ประชันศึกศาสตราวุธ

ตอนที่ 2: จุดเริ่มต้น

👁️ 4 อ่าน
 

ณ ดินแดนแห่งนี้ ที่มีสงครามอย่างไม่ลดละ สงครามทำให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของนักรบมากมาย เหล่านักรบจึงได้หล่อหลอมจิตวิญญาณให้แปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟที่เป็นพลังที่เป็นเหมือนอาวุธในการต่อสู้ ซึ่งเรียกว่า ศาสตราวุธ 

 

แต่ศาสตราวุธของนักรบแต่ละคน จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับตัวของนักรบคนนั้นๆและอาจจะมีความคล้ายคลึงกับพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แค่คล้ายคลึงกันเท่านั้น หรือบางคนอาจจะไม่มีก็เป็นได้ ศาสตราวุธไม่ได้เป็นเพียงอาวุธที่ใช้ในการสู้รบอย่างเดียว แต่อาจจะเป็น คน สัตว์ หรือแม้แต่สิ่งของต่างๆก็ได้เช่นกัน เสมือนกับว่าเป็นอาวุธคู่กายที่มีความเหมาะสมและคู่ควรกับนักรบโดยเที่ยงแท้

 

ในส่วนของความสามารถของศาสตราวุธไม่ได้ใช้เพียงต่อสู้เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้พรางตัวหรือใช้ควบคุมคู่ต่อสู้ได้ บางศาสตราวุธยังสามารถให้รักษาบาดแผลได้หรือแม้แต่ป้องกันการโจมตีของศัตรู ขึ้นอยู่กับศาสตราวุธของแต่ละคน ที่จะมีความสามารถที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป

 

ความสามารถของศาสตราวุธ จะแฝงอยู่ในสิ่งสิ่งหนึ่ง ที่เรียกว่า เกราะอาวุธ โดยเกราะอาวุธเกิดจากการที่ศาสตราวุธแปรผันเป็นเกราะให้กับนักรบ โดยรูปร่างอาวุธของแต่ละคน จะแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่เหมือนกันของทุกคน คือ จะมีเกราะติดอยู่ 6 ส่วน ของร่างกาย ได้แก่

1. เกราะส่วน หัว

2. เกราะส่วน ตัว

3. เกราะส่วน แขนขวา

4. เกราะส่วน แขนซ้าย

5. เกราะส่วน ขาขวา

6. เกราะส่วน ขาซ้าย

 

โดยเกราะ 1 ส่วนจะมี 3 ระดับ แต่ละระดับจะมี 1 ความสามารถ และจะแข็งแกร่งขึ้นตามระดับ

 

ณ เมืองแห่งหนึ่ง ที่กำลังมีศึกสงคราม เสียงปะทะกันของดาบดังกึกก้องไปทั่วเมือง เปลวไฟลุกโชนขึ้นตามบ้านเรือนมาพร้อมเสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวของผู้คนที่วิ่งหนีตาย สงครามทำให้ผู้คนในเมืองล้มตาย บ้านเรือนเสียหายจากการถูกไฟไหม้ เหลือให้เห็นแต่เพียงซากปรักหักพัง

 

ทำให้เมืองทั้งเมือง ก็กลายเป็นเมืองร้างในชั่วข้ามคืน ทว่าในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง เผยให้เห็นเรือลำเล็กๆลอยออกมาจากแม่น้ำภายในเมืองยามค่ำคืน เรือค่อยๆลอยไปตามทางน้ำออกห่างจากเมือง

 

เช้าวันต่อมา เสมือนได้พรจากฟากฟ้า ส่งให้เรือลำนั้นลอยไปตามแม่น้ำที่มีชาวบ้านกำลังหาปลาอยู่แถวๆนั้นพอดี ชาวบ้านที่หาปลาอยู่ได้เห็นเรือเข้า เมื่อมองเข้าไปบนเรือ พบว่ามีเด็กน้อยที่ยังมีชีวิตนอนอยู่ในเรือ พวกเขาจึงช่วยกันไปลากเรือที่ลอยอยู่กลางแม่น้ำมาเทียบท่า แล้วรีบเข้าอุ้มเด็กน้อยออกมาจากเรือทันที

 

ดูเพียงภายนอกแล้ว เด็กคนนี้มีหน้าตาที่น่ารักน่าชัง เนื้อตัวอวบอิ่มและแก้มสีชมพูอ่อนๆ ราวกับว่าถูกดูแลเป็นอย่างดี ทั้งผ้าอ้อมที่ใช้ห่อตัวเด็กน้อยนั้น เป็นผ้าฝ้ายสีขาวงามดูสะอาดตา มีลวดลายสีทองประดับอย่างประณีต และมีสร้อยคอที่มีจี้สร้อยเป็นรูปงาช้างสีขาว อยู่ในมือของเด็ก

 

จากนั้น พวกเขาก็ได้ปรึกษากันว่าควรทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ต่อ พวกเขาจึงได้ตกลงกันว่าต้องให้ใครเป็นคนเลี้ยงหากไม่มีใครรับ คงจะต้องปล่อยลงเรือให้ลอยต่อไปตามเวรตามกรรม

 

เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว กันต์ หนึ่งในคนที่มาหาปลาด้วย ได้ตอบตกลงที่จะรับเลี้ยงเด็กไว้ด้วยความสงสาร ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจเท่าไหร่ แล้วเขาก็อุ้มเด็กน้อยกลับบ้านไป

 

พอกลับถึงบ้าน เขาได้นำตัวเด็กน้อยไปให้ภรรยาของเขา นามว่า ไพรวัลย์ พอนางรู้เรื่องเข้ากันก็ถูกภรรยาตนเองต่อว่ายกใหญ่ แต่เพียงที่กันต์อุ้มเด็กคนนั้นมาให้นางดูใกล้ๆนางก็เงียบไป นางจ้องมองเด็กน้อยคนนั้นอย่างไม่ละสายตา ดูแก้มอวบอ้วนของเด็กน้อย ผิวนุ่มและบอบบาง จมูกและปากเล็ก และแขนขาที่ขดอยู่ในผ้าอ้อม ดูอ่อนแอแต่ก็น่าทะนุถนอม เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วนางก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก นางค่อยๆเอื้อมมือไปอุ้มเด็กน้อยคนนี้ออกจากอกของสามีตนเองอย่างอ่อนโยน เด็กน้อยคนนี้หน้าตาน่ารักน่าชังมาก จนทำให้ภรรยาของตนตกลงที่จะเลี้ยงเด็กน้อยคนนี้ไว้เป็นลูกของตนเอง

 

ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูดังมาจากทางด้านหลังของพวกเขา เมื่อทั้งสองคนหันไปมองปรากฏว่าเป็น กล้า ลูกชายวัย 2 ขวบของพวกเขา ที่เปิดประตูและเดินตรงมาแล้วหยุดอยู่ต่อหน้าพวกเขา ใบหน้าของกล้าเต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา

 

กล้า : ท่านพ่อ ท่านแม่ มีเรื่องอะไรเหรอครับ

 

กันต์และไพรวัลย์หันไปมองลูกชายตัวน้อย ก่อนจะกวักมือเรียกให้กล้าเข้ามาใกล้ๆ แล้วยค่อยๆอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขนให้กล้าดูชัดๆ กล้าหยุดยืนอยู่ห่างเพียงไม่กี่ก้าว เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย

 

กล้า : เด็กคนนั้นเป็นใครหรือครับ แล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้

 

กันต์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่การพบเด็กน้อยในเรือที่ลอยน้ำ ไปจนถึงการตัดสินใจรับเลี้ยงเด็กคนนี้

 

กันต์ : กล้าต่อไปนี้ ให้ลูกเลี้ยงเด็กคนนี้เป็นน้องชายของลูกนะ ดูแลน้องด้วยล่ะ ดูแลเขาให้เหมือนกับน้องชายแท้ของลูก ถึงแม้จะไม่ใช่ก็ตาม

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว กล้าตกใจเล็กน้อยแต่ก็เต็มใจรับ ก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวตอบ

 

กล้า : ครับ...

 

หลังจากนั้นไพรวัลย์ก็ได้ให้ กันต์ ผู้เป็นพ่อไปบอกคนที่ไปหาปลาด้วยกันในวันนั้น ว่าอย่าให้คนในหมู่บ้านรู้เรื่องเด็กน้อยที่อยู่ในเรือเป็นอันขาด แต่ถ้ามีคนอยากรู้ว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นใคร ก็ให้บอกไปเพียงว่าเป็นลูกชายของเขาเท่านั้น กันต์พยักหน้าแล้วรีบเดินออกไปทันที

 

กล้าหันหน้าไปหาเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ มองดูนิ้วมือน้อยที่กุมทั้งสองข้างไว้อยู่ระหว่างอก ใบหน้ากลมๆมีแก้ม ทำให้กล้าก็เริ่มหลงใหลในความน่ารักของเด็กน้อยผู้นั้นไปในตัว ก่อนกล้าจะค่อยๆใช้มือเอื้อมมือเข้าไปไปอุ้มเอาเด็กน้อยที่อยู่ในมือผู้เป็นแม่ เอามาไว้ในอ้อมแขนของตนพร้อมยิ้มให้เด็กน้อยด้วยความเอ็นดู

 

ไพรวัลย์เห็นเช่นนั้น ก็พอจะรู้แล้วว่ากล้าลูกชายของนางจะเลี้ยงเด็กน้อยคนนี้ไว้เป็นน้องชายได้ และสามารถเป็นพี่น้องกันได้ ก็รู้สึกโล่งใจ ก่อนนางลูบหัวลูกชายของตนเบาๆ แล้วกล่าวขึ้น

 

ไพรวัลย์ : ต่อจากนี้ เขาเป็นน้องชายของลูกแล้วนะ ดูแลน้องให้ดีล่ะ เข้าใจไหม

 

กล้า : ครับ... 

 

           เมื่อกล่าวจบ กล้าหันไปมองเด็กน้อยในอ้อมแขนอีกครั้ง เขาจ้องมองใบหน้ากลมๆนั้นอยู่สักพัก ก่อนจะตั้งชื่อให้เด็กชายน้อยว่า ทิว ไพรวัลย์ที่เห็นแบบนั้นแล้ว นางลูบหัวลูกชายอีกครั้งก่อนจะพากล้าเดินเข้าไปในบ้านและใช้ชีวิตตามปกติ ทิวโตมาจากการเลี้ยงดูโดยครอบครัวของกล้า และกล้าก็ยังคงดูแลทิว เสมือนว่าเขาเป็นน้องชายแท้ของตัวเอง

 

8 ปีต่อมา กล้าและทิวเติบโตขึ้น กล้าได้เรียนมวยไทยตามที่ใจปรารถนา เขาทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างหนัก ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นนักมวยที่เก่งกาจ วันหนึ่งหลังจากการแข่งขัน กล้าได้รับบาดเจ็บจากการชก ทิวที่เห็นสภาพพี่ชายเช่นนี้ถึงกับเป็นกังวล แม้จะรู้ดีว่ากล้าทุ่มเทให้กับการชกมวยมากแค่ไหน แต่ภาพที่พี่ชายพ่ายแพ้อย่างยับเยินและได้รับบาดเจ็บสาหัส แถมยังถูกเยาะเย้ย ทำให้ทิวรู้สึกเจ็บปวดไปด้วย แม้ทิวจะพยายามห้ามปรามด้วยเหตุผลต่างๆ กล้าก็ไม่เคยฟัง แถมยังพูดซ้ำๆว่า

 

กล้า : เหตุผลเดียวของความสำเร็จ คือการไม่ล้มเลิกเป้าหมาย ดังนั้นจงทำต่อไปแล้วจะสำเร็จในสักวัน

 

ทิวได้ยินดังนั้นก็ยิ่งกลุ้มใจแทนพี่ชาย กล้าย้ำเตือนทิวเสมอว่า ห้ามขึ้นชกมวยเด็ดขาด เพราะไม่อยากให้น้องชายต้องเจ็บตัวเหมือนตน แล้วกล้าก็เดินกลับบ้านด้วยสภาพที่บอบช้ำ

 

เมื่อกล้ากลับถึงบ้าน แม่ก็บ่นเรื่องที่เขาไปชกมวยอย่างหนัก แถมยังตำหนิเรื่องรอยแผลบนใบหน้า แต่ดูเหมือนกล้าจะไม่ได้ฟังที่แม่พูด เขารีบเดินออกไปนั่งใต้ต้นไม้หน้าบ้าน ทิวเห็นดังนั้น จึงเดินตามออกมาเงียบๆ แล้วนั่งลงข้างพี่ชายใต้ต้นไม้ใหญ่ สายลมเย็นพัดเบาๆ พาใบไม้ปลิวไหว กล้ามองขึ้นไปยังดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับบนท้องฟ้า แววตาของเขามีความกังวลซ่อนอยู่ ซึ่งทิวก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของพี่ชาย ทั้งสองนั่งเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ทิวจะเอ่ยขึ้น

 

ทิว : พี่กล้า....

 

กล้า : หึม...อะไร

 

ทิว : พี่เคยคิดบ้างไหม ว่าพี่ขึ้นชกสักครั้งหนึ่งแล้วชนะโดยไม่มีแผลตามตัวแบบนี้...

 

กล้า : คิดสิ

 

ทิว : หืม...จริงเหรอครับ!

 

กล้า : พี่คิดแต่ว่าจะทำเต็มที่ในทุกครั้งที่ขึ้นชก แต่พี่ไม่ได้คิดว่าจะชนะหรือแพ้หรือว่าจะเป็นอะไร

 

กล้า : พี่รู้นะ ว่าแม่น่ะ ไม่เคยอยากให้พี่เป็นแบบนี้เลย เพราะไม่ได้อะไรเลยแถมยังเจ็บตัว

 

กล้า : เอ็งก็เหมือนกันนะไอ้ทิว

 

ทิว : ทำไมล่ะครับ

 

กล้า : เพราะมันเจ็บตัวไง พี่ไม่อยากให้เอ็งต้องเจ็บตัวเหมือนพี่นะ

 

พอเขาพูดจบก็หันมายิ้มให้ทิว พลางลูบหัวด้วยความห่วงใย ราวกับว่ากำลังเตือนน้องชายด้วยความรัก ทิวที่ได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้นแล้ว เขาได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างไม่เต็มใจนัก หลังจากนั้นสองพี่น้องก็พากันเดินเข้าไปกินข้าวแล้วเข้านอน...

 

เช้าวันรุ่งขึ้น กล้ารีบลุกขึ้นมาหุงหาอาหาร เตรียมข้าวเช้าไว้ให้พ่อ แม่ และทิวตั้งแต่เช้ามืด พอกินข้าวเสร็จ พ่อกับแม่ก็ไปทำงาน ส่วนกล้ากับทิวก็เดินทางไปโรงเรียน เมื่อถึงโรงเรียน สองพี่น้องแยกย้ายกันไปเรียนตามปกติ และนัดเจอกันอีกครั้งหลังเลิกเรียน

 

เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน กล้ากับทิวมาเจอกันตามนัด ทั้งสองตั้งใจจะเดินกลับบ้าน แต่ครูฝึกสอนหนุ่มนามว่า ครรชิต เดินตรงเข้ามาหากล้า บอกให้กล้าไปรวมตัวกันที่ อาคารฝึกศาสตราวุธเริ่มต้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่กล้าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ในโรงเรียน ครรชิตจึงพากล้าและทิวไปยังอาคารดังกล่าว

 

ระหว่างทางกล้าสังเกตเห็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนหลายคน ถูกครูคนอื่นๆ พาตัวมาที่เดียวกัน

 

ทิว : พี่กล้า พวกเรากลับบ้านกันเถอะ ข้าอยากกลับบ้าน…  

 

ทิวรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก เขากอดแขนพี่ชายแน่นด้วยความหวาดกลัวเมื่ออยู่ในสถานที่แห่งนั้น กล้าที่รู้ว่าน้องชายของเขารู้สึกไม่ดีจึงกล่าวขึ้นเพื่อปลอบใจ

 

กล้า : ไม่เป็นไรหรอกนะไอ้ทิว อีกหน่อยพี่ก็จะพากลับนะ

 

เมื่อกล้าและทิวเดินทางมาถึง พวกเขาก็ได้พบกับภาพที่ไม่คุ้นตา ล้อมรอบด้วยอาคารไม้เก่าๆแก่หลายหลัง ตัวอาคารบางส่วนเต็มไปด้วยรอยแตกหักและเผาไหม้ เหมือนกับเคยถูกโจมตีอย่างหนักในอดีต

 

พื้นดินรอบๆเป็นทางขรุขระเหมือนมีร่องรอยการระเบิดของบางอย่าง ราวกับที่นี่เคยเป็นสนามรบมาก่อน ร่องรอยเหล่านั้นยังคงฝังลึก ราวกับความทรงจำที่ไม่เคยเลือนหาย

 

กล้ามองไปยังกลุ่มครูที่ยืนอยู่บริเวณ มีทั้งครูที่คุ้นหน้าคุ้นตา และครูที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สีหน้าจริงจังของเหล่าครู ทำให้เด็กๆ ที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกอึดอัดไปตามๆกัน ทิวยังคงกอดแขนพี่ชายของเขาไว้แน่น ในขณะนั้นเอง ครูฝึกสอนคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามา แล้วเริ่มพูดขึ้น

 

ครูฝึกสอนคนหนึ่ง : สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ใช้ฝึกศาสตราวุธ ถึงมันจะดูทรุดโทรมมากก็เถอะ แต่จริงๆแล้ว มันเกิดจากการใช้ศาสตราวุธต่อสู้กันเพื่อฝึกฝนอยู่ในที่แห่งนี้ พลังศาสตราวุธที่กระจายออกมาจึงสร้างความเสียหายให้กับที่นี่น่ะ

 

ครูฝึกสอนอีกคน : แต่ไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้ครูทุกคนกำลังช่วยกันซ่อมแซมมันอยู่ เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่าจะมีหลังคาตกลงมาหักทับหัวใครทั้งนั้นแหละ

 

สิ้นเสียงครูฝึกสอน เสียงซุบซิบนินทาก็ดังกระหึ่มขึ้นทันที ทันใดนั้นเอง นักเรียนคนหนึ่งก็เอ่ยปากถามด้วยความสงสัย ทำให้เสียงรอบข้างเงียบลง

 

นักเรียนหญิงคนหนึ่ง : ครูค่ะ แล้วพาพวกเรามาที่นี่ทำไมเหรอค่ะ

 

นักเรียนชายคนหนึ่ง : จริงด้วย พาเรามาที่นี่ทำไมหรอครับ ผมอยากกลับบ้านแล้ว

 

ครูฝึกสอนคนหนึ่ง : ที่เราพาพวกเจ้าทุกคนมาที่นี่ เพื่อให้พวกเจ้ารู้ว่าศาสตราวุธของพวกเจ้าคืออะไร ส่วนมากศาสตราวุธมักจะแสดงพลังขั้นเริ่มต้นของมัน ออกมาในช่วงที่ช่วงอายุสิบถึงสิบหกปีไม่เกินนี้

 

สิ้นสุดเสียงของครูฝึกสอน เสียงเด็กทุกคนก็เริ่มกระซิบกระซาบอีกครั้ง บางคนแสดงความตื่นเต้น บางคนกลับมีสีหน้ากังวล

 

นักเรียนชายคนหนึ่ง : เราต้องทำยังไงหรอครับ ถึงจะรู้ว่าศาสตราวุธของเราคืออะไร…

 

นักเรียนหญิงคนหนึ่ง : ครูค่ะ รีบๆบอกมาเลยค่ะ!

 

           ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆก็ดังขึ้นเมื่อครูใหญ่นามว่า รงค์ ก้าวออกมาจากเงาของอาคาร เสียงนั้นทำให้เด็กทุกคนหันไปมองพร้อมกัน เขากวาดสายตาไปมองเหล่าเด็กๆนักเรียนที่ยืนอยู่ในสถานที่แห่งนั้น แววตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ก่อนกล่าวขึ้นเสียงต่ำ

 

รงค์ : พวกเจ้ามิอาจรู้ได้ว่าศาสตราวุธของพวกเจ้าคืออะไร เพราะพลังในตัวของพวกเจ้าในตอนนี้ยังมีไม่พอที่จะแสดงศาสตราวุธออกมา เพราะงั้นครูมากมายหลายคนจึงมาที่นี่เพื่อช่วยพวกเจ้ายังไงล่ะ

 

คำพูดนั้นทำให้เด็กหลายคนหันมองกันด้วยความกังวล จากนั้นไม่นาน รงค์ก็นำนักเรียนทั้งหมดเดินเข้าไปในอาคารไม้ ภายในอาคารดูไม่ได้รับความเสียหายมากนัก ต่างจากภายนอกที่เห็น มีเพียงรูเล็กๆ ที่แสงส่องลอดเข้ามาได้

 

ด้านในเป็นห้องโถงกว้างขวาง มีทางเดินยาวทอดเข้าไป ทุกคนต่างสะดุดตากับศิลาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนแท่นกลางห้องโถง มีธารน้ำไหลวนรอบๆศิลา น้ำเหล่านั้นเรืองแสงสว่างจนมองเห็นเพดานห้อง

 

รงค์ : เอาล่ะ เรามาถึงแล้ว ใครจะเป็นคนแรกดี

 

           เสียงเงียบงันครอบงำห้องโถง ไม่มีเด็กคนไหนกล้าขยับตัวจนกระทั่งครูฝึกสอนหญิงคนหนึ่งนามว่า ญาดา ก้าวออกมาแล้วกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

 

ญาดา : ไม่ต้องกลัวนะเด็กๆ มันไม่เป็นอันตรายหรอก 

 

เมื่อกล่าวจบ ครูฝึกสอนหญิงก็ได้เดินจูงมือเด็กคนหนึ่งมาและเธอก็ได้พาเด็กน้อยคนนั้นเดินตรงไปที่ศิลา เด็กคนนั้นก็ดูท่าจะกล้าๆ กลัวๆที่จะไป

 

ญาดา : ไม่ต้องกลัวอะไรนะ ครูอยู่ด้วย ครูจะช่วยเจ้าเอง ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก

 

ขณะที่พวกเขาก้าวเข้าไปใกล้แท่นศิลา น้ำที่รายล้อมอยู่ก็ยิ่งเปล่งประกายสว่างเจิดจ้า เมื่อไปถึงหน้าแท่นศิลา ครูสาวให้เด็กชายวางมือซ้ายแนบลงบนแท่น ก่อนที่เธอจะใช้มือขวาประกบทับลงไป จากนั้นจึงถ่ายทอดพลังของตนเอง ผสานเข้ากับพลังอันน้อยนิดของเด็กน้อยให้เพิ่มมากขึ้น

 

ทันใดนั้น ฝ่ามือของทั้งสองก็เริ่มเปล่งแสงออกมา บนแท่นศิลาปรากฏอักขระลอยขึ้นมาจากจุดที่มือของเด็กชายสัมผัส เป็นผลจากการผสานพลังของครูสาว ไม่นานต่อมา น้ำก็ค่อยๆลอยขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับมีใครยกขึ้น น้ำที่ลอยขึ้นไปรวมตัวกันอยู่ด้านหลังของเด็กชาย

 

หลังจากนั้นไม่นาน พลังที่ส่งไปยังแท่นศิลาก็ไหลออกมาเป็นสายแสง ผสานกับน้ำที่อยู่ด้านหลัง ชั่วครู่ต่อมา ปรากฏรูปร่างของศาสตราวุธ ไม่ไกลจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่มากนัก ทำให้ทุกคนในห้องได้เห็นศาสตราวุธของเด็กชาย ซึ่งมีรูปร่างคล้ายนักรบที่ใช้ธนูไม้เป็นอาวุธ เด็กๆ ต่างพากันตะลึงงันกับสิ่งที่ได้เห็น

 

ญาดา : ธนูไม้เป็นอาวุธอย่างดีของนักรบ เป็นอาวุธที่โจมตีได้ในระยะไกล หากเจ้าขยันฝึกฝนตนเองให้ชำนาญมากขึ้น ข้าเชื่อว่าธนูไม้นี้แหละสามารถทำให้เจ้าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งได้เช่นกัน

 

หลังจากนั้นครูฝึกสอนหญิงก็ได้เอามือที่ประกบทับมือของเด็กคนนั้นออก ทันใดนั้น แสงสว่างก็ค่อยๆดับไป แล้วศาสตราวุธของเด็กน้อยคนนั้นก็จางหายไปเช่นกัน

 

นักเรียนหญิงคนหนึ่ง : ครูค่ะ ศาสตราวุธหายไปแล้ว!

 

รงค์ : มันก็หายไปอย่างนั้นแหละเป็นเรื่องปกติ

 

นักเรียนหญิงคนหนึ่ง : ทำไมถึงเป็นเรื่องปกติหรอคะ

 

รงค์ : เพราะเด็กคนนั้นมีพลังที่น้อยมาก แต่ครูฝึกสอนคนนั้นได้ผสานพลังของเขาให้ผ่านทางหน้ามือประกบหลังมือ ทำให้เด็กคนนั้นมีพลังมากพอที่จะสามารถแสดงศาสตราวุธออกมาเป็นรูปร่างได้ แต่....

 

รงค์ : ถ้าหากครูฝึกสอนคนนั้นเอามือที่ประกบกันออก ก็เหมือนการหยุดประสานพลังนั่นแหละ ทำให้ต่อมาเด็กคนนั้นก็มีพลังเท่าเดิม แต่ในการผสานพลังนั้น ทำให้ศาสตราวุธของเขาตื่นขึ้นแล้วในตัว นั้นคือปลุกพลังเพื่อแสดงศาสตราวุธออกมาได้แล้วนั่นเอง

 

นักเรียน (ทุกคน) : อ๋อ...อย่างนี้เอง

 

ญาดา : เอาล่ะคนต่อไปได้

 

เมื่อนักเรียนได้ยินเช่นนั้น ต่างก็มุ่งหน้าไปหาครูที่ตนคิดว่าจะสามารถช่วยให้แสดงศาสตราวุธได้ ทว่านักเรียนแต่ละคนก็มีพลังแตกต่างกัน บางคนมีพลังมากพอที่จะแสดงศาสตราวุธได้ด้วยตนเอง

 

ในขณะที่บางคนมีพลังน้อยเกินไปจนไม่สามารถแสดงศาสตราวุธได้ จึงต้องขอความช่วยเหลือจากครู หรือบางคนนั้นมีพลังน้อยมาก ทำให้ครูต้องใช้พลังมากกว่าปกติในการช่วยเหลือ

 

นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนที่ศาสตราวุธยังไม่ปรากฏ ซึ่งต้องรอให้มีอายุมากขึ้นอีกหนึ่งปี เพื่อสะสมพลังก่อน โดยทั่วไป ศาสตราวุธจะปรากฏในช่วงอายุ 10-16 ปี แต่ถ้ามากกว่าช่วงวัยนี้อาจจะไม่มีศาสตราวุธเลยก็เป็นได้

 

เด็กหลายต่อหลายคน ได้รู้ว่าศาสตราวุธของตนคืออะไรในวันนั้น แต่ก็มีเด็กบางคนที่ต้องรอปีหน้าถึงจะมาได้อีก กล้าที่เห็นคนอื่นๆอีกหลายคนมีศาสตราวุธแล้ว จึงอยากรู้บ้าง กล้าจูงมือทิวแล้ววิ่งไปหาครรชิตครูฝึกสอนคนที่พาพวกเขามาที่นี่ และเลือกให้ครรชิตเป็นคนช่วยผสานพลังให้เขา

 

กล้า : ครูครรชิตครับ ครู... ช่วยผมได้ไหมครับ

 

ครรชิต : ได้อยู่แล้ว

 

ครรชิตตกลงที่จะช่วยเขาอย่างไม่ลังเล จากนั้นทั้งสองคนก็เดินไปที่ศิลา ในระหว่างทางเดิน กล้าที่กำลังเดินไปก็รู้สึกกังวลเล็กน้อยว่าศาสตราวุธของตัวเองจะเป็นอะไร พอเดินไปถึงหน้าศิลา เขาถอนหายใจก่อนเพื่อให้ความกังวลนั้นหายไป แล้วจึงหันไปสบตากับครรชิตแล้วทั้งสองก็เริ่มผสานพลังกันทันที

 

มือซ้ายของกล้าแนบลงบนศิลา แล้วมือของครรชิตประกบทับลงไป เคลื่อนพลังออกจากฝ่ามือของครรชิตสอน แผ่ตรงไปสู่มือของกล้าไปสู่หน้าศิลา น้ำที่อยู่รอบๆเริ่มลอยตัวขึ้นอีกครั้ง จากนั้นพลังที่ครรชิตใช้ผสานผ่านทางมือได้แผ่ออกไปรวมกันกลับน้ำ ไม่นานก็ปรากฏศาสตราวุธ

 

และทิวที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็เห็นเช่นกัน ศาสตราวุธของกล้านั้น มีรูปร่างลักษณะเป็นตัวของเขาเอง เหมือนกับว่าเป็น ตัวเขาเองแต่อยู่รูปร่างของนักมวย กล้าในตอนนั้นที่รู้ว่าศาสตราวุธของตัวเองนั้น คือ มวยไทย กล้าดีใจจนแทบพูดไม่ออก แล้วก็เดินไปหาทิวพร้อมอมยิ้มเล็กๆไว้

 

ทิว : พี่กล้า ศาสตราวุธของพี่คือ...

 

ครรชิต : มวยไทย

 

ทิว : มันคือสิ่งที่พี่กล้า เป็นมาโดยตลอด

 

ครรชิต : ฮืม...หมายความว่าพี่ชายของเจ้านะชอบชกมวยสินะ

 

กล้าไม่ได้ตอบคำถามของทิวในทันที เขาแค่ยิ้มเล็กๆ แล้วก้มหน้าลง ปล่อยให้ความรู้สึกของความภูมิใจทะลักออกมาในใจ แม้จะไม่มีคำพูดใดๆ

 

ทิว : พี่กล้า พี่กล้า ข้าก็อยากรู้บ้างจังว่าศาสตราวุธของข้าคืออะไร

 

ครรชิต : ยังไม่ได้!

 

คำตอบของครรชิตทำให้ทิวเงียบไปในทันที ทำให้ทิวที่ได้ยินแบบนั้นแล้ว เขากำมือไว้แน่นพยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้ แล้วค่อยๆกล่าวขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

 

ทิว : ทะ...ทำไมล่ะครับ

 

ครรชิต : อายุของเจ้ายังไม่ถึงตามที่กำหนดเจ้าเด็กน้อย ดังนั้นศาสตราวุธยังอาจจะยังไม่ปรากฏ

 

กล้า : ครูครับ ลองดูหน่อยก็คงไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ…

 

ครรชิต : เรื่องนั้นก็..แล้วแต่พวกเจ้า แต่รอให้คนแสดงศาสตราวุธได้กันหมดทุกคนก่อนนะ เดี๋ยวถ้าจะไปตอนนี้แล้วไม่ได้อะไรมามันจะเสียเวลาคนต่อไปที่รอ

 

หลังจากนั้นทั้งสามคน ยืนรอให้คนออกจนหมด เหลือคนที่อยู่ในนั้นเพียงเล็กน้อยกับครูอีกไม่กี่คน ก่อนที่ครรชิตจะพาทิวเดินตรงไปที่หน้าศิลาแล้วเริ่มปลุกพลังทันที ครรชิตเริ่มผสานพลังผ่านไปที่มือของเขา แต่ปรากฏว่าการผสานพลังนั้นไม่เกิดผลใดๆ

 

ปกติแล้ว เพียงแค่ใช้พลังเพียงเล็กน้อยในการผสาน ศาสตราวุธก็จะปรากฏออกมาแล้ว แต่นี่ครรชิตกลับต้องเสียพลังไปเป็นจำนวนมาก จนเริ่มหมดแรงและทรุดตัวลงไปที่พื้น

 

ครรชิต : ไม่ได้เลย ต่อให้ข้าใช้พลังผสานให้เจ้ามากแค่ไหน ศาสตราวุธของเจ้าก็ยังไม่ปรากฏเลย

 

กล้า : คงเป็นเพราะว่าทิวอายุยังไม่ถึงจริงๆ เพราะงั้นศาสตราวุธของทิวถึงยังไม่ปรากฏใช่ไหมครับ

 

ครรชิต : นั่นก็น่าจะมีส่วน

 

ทิว : ไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวรอปีหน้าก็ได้ครับ ขอบคุณที่ช่วยครับ

 

กล้า : ต้องขอบคุณคุณ คุณครูครรชิตด้วยจริงๆนะครับ ที่อุตส่าห์เสียเวลาช่วยไอ้ทิว

 

ครรชิต : อืม ไม่เป็นไร ข้ายินดีช่วยพวกเจ้า

 

หลังจากกล่าวขอบคุณเสร็จแล้ว กล้าและทิวก็พากันเดินกลับบ้านตามปกติ แต่ในระหว่างทาง พวกเขาเดินไปตามทางจนผ่านมาถึงค่ายมวยที่กล้าเคยขึ้นชกอยู่บ่อยๆ กล้าได้ยินเหมือนมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังพูดเยาะเย้ยเขาเรื่องที่เขาชกมวยแพ้ สายตาที่ดูหมิ่น สายตาที่คอยเหยียดหยามกล้ามาโดยตลอด

 

ทันใดนั้น เด็กคนหนึ่งในกลุ่มก็เดินเข้ามาท้ากล้าชกมวย กล้าที่อายุเพียงสิบขวบ ต้องชกกับเด็กอายุสิบสามปี ถึงแม้จะเสียเปรียบเรื่องอายุ แต่กล้าก็มีประสบการณ์พอสมควร แม้จะไม่เคยชนะใคร แต่เขาก็ไม่ชอบให้ใครมาดูถูก จึงรับคำท้าอย่างไม่ลังเล ทิวกลัวพี่ชายมีเรื่อง จึงดึงแขนและชวนกลับบ้าน

 

กล้า : ไอ้ทิว เอ็งไม่ต้องกลัวนะพี่จะไม่ยอมให้คนที่พ่อแม่ไม่สั่งไม่สอนมาดูถูกพวกเราแบบนี้แน่

 

ทิว : พี่กล้า...

 

กล้า : เอ็งไม่ต้องกลัวหรอกนะว่าพี่จะเป็นอะไร เพราะในวันนี้พี่ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว พี่ก็อยากรู้เหมือนกันนะว่า ไอ้ศาสตราวุธที่พี่ได้มาวันนี้ มันทำอะไรได้บ้าง

 

หลังจากที่พูดจบ กล้าก็เดินขึ้นไปบนสังเวียนอย่างมั่นใจ ส่วนทิวที่อยู่ด้านล่างสังเวียนรู้สึกกังวลและเป็นห่วงพี่ชายของเขาเป็นอย่างมาก เขาได้แต่คิดในใจว่าอย่าให้พี่บาดเจ็บเลย

 

ทันใดนั้น เสียงระฆังดังขึ้น เป็นสัญญาณเริ่มยกแรก ทั้งสองคนได้มายืนประชันหน้ากัน ในสังเวียนที่มีแสงสลัว ความตึงเครียดปรากฏชัดเจนเมื่อนักมวยทั้งสองคนมายืนต่อหน้ากัน ฝูงชนส่งเสียงเชียร์ ความตื่นเต้นก็ดังไปทั่วสถานที่แห่งนั้น 

 

กล้าได้แสดงศาสตราวุธของตัวเองออกมาทำให้คนที่อยู่ด้านล่างเวทีต้องอึ้งกันไป ทันใดนั้นไม่กี่วินาทีต่อมา ศาสตราวุธก็กลายเป็นเกราะอาวุธ แต่เกราะอาวุธที่ไม่มีความสามารถเพราะกล้ายังไม่ได้ขึ้นขั้นแรก จึงทำให้เกราะอาวุธเป็นแสงสีทองรางๆทั่วตัวของเขาแทน แต่ว่ามันทำให้กล้านั้นแข็งแกร่งขึ้น ถึงแม้ว่ากล้านั้นจะโดนหมัดของคู่ต่อสู้กี่หมัด เขาก็ไม่มีอาการว่าจะเจ็บแต่อย่างใด แถมยังตอบโต้คืนได้อีก 

 

เมื่อกล้าตัดสินใจตอบโต้ เขาออกหมัดใส่ลำตัวคู่ต่อสู้ด้วยแรงเท่าที่เคย แต่ด้วยพลังศาสตราวุธที่เสริมเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ทำให้หมัดนั้นรุนแรงกว่าปกติมาก จนคู่ต่อสู้น็อคล้มลงไปกองกับพื้นด้วยหมัดเดียว ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนรอบสังเวียนต่างตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อสายตา ในที่สุด กล้าก็ชนะการชกมวยได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี

 

ทุกคนต่างปรบมือให้กล้า ทั้งเสียงโฮ่ร้องให้ด้วยความชื่นชมก็ดังกระหึ่มขึ้น กล้าดีใจมากจนแทบไม่เชื่อกับสายตาตัวเอง ก่อนที่เขาจะดึงสติตัวเองกลับมา แล้วก็เดินลงจากสังเวียนไปหาทิวที่อยู่ด้านล่าง หลังจากนั้นเขากับน้องชายก็ได้เดินกลับบ้าน

 

ในระหว่างทางกล้าเห็นถึงสายตาของคนที่เหยียดหยามมองมาที่เขาอย่างคุ้นเคย แต่ครั้งนี้คงผิดคาดที่พวกเขาคิดเอาไว้ แต่กล้าก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่เชิดหน้าใส่และจูงมือทิวเดินกลับบ้านต่อ

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!