กลางป่าใหญ่ เหล่าชาวบ้านที่วิ่งกันมาพักใหญ่ จนทุกคนเริ่มที่จะเหนื่อยล้ากัน เมื่อแน่ใจว่าพ้นจากอันตรายแล้ว จึงตัดสินใจหยุดพักและสร้างที่พักชั่วคราว
เมื่อสร้างที่พักชั่วคราวเสร็จแล้ว ศักดิ์ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านจึงเรียกทุกคนมารวมตัวกันเพื่อหารือเรื่องว่าจะทำยังไงต่อ
ชาวบ้านคนหนึ่ง : เอาไงต่อล่ะท่านผู้ใหญ่ แล้วมันเป็นแบบนี้พวกเราจะทำยังไงกันดี
ศักดิ์ : ทุกคนฟังทางนี้! ไม่ต้องตกใจกลัวไป รอจนถึงรุ่งเช้าบางทีเรื่องมันอาจจะดีขึ้น แล้วพอพวกเรา...ค่อยกลับไปที่หมู่บ้าน...
คุณครูท่านหนึ่ง : ข้าว่า เราไม่ควรกลับไป
ศักดิ์ : เหตุใดท่านถึงคิดเช่นนั้น
คุณครูท่านหนึ่ง : ข้าแค่คิดว่า บางทีข้าศึกพวกนั้นอาจจะยังดักรอพวกเราอยู่ที่ไหนสักที่ เพื่อรอให้พวกเรากลับไป
ชาวบ้าน :
“เห็นด้วยกับผู้ใหญ่..”
“ข้าก็คิดอย่างนั้น...”
“ข้าว่าพวกเราควรกลับไป..”
“นี่! เอ็งจะบ้ารึ!”
“กลับไปไม่ได้ มันอันตรายเกินไป”
คุณครูท่านหนึ่ง : ข้าว่าเราต้องการกำลังเสริมถ้าเราจะกลับไป
ศักดิ์ : ท่านหมายถึง เราต้องไปขอความช่วยเหลือหรอกรึ
คุณครูท่านหนึ่ง : ก็อาจจะใช่...
ชาวบ้าน :
“ที่ไหนล่ะท่าน”
“กลางป่าแบบนี้จะมีหมู่บ้านที่ไหนอีกล่ะ”
“เอาน่า มันอาจจะมีหมู่บ้านลี้ภัยอีกก็ได้”
“หรือว่า เราต้องเข้าเมือง”
“ข้าก็คิดแบบนั้น”
“ข้าเห็นด้วย!”
“ข้าเห็นด้วย!”
“เข้าไปขอความช่วยเหลือน่าจะได้”
“ใช่ๆ”
ศักดิ์ : เอาล่ะทุกคน เอาแบบนี้เราจะเข้าเมืองไปขอความช่วยเหลือ งั้นเราจะไปเมืองไหนล่ะ ที่ใกล้ที่สุดและพอจะช่วยเราได้ หรือมีใครพอจะรู้ทางบ้าง
ชาวบ้านทุกคนที่ได้ยินแบบนั้นแล้ว ก็ต่างก้มหน้าครุ่นคิด ด้วยความที่หมู่บ้านของพวกเขาเป็นหมู่บ้านลี้ภัยที่อยู่กลางป่าใหญ่ ทำให้การที่จะหาเมืองอยู่แถวนั้นก็แทบเป็นไปไม่ได้ ทันใดนั้นครูใหญ่รงค์ ก็นึกขึ้นได้ถึงเมืองที่คิดว่าน่าจะอยู่ใกล้ที่สุด แล้วจึงกล่าวออกไป
รงค์ : ข้าว่าพวกเราควรไปที่เมืองศิวิลักษณ์ เมืองนั้นน่าจะอยู่ใกล้ที่สุดแล้วล่ะข้าว่า
คุณครูท่าหนึ่ง : แล้ว... ระยะทางละครับท่า อยู่ใกล้ที่สุดนี่ประมาณไหนหรอครับ
รงค์ : ก็น่าจะต้องไปไกลอีกพอสมควรเลยและก็ต้องข้ามภูเขาไปอีกสองสามลูกนั่นแหละ แต่นั่นเป็นเมืองใหญ่เมืองเดียวที่อยู่ใกล้เราที่สุดแล้วล่ะ
เด็กชายคนหนึ่ง : ก็คงเป็นทางเดียวแล้วสินะครับ
รงค์ : อืม...
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ทุกคนต่างก็มีสีหน้าที่กลุ้มใจกัน แต่นั่นก็เป็นทางเลือกเดียวที่พวกเขาอาจจะได้รับความช่วยเหลือ
ศักดิ์ : งั้นตกลงตามนี้! พรุ่งนี้เช้าเราจะเดินทางไปเมืองศิวิลักษณ์กัน ไปขอความช่วยเหลือแล้วกลับไปหมู่บ้านเรากัน!
ชาวบ้าน :
“เอาด้วยๆ”
“ไปๆ”
“เอาด้วยค่ะผู้ใหญ่”
“ตามนั้น”
หลังจากที่จบการสนทนาทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอน กล้าที่เป็นกังวลเรื่องที่พ่อแม่บอกเรื่องภูมิหลังของทิว อาจจะทำให้อาจจะยังน้อยใจอยู่ลึกๆก็เป็นได้ เขาจึงเดินไปนั่งลงข้างๆน้องชาย
ภายใต้แสงของกองไฟที่อยู่เบื้องหน้า บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงของจิ้งหรีดร้องสนั่นป่า สายลมอ่อนที่พัดให้ใบไม้และกอหญ้าพลิ้วไหวไปเบาๆ กล้านั่งลงข้างๆทิว เขานั่งนิ่งอยู่ครู่นึงแล้วจึงกล่าว
กล้า : วันนี้ เอ็งเจอแต่เรื่องแย่ๆ มาทั้งวันเลยสินะ
ทิว : ข้าว่า… มันก็ไม่แย่เท่าไหร่หรอก
กล้า : อืม... เรื่องภูมิหลังของเอ็งนะ พี่..ก็คิดว่าจะหาเวลาบอกไปนานแล้ว...แต่...ก็ไม่รู้สิ...ไม่รู้ว่าตอนนั้นพี่คิดอะไรอยู่ทำไมพี่ถึงยังไม่บอกเอ็ง และวันที่เอ็งมารู้เรื่อง ก็เป็นวันที่มีแต่เรื่องแย่ๆแบบนี้...ซะงั้นน่ะ...
ทิว : พี่กล้า! นี่พี่ยังไม่หยุดคิดเรื่องนี้อีกหรอ!!
ทิวกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่จริงจัง ทำให้กล้าสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้าหนีหลบสายตาของน้องชายที่มองมา แล้วจึงกล่าวต่อ
กล้า : มะ..ไม่รู้สิ... พี่แค่คิดว่าเอ็งจะรับไม่ได้ หรือถ้าเอ็งรู้สึกไม่ดียังไงเอ็งก็บอกพี่มาได้นะไอ้ทิว…
ทิว : พี่กล้าฟังข้านะ! ไม่ว่าข้าจะมาจากไหน แต่พี่ก็คือพี่แท้ๆของข้าเสมอและพ่อกับแม่ก็ด้วย!!
คำพูดดังกล่าวทำให้กล้าผู้เป็นพี่รู้สึกสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้กล้าสบายใจขึ้นบ้าง จากนั้นทิวจึงล้มตัวลงนอนข้างๆพี่ชายโดยไม่ได้คิดอะไร
กล้าที่เห็นว่าน้องชายไม่ได้รังเกียจตนอย่างที่ตนคิดไว้ ทำให้ความกังวลของเขานั้นหายไป และกล้าก็เคลิ้มหลับไปข้างๆทิว
หลังจากที่ กล้าและทิวหลับไปไม่นาน พวกเขาก็ได้สะดุ้งตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่วิ่งวนอยู่รอบๆที่พักของพวกเขา เหล่าคุณครูและชาวบ้านคนอื่นๆก็ได้ยินเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นเช่นนั้นหัวหน้าหมู่บ้านก็รู้สึกได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา เขาจึงสั่งให้ทุกคนให้มารวมกลุ่มและเมื่อที่เหล่าคุณครูและผู้คนที่รอดชีวิตมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม คนพวกนั้นจึงได้ล้อมพวกเขาเอาไว้ ปรากฏว่าคนพวกนั้นเป็นพวกโจรป่าที่ชอบปล้นเสบียงของผู้ลี้ภัย
ในตอนนี้ พวกเขาต้องเจอกับวิกฤตอีกครั้ง เหล่าคุณครูที่เหลือและผู้อำนวยการของโรงเรียนต้องสู้เพื่อปกป้องชาวบ้าน ทำให้เหล่าคุณครูที่มีศาสตราวุธต้องแยกตัวออกไปด้านหน้าเพื่อสู้กับโจรป่า แต่ก็ใช่ว่าโจรป่าเหล่านั้นจะไม่มีศาสตราวุธ พวกมันก็มีเช่นเดียวกันและได้ ทำให้ในตอนนี้ทั้งคนที่เหลือและพวกโจรป่าต้องแยกตัวออกเป็นสองกลุ่ม โดยให้โจรป่าที่มีศาสตราวุธสู้กับเหล่าคุณครูและอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอาวุธครบมือ ล้อมผู้คนที่เหลือเอาไว้เพื่อไม่ให้คนที่เหลือวิ่งหนีไปไหน
ถึงตอนนั้น พวกโจรป่าจะมีจำนวนน้อยกว่าชาวบ้านแต่พวกโจรป่านั้นมีอาวุธครบมือ และผู้คนที่ถูกล้อมเหลือแค่เด็กๆและผู้เฒ่าผู้แก่ที่ไม่มีศาสตราวุธ ทำให้หนึ่งในพวกโจรป่านั่นได้ดึงแขนของเด็กน้อยคนหนึ่งออกไปจากกลุ่มเพื่อเป็นตัวประกัน กล้าที่เห็นแบบนั้นรีบวิ่งไปกระชากแขนของเด็กคนนั้นไว้และเหวี่ยงกลับให้เข้ามาหาชาวบ้าน แต่มันทำให้เขาต้องแยกออกตัวออกไปอยู่คนเดียวท่ามกลางกลุ่มโจรป่า
ทิว : พี่กล้า!!
ทิวตะโกนเรียกพี่ชายของตนด้วยความเป็นห่วงและพยายามจะวิ่งไปหาแต่ถูกผู้คนดึงรั้งเอาไว้ ทางฝั่งของเหล่าครูที่เห็นว่ามีเด็กหลุดออกมาจากผู้คนก็พยายามจะมาช่วย แต่ก็ถูกโซ่มัดตรึงไว้ให้อยู่กับที่โดยความสามารถจากเกราะอาวุธของโจรป่าคนหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าผู้คนหันมาสนใจคนที่หลุดออกจากกลุ่ม หนึ่งในโจรป่าก็คิดจะมาทำร้ายกล้าเพื่อเป็นการขู่ กล้าจึงแสดงศาสตราวุธออกมาป้องกันตัว ทางฝั่งของโจรป่าที่เห็นเช่นนั้นถอยออกห่างในระยะหนึ่ง ในสถานการณ์อันตึงเครียดและความหวาดกลัวของผู้คน ต่างคนต่างก็สบตากันในตาของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวังที่จะเอาชีวิตรอด
เวลาดูเหมือนจะยืดเยื้อเมื่อพวกเขาไม่รู้จะทำยังไงต่อ ท่ามกลางความเป็นและความตายนี้ จู่ๆก็มีทางฝั่งของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กรุ่นเดียวกันกับกล้า เห็นท่าว่าพวกโจรมานั้นมีอาการหวาดกลัวศาสตราวุธ จึงได้ใช้โอกาสนี้แสดงศาสตราวุธของเขาออกมา เกิดเป็นลูกแก้วที่มีสีสันสวยงามลอยอยู่รอบตัวเขา นั่นคือ ลูกแก้วเก้าดารา ทำให้โจรป่าที่ยืนล้อมเขาอยู่ถอยไปเล็กน้อย
จากนั้นเขาได้ใช้ความสามารถของ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับ 1 ดาราคืนวิญญาณ แสงจากลูกแก้วทั้งเก้าที่ล้อมรอบตัวเขา เปล่งประกายออกมาเป็นคลื่นพลัง พุ่งตรงไปยังกล้า ความสามารถนี้เป็นการชะล้างพลังเวทศาสตราที่ผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการถูกโจมตีด้วยศาสตราวุธของศัตรู ให้กับผู้ที่ถูกโจมตี แต่ตัวของกล้านั้น เขาไม่ได้ถูกโจมตีจากศาสตราวุธของโจรป่า
ดังนั้นความสามารถที่เขาได้รับมาจากศาสตราวุธของเพื่อนจึงไม่มีผลใดกับกล้า เป็นแค่เพียงเคลื่อนแสงสีเขียวๆอ้อมตัวของกล้าเอาไว้ โจรป่าที่เห็นว่าศาสตราวุธของพวกเขานั้นไม่สามารถใช้ในการต่อสู้ได้ พวกโจรป่าจึงพากันหัวเราะคิกคักกันใหญ่
โจรป่าคนหนึ่ง : ฮ่าๆๆ ดูเจ้าเด็กน้อยที่น่าสมเพชพวกนี้สิ มีอาวุธดีๆอยู่ในมือตัวเองแท้ๆยังใช้ไม่เป็นเลย
โจรป่าอีกคน : ช่ายย เสียดายจริงที่ต้องฆ่าทิ้งและศาสตราวุธก็จะหายไปด้วยเนี่ยสิ...
ศักดิ์ : อย่าได้คิดทำร้ายเด็กคนนั้นเชียวนะ!!
หัวหน้าหมู่บ้านศักดิ์ตะโกนมาจากอีกฝั่ง ทำให้เหล่าโจรป่าหันไปมองแล้วยังหัวเราะไม่หยุด แล้วหัวหน้าโจรป่าจะเดินออกมาแล้วกล่าวขึ้น
หัวหน้าโจรป่า : เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาออกคำสั่ง! ข้าจะฆ่าใครหรือใครจะตาย ก็เรื่องของมันสิหรือว่า...เจ้าอยากจะตายเป็นคนแรกกันล่ะ ฮ่าๆๆ
ศักดิ์ : ชิ!
สถานการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อชาวบ้านได้ยินที่หัวหน้าพูดแบบนั้น พวกเขายิ่งพากันหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น ในตอนที่ทุกคนที่ยืนนิ่งไม่รู้จะทำยังไงต่อ โจรป่าคนหนึ่งได้ใช้โอกาสถึงตัวเด็กชายนักรบศาสตราวุธคนนั้นจากทางด้านหลังตอนที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว ให้ออกไปจากกลุ่มคน แต่โชคยังดีที่มีคนในหมู่บ้านเห็นทันจึงดึงแขนของเด็กชายคนนั้นเอาไว้ ทางฝั่งคนที่เหลือที่เห็นเช่นนั้นแล้วก็ไปช่วย
ทำให้โจรป่าและคนที่เหลือก็เริ่มต่อสู้กัน ท่ามกลางสมรภูมินี้ ทิวก็ได้พลัดหลุดออกมาจากกลุ่มคน และเมื่อโจรป่าที่เห็นว่ามีเด็กหลุดออกมาก็ว่าจะเข้าไปทำร้าย กล้าที่เห็นแบบนั้นเขาจึงเริ่มที่จะหันไปโจมตีพวกโจรป่าที่อยู่ข้างเขาและวิ่งออกไปช่วยน้องชาย ทำให้ทิวที่หลุดออกมาจากกลุ่มและได้ใช้โอกาสนี้วิ่งหนีอย่างสุดชีวิต แต่กลับมีกลุ่มโจรป่าวิ่งมาดักข้างหน้าเขาเอาไว้
ทิวทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนอยู่นิ่งๆและโจรป่าก็เริ่มขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้นเรื่อยๆในตอนนั้นกล้าก็มาทันเวลาพอดี กล้าได้เตะไปที่ข้อพับขาของหนึ่งในโจรป่า ทำให้โจรป่าคนอื่นๆก็หันมาโจมตีกล้าแทน กล้าที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้มาแล้วทำให้เขาสามารถจัดการโจรป่าได้และช่วยน้องชายของเขาได้
กล้า : ไอ้ทิวเอ็งเป็นอะไรไหม
กล้ากล่าวถามน้องชายเขาด้วยความเป็นห่วง แต่การที่สามารถสู้กับโจรป่าหลายคนแล้วชนะได้ นั้นทำให้ทิวอึ้งมากกับสิ่งที่เห็น ก่อนจะได้ยินเสียงกล้าทำให้เขาได้สติกลับมา
ทิว : ข้า..ข้าไม่เป็นอะไร พี่รีบไปช่วยคนอื่นก่อนเถอะ
แต่ไม่นานเมื่อหัวหน้าโจรป่าเห็นว่าลูกน้องของตนเอง ไม่สามารถควบคุมเหล่าชาวบ้านเอาไว้ได้ จึงได้สั่งให้โจรป่า 3 คน ที่มีศาสตราวุธ ไปควบคุมสถานการณ์เอาไว้ก่อน
เหล่าครูและผู้อำนวยการโรงเรียนเห็นดังนั้น จึงคิดหาแผนช่วยเหลือชาวบ้านที่เหลืออยู่ พวกเขาเริ่มแสดงศาสตราวุธออกมาและเข้าสู้กับโจรป่าทันที ในขณะที่ครูและโจรป่ากำลังต่อสู้กันอย่างชุลมุนวุ่นวาย บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยฝุ่นควันบดบังสายตา ทำให้เกิดความสับสน คลื่นพลังเวทแผ่ออกมาโดยรอบ ทำให้เกิดลมพัดแรงจนฝุ่นฟุ้งกระจาย มองแทบไม่เห็นทาง ประกอบกับเสียงอาวุธปะทะกันและเสียงร้องจากการต่อสู้ดังสนั่น
ในขนะนั้นเอง เหล่าคุณครูที่สู้กับโจรป่าอยู่อีกด้านได้สังเกตเห็นช่องว่างเล็กๆ ที่ศัตรูเผลอเปิดขึ้นเพราะเป็นจังหวะที่โจนป่าเปิดช่องโหว่ให้หลบหนีมากที่สุด
ครูท่านหนึ่ง : ทุกคนรีบหนีไปเร็วเข้า!
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วชาวบ้านที่คิดว่าตนนั้นไม่สามารถต่อสู้ช่วยได้จึงได้พาเด็กๆและคนชราวิ่งหนีกันไป กล้าที่เห็นท่าไม่ดีจึงพาทิววิ่งหนีตามคนอื่นๆออกไปเช่นเดียวกัน แต่ถ้าว่าพวกโจรป่าก็ไม่ได้คิดจะปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ โจรป่าจำนวน 4 คน ได้วิ่งไปดักหน้ากล้าและทิวเอาไว้ ทำให้พวกเขาต้องวิ่งฉีกออกไปคนละทางกับชาวบ้านที่มาด้วยกัน
ถึงแม้จะรู้ว่ากำลังวิ่งสวนทางกับชาวบ้าน กล้าและทิวก็พยายามวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต เพราะเวลานั้นไม่มีทางเลือกอื่นใด เส้นทางข้างหน้าคือความหวังเดียวที่เหลืออยู่ พวกเขาพยายามเหลียวมองข้างหลังเป็นระยะขณะที่วิ่งฝ่าดงไม้หนาทึบและเถาวัลย์รก แต่เสียงฝีเท้าของโจรป่าก็ยังคงไล่ตามมาติดๆ หนึ่งในโจรป่าได้แยกตัวออกไปดักรออยู่บนต้นไม้ เมื่อสองพี่น้องวิ่งเข้ามาในระยะ โจรป่าผู้นั้นก็ใช้หอกยาวที่เตรียมไว้ขว้างลงมาโจมตีทันที
กล้า : ไอ้ทิวหลบ!
ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาพุ่งตัวเข้าไปกระชากแขนน้องชาย ร่างของทั้งสองล้มกลิ้งไปกับพื้น เสียงหอกพุ่งเฉียดผ่านศีรษะของทิวไปเพียงไม่กี่นิ้ว ก่อนจะปักแน่นลงกับลำไม้เบื้องหลังจนไม้ทั้งต้นสะเทือน
แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสิงพี่น้องจะได้ตั้งตัวดี เสียงฝีเท้าอีกสองคู่ก็ดังเข้ามาใกล้ กล้าและทิวแล้วพากันวิ่งหลบหลังต้นไม้ใหญ่ ซ่อนอยู่ใต้เงาใบไม้และความเงียบลมหายใจของพวกเขาหนักหน่วง หัวใจเต้นกระหน่ำจนเหมือนจะทะลุออกมาและการหนีคงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาแล้วในตอนนี้
กล้า : ไอ้ทิว พี่ว่าพวกเราหนีไม่ได้แล้วล่ะ ถ้าพวกมันจะมาใกล้เราขนาดนี้ คงต้องจัดการกับพวกมันทีละคนแล้วล่ะ
ทิว : แล้วเราจะจัดการกับพวกมันยังไงล่ะพี่กล้า!
กล้า : ถ้าพวกเราขยับมากมันจะรู้ตำแหน่งได้ พี่ว่า…คงต้องดักรอตรงนี้ล่ะ พี่รู้ว่ามันสี่ยงนะ แต่มันก็น่าจะเป็นทางเดียว
ทิว : อ..อืม
ทิวกล่าวพร้อมพยักหน้าตอบรับ แม้ว่าเขาจะรู้สึกหวาดหวั่น แต่ในดวงตาก็มีแววเชื่อมั่นในตัวของพี่ชาย และพวกเขาทั้งสองจะต้องรอดจากสถานการณ์นี้ไปให้ได้
จากนั้น กล้าและทิวก็ทำตามแผนที่วางไว้ โดยหลบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่เพื่อดักรอโจรป่าที่ไล่ตามมา ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักใกล้เข้ามา กล้าและทิวชะเง้อมองไปข้างหน้า เพียงครู่เดียวก็เห็นเงาของชายร่างใหญ่ในชุดหนังเก่าโทรม กำลังเดินวนหาพวกเขาอยู่ไม่ไกล
เมื่อเห็นดังนั้น ทิวจึงหยิบท่อนไม้ยาวขึ้นมาเตรียมเป็นอาวุธ กล้าหยิบก้อนหินเล็กขึ้นมามองหน้าน้องชาย พยักหน้าเป็นสัญญาณ ก่อนจะขว้างก้อนหินไปยังพุ่มไม้ด้านหลังเพื่อให้เกิดเสียง โจรป่าได้ยินเสียงก็หลงคิดว่าเป็นสองพี่น้องซ่อนตัวอยู่ จึงเดินตรงเข้าไปทันที
ทางฝั่งของกล้าและทิวที่ดักรออยู่แล้ว ใช้จังหวะที่โจรป่าเดินผ่านพวกเขาไป ทิวได้ใช้ท่อนไม้ในมือฟาดไปที่ต้นคอของโจรป่าคนหนึ่งอย่างแรงจนท่อนไม้หักเป็นสองท่อน ร่างของโจรป่าก็ทรุดฮวบลงกับพื้นโดยไม่มีเสียงร้องแม้แต่น้อย ยังไม่ทันที่โจรอีกสองคนที่ตามมาจะได้ตั้งตัว กล้าก็พุ่งเข้าหาทันที เขาเตะใส่ลำตัวของคนแรกจนร่างมันเซถลาไปปะทะกับต้นไม้ แล้วเหวี่ยงหมัดฟาดเข้าใส่ใบหน้าของอีกคนหนึ่งเต็มแรงจนเสียงกระดูกลั่นดัง ร่างของมันทรุดลงไปนอนแน่นิ่งข้างพวกพ้อง
ทางด้านบนยอดไม้สูง โจรป่าคนสุดท้ายที่ซุ่มอยู่บนต้นไม้ สายตาของเขาไล่ตามหาเป้าหมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่มีวี่แววอะไรเกิดขึ้น เขาขมวดคิ้วแน่นก่อนจะกระโดดลงจากกิ่งไม้ แล้วเดินไปดูตรงที่พักพวกของตนเดินเข้าไป ภาพตรงหน้าทำให้เขาชะงักกะทันหัน
เมื่อเห็นว่าพักพวกของเขานอนนิ่งกับพื้นดิน ใบหน้าบางคนยังเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากหมัดและเท้า ส่วนอีกคนหนึ่งนอนหมดสติและมีท่อนไม้หักสองท่อนตกอยู่ข้างตัว เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปหาทันที ส่วนกล้าและทิวที่เฝ้าสังเกตอยู่จากหลังต้นไม้ ได้ใช้โอกาสนี้ลัดเลาะผ่านแนวไม้อย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้และเมื่อพ้นจากสายตาของโจรป่า พวกเขาจึงรีบวิ่งหนีไป
วิ่งออกมาได้สักพัก หลังจากที่สองพี่น้องได้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่โหดร้ายมาได้ กล้าและทิวเดินเร่ร่อนอยู่ในป่าอยู่พักใหญ่ พวกเขาพยายามส่งเสียงเรียกหาผู้คนแต่กลับไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ร้องในยามค่ำคืน พวกเขาทั้งสองก็เริ่มที่จะเหนื่อยล้าขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจึงเดินไปนอนพักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้แม่น้ำ เผื่อว่าจะมีคนเดินเรือผ่านบริเวณนั้น
กล้าเริ่มก่อกองไฟเล็กๆ เพื่อให้ความอบอุ่นในยามค่ำคืน ทั้งสองพี่น้องยังคงก้มหน้าเงียบไม่พูดอะไร ดวงตาทอดมองเปลวไฟที่ไหววูบตามแรงลมความเงียบโรยตัวลงเหนือทั้งคู่ ทิวเองก็เข้าใจว่าพี่ชายของเขาเหนื่อยล้าจากการต่อสู้เมื่อก่อนหน้า แถมยังมาพลัดหลงกับคนในหมู่บ้านอีก
ในขณะที่พวกเขาไม่รู้จะทำยังไงต่อ ความรู้สึกท้อแท้เริ่มโถมเข้ามาในจิตใจของพวกเขา แต่ก็กลับไม่ได้ จะไปต่อก็ไปต่อไม่ถึง ทิวนั่งมองกองไฟอยู่สักพัก ก่อนจะเรียกชื่อพี่ชายเบาๆ
ทิว : พี่กล้า….
เสียงของทิวเหมือนดึงกล้าให้หลุดจากห้วงแห่งความคิดที่สับสน เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาน้องชายที่จ้องมองเขาอยู่
กล้า : มีอะไรหรอไอ้ทิว
ทิว : พี่ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก
กล้า : เฮ้อ~ จะไม่ให้พี่คิดได้ยังไงล่ะ ก็ตอนนี้เอ็งกับพี่หลงทางกันแล้วนะ พี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเราอยู่ที่ไหน จะกลับไปหาชาวบ้านยังไง
กล้าถอนหายใจ และก้มหน้าลงอีกครั้ง มือที่วางบนเข่ากำแน่น พยายามกลั้นความรู้สึกต่างๆที่ถาโถมเข้ามา ทิวขยับเข้ามาใกล้ แล้ววางมือลงบนไหล่ของพี่ชายอย่างเงียบๆ เพื่อปลอบใจพี่ชาย แต่การปลอบใจแบบนั้น ก็คงไม่ได้ช่วยอะไรได้มากเท่าสถานการณ์ที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่
ทิว : ไม่เป็นไรหรอกพี่ เดี๋ยวพรุ่งนี้เรื่องมันอาจจะดีขึ้นก็ได้ พวกเราจะต้องตามชาวบ้านให้ทันและจะพาความช่วยเหลือกลับไปช่วยท่านพ่อกับท่านแม่ให้ได้
กล้า : อืม พี่ก็คิดแบบนั้น…
หลังจากนั้น สองพี่น้องค่อยๆซบตัวลงข้างกันใต้ร่มไม้ใหญ่ เสียงน้ำจากแม่น้ำไหลเอื่อยเคล้ากับเสียงลม กล่อมให้ทั้งคู่ค่อยๆหลับตาลงบรรยากาศที่ริมแม่น้ำนั้นเงียบสงบ แต่ในหัวของพวกเขากลับมีแต่ความกังวลต่างๆ สายลมหนาวพัดผ่านมาเป็นบางช่วง แต่ยังมีกองไฟที่คอยให้ไออุ่นตลอดคืน ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบกับผิวน้ำเป็นแสงระยิบระยับ ได้แต่หวังเพียงจะมีคนล่องเรือผ่านมาทางนี้บ้าง