แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ดวงเดียวหน้าร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงนสาดส่องลงบนโต๊ะพับพลาสติกที่มีคราบน้ำมันเกาะบางเบา ตลาดสดเวลานี้ร้างผู้คน พ่อค้าแม่ค้าแผงอื่นเก็บข้าวของกลับบ้านกันไปหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงสุนัขจรจัดเห่าหอนมาตามสายลม และเสียงแมลงกลางคืนกรีดปีกแข่งกับเสียงมอเตอร์ตู้เย็นเก่าที่ครางหึ่ง
ผมลากเก้าอี้พลาสติกมาทรุดตัวลงนั่ง สองแขนทิ้งลงข้างลำตัว กล้ามเนื้อขาสองข้างปวดหนึบถึงกระดูกจากการยืนหน้าเตาแก๊สติดต่อกันหลายชั่วโมง ฝ่ามือแดงเถือกจากการจับด้ามตะหลิวไม้และกระดกกระทะเหล็กนับร้อยรอบ เหงื่อชื้นเกาะตามแผ่นหลังจนเสื้อยืดตัวเก่งแนบลู่ไปกับผิวหนัง
นิ้วมือสิบนิ้วกอบโกยเหรียญและธนบัตรยับยู่ยี่ออกจากกระป๋องพลาสติก กองรวมกันบนโต๊ะ
"พันเจ็ด... สองพัน... สองพันสี่ร้อยห้าสิบ" ริมฝีปากแห้งผากขยับนับยอดเงินทั้งหมด
กำไรวันนี้ทะลุเป้าหมายไปไกล การมีลูกน้องมาเฟียมาสวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูเดินเสิร์ฟน้ำช่วยเรียกลูกค้าได้ชะงัดนัก เงินก้อนนี้มากพอสำหรับเป็นทุนหมุนเวียนซื้อของสดวันพรุ่งนี้ และเจียดไปจ่ายดอกเบี้ยรายวันให้เสือภูผา
ติ๊ง!
เสียงสังเคราะห์ใสกังวานดังแทรกความเงียบ หน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นเหนือโต๊ะพับพลาสติก ตัวอักษรสีขาววิ่งเรียงแถว
[ขอแสดงความยินดี โฮสต์บรรลุเป้าหมายการดึงดูดลูกค้ากลุ่มแรกสำเร็จ]
[ระบบขอเสนอภารกิจใหม่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ขจรขจาย]
[ภารกิจหลัก: ยกระดับรสชาติ! ตำนานแห่งน้ำซุปสีอำพัน]
[รายละเอียด: เมนูผัดคั่วแห้งสามารถดึงดูดความสนใจได้ชั่วคราว แต่เมนูต้มตุ๋นที่ต้องใช้เวลาและความใส่ใจ คือเครื่องพิสูจน์ฝีมือเชฟตัวจริง จงทำเมนูต้มที่ส่งกลิ่นยั่วน้ำลายไปไกลสามบ้านแปดบ้าน]
[รางวัล: สูตรไข่พะโล้โบราณตำรับชาววัง พร้อมชุดวัตถุดิบพรีเมียม 1 ชุด และแต้มประสบการณ์ 100 แต้ม]
ไข่พะโล้โบราณ
สายตาไล่อ่านชื่อเมนูบนหน้าจอ อาหารพื้นฐานที่หาซื้อได้ตามร้านข้าวแกงทั่วไป แต่การจะทำให้ได้รสชาติพะโล้ชั้นครูนั้นยากยิ่งกว่าการทำสเต็กเนื้อวากิว ร้านข้าวแกงยุคใหม่มักใช้ผงพะโล้สำเร็จรูปต้มกับซีอิ๊วดำและน้ำตาลทราย รสชาติที่ได้จะมีแต่ความหวานแหลมบาดคอ ขาดมิติความหอมของเครื่องเทศ
พะโล้ขนานแท้ต้องใช้เวลาเคี่ยวนานข้ามคืน ให้น้ำตาลรัดตัวเนื้อหมูและไข่จนเกิดสัมผัสหนึบเด้ง รสชาติกลมกล่อมซึมลึกถึงแกนกลาง
"รับภารกิจ" ผมส่งเสียงบอกระบบ
[โฮสต์ยอมรับภารกิจ ทำการโอนถ่ายสูตรอาหารเข้าสู่สมอง... และส่งมอบวัตถุดิบ]
ข้อมูลขั้นตอนการทำพะโล้โบราณหลั่งไหลเข้าสู่หัว ตั้งแต่การเลือกชนิดเครื่องเทศ ระดับอุณหภูมิไฟ ไปจนถึงเทคนิคการเคี่ยวน้ำตาลปี๊บให้เป็นคาราเมล บนโต๊ะพลาสติกปรากฏกล่องไม้สลักลายโบราณขึ้นมาหนึ่งใบ
มือซ้ายปลดสลักทองเหลือง เปิดฝากล่องไม้ กลิ่นหอมของสมุนไพรแห้งและเครื่องเทศพุ่งเตะจมูก ภายในกล่องแบ่งช่องจัดเก็บวัตถุดิบประณีต หมูสามชั้นเส้นยาวมีสัดส่วนของเนื้อแดง ไขมัน และหนัง เท่ากันประหนึ่งใช้ไม้บรรทัดวัด ไข่เป็ดฟองโตเปลือกหนาสีขาวนวลสะอาดสะอ้าน น้ำตาลปี๊บแท้สีน้ำตาลอ่อนส่งกลิ่นหอมหวานของดอกมะพร้าว และห่อผ้าขาวบางบรรจุอบเชยแท่ง โป๊ยกั๊ก ลูกผักชี ยี่หร่า ชะเอมเทศ และพริกไทยดำเม็ดเต่งตึง
สัญชาตญาณเชฟถูกปลุก อาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อถูกโยนทิ้งไว้เบื้องหลัง ผมลุกขึ้นยืน คว้าหมูสามชั้นไปล้างทำความสะอาด ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล
ขั้นตอนแรกคือการสร้างสามเกลอ หัวใจหลักของอาหารไทย ผมนำรากผักชี กระเทียมไทยกลีบเล็กทั้งเปลือก และพริกไทยดำเม็ด โยนลงในครกหิน สากหินกระแทกบดขยี้ส่วนผสม โป๊ก โป๊ก โป๊ก เสียงตำครกดังก้องสะท้อนไปทั่วตลาดร้าง น้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรทั้งสามชนิดแตกตัวคลุกเคล้ากัน กลิ่นหอมฉุนเป็นเอกลักษณ์ลอยคลุ้ง
ผมหันไปตั้งกระทะใส่น้ำเปล่า รอจนน้ำเดือดพล่าน เติมเกลือสมุทรและน้ำส้มสายชูลงไป เทคนิคนี้ช่วยให้เปลือกไข่ปอกง่ายและไข่ขาวรัดตัวสวยงาม หย่อนไข่เป็ดลงไปต้ม จับเวลาเจ็ดนาทีถ้วน พอครบกำหนดก็ตักขึ้นน็อกในอ่างน้ำแข็งเพื่อหยุดความร้อน ไข่เป็ดต้มยางมะตูมถูกปอกเปลือกออก เผยให้เห็นผิวไข่ขาวเนียนเรียบไร้รอยแหว่ง
ลำดับต่อมาคือการจัดการเนื้อสัตว์ มือขวาใช้มีดหั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำ ไม่เล็กจนเกินไป เมื่อนำไปตุ๋น เนื้อหมูจะหดตัวลงอีก
กระทะเหล็กถูกนำมาตั้งบนเตา บิดลูกบิดไฟแรงสุดจนกระทะร้อนจัด ผมนำหมูสามชั้นลงไปจี่โดยไม่ใช้น้ำมัน
ฉ่าาาา!
เสียงเนื้อหมูปะทะเหล็กร้อนดังสนั่น น้ำมันจากชั้นไขมันไหลเยิ้มออกมา การจี่เนื้อหมูด้วยความร้อนสูงจะช่วยรีดน้ำมันส่วนเกินทิ้งไป ทำให้พะโล้ไม่เลี่ยน ผิวหมูเกรียมสีน้ำตาลอ่อน กลิ่นหอมคั่วกระทะลอยกรุ่น ผมพลิกชิ้นหมูไปมาจนสีสวยสม่ำเสมอ ตักขึ้นพักไว้บนตะแกรงสแตนเลส
คราวนี้มาถึงขั้นตอนปราบเซียน การทำหางเครื่อง หรือการเคี่ยวน้ำตาลคาราเมล พะโล้โบราณแท้จะไม่ใช้ซีอิ๊วดำแต่งสีเด็ดขาด สีน้ำตาลเข้มของน้ำซุปต้องมาจากน้ำตาลปี๊บเคี่ยวไหม้เท่านั้น
ผมล้างกระทะเหล็กจนสะอาด ตั้งไฟอ่อนสุด ก้อนน้ำตาลปี๊บแท้ถูกใส่ลงไป มือจับตะหลิวไม้สนิมเขรอะคนน้ำตาล ความร้อนทำให้น้ำตาลปี๊บคลายตัว เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวข้นหนืด สีน้ำตาลอ่อนเปลี่ยนสีเข้มขึ้น
กลิ่นหอมหวานอมขมของการลนไฟลอยฟุ้ง สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่ปลายตะหลิว หากเคี่ยวน้อยไป สีจะไม่สวย หากเคี่ยวเลยจุดเพียงเสี้ยววินาที น้ำตาลจะไหม้ดำและมีรสขมปี๋
ฟองอากาศเล็กๆ ปุดขึ้นบนผิวน้ำตาล สีเปลี่ยนจากน้ำตาลทองเป็นสีอำพันเข้มจัดเกือบดำ
ผมตวัดมือ คว้าถ้วยสามเกลอที่โขลกไว้ เทลงไปในกระทะคาราเมลเดือดจัด
ซ่าาาาาา!
กลิ่นหอมระเบิดออกมหาศาล การปะทะกันของคาราเมลและสมุนไพรสามเกลอสร้างกลิ่นหอมรุนแรง เย้ายวน และลุ่มลึก มันทะลุทะลวงโสตประสาทจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ผมผัดสามเกลอกับคาราเมลจนหอมฟุ้ง โยนห่อเครื่องเทศพะโล้ที่นำไปคั่วไฟจนหอมตามลงไป ผัดคลุกเคล้า
หมูสามชั้นที่จี่ไว้ และไข่เป็ดต้มยางมะตูม ถูกนำลงไปคลุกเคล้ากับน้ำซอสในกระทะ น้ำตาลเคี่ยวสีเข้มเคลือบติดผิววัตถุดิบทุกชิ้นจนเป็นประกายเงางาม ผมเหยาะน้ำปลาแท้ชั้นดีดึงรสเค็มมาตัดความหวาน เติมน้ำซุปกระดูกหมูลงไปจนท่วม
เมื่อน้ำซุปเดือดพล่าน ผมหรี่ไฟลงอ่อนสุด ปล่อยให้น้ำซุปเดือดปุดเป็นฟองเล็กๆ นี่คือกระบวนการตุ๋นที่ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
ผมลากเก้าอี้พลาสติกมานั่งเฝ้าหน้าเตา สายตาจับจ้องฟองน้ำซุป คอยใช้กระบวยช้อนคราบไขมันและฟองสีขุ่นที่ลอยขึ้นมาทิ้งไป เพื่อให้น้ำซุปพะโล้ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัว
กลิ่นหอมของพะโล้โบราณโชยตามสายลมยามดึก ลอยข้ามเพิงสังกะสี ข้ามกำแพงตลาด ทะลุทะลวงเข้าสู่บ้านเรือนและอาคารพาณิชย์ในละแวกใกล้เคียง
เวลาล่วงเลยผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า สีของไข่เป็ดเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลเข้ม รัดตัวแน่นตึง หมูสามชั้นเปื่อยยุ่ยแต่ยังคงรูปทรงสวยงาม ซึมซับรสชาติเครื่องเทศและน้ำตาลเคี่ยวเข้าสู่เส้นใยเนื้อ
แสงอาทิตย์รุ่งอรุณสาดส่องกระทบขอบตู้พลาสติกหน้าร้าน สัญญาณการเริ่มต้นวันใหม่ ผมบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า ดวงตาอิดโรยมีรอยคล้ำใต้ตา แต่แววตากลับมุ่งมั่นเมื่อยืนอยู่หน้าเตา
มือขวาเอื้อมไปเปิดฝาหม้อสแตนเลสใบใหญ่
ควันสีขาวหนาทึบพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมระดับทำลายล้าง กลิ่นเครื่องเทศยาจีนผสานความหวานลึกล้ำของน้ำตาลปี๊บเคี่ยว และความกลมกล่อมของน้ำต้มกระดูก น้ำซุปในหม้อมีสีน้ำตาลทองแดงใสแจ๋ว ไร้คราบมันเลี่ยนลอยหน้า หมูสามชั้นชิ้นโตเด้งสู้สายตา ไข่เป็ดสีน้ำตาลเข้มเคลือบเงาสวยงาม
"สมบูรณ์แบบ" ริมฝีปากขยับเปล่งเสียง
เสียงเครื่องยนต์คำรามทุ้มต่ำดึงความสนใจ ผมเงยหน้าขึ้นมอง รถเอสยูวีสีดำขลับคันหรูแล่นมาจอดเทียบฟุตบาทหน้าร้าน ทะเบียนรถเลขสวยตอกย้ำฐานะเจ้าของ วันนี้ไม่มีรถตู้ของลูกน้องขับตามมา
ประตูฝั่งคนขับถูกผลักออก ร่างสูงใหญ่กำยำก้าวลงมาเหยียบพื้นซีเมนต์ เสือภูผาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำเนื้อดี ปลดกระดุมออกสามเม็ดเผยแผงอกกว้างและรอยสักมังกร แขนเสื้อพับลวกๆ ขึ้นมาถึงข้อศอก แว่นตากันแดดที่เคยสวมประจำหายไป เผยให้เห็นรอยคล้ำใต้ดวงตา เส้นผมสีเข้มยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง
ใบหน้าคมเข้มของมาเฟียหนุ่มบึ้งตึง หงุดหงิดงุ่นง่าน หัวคิ้วกดลึก สองขายาวก้าวฉับๆ เข้ามาในเพิงหมาแหงน จมูกโด่งเป็นสันสูดกลิ่นฟุดฟิด
"เฮีย มาทำอะไรแต่เช้าเนี่ย ลูกน้องลาออกหมดแล้วเลยต้องมาทวงหนี้เองหรือไง" ผมเอ่ยปากทักทาย พิงสะโพกกับเคาน์เตอร์
เสือภูผาไม่ตอบคำถาม เขาเดินตรงดิ่งเข้ามาหลังเคาน์เตอร์ ชะโงกหน้าก้มลงมองหม้อพะโล้ใบใหญ่ที่กำลังส่งควันฉุย ดวงตาเบิกกว้างขึ้น ลูกกระเดือกบนลำคอหนาขยับขึ้นลงจากการกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ค่ำคืนที่ผ่านมา เสือภูผานั่งสะสางบัญชีอยู่ที่คาสิโนลับห่างจากตลาดไปหลายกิโลเมตร อาหารมื้อค่ำจากภัตตาคารหรูถูกวางทิ้งไว้จนเย็นชืด เขาไม่มีความอยากอาหาร จวบจนกระทั่งช่วงตีสาม กลิ่นหอมประหลาดคล้ายเครื่องเทศต้มตุ๋นลอยมาตามลม กลิ่นนั้นติดจมูก สลัดออกจากหัวไม่ได้ เขานั่งกระสับกระส่าย ท้องร้องประท้วงจนไม่เป็นอันทำงาน ทนความหิวและความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว ต้องบึ่งรถมาที่ตลาดตั้งแต่ไก่โห่
"กลิ่นอะไร" เสียงแหบพร่าหลุดจากปาก สายตาไม่ละไปจากเนื้อหมูสามชั้นที่เด้งอยู่ในน้ำซุป
"ไข่พะโล้สูตรโบราณขนานแท้" ผมตอบ หยิบกระบวยสแตนเลสขึ้นมาคนน้ำซุปในหม้อโชว์ "ผมเคี่ยวมาทั้งคืน กะจะเอาไว้เป็นเมนูเด็ดเรียกแขกประจำร้านวันนี้ เฮียอยากลองชิมไหม ถือว่าเป็นอาหารเช้าขัดดอก"
เสือภูผาพยักหน้าถี่ๆ หมุนตัวก้าวฉับๆ ไปทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะพับพลาสติกตัวเดิม
ผมส่ายหัว ขบขันกับท่าทีผิดวิสัยของเจ้าหนี้ทวงหนี้ มือตักข้าวสวยหอมมะลิร้อนๆ ใส่จานกระเบื้อง ราดน้ำต้มพะโล้สีทองแดงลงไปจนชุ่ม คีบหมูสามชั้นชิ้นสวย และไข่เป็ดพะโล้หนึ่งลูก นำมีดเล่มเล็กผ่าครึ่งไข่เป็ด
เนื้อไข่ขาวด้านนอกสีน้ำตาลเข้มรัดตัวแน่นหนึบ ไข่แดงด้านในเป็นตาน้ำยางมะตูมเยิ้มๆ สีส้มสดใส
ผมยกจานข้าวพะโล้ไปวางตรงหน้าเสือภูผา ไอร้อนพัดพากลิ่นหอมปะทะจมูกคนหิว
มาเฟียร่างยักษ์ไม่รอช้า มือขวาคว้าช้อนส้อม ตักหมูสามชั้นพร้อมข้าวชุ่มน้ำซุปเข้าปาก
วินาทีที่เนื้อหมูสัมผัสลิ้น นัยน์ตาของเสือภูผาเบิกกว้าง
หมูสามชั้นที่ดูหนาและติดมัน กลับหลอมละลายในปากแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว ชั้นไขมันที่ถูกจี่จนน้ำมันส่วนเกินออกไปหมดแล้ว เมื่อผ่านการเคี่ยวข้ามคืนก็กลายสภาพเป็นเจลลี่นุ่มละมุน อัดแน่นด้วยรสชาติความหวานล้ำลึกของคาราเมลน้ำตาลปี๊บและความเค็มกลมกล่อม กลิ่นหอมของสามเกลอและเครื่องเทศยาจีนแทรกซึมทะลุเส้นใยเนื้อแดง
ฟันกรามกัดลงบนไข่เป็ดพะโล้ ความหนึบเด้งของไข่ขาวสู้ฟัน ตัดกับความมันเข้มข้นของไข่แดงยางมะตูมที่ไหลเคลือบข้าวสวยร้อนๆ การระเบิดของรสชาติผสมผสานกันในกระพุ้งแก้ม
เสือภูผาไม่เปล่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา มือแกร่งตักข้าวเข้าปากคำแล้วคำเล่า ความเร็วในการกินทวีคูณยิ่งกว่าตอนกินข้าวไข่เจียว ความร้อนของอาหารทำให้เหงื่อผุดซึมตามไรผมและสันกราม แต่เขาไม่สนใจหยิบกระดาษทิชชูมาซับ รสชาติซับซ้อนดึงความทรงจำวัยเยาว์ ความอบอุ่นที่เขาโหยหามาเนิ่นนาน
ผมยืนกอดอกพิงเสาไม้มองผลงานตัวเอง อาการสวาปามไม่คิดชีวิตของเจ้าพ่อเงินกู้ คือคำชมที่ทรงคุณค่ายิ่งกว่ารางวัลใด
ห้านาทีผ่านไป ข้าวพะโล้จานพูนอันตรธานหายวับไปในกระเพาะ เสือภูผาวางช้อนลง ดื่มน้ำเปล่าจากขวดตามอึกใหญ่ สูดลมหายใจเข้าลึก ดึงสติมาดขรึมกลับคืนมา
"เป็นไงเฮีย พะโล้โบราณของผม พอจะเอาไปตั้งขายเรียกแขกได้ไหม" ผมถาม ทวงคำติชม
เสือภูผาเงยหน้าขึ้นมอง นัยน์ตาคมกริบกวาดตามองใบหน้าผม มือใหญ่ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ค ดึงปึกธนบัตรสีเทาปึกใหญ่ออกมา โยนกระแทกลงบนโต๊ะพับพลาสติก
ปึก!
ธนบัตรใบละพันบาทจำนวนห้าใบวางซ้อนกัน
"เฮีย ค่าข้าวพะโล้จานเดียว ไม่ต้องจ่ายแบงก์พันเป็นปึกขนาดนี้ ผมไม่มีเงินทอนหรอกนะ" ผมมองเงินตรงหน้า สลับกับหน้าคนจ่าย
"ใครบอกว่ากูจ่ายค่าข้าวแค่จานเดียว" เสือภูผากดเสียงต่ำ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกำยำแผ่รังสีคุกคาม นิ้วชี้สากกร้านชี้ตรงไปยังหม้อพะโล้ใบยักษ์บนเตา
"พะโล้หม้อนั้น... กูเหมาหมด"
"หา! เฮียจะบ้าเหรอ นั่นมันหม้อเบอร์สี่สิบ กินได้เป็นสิบๆ คน เฮียจะเหมาไปทำไม" ผมเบิกตากว้าง คาดไม่ถึงกับคำประกาศิต
"กูจะเอาไปแจกลูกน้อง หรือเอาไปเททิ้งให้หมากินมันก็เรื่องของกู" เสือภูผาเชิดคางขึ้น น้ำเสียงเอาแต่ใจ "กูจ่ายเงินซื้อแล้ว ของในหม้อนั้นเป็นของกู มึงห้ามตักขายให้คนอื่นเด็ดขาด"
ความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของมาเฟียหนุ่มคือ รสชาตินี้อร่อยเกินไป อร่อยจนเขาไม่อยากแบ่งปันให้ใครหน้าไหนในตลาดได้ลิ้มลอง เขาหวงแหนอาหารรสมือเด็กคนนี้
"แต่เฮีย! ผมอุตส่าห์อดหลับอดนอนเคี่ยวมาทั้งคืน กะจะเอามาเป็นเมนูเรียกแขกให้ร้าน ถ้าเฮียเหมาไปหมด แล้วผมจะเอาอะไรไปดึงดูดลูกค้าคนอื่น" ผมก้าวเข้าไปขวางหน้าเตา กางแขนปกป้องหม้อพะโล้
"นั่นมันปัญหาของมึง" เสือภูผาตอบหน้าตาย "เงินอยู่บนโต๊ะ ห้าพันบาท น่าจะคุ้มค่าเหนื่อยมึงแล้ว รีบไปหาถุงมาตักใส่ให้กู เดี๋ยวลูกน้องกูจะมาขนไป"
เขาหมุนตัวเดินกลับไปที่รถเอสยูวีคันหรู
"เดี๋ยวสิเฮีย แล้วมื้อเที่ยงวันนี้ยังต้องทำปิ่นโตส่งไปที่ออฟฟิศอีกไหม ในเมื่อเฮียเหมาพะโล้ไปหมดหม้อแล้ว" ผมตะโกนถามไล่หลัง
เสือภูผาฝีเท้าหยุดกึก หันหน้ากลับมามองด้วยหางตา
"พะโล้ก็ส่วนพะโล้ ส่วนมื้อเที่ยง มึงก็ต้องทำปิ่นโตเมนูใหม่ส่งไปให้กูเหมือนเดิม อย่าคิดอู้"
ร่างสูงใหญ่ก้าวขึ้นรถ ประตูปิดกระแทก เครื่องยนต์คำรามพุ่งทะยานออกไป
[ติ๊ง!]
[ภารกิจยกระดับรสชาติ! ตำนานแห่งน้ำซุปสีอำพัน! สำเร็จลุล่วง!]
[รางวัล: แต้มประสบการณ์ 100 แต้ม]
[ข้อความพิเศษจากระบบ: อาหารของโฮสต์ไม่เพียงยกระดับรสชาติ แต่ยังยกระดับความหวงก้างของมาเฟีย โปรดเตรียมรับมือ]
ผมหันกลับไปมองหม้อพะโล้ที่โดนยึด สลับกับแบงก์พันห้าใบที่นอนนิ่งอยู่บนโต๊ะ
"ไอ้มาเฟียบ้าอำนาจเอ๊ย รวยนักใช่ไหม พรุ่งนี้ฉันจะทำต้มยำหม้อเบอร์ห้าสิบ ดูสิว่าจะกล้าเหมาอีกไหม"
สองมือเอื้อมไปหยิบธนบัตรห้าพันบาทขึ้นมา การเป็นลูกหนี้มาเฟียจอมตะกละ บางทีก็ทำกำไรได้เร็วกว่าที่คิด