บรรยากาศยามเย็นของตลาดสดเริ่มซาลงพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ทอประกายสีส้มอมแดง อาการปวดเมื่อยแล่นริ้วไปทั่วแผ่นหลังและท่อนขาของข้าวปั้น แต่ถึงอย่างนั้น รอยยิ้มกว้างก็ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบเขม่าควันไฟ เมื่อเขาเทเศษเหรียญและธนบัตรยับยู่ยี่ออกจากกระป๋องพลาสติกมานับรวมกันบนโต๊ะพับ
วันนี้เป็นวันที่ร้านข้าวแกงเพิงหมาแหงนของเขามีสีสันและวุ่นวายที่สุดเท่าที่เคยมีมา การมีแก๊งมาเฟียชุดดำหน้าโหดมาเดินเสิร์ฟน้ำและเช็ดโต๊ะให้ ตอนแรกก็ทำเอาลูกค้าตกใจกลัวจนหัวหดพากันวิ่งหนีไปหมด แต่โชคดีที่ได้ 'ป้าจิตร' ลูกค้าคนแรกที่โดนความอร่อยของไข่ดาวลาวากระแทกใจ ช่วยตะโกนเรียกแขกและการันตีรสชาติให้ ฟังดูน่าตื่นเต้นจนคนเริ่มสนใจ ประกอบกับกลิ่นกะเพราคั่วแห้งที่หอมยั่วใจจนเกินต้านทาน ทำให้ลูกค้าหลายคนยอมกลั้นใจเดินเข้ามาซื้อ
พอเห็นความเงอะงะของ 'พี่เข้ม' ที่พยายามฉีกยิ้ม (ที่ดูเหมือนการแยกเขี้ยวขู่มากกว่า) พร้อมกับพูดคำว่า 'รับน้ำแข็งไหมคร้าบ' ด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ลูกค้าหลายคนก็เริ่มเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความขบขัน และสุดท้ายก็กลายเป็นจุดสนใจที่ดึงดูดให้คนในตลาดแห่กันมามุงดูและอุดหนุนข้าวกะเพราหมูสับคั่วแห้งจนหมดเกลี้ยงกระทะภายในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมง!
"หกร้อย... เจ็ดร้อย... แปดร้อยห้าสิบ! โอ้โห กำไรบานเบอะเลยเว้ย!" ข้าวปั้นตาลุกวาวเมื่อนับยอดขายสุทธิ วันนี้เขาได้กำไรมาเกือบเก้าร้อยบาท ถ้าหักต้นทุนพรุ่งนี้ออก ก็ยังเหลือเงินเก็บไปสมทบทุนจ่ายดอกเบี้ยให้เฮียผาได้อีกนิดหน่อย
แม้หนทางสู่การปลดหนี้สองล้านจะยังอีกยาวไกล แต่อย่างน้อยแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็เริ่มริบหรี่ให้เห็นบ้างแล้ว
กลุ่มลูกน้องมาเฟียทั้งสามคนนั่งหมดสภาพอยู่บนม้านั่งยาวหน้าร้าน เสื้อเชิ้ตสีดำที่เคยดูเท่บัดนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อและมีรอยเปื้อนคราบน้ำแกง พวกเขามองหน้ากันด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับวิญญาณได้หลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว
"เฮ้ย... กูเป็นนักเลงนะโว้ย ทำไมกูต้องมาโดนป้าขายผักด่าเรื่องเสิร์ฟน้ำช้าด้วยวะ..." พี่เข้มพึมพำกับตัวเองอย่างเลื่อนลอย
"เอาน่าพี่เข้ม ถือซะว่าเป็นการฝึกความอดทนไง" ข้าวปั้นเดินเข้ามาตบไหล่มาเฟียหน้าบากแปะๆ พร้อมยื่นขวดน้ำเย็นเย็นเจี๊ยบให้สามขวด "ขอบใจมากนะพี่ วันนี้พวกพี่ทำงานได้ดีเยี่ยม พรุ่งนี้มารับเวรต่อด้วยล่ะ ผมเลื่อนขั้นให้เป็นหัวหน้าพนักงานเสิร์ฟเลย!"
"ไอ้เด็กเวร! มึงไม่ต้องมาประชด! ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!" พี่เข้มคว้าขวดน้ำไปเปิดกระดกอึกๆ ด้วยความกระหาย ก่อนจะพยักหน้าเรียกสมุนทั้งสองให้ลุกขึ้นเดินลากขากลับไปที่รถกระบะ ขับออกไปจากตลาดด้วยสภาพที่ดูไม่จืดเอาเสียเลย
เมื่อความวุ่นวายสงบลง ข้าวปั้นก็หันกลับมาจัดการเก็บกวาดร้านและล้างอุปกรณ์เครื่องครัวให้สะอาดเอี่ยม เขาหยิบ 'ตะหลิวไม้สนิม' คู่ใจขึ้นมาขัดถูอย่างระมัดระวัง แม้สภาพมันจะดูเป็นไอเทมขยะ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันจับถนัดมือและช่วยให้เขาสะบัดกระทะได้อย่างเป็นธรรมชาติราวกับเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย
ในขณะที่เขากำลังเช็ดเคาน์เตอร์ครัวอยู่นั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัว
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์! ร้านข้าวแกงของคุณเริ่มเป็นที่รู้จักและมีฐานลูกค้ากลุ่มแรกแล้ว!]
[ระบบขอเสนอภารกิจใหม่เพื่อยกระดับความอร่อยและสร้างชื่อเสียงให้ขจรขจายไปไกลยิ่งขึ้น!]
[ภารกิจหลัก: ยกระดับรสชาติ! ตำนานแห่งน้ำซุปสีอำพัน!]
[รายละเอียด: เมนูผัดแห้งๆ อาจจะมัดใจลูกค้าได้ แต่เมนู 'ต้มตุ๋น' ที่ต้องใช้เวลาและความใส่ใจ คือเครื่องพิสูจน์ฝีมือที่แท้จริงของเชฟ จงทำเมนูต้มที่ส่งกลิ่นหอมไปไกลสามบ้านแปดบ้าน!]
[รางวัล: 'สูตรไข่พะโล้โบราณตำรับชาววัง' พร้อมชุดวัตถุดิบพรีเมียม 1 ชุด และแต้มประสบการณ์ 100 แต้ม]
"ไข่พะโล้โบราณงั้นเหรอ?" ข้าวปั้นเลิกคิ้วขึ้น
ไข่พะโล้... เมนูพื้นๆ ที่หารับประทานได้ทั่วไปตามร้านข้าวแกงทุกหัวระแหง แต่ในฐานะอดีตเชฟ เขารู้ดีว่าพะโล้ที่อร่อยจริงๆ นั้นทำยากมาก ร้านข้าวแกงสมัยนี้ส่วนใหญ่มักจะมักง่าย ใช้แค่ผงพะโล้สำเร็จรูปต้มกับซีอิ๊วดำและน้ำตาล รสชาติที่ได้จึงมีแต่ความหวานแหลมจนเลี่ยน ขาดมิติความหอมของเครื่องเทศที่แท้จริง
ถ้าเป็นสูตรโบราณขนานแท้... มันต้องใช้เวลาเคี่ยวนานข้ามคืน เพื่อให้น้ำตาลรัดตัวเนื้อหมูและไข่ จนได้เนื้อสัมผัสที่หนึบเด้งและรสชาติที่กลมกล่อมซึมลึกไปถึงแกนกลาง
"น่าสนุกดีนี่... ไหนขอดูหน่อยว่าสูตรของระบบมันจะเจ๋งแค่ไหน กดรับภารกิจ!"
[ติ๊ง! โฮสต์ยอมรับภารกิจ ระบบกำลังทำการโอนถ่ายสูตรอาหารเข้าสู่สมอง... และทำการส่งมอบวัตถุดิบพรีเมียม!]
ฉับพลันนั้นเอง ข้อมูลขั้นตอนการทำพะโล้โบราณที่ละเอียดถี่ยิบก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวของข้าวปั้น ตั้งแต่วิธีการเลือกเครื่องเทศ อุณหภูมิของไฟ ไปจนถึงเทคนิคการเคี่ยวน้ำตาลปี๊บให้เป็นสีคาราเมล พร้อมๆ กันนั้น บนโต๊ะครัวที่ว่างเปล่าก็ปรากฏกล่องไม้สลักลายโบราณขึ้นมาหนึ่งใบ
เมื่อข้าวปั้นเปิดกล่องออก กลิ่นหอมของเครื่องเทศชั้นดีก็ลอยเตะจมูกทันที
ภายในกล่องประกอบไปด้วย: หมูสามชั้นเส้นสวยงามที่มีสัดส่วนของเนื้อแดง ไขมัน และหนัง อย่างละเท่าๆ กันราวกับถูกจับวาง ไข่เป็ดฟองโตเปลือกหนาสีขาวนวลสะอาดตา น้ำตาลปี๊บแท้สีน้ำตาลอ่อนที่ส่งกลิ่นหอมหวานของดอกมะพร้าว และไฮไลต์สำคัญ... ห่อผ้าขาวบางที่บรรจุเครื่องเทศชั้นเลิศ ทั้งอบเชยแท่งใหญ่ โป๊ยกั๊ก ลูกผักชี ยี่หร่า ชะเอมเทศ และพริกไทยดำเม็ดเต่งตึง
"ของโคตรดี!" ข้าวปั้นตาลุกวาว สัญชาตญาณเชฟถูกปลุกให้ตื่นตัวเต็มที่ มือเรียวบางหยิบจับวัตถุดิบแต่ละชิ้นด้วยความทะนุถนอมราวกับเป็นอัญมณีล้ำค่า
นาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มตรง ตลาดสดเงียบสงัดลงแล้ว มีเพียงแสงไฟจากหลอดตะเกียบของร้านข้าวปั้นที่ยังคงสว่างไสว เขาเริ่มต้นกระบวนการทำอาหารที่ต้องใช้ความอดทนและเวลามากที่สุดในค่ำคืนนี้
ขั้นตอนแรกคือการทำ 'สามเกลอ' หัวใจหลักของอาหารไทย ข้าวปั้นนำรากผักชี กระเทียมไทยกลีบเล็ก และพริกไทยดำเม็ด ลงไปโขลกในครกหิน เขาออกแรงตำด้วยจังหวะสม่ำเสมอ เสียงดังกังวานทำลายความเงียบของค่ำคืน น้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรทั้งสามชนิดแตกตัวผสมผสานกันจนเกิดเป็นกลิ่นหอมฉุนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
จากนั้น ข้าวปั้นนำไข่เป็ดไปต้มในน้ำเดือดจัด เทคนิคของเขาคือการใส่เกลือและน้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อย เพื่อให้ปอกเปลือกง่ายและไข่ขาวรัดตัวสวยงาม เขาจับเวลาต้มเป๊ะๆ ที่เจ็ดนาที เพื่อให้ได้ไข่เป็ดต้มยางมะตูม เมื่อครบเวลา ก็นำไปน็อกในน้ำแข็งทันทีเพื่อหยุดความร้อน ไข่ที่ปอกออกมาจึงมีผิวเนียนกริบ ไร้รอยแหว่ง
ทีเด็ดต่อมาคือการจัดการกับเนื้อสัตว์ เขาหั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำ ไม่เล็กจนเกินไปเพราะเมื่อนำไปตุ๋น เนื้อหมูจะหดตัวลงอีก ข้าวปั้นตั้งกระทะเหล็กใบเก่งบนเตา เร่งไฟให้ร้อนจัด แล้วนำหมูสามชั้นลงไปจี่ในกระทะโดยไม่ใช้น้ำมัน!
ฉ่าาาาา!
เสียงเนื้อหมูกระทบเหล็กร้อนดังสนั่น น้ำมันจากชั้นไขมันหมูค่อยๆ ไหลเยิ้มออกมา การจี่หมูด้วยความร้อนสูงแบบนี้จะช่วยรีดน้ำมันส่วนเกินออก ทำให้พะโล้ไม่เลี่ยนจนเกินไป และที่สำคัญคือการสร้างปฏิกิริยาทำให้อาหารเปลี่ยนสี ทำให้ผิวหมูเกรียมสวย เกิดกลิ่นหอมคั่วกระทะที่ล้ำลึก และช่วยล็อกความชุ่มฉ่ำของเนื้อแดงไว้ภายใน ข้าวปั้นจี่จนหมูสามชั้นทุกชิ้นมีสีเหลืองทองและส่งกลิ่นหอมหวน ก่อนจะตักขึ้นพักไว้
คราวนี้มาถึงขั้นตอนที่ยากและปราบเซียนที่สุด... การทำ 'หางเครื่อง' หรือการเคี่ยวน้ำตาลคาราเมล!
พะโล้โบราณแท้ๆ จะไม่ใช้ซีอิ๊วดำในการแต่งสี แต่จะใช้สีจากน้ำตาลปี๊บเคี่ยวไหม้ ข้าวปั้นล้างกระทะจนสะอาด ตั้งไฟอ่อนๆ แล้วใส่น้ำตาลปี๊บแท้ลงไป เขาใช้ตะหลิวไม้สนิมคู่ใจค่อยๆ คนน้ำตาลที่เริ่มละลายอย่างใจเย็น ความร้อนทำให้น้ำตาลปี๊บเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลวข้นหนืด สีเริ่มเข้มขึ้นจากน้ำตาลอ่อน เป็นสีทอง และค่อยๆ เข้มขึ้นเป็นสีอำพัน
กลิ่นหอมหวานอมขมของการลนไฟลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ข้าวปั้นต้องใช้สมาธิขั้นสูง เพราะถ้าเคี้ยวน้อยไป สีจะไม่สวยและขาดความหอม แต่ถ้าเคี้ยวเกินไปเพียงเสี้ยววินาที น้ำตาลจะไหม้ดำและมีรสขมปี๋จนต้องเททิ้งทั้งกระทะ!
เมื่อน้ำตาลปี๊บเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจัดเกือบดำ และมีฟองเดือดปุดๆ พุ่งขึ้นมา ข้าวปั้นก็ตวัดมือใส่ 'สามเกลอ' ที่โขลกเตรียมไว้ลงไปทันที!
ซ่าาาาาาาา!
กลิ่นหอมระเบิดตู้ม! การปะทะกันของคาราเมลน้ำตาลปี๊บและสมุนไพรสามเกลอ สร้างกลิ่นหอมที่รุนแรงและเย้ายวนใจจนเกินจะบรรยาย มันคือกลิ่นหอมหวาน ลุ่มลึก และเผ็ดร้อนนิดๆ ที่แทรกซึมทะลุทะลวงเข้าไปถึงโสตประสาท ข้าวปั้นผัดสามเกลอกับคาราเมลจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ก่อนจะโยนห่อเครื่องเทศพะโล้ที่นำไปคั่วไฟจนหอมแล้วตามลงไป ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน
จากนั้น เขานำหมูสามชั้นที่จี่ไว้ และไข่เป็ดต้มยางมะตูม ลงไปคลุกเคล้ากับน้ำตาลเคี่ยวในกระทะอย่างเบามือ ให้น้ำซอสสีเข้มเคลือบติดวัตถุดิบทุกชิ้นจนเป็นประกายเงางาม ปรุงรสด้วยน้ำปลาแท้ชั้นดีเพื่อดึงรสเค็มมาตัดความหวาน เติมน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวเตรียมไว้ลงไปจนท่วมวัตถุดิบ
เมื่อน้ำซุปเดือดพล่าน ข้าวปั้นก็หรี่ไฟลงให้อ่อนที่สุด ปล่อยให้น้ำซุปเดือดปุดๆ เป็นฟองเล็กๆ อย่างช้าๆ นี่คือกระบวนการตุ๋นด้วยไฟอ่อนๆ ที่ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
เขาลากเก้าอี้พลาสติกมานั่งเฝ้าหน้าเตา มองดูฟองน้ำซุปที่เดือดปุดๆ กลิ่นหอมของพะโล้โบราณค่อยๆ โชยตามสายลมยามดึก ลอยข้ามเพิงสังกะสี ข้ามกำแพงตลาด ทะลุทะลวงเข้าไปในบ้านเรือนของชาวบ้านในละแวกนั้น หลายคนที่กำลังหลับใหลถึงกับต้องกลืนน้ำลายและท้องร้องจ๊อกๆ กลางดึกเพราะถูกกลิ่นหอมนี้ปลุกให้ตื่น
เวลาผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ข้าวปั้นคอยหมั่นช้อนฟองและคราบไขมันที่ลอยขึ้นมาบนผิวน้ำออกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้น้ำซุปพะโล้ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัว สีของไข่เป็ดค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลเข้ม รัดตัวจนแน่นตึง หมูสามชั้นเริ่มเปื่อยยุ่ยแต่ยังคงรูปทรงสวยงามไม่เละเทะ ซึมซับรสชาติของเครื่องเทศและน้ำตาลเคี่ยวเข้าไปจนถึงเส้นใยเนื้อ
เขาเคี่ยวพะโล้หม้อนี้ข้ามคืน... อดหลับอดนอนเพื่อแลกกับความสมบูรณ์แบบ
...
แสงแดดยามเช้าตรู่สาดส่องเข้ามา เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่ ข้าวปั้นบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า ดวงตาที่อิดโรยมีรอยคล้ำจางๆ ใต้ตา แต่ทว่าแววตากลับเป็นประกายเจิดจ้าเมื่อเขายืนอยู่หน้าเตา
เขาเอื้อมมือไปเปิดฝาหม้อสแตนเลสใบใหญ่...
ทันทีที่ฝาหม้อถูกแง้มออก ควันสีขาวหนาทึบก็พวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมระดับทำลายล้าง! มันไม่ใช่กลิ่นพะโล้สำเร็จรูปดาดๆ แต่มันคือกลิ่นหอมของเครื่องเทศยาจีนที่ผสานเข้ากับความหวานลึกล้ำของน้ำตาลปี๊บเคี่ยว และความกลมกล่อมของน้ำเนื้อ น้ำซุปในหม้อมีสีน้ำตาลทองแดงใสแจ๋ว ไม่มันเยิ้มเลี่ยน หมูสามชั้นชิ้นโตดูฉ่ำวาว เด้งสู้สายตา ส่วนไข่เป็ดก็มีสีน้ำตาลเข้มเคลือบเงาสวยงามราวกับลูกปัดทองแดง
"สมบูรณ์แบบ..." ข้าวปั้นพึมพำด้วยความภาคภูมิใจ นี่คือสุดยอดพะโล้โบราณที่แม้แต่ภัตตาคารหรูบางแห่งยังทำไม่ได้ขนาดนี้!
ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวจะตักข้าวสวยร้อนๆ เพื่อชิมผลงานของตัวเอง จู่ๆ เสียงรถยนต์คุ้นหูก็แล่นมาจอดเทียบหน้าร้าน
เอี๊ยด!
วันนี้รถยุโรปคันหรูสีดำไม่ได้มาพร้อมกับรถกระบะของลูกน้อง แต่มาเพียงคันเดียวโดดๆ ประตูรถฝั่งคนขับถูกเปิดออก ร่างสูงใหญ่กำยำของ 'เสือภูผา' ก้าวลงมาจากรถในชุดเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมสบายๆ แว่นตาดำที่เคยสวมประจำถูกถอดออก เผยให้เห็นรอยคล้ำใต้ตาที่ชัดเจนไม่แพ้ข้าวปั้น
ใบหน้าคมเข้มของมาเฟียหนุ่มดูหงุดหงิดและงุ่นง่านอย่างเห็นได้ชัด เขาก้าวฉับๆ เข้ามาในร้านเพิงหมาแหงน จมูกโด่งเป็นสันสูดกลิ่นฟุดฟิดราวกับสุนัขล่าเนื้อที่ได้กลิ่นเหยื่อ
"เฮีย? มาทำอะไรแต่เช้าครับเนี่ย หรือว่าลูกน้องเฮียลาออกกันหมดแล้วเลยต้องมาทวงหนี้เอง?" ข้าวปั้นเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงกวนประสาทตามความเคยชิน
เฮียผาไม่ได้ตอบคำถาม เขาเดินตรงดิ่งเข้าไปชะโงกหน้าดูในหม้อพะโล้ใบใหญ่ที่กำลังส่งกลิ่นควันฉุย ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ลูกกระเดือกบนลำคอแกร่งขยับขึ้นลงจากการกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ความจริงก็คือ... เมื่อคืนหลังจากที่เขากินข้าวกะเพราหมูสับของข้าวปั้นเข้าไป รสชาตินั้นมันตามหลอกหลอนเขาจนนอนไม่หลับ พอเคลิ้มๆ จะหลับ จู่ๆ ช่วงตีสองตีสาม กลิ่นหอมประหลาดๆ คล้ายเครื่องเทศต้มตุ๋นก็ลอยมาตามลม (ซึ่งเพนต์เฮาส์ของเขาอยู่ห่างจากตลาดไปหลายกิโลเมตร แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง กลิ่นนี้มันกลับติดจมูกเขาจนสลัดไม่ออก) เขาพลิกตัวไปมาจนสว่าง ทนความหิวและความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว ต้องบึ่งรถมาที่ตลาดตั้งแต่ไก่โห่!
"นี่มัน... กลิ่นอะไร" เฮียผาถามเสียงแหบพร่า สายตาไม่ละไปจากเนื้อหมูสามชั้นที่เด้งดึ๋งอยู่ในน้ำซุปสีอำพัน
"ไข่พะโล้สูตรโบราณครับเฮีย ผมเคี่ยวมาทั้งคืนเลยนะ กะว่าจะเอาไว้ขายเป็นเมนูเด็ดประจำร้านวันนี้" ข้าวปั้นตอบอย่างภูมิใจ "เฮียอยากชิมไหมล่ะครับ? ถือว่าเป็นอาหารเช้าขัดดอกไปในตัว"
ไม่ต้องรอให้ข้าวปั้นพูดซ้ำ เฮียผาพยักหน้ารัวๆ เดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะพับตัวเดิมอย่างรวดเร็ว
ข้าวปั้นยิ้มขำกับท่าทีที่ดูผิดวิสัยของมาเฟียจอมโหด เขาจัดการตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่จาน ราดน้ำต้มพะโล้สีเข้มลงไปให้ชุ่มๆ ตามด้วยการคีบหมูสามชั้นชิ้นสวย และไข่เป็ดพะโล้หนึ่งลูก นำมีดมาผ่าครึ่งไข่เป็ดให้เห็นเนื้อใน...
ไข่ขาวด้านนอกสีน้ำตาลเข้มรัดตัวแน่นหนึบ แต่ไข่แดงด้านในกลับยังเป็นยางมะตูมเยิ้มๆ สีส้มสดใส!
เมื่อจานข้าวพะโล้ถูกนำมาวางตรงหน้า เฮียผาแทบจะไม่รอช้า เขาใช้ช้อนตักหมูสามชั้นพร้อมข้าวเข้าปาก วินาทีที่เนื้อหมูสัมผัสกับลิ้น...
ดวงตาของเสือภูผาเบิกกว้างแทบถลน!
หมูสามชั้นที่ดูเหมือนจะชิ้นใหญ่และติดมัน แต่มันกลับ 'ละลาย' หายไปในปากแทบจะไม่ต้องเคี้ยว! ชั้นไขมันที่ถูกจี่จนน้ำมันออกไปแล้วและนำไปเคี่ยวข้ามคืน กลายเป็นเจลลี่นุ่มละมุนที่อัดแน่นไปด้วยรสชาติความหวานกลมกล่อมของคาราเมลน้ำตาลปี๊บและความเค็มที่พอดีเป๊ะ กลิ่นหอมของสามเกลอและเครื่องเทศยาจีนแทรกซึมลึกไปถึงเส้นใยเนื้อแดงที่นุ่มเปื่อย
พอกัดไข่เป็ดพะโล้ตามเข้าไป ความหนึบเด้งของไข่ขาวที่สู้ฟัน ตัดกับความมันเข้มข้นของไข่แดงยางมะตูมที่ไหลเยิ้มออกมาเคลือบข้าวสวยร้อนๆ มันคือการระเบิดของรสชาติที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ!
เฮียผาไม่พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว มือแกร่งตักข้าวเข้าปากรัวๆ เร็วกว่าตอนกินไข่เจียวเมื่อสองวันก่อนเสียอีก ความร้อนของอาหารทำให้เหงื่อซึมตามไรผม แต่เขาไม่สนใจที่จะเช็ดมันด้วยซ้ำ รสชาติที่ซับซ้อนและล้ำลึกนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปกินรสมือของคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อน มันอบอุ่น อร่อย และ... โคตรน่าหงุดหงิดที่มันทำให้อดีตนักเลงอย่างเขาหยุดกินไม่ได้!
ข้าวปั้นยืนกอดอกมองผลงานของตัวเองด้วยความพึงพอใจ อาการสวาปามไม่คิดชีวิตของเจ้าพ่อเงินกู้ คือคำชมที่ทรงพลังยิ่งกว่าดาวมิชลินดวงไหนๆ
ไม่ถึงห้านาที ข้าวพะโล้จานพูนก็อันตรธานหายวับไปในกระเพาะของมาเฟียหนุ่ม เฮียผาวางช้อนลง ดื่มน้ำตามอึกใหญ่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติมาดขรึมของตัวเองกลับคืนมา
"เป็นไงครับเฮีย พะโล้โบราณของผม พอจะเอาไปตั้งขายเรียกแขกได้ไหม?" ข้าวปั้นถามยิ้มๆ เตรียมตัวจะรับคำชม
เฮียผาเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มตรงหน้า นัยน์ตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ยากจะคาดเดา เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต หยิบปึกธนบัตรสีเทาปึกใหญ่ออกมาวางตบลงบนโต๊ะเสียงดัง ปึก!
"เอ่อ... เฮียครับ ค่าข้าวพะโล้จานเดียว ไม่ต้องจ่ายแบงก์พันเป็นปึกขนาดนี้ก็ได้มั้ง ผมไม่มีทอนหรอกนะ" ข้าวปั้นหน้าเหวอ มองเงินตรงหน้าสลับกับหน้ามาเฟีย
"ใครบอกว่ากูจ่ายค่าข้าวแค่จานเดียว..." เฮียผากดเสียงต่ำ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกำยำแผ่รังสีความเป็นเจ้าของออกมาชัดเจน เขายกนิ้วชี้ไปที่หม้อพะโล้ใบยักษ์ที่ยังตั้งอยู่บนเตา
"พะโล้หม้อนั้น... กูเหมาหมด!"
"ห๊ะ!? อะ... อะไรนะเฮีย!" ข้าวปั้นอ้าปากค้าง นึกว่าตัวเองหูฝาด "เฮียจะบ้าเหรอ นั่นมันหม้อเบอร์สี่สิบเลยนะ กินได้เป็นสิบๆ คนเลย เฮียจะเหมาไปทำไม!"
"กูจะเอาไปแจกลูกน้อง หรือกูจะเอาไปเททิ้งมันก็เรื่องของกู!" เฮียผาเชิดหน้าขึ้น ตอบด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจขั้นสุด "กูจ่ายเงินซื้อแล้ว ถือว่าของในหม้อนั้นเป็นของกู มึงห้ามตักขายให้ไอ้หน้าไหนทั้งนั้น!"
ความจริงในใจที่เสือภูผาไม่ได้พูดออกไปก็คือ... รสชาตินี้มันอร่อยเกินไป อร่อยจนเขาไม่อยากให้ใครหน้าไหนในตลาดได้ลิ้มรสมัน เขาหวง! หวงแม้กระทั่งกับข้าวที่เด็กนี่ทำ!
"แต่เฮีย! ผมอุตส่าห์อดหลับอดนอนเคี่ยวมาทั้งคืน กะจะเอามาเป็นเมนูเรียกแขกให้ร้านนะ ถ้าเฮียเหมาไปหมด แล้วผมจะเอาอะไรไปดึงดูดลูกค้าคนอื่นล่ะ!" ข้าวปั้นโวยวาย นี่มันเผด็จการชัดๆ! มีอย่างที่ไหนมาเหมาอาหารชาวบ้านตัดหน้าคนอื่นแบบนี้
"นั่นมันปัญหาของมึง ไม่ใช่ปัญหาของกู" เฮียผายักไหล่อย่างกวนอวัยวะเบื้องล่าง "เงินอยู่บนโต๊ะ ห้าพันบาท... น่าจะคุ้มค่าเหนื่อยมึงแล้วนะ รีบไปหาถุงมาตักใส่ให้กูซะ เดี๋ยวลูกน้องกูจะมาขนไป"
"เดี๋ยวสิเฮีย! แล้วมื้อเที่ยงวันนี้ยังต้องให้ผมทำปิ่นโตส่งไปที่ออฟฟิศอีกไหมเนี่ย ในเมื่อเฮียเหมาพะโล้ไปหมดหม้อแล้ว!" ข้าวปั้นตะโกนถามไล่หลัง
เฮียผาชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูรถ หันกลับมามองด้วยหางตา "พะโล้ก็ส่วนพะโล้ ส่วนพรุ่งนี้ตอนเที่ยง มึงก็ต้องทำปิ่นโตเมนูใหม่ส่งไปให้กูเหมือนเดิม อย่าคิดอู้ล่ะ"
พูดจบ เฮียผาก็สวมแว่นตาดำกลับเข้าไป แสร้งทำเป็นจัดปกเสื้อแก้เขิน ก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ข้าวปั้นยืนทึ้งหัวตัวเองอยู่หน้าร้านด้วยความหงุดหงิดปนขบขัน
[ติ๊ง! ภารกิจยกระดับรสชาติ! ตำนานแห่งน้ำซุปสีอำพัน! สำเร็จลุล่วงอย่างงดงาม!]
[รางวัล: แต้มประสบการณ์ 100 แต้ม]
[ข้อความพิเศษจากระบบ: ดูเหมือนว่าอาหารของคุณ ไม่ได้แค่ยกระดับรสชาติ แต่ยังยกระดับ 'ความหวงก้าง' ของมาเฟียบางคนขึ้นไปอีกขั้นด้วยนะโฮสต์!]
"ไอ้มาเฟียบ้าอำนาจเอ๊ย! รวยนักใช่ไหม! เหมาหมดหม้อแบบนี้ พรุ่งนี้ฉันจะทำต้มยำหม้อเบอร์ห้าสิบ ดูสิว่าแกจะกล้าเหมาอีกไหม!"
ข้าวปั้นตะโกนด่าไล่หลังรถยุโรปคันหรู แม้ปากจะบ่นอุบอิบ แต่เมื่อก้มลงมองปึกแบงก์พันบนโต๊ะ รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน การเป็นลูกหนี้มาเฟียจอมตะกละนี่... บางทีมันก็ทำกำไรได้ดีกว่าที่คิดแฮะ!