม่ถูกปาก จะพังร้านหรือจับผมไปขายที่ไหนก็เชิญ"
ลูกน้องชุดดำที่ยืนล้อมอยู่ระเบิดเสียงหัวเราะครืน
"มึงจะทำอาหารขัดดอก? เต้นรูดเสาให้เฮียดูยังจะเข้าท่ากว่า!" ลูกน้องหน้าบากเย้ยหยัน
เสือภูผายกมือขึ้นระดับอก เสียงหัวเราะรอบด้านเงียบสนิทลง เขามองตรงมาที่ผม คล้ายกำลังประเมินท่าที
"ปากดี" เขากระตุกยิ้มมุมปาก "อาหารขยะร้านมึง หมาแถวตลาดยังเมิน กูให้เวลาสิบห้านาที ถ้าสิ่งที่มึงทำออกมามันกินไม่ได้ กูจะให้ลูกน้องกูเหยียบมึงจมกองเลือดตรงนี้"
หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงเด้งขึ้นมาตรงหน้าผม
[ภารกิจฉุกเฉิน: เมนูต่อชีวิต! ทำให้มาเฟียประทับใจด้วยวัตถุดิบที่มีจำกัด]
ผมหันหลังกลับ เดินตรงเข้าไปในโซนครัวที่เพิ่งโดนพังข้าวของไปบางส่วน เตาแก๊สและเขียงไม้ยังอยู่รอดปลอดภัย ผมคว้าชามสแตนเลสใบเก่าที่บุบเบี้ยว หยิบไข่ไก่ทั้งสามฟองขึ้นมาตอกลงไปรวดเดียว
มือขวาคว้าส้อมขึ้นมาตีไข่ ข้อมือขยับพลิ้วไหวเป็นวงกลมด้วยจังหวะคงที่ เสียงส้อมกระทบขอบชามสแตนเลสดัง กริ๊ก... กริ๊ก... กริ๊ก... ถี่ยิบ การทำให้ไข่ขาวและไข่แดงรวมเป็นเนื้อเดียวกันเป็นเพียงกระบวนการขั้นต้น เทคนิคที่แท้จริงคือการตวัดส้อมอัดอากาศเข้าไปแทรกซึมในเนื้อไข่ให้มากที่สุด ผมตีจนของเหลวในชามเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลและมีฟองอากาศขนาดเล็กผุดขึ้นหนาแน่น
มือซ้ายเอื้อมไปหยิบขวดซีอิ๊วขาว เหยาะลงไปสองหยดถ้วน ตามด้วยพริกไทยขาวป่น ผมคว้ามะนาวผิวเหี่ยวมาฝานครึ่ง บีบน้ำมะนาวสดลงไปครึ่งซีก กรดจากน้ำมะนาวจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนของไข่ ช่วยให้โครงสร้างไข่ฟูและไม่อมน้ำมันเวลาลงทอด ผมตวัดกากหมูสีเหลืองทองที่เจียวไว้เมื่อคืนลงไปในชาม ผสมให้เข้ากัน
มือซ้ายบิดลูกบิดเตาแก๊สจนสุด เปลวไฟสีแดงอมสเปรดพุ่งขึ้นมาเลียก้นกระทะเหล็ก ผมตักน้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ สีใสแจ๋วเทลงไปในกระทะ รอจนน้ำมันร้อนจัด ควันสีขาวบางๆ ลอยกรุ่นขึ้นมาเหนือผิวน้ำมัน
ผมยกชามไข่ขึ้นสูงเหนือกระทะราวหนึ่งฟุต ปล่อยให้ของเหลวสีเหลืองไหลทะลักลงสู่ใจกลางน้ำมันเดือดพล่าน
ซ่าาาาา!
เสียงน้ำมันร้อนปะทะไข่ไก่ดังสนั่น กลิ่นหอมระเบิดออกมารอบทิศทาง กลิ่นน้ำมันหมูเจียวผสมผสานกับกลิ่นไข่ทอดเตะจมูกอย่างจัง ผมคว้าตะหลิวไม้สนิมเขรอะขึ้นมา ตะล่อมขอบไข่ที่กำลังฟูฟ่องดันเข้าสู่ศูนย์กลาง เพื่อให้เนื้อไข่ดิบด้านบนไหลลงไปสัมผัสความร้อนด้านล่าง ผิวไข่ด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองและเกรียมกรอบ
ผมตวัดข้อมือ กระดกกระทะเหล็กขึ้น แผ่นไข่เจียวลอยขึ้นกลางอากาศและพลิกกลับด้านตกลงสู่น้ำมันร้อนอีกครั้งโดยไม่ขาดออกจากกัน
เสียงกลืนน้ำลายดังเอื้อกมาจากทิศทางหน้าร้าน
ผมตักไข่เจียวที่สุกเหลืองกรอบฟูขึ้นพักบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน หันไปตักข้าวสวยร้อนๆ จากหม้อหุงข้าวใส่จานพลาสติกสีชมพู โปะแผ่นไข่เจียวฟูฟ่องทับลงไป ขอบไข่เจียวล้นออกมานอกจาน ชิ้นกากหมูสีทองแทรกตัวอยู่ตามรอยแยกของเนื้อไข่
ผมหันไปคว้าพริกขี้หนูสีแดงสดและกระเทียมกลีบเล็ก วางลงบนเขียง ใช้มีดเล่มเล็กซอยถี่ยิบ เสียงมีดกระทบเขียงไม้ดังรัวเร็ว กวาดพริกกระเทียมใส่ถ้วยใบเล็ก บีบมะนาวสดที่เหลือลงไป ตามด้วยน้ำปลาแท้ และน้ำตาลทรายปลายช้อน คนให้เข้ากัน กลิ่นฉุนของพริกกระเทียมปะทะกับความเปรี้ยวของมะนาวเกิดเป็นกลิ่นหอมจัดจ้าน
ผมถือจานข้าวไข่เจียวควันฉุยและถ้วยพริกน้ำปลา เดินตรงไปที่โต๊ะพับพลาสติกซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าเสือภูผา วางจานลงกระแทกโต๊ะ เสียงจานพลาสติกกระทบแผ่นไม้ดังปึก
ไอร้อนพัดพากลิ่นหอมฟุ้งกระจายปะทะใบหน้าคมเข้มของมาเฟียร่างยักษ์ ลูกน้องชุดดำเบิกตากว้าง จ้องมองอาหารบนโต๊ะ ไม่ละสายตา
"ข้าวไข่เจียวฟูทรงเครื่องกากหมู" ผมพูดพร้อมดันถ้วยพริกน้ำปลาไปใกล้จาน
เสือภูผาก้มมองจานอาหารตรงหน้า สลับกับมองหน้าผม เขาใช้มือขวาหยิบช้อนสแตนเลสขึ้นมา ตักตัดขอบไข่เจียว เสียงความกรอบของเนื้อไข่ดังกร้วมเบาๆ ชิ้นกากหมูติดขึ้นมากับเนื้อไข่นุ่มฟูด้านใน เขาราดพริกน้ำปลาลงบนช้อนจนชุ่ม ก่อนจะส่งเข้าปาก
ร่างสูงใหญ่ชะงักค้าง มือที่ถือช้อนหยุดนิ่งกลางอากาศ
ความกรอบฟูของขอบไข่เจียวละลายผสมกับความนุ่มละมุนของเนื้อไข่ด้านใน กลิ่นน้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ แทรกซึมอยู่ทุกอณู ความมันเค็มของกากหมูที่เคี้ยวกรุบสู้ฟัน ตัดกับรสชาติเผ็ดเปรี้ยวเค็มหวานของพริกน้ำปลาสดใหม่ ดึงรสชาติอูมามิของไข่ไก่ออกมาจนหมดจด
มือขวาของเขาขยับตักคำที่สองเข้าปาก ความเร็วในการขยับมือเพิ่มขึ้น ช้อนตักข้าวและไข่เจียวเข้าปากคำแล้วคำเล่า เสียงช้อนสแตนเลสกระทบจานพลาสติกดังต่อเนื่อง เสือภูผาเคี้ยวอาหารในปากอย่างเอาเป็นเอาตาย เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามไรผมและสันจมูกจากความเผ็ดร้อนของพริกขี้หนูสวน เขาไม่สนใจสายตาตกตะลึงของลูกน้องนับสิบคนที่ยืนอ้าปากค้าง
ไม่ถึงห้านาที ข้าวไข่เจียวจานยักษ์ก็อันตรธานหายไปจนเกลี้ยงจาน พริกน้ำปลาในถ้วยไม่เหลือแม้แต่กระเทียมสักชิ้น
เขาวางช้อนลงบนจาน คว้าขวดน้ำพลาสติกที่ตั้งอยู่บนโต๊ะมาเปิดฝา ยกกระดกจนหมดขวด มือใหญ่ยกขึ้นปาดคราบน้ำที่มุมปาก ลมหายใจพรูออกจากจมูกโด่งเป็นสัน
"รสชาติพอใช้หนี้ได้ไหม" ผมถาม ดึงผ้ากันเปื้อนมาเช็ดมือที่เปื้อนคราบน้ำมัน
เสือภูผาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ค หยิบธนบัตรสีเทาออกมาหนึ่งใบ โยนลงบนโต๊ะพับพลาสติก
"นี่ค่าข้าว" เขากล่าวเสียงเรียบ "กูให้เวลามึงหาเงินอีกสามวัน"
ผมถอนหายใจยาว ปล่อยไหล่ที่เกร็งมาตลอดสิบห้านาทีให้ตกลง
เสือภูผาหมุนตัวเตรียมเดินกลับไปที่รถตู้ แต่แล้วเขาก็หยุดชะงัก หันหน้ากลับมามองผม นัยน์ตาดุดันจ้องตรงมา
"ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ มึงต้องทำข้าวกล่องส่งไปให้กูที่ออฟฟิศทุกเที่ยง... ถือเป็นการขัดดอกค่าเสียเวลาของกู"
เขาก้าวขึ้นรถตู้สีดำ ประตูบานเลื่อนปิดกระแทกดังปัง ลูกน้องชุดดำรีบกระโดดขึ้นรถตามเจ้านาย รถตู้ทั้งสองคันเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปจากหน้าตลาด ทิ้งควันท่อไอเสียและฝุ่นผงตลบอบอวล
หน้าจอสีฟ้าสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง
[ภารกิจฉุกเฉิน: เมนูต่อชีวิต! สำเร็จลุล่วง]
[รางวัล: ได้รับความเคารพจากกระเพาะอาหารของมาเฟีย +20]
ผมก้มมองแบงก์พันบนโต๊ะพับ สลับกับซากตู้กระจกที่แตกกระจายเกลื่อนพื้น การทำข้าวกล่องขัดดอกให้มาเฟียหน้าโหดทุกวัน... ชีวิตในร่างใหม่นี้คงหาความสงบสุขไม่ได้อีกแล้ว