ประชันศึกศาสตราวุธ

ตอนที่ 6: ชายนิรนาม

👁️ 25 อ่าน
22px

รุ่งเช้า หลังจากที่สองพี่น้องได้ผ่านพ้นค่ำคืนนั้นมาได้ แสงอรุณในยามเช้าสาดส่องมาพร้อมกับเสียงนกในยามเช้า ทำให้ทั้งสองตื่นขึ้นด้วยความงัวเงีย ไม่นานเท่านกกระพือปีกบิน พวกเขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้เกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนนี้ ที่ทั้งสองได้แยกตัวออกมาจากผู้คน ทำให้พวกเขาตอนนี้ต้องเดินทางไปกันเอง

 

ทิว : พี่กล้า พวกเราจะทำยังไงกันต่อดีล่ะ

 

กล้า : พี่..พี่ ก็ไม่รู้เหมือนกัน... แต่จำได้ว่าเมื่อคืนนี้พวกผู้ใหญ่บอกว่าจะขอความช่วยเหลือจากในเมืองไม่ใช่หรอ

 

ทิว : ใช่ๆ แต่เมืองที่ว่านั้ .มัน... ไปทางไหนล่ะเนี่ย...

 

กล้า : พี่...ว่าตอนนี้อย่าเพิ่งหาเมืองเถอะ ทางที่ดีตอนนี้เราควรหาคนให้เจอสักคนก่อน

 

ทิว : ก็ใช่ แต่จะมีใครมาเดินกลางป่าแบบนั้น นอกจากคนหลงทางอย่างข้ากับพี่เล่า

 

กล้า : ไปเถอะ..นั่งพูดอยู่นี่ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก

 

ทิว : อะ..อืม...

 

กล้า : เดินตามแม่น้ำไป น่าจะมีหมู่บ้านอยู่ติดแม่น้ำบ้างล่ะ คิดว่านะ...

 

หลังจากนั้นกล้าและทิวก็เริ่มเดินทางต่อในป่า พวกเขายังคงเดินเร่ร่อนต่อไปและพยายามส่งเสียงเรียกหาผู้คนเป็นระยะๆแต่กลับไม่มีเสียงใครตอบกลับมาเลย จนเหนื่อยและนั่งลงเพื่อพักเหนื่อยที่ใต้ต้นไม้ แต่จู่ๆก็มีเสียงพุ่มไม้ขยับ กร๊อบ..แกร๊บ..กร๊อบ มาจากด้านหลังต้นไม้ที่กล้าและทิวนั่งอยู่

 

เมื่อเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็รีบลุกขึ้นแอบหลังต้นไม้ใหญ่ ด้วยความกังวลว่าอาจมีสัตว์ร้ายออกมาล่าเหยื่อ ทั้งสองยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง กล้าจึงค่อยๆ ชะโงกหน้าออกมามองสำรวจรอบๆ ก่อนจะพบว่าต้นเหตุของเสียงที่ได้ยิน เป็นเพียงชายร่างสูงใหญ่ ผิวเข้ม สวมเสื้อแขนสั้นสีส้มหม่น นุ่งโจงกระเบนสีน้ำตาลแก่ กำลังเก็บผลไม้ป่า โดยในมือถือตะกร้าไม้ไผ่สาน เขาไม่ได้มีท่าทีเป็นภัยแต่อย่างใด กล้าถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทิวจึงรีบวิ่งเข้าไปหา

 

ทิว : ทะ...ท่าน ท่านผู้นั้นน่ะ!

 

ทิวตะโกนเสียงดัง พร้อมกับวิ่งตรงไปยังชายคนนั้น เขายืนหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร ชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

 

ชายนิรนาม : หืม..มีอะไรรึไอ้หนู…

 

ทิว : ข้ากับพี่กำลังจะเดินทางไปที่เมือง ไม่ทราบว่าท่านพอจะรู้ทางไปบ้างไหม

 

ชายนิรนาม : เมืองเหรอ... ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีเมืองอยู่แถวนี้เลย

 

กล้า : เมืองศิวิลักษณ์ พวกเขากำลังจะเดินทางไปที่นั้น ไม่ทราบว่าท่าจะรู้ทางไหมหรือไม่

 

ชายนิรนาม : เมืองศิวิลักษณ์ ข้าไม่คุ้นชื่อเลย ว่าแต่... พวกเจ้าจะเดินทางไปที่นั่นทำไมหรอ

 

กล้า : หมู่บ้านของพวกเราถูกโจมตีเมื่อคืนก่อน คนในหมู่บ้านก็ลงความเห็นกันว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากเมืองใหญ่ เผื่อว่าเขาจะช่วยอะไรพวกเราได้บ้าง

 

ชายนิรนาม : แล้ว...พวกเจ้าไปกันแค่สองคนเนี่ยนะ

 

กล้า : ไม่หรอก ปกติแล้วข้ากับน้องก็เดินทางมากับชาวบ้านคนอื่น แต่ในตอนกลางดึกพวกเราก็ถูกโจมตีโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว ทำให้ข้ากับน้องพลัดหลงออกมาจากคนอื่นๆ

 

ชายนิรนาม : คงเป็นพวกโจรป่าที่อยู่แถวนี้ล่ะสิท่า ในป่าแบบนี้ไปไหนมาไหน ช่วงค่ำก็ต้องระวังตัวให้ดีๆล่ะ

 

กล้า : ข้า... ไม่รู้มาก่อนว่าแถวนี้มีโจรป่าด้วย

 

ชายนิรนาม : อืม..ก็จงรู้เอาไว้

 

ชายนิรนามเพียงเท่านั้น แล้วหมุนตัวเดินจากไป ท่าทางราวกับไม่ใส่ใจสิ่งใด ทิวเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปขวางหน้าเขาไว้ด้วยความร้อนใจ

 

ทิว : แต่เดี๋ยวก่อน ตอนนี้พวกเราต้องตามคนในที่เหลือให้ทันก่อน ถึงจะกลับเข้าเส้นทางได้ ท่าน…พอจะช่วยข้ากับพี่ได้ไหม

 

ชายนิรนาม : เฮ้อ… ตัวข้านั้นไม่รู้จักทางไปเมืองนั่นหรอกนะ แต่ข้าอาจจะพาพวกเข้าไปหาคนที่รู้ได้

 

กล้า : ท่านพอจะพาพวกเราไปหาเขาได้ไหม

 

ชายนิรนาม : อืม ตามข้ามา...

 

กล้าและทิวหันมาสบตากัน แม้จะไม่แน่ใจว่าควรไว้ใจชายแปลกหน้าคนนี้หรือไม่ แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกมากนัก หลังจากนั้นชายนิรนามพาพวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าลึก

 

เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง กล้าและทิวสังเกตที่พื้น พบว่ามีรอยล้อเกวียนยาวเป็นทาง ต้นหญ้าที่จะเกิดตามพื้น แต่ตรงนี้กลับมีแค่ขอบๆด้านข้างราวกับว่ามีผู้คนสัญจรไปมาแถวนี้อยู่เสมอ ก่อนจะเดินมาอีกไม่ไกลก็พบว่ามีหมู่บ้านอยู่ด้านหน้าของพวกเขา

 

เมื่อมองจากที่สูงที่พวกเขายืนอยู่จะพบว่า บ้านเรือนที่นั่นมีลักษณะเป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูงทุกหลัง รอบหมู่บ้านถูกรายล้อมไปด้วยแม่น้ำต่างๆที่ไหลมาบรรจบกัน ในแม่น้ำจะพบกับต้นข้าวที่เขียวขจีอยู่ใกล้บ้านเรือน ก่อนจะมองไปอีกไม่ไกลจึงพบว่ามีชาวบ้านที่กำลังหาปลาอยู่เช่นกัน

 

ทิว : มีหมู่บ้านจริงๆด้วย

 

กล้า : ใช่...

 

ชายนิรนาม : ที่นี้เป็นหมู่บ้านลี้ภัยจากสงคราม

 

ทิว : เหมือนหมู่บ้านของพวกเราเลย

 

ชายนิรนาม : ช่วงนี้ ไม่ว่าจะที่ไหนๆมองไปก็มีแต่สงครามกันทั้งนั้น ถ้าจะมีหมู่บ้านลี้ภัยอยู่กลางป่าก็ไม่แปลกหรอก

 

กล้า : ที่แน่ๆ คงไม่ได้มีแค่ที่นี่กับหมู่บ้านของข้าหรอกที่เป็นหมู่บ้านลี้ภัย

 

ชายนิรนาม : ก็ใช่....

 

หลังจากที่ชายนิรนามพากล้าและทิวเดินเข้ามาในหมู่บ้าน ภายในหมู่บ้านมีชาวบ้านเดินสวนทางกันไปมา ไม่ต่างจากหมู่บ้านที่กล้าและทิวอาศัยอยู่

 

จากนั้นชายนิรนามได้พาพวกเขาทั้งสองไปที่บ้านไม้หลังหนึ่ง มีลักษณะเป็นบ้านไม้ทรงไทยโบราณ ยกพื้นใต้ถุนสูง แล้วพาที่ทั้งสองเดินขึ้นขึ้นบันไดไปบนลานบ้าน

 

ภายในบ้านนั้นค่อนข้างมืด มีเพียงแสงสลัวๆจากตะเกียงไฟที่ห้อยตามเสาต่างๆเท่านั้นที่ทำให้มองเห็น เมื่อพวกเขาเดินขึ้นไปบนบ้านไม้ ก็พบกับชายปริศนาวัยกลางคน ยืนอยู่ตรงหน้าต่างที่อยู่มุมหนึ่งของห้อง เมื่อเห็นชายผู้นั้นกล้าและทิว ทั้งสองคนจึงยกมือไหว้เพื่อเป็นมารยาท ชายผู้นั้นที่อยู่หน้ายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองมาที่พวกเขาทั้งสองและเอ่ยถาม

 

ชายปริศนา : พวกเจ้า..เป็นใคร ข้าไม่คุ้นหน้าพวกเจ้าลย

 

ชายนิรนาม : ท่านพ่อ ข้าพบพวกเขาที่กลางป่า เห็นว่าไม่น่าจะมีพิษมีภัยอะไร ข้าเลย..พาพวกเขาเข้าหมู่บ้านมาด้วย

 

          หลังจากที่ชายนิรนามกล่าวจบ กล้าก้าวออกมาก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดที่เขาและทิวเจอมาก่อนหน้านี้ ให้กับชายปริศนาที่อยู่เบื้องหน้าของเขาฟัง เมื่อชายปริศนาคนนั้นได้ฟังแล้ว สายตาของเขามองอย่างสงสารกล้าและทิว ก่อนจะถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้น

 

ชายปริศนา : เฮ้อ.. แย่จังนะ แต่พวกเจ้าไม่ตายก็บุญแล้วล่ะ

 

กล้า : ครับ แต่คนในหมู่บ้านของข้ากำลังจะเดินทางไปของความช่วยเหลือจากเมืองศิวิลักษณ์ ไม่ทราบว่าท่านจะทราบเส้นทางไปหรือไม่

 

ชายปริศนา : เมืองศิวิลักษณ์...ไม่ได้อยู่ใกล้ๆนี่แน่ มันต้องข้ามภูเขาไปตั้งหลายลูก แต่...มันก็พอมีทางลัดไปอยู่แค่พวกเจ้าอาจจะเหนื่อยกันหน่อย

 

กล้า : ขอแค่ตามผู้คนอื่นๆให้ทันแล้วกลับเข้าเส้นทางได้ จะยากแค่ไหนข้ากับน้องก็จะไป

 

ชายปริศนา : ก็แล้วแต่พวกเจ้า...

 

ชายปริศนา : ถ้าคิดไม่ผิด ผู้คนที่เหลือน่าจะเดินทางล่วงหน้าไปก่อนพวกเจ้าได้สักระยะแล้วล่ะ ถ้าเดินลัดเลาะไปก็น่าจะเจอกันพอดี

 

ชายปริศนา : ส่วนเส้นทางก็ง่ายๆ พวกเจ้าจะต้องเดินตรงขึ้นไปทางทิศใต้ แล้วข้ามภูเขาไปโดยไม่อ้อม และในระหว่างทางข้าจะให้ลูกชายของข้า นำทางพวกไปน่าจะปลอดภัยที่สุด

 

กล้า : ตอนนี้ข้ากับน้องรบกวนท่านมากแล้ว งั้นข้าขอตัวไปก่อน

 

กล้า,ทิว : ขอบคุณท่านมากครับ

 

หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสามก็ได้เริ่มออกเดินทางไปทันที ส่วนเส้นทางที่พวกเขาจะไปนั่นเป็นทางลัด ซึ่งต้องขึ้นเขาเพื่อที่จะตัดเส้นทางให้ใกล้มากขึ้น ทำให้การเดินทางค่อนข้างลำบาก ทางเดินเต็มไปด้วยหญ้าคาที่สูงเกือบมิดหัวและต้นไม้นานาชนิดและเถาวัลย์ยาวที่ห้อยโยงระยางเต็มไปหมด แต่ยังดีที่อากาศในป่าไม่ได้ร้อนมาก

 

เดินขึ้นเขาไปไม่นาน ก็มีสายลมพัดอ่อนโชยมาทำให้ใบไม้ใบหญ้าพลิ้วไหวไปตามกระแสมลมแต่เมื่ออยู่ที่สูงแล้วมองลงไปด้านล่าง จะเห็นถนนที่ผู้คนใช้เดินทางเป็นเส้นยาวอยู่ทางตีนเขา เมื่อกวาดสายตาไปรอบจะมองเห็นหมู่บ้านลี้ภัยที่กล้าและทิวพึ่งผ่านมาอยู่ทางด้านหลัง

 

ทิว : พี่กล้า

 

กล้า : หืม..อะไร

 

ทิว : ดูตรงนั้นสิ นั่นหมู่บ้านที่พวกเราพึ่งผ่านมานิ

 

กล้า : อืม...ดูจากตรงนี้แล้ว เหมือนใกล้มากแต่พอเดินนิสิ ไกลพอสมควรเลย

 

กล้า : รีบเดินต่อเถอะไอ้ทิว เดี๋ยวเราจะตามชาวบ้านคนอื่นไปทันเอา

 

ทิว : อืม.

 

เมื่อทั้งสามเดินขึ้นเขาสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทิวก็ได้มองกลับด้านหลัง เขามองเห็นหมู่บ้านของเขาที่ถูกโจมตีเมื่อหลายวันก่อน ที่จนตอนนี้ยังมีควันไฟลอยออกมา

 

ทิว : พี่กล้า ดูนั่นสิ...หมู่บ้านของเรา...

 

กล้า : อะไรกัน จนป่านนี้แล้วยังไม่ดับอีกหรือยังไง

 

ชายนิรนาม : ไม่หรอก จงเป็นพวกที่ไปถล่มหมู่บ้านพวกเจ้า คงพังของที่มีค่าอยู่ล่ะมั้ง

 

กล้า : ก็...ก็คงงั้น และหวังว่าคนที่อยู่ในหมู่บ้านจะไม่เป็นอะไรนะ รวมทั้งพ่อกับแม่ด้วย

 

ชายนิรนาม : พ่อแม่ของพวกเจ้า ยังอยู่ที่หมู่บ้านอีกหรอ…

 

กล้า : อืม พวกเขาอยู่ช่วยคนที่เหลือน่ะและปล่อยให้คนอีกกลุ่มหนึ่งหนีออกมา ข้าได้แต่ภาวนาให้พ่อกับแม่ปลอดภัย

 

ทิว : ท่านพ่อกับท่านต้องไม่เป็นอะไรแน่ พี่กล้าไม่ต้องห่วงหรอก พวกคนอื่นจะไปขอความช่วยเหลือและจะมาช่วยพวกเขาได้ทันแน่!

 

กล้า : พี่ว่าอย่ารอช้าอยู่เลย ไปต่อกันเถอะ รีบตามคนที่เหลือให้ทัน แล้วไปขอกำลังเสริมมาช่วยคนในหมู่บ้านให้เร็วที่สุดเถอะ

 

สิ้นสุดคำกล่าวนั้น พวกเขาทั้งสามคนก็มุ่งหน้าเดินทางต่อจนสามารถเข้าภูเขามาได้และมาพบกับถนนสายหลักที่ผู้คนใช้สัญจรอ้อมภูเขา แต่การที่พวกเข้าต้องเดินขึ้นไปบนภูเขา เพื่อที่จะตามคนที่เหลือให้ทัน ทำให้พวกเขาเหนื่อยล้าเอามากๆ ดังนั้นกล้าจึงตัดสินใจที่จะเดินอ้อมภูเขาไปแค่บางลูกที่พอจะอ้อมไปได้บาง ถึงแม้ว่าจะระยะทางจะไกลขึ้นเล็กน้อยก็ตาม

 

ในระหว่างทางสายหลักที่ผู้คนใช้สัญจรไปมาน เป็นทางลูกรังยาวอ้อมภูเขาไปแบบเรียบๆ รอบข้างมีพุ่มหญ้าสีเขียวขจี พร้อมด้วยแม่น้ำลำธารยาวไปข้างทางเผื่อไว้สำหรับคนที่ใช้เรือ ซึ่งแตกต่างจากทางที่ทั้งสามผ่านมาโดยสิ้นเชิง

 

ชายนิรนาม : แม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสายหลักที่ยาวไปจนถึงหมู่บ้านข้าเลยล่ะ ตอนเป็นเด็กข้าเคยมาเล่นประจำ

 

ทิว : หมู่บ้านที่ข้ากับพี่กล้าอยู่ก็มีแม่น้ำอยู่เหมือนกัน แต่ว่าเป็นแม่น้ำเล็กที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน

 

ชายนิรนาม : อืม ก็จงจำไว้แล้วกันว่าถ้าที่ไหนมีแม่น้ำ ที่นั่นย่อมมีผู้คน

 

ชายนิรนาม : ปกติแถวนี้เคยเป็นหมู่บ้านมาก่อน แต่ว่าเมื่อเกิดสงครามหลายครั้ง จนทำให้ผู้คนต่างก็ย้ายหนีกันไปหมด เหลืออยู่แค่หมู่บ้านที่ข้าอยู่ตามที่พวกเจ้าเห็นเท่านั้นแหละ

 

กล้า : นี่…ขนาดพวกเราหนีออกมาอยู่ไกลเมืองใหญ่แล้ว ก็ยังต้องมาโดนอะไรแบบนี้อีกรึ!

 

ชายนิรนาม : หนีมาไกลแล้วใช่ว่าเจ้าจะรอด ก็ยังมีบางเมืองที่คอยโจมตีหมู่บ้านกวาดต้อนเชลยศึกอีก ข้าว่าอยู่กับเมืองใหญ่นั่นแหละดีที่สุดแล้วล่ะ พวกเมืองใหญ่ๆน่ะ มักมีกองกำลังนักรบ มากพอที่จะปกป้องผู้คนในหมู่บ้านได้ แต่...ก็ต้องแลกกับบางสิ่งบางอย่าง เช่น ทรัพย์สินเงินทอง หรืออาจจะได้ไปใช้งานบ้างล่ะ แต่ก็เป็นการตอบแทนแลกกันไป

 

กล้า : ถ้าทำแบบนั้น...ก็คงไม่ต่างจากที่เราต้องเป็นทาสนะสิ

 

ชายนิรนาม : มันก็ดีแล้วไหมล่ะ มีคนคอยคุมกบาลหัวให้เวลามีปัญหามาจะได้ไม่ต้องวิ่งหาความช่วยจากที่ไกลๆแบบนี้ ให้มันยุ่งยาก

 

กล้า : ข้า! ไม่เอาด้วยเด็ดขาด ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะไม่มีทางก้มหัวให้ใครหน้าไหน!!

 

ชายนิรนาม : ก็นี่แหละ ตัวอย่างของปัญหายังไงล่ะ ถ้ายอมๆกันได้บ้าง ก็จะไม่เกิดสงครามตามมา

 

กล้า : นี่เจ้า! คิดแบบนั้นจริงๆน่ะหรอ… 

 

ชายนิรนาม : ความคิดคนเรามันต่างกัน ข้าแค่ไม่อยากให้มีสงครามไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม

 

กล้า : ข้าไม่มีทางยอมเป็นทาส หรือเป็นเบี้ยล่างของใครทั้งนั้นแหละ!!

 

ชายนิรนาม : ความคิดดีนิ แต่ถ้าเจ้ายอมเสียเปรียบหน่อยก็คงไม่จำเป็นต้องมาตายหรอก ข้าจะบอกให้อะไรให้นะ ถ้ามีบางอย่างที่เราต้องการ ก็ต้องแลกกับบางอย่างที่เขาต้องการเช่นกัน มันก็สมเหตุสมผลแล้วไหม

 

กล้า : ก็ใช่ หรือว่า...หมู่บ้านของเจ้าก็ตกเป็นทาสไปแล้ว เจ้าถึงพูดแบบนี้…

 

ชายนิรนาม : ไม่หรอก พวกคนในหมู่บ้านของข้าก็คิดเหมือนกันกับเจ้านั้นแหละ แต่...ข้าว่า การที่เขาจะมาปกป้องทุกแลกกับข้อเสนอเพียงน้อยนิดนั้น ทำไมพวกเขาถึงไม่รับมันไว้

 

ทิว : สำหรับข้านะ คิดว่ามันก็ดีแล้วล่ะ ที่ไม่เป็นทาสของใคร

 

ชายนิรนาม : ข้าคิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านโง่มากกว่า แค่ข้อเสนออันน้อยนิดกลับไม่รับไว้

 

ชายนิรนาม : หึ..แล้ว...ถ้าเมืองที่พวกเจ้ากำลังจะเดินทางไปขอความช่วยเหลือนี้ เขามีข้อเสนอให้พวกเจ้าเป็นทาสล่ะ พวกเจ้าจะรับไหมล่ะ

 

กล้า : ไม่เด็ดขาด! ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าจะไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหน

 

ชายนิรนาม : อืม... แล้วพวกเจ้าก็จะกลับมามือเปล่างั้นสินะ

 

กล้า : ถ้าไม่ได้ก็คงต้องไปหาที่อื่น หาต่อไปเรื่อยๆ

 

ชายนิรนาม : กว่าที่พวกเจ้าจะนำความช่วยเหลือกลับมา พวกคนที่สู้อยู่ที่หมู่บ้าน คงถูกฆ่าตายหมดล่ะมั้ง ความคิดนี่...ช่างเป็นอะไรที่ประเสริฐซะจริงๆ ความคิดประเสริฐ สมกับกับที่เขาว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ… 

 

กล้า : เจ้าว่าอะไรนะ!

 

ชายนิรนาม : ก็ไม่มีอะไรมากนิ แค่ว่าพวกสัตว์ประเสริฐ...

 

กล้า : ชิ!

 

พูดจบชายนิรนามก็มุ่งหน้าเดินต่ออย่างไม่สนใจอะไร แต่คำพูดของชายนิรนามเมื่อข้างต้นนั้นทำให้กล้ารู้สึกโกรธเล็กน้อย ยังดีที่มีทิวที่ไปดึงแขนพี่ตนเองออกมาและคอยเตือนพี่ชายของตนไม่ให้ทะเลาะกัน ในระหว่างทางทั้งคู่ก็ยังคงมีเถียงกันมาตลอดทาง

 

ชายนิรนามเอง ก็ก็รู้ว่าตัวเขานั้นไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงความคิดของอีกฝ่ายได้ และไม่ว่าจะพูดให้ตายยังไงอีกฝ่ายก็คงไม่เปลี่ยนใจ คงเป็นเพราะพวกเขาทั้งสองมีความคิดที่ตรงกันข้าม อีกฝั่งหนึ่งยอมเสียเปรียบเพื่อไม่ให้เกิดสงครามและการสูญเสีย แต่อีกฝั่งกลับคิดว่ายอมสู้จนตัวตาย ดีกว่าต้องกลายเป็นไพร่ทาส

 

เมื่อพวกเขาเดินมาสักพักหนึ่ง ฝ่ายชายนิรนามไม่ได้โต้ตอบอะไร ไม่ว่ากล้าจะพูดอะไรเขาก็แค่มองอย่างเงียบๆ โดยมองตั้งหัวจรดเท้าของกล้าขึ้นลงไปมาแล้วจึงหลบตาไป ซึ่งมันทำให้กล้าหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ การมองเช่นนั้นมันเป็นการเหยียดหยามทางสายตา แต่กล้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เขาได้แต่พูดพร่ำพยายามทำให้ชายนิรนามเข้าใจ แต่ไม่ว่าจะพูดยังไงเขาก็ไม่ได้โต้ตอบด้วยวาจากลับมาแต่อย่างใด ชายนิรนามเดินหน้าต่อไปอย่างเงียบๆทำให้บรรยากาศโดยรอบนั้นตึงเครียดและเงียบสงัด

 

ทิวที่เห็นพี่ชายของตนหัวเสียตลอดทาง สายตาของกล้าเพ่งมองไปยังชายนิรนามที่เดินอยู่ข้างหน้า เขาจึงพยายามที่จะปลอบใจพี่ชายของตนโดยการใช้มือไปลูบไหล่เบาๆ

 

ทิว : พี่กล้า ไม่ว่าจะยังไง เราต้องให้เขานำทางไปและไม่ว่าจะยังไง พวกเราจะนำความช่วยเหลือกับไปที่หมู่บ้านให้ได้ก่อนนะพี่กล้า

 

คำพูดของทิวเมื่อครู่ ทำให้กล้าตระหนักถึงเป้าหมายของเข้าที่ต้องนำพาความช่วยเหลือกลับไปที่หมู่บ้านให้ได้โดยเร็วที่สุด เมื่อนึกขึ้นได้เช่นนั้น มันทำให้กล้าใจเย็นลงเล็กน้อย

 

ชายนิรนาม : หึ...พวกเจ้าจะแน่ใจได้ยังไง ว่าเมืองที่พวกเจ้ากำลังเดินทางไปขอความช่วยเหลือน่ะ เขาจะยอมช่วยโดยที่ไม่มีข้อแลกเปลี่ยนอะไร

 

กล้า : ต้องได้! ถ้าไม่ได้ก็ต้องหาไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะยังไง ข้าก็จะนำความช่วยเหลือกลับไปที่หมู่บ้านของข้าให้ให้ได้!

 

ชายนิรนาม : ถ..โถ้ว กว่าที่พวกเจ้าจะไปถึงเมืองได้ ยังจะต้องเลือกเมืองที่ไม่มีข้อแม้อีกหรอ แล้วกว่าจะเดินทางกลับไปอีก ก็ยิ่งจะกินเวลาไปอีก จนป่านนั้น พวกคนที่อยู่ในหมู่บ้านของเจ้าคงตายหมดแล้วล่ะ

 

กล้า : ชิ!

 

ทิว : พี่กล้า ช่างเขาเถอะ…

 

กล้า : ไม่ได้ได้ว่าอะไร แค่เท้าข้ามันแค่คันๆ

 

ทิว : อย่าไม่ฟังเขานะ แค่ให้เขานำทางเราไปก็พอ

 

กล้า : ไม่ฟังหรอ แค่อยากเตะปากคน

 

ทิว : เตะข้าก็ได้นะ… 

 

ชายนิรนาม : พวกเขาจะตาย กันหมดทุกคน

 

กล้า : พูดแบบนี้เจ้าอยากมีเรื่องมากนักใช่ไหม!

 

ชายนิรนาม : ก็…เปล่าหรอก แต่เจ้าอยากมีก็จัดให้

 

กล้า : ก็ได้!!

 

ทิว : เดี๋ยวก่อนพี่กล้า!

 

พวกเขาทั้งสองหยุดเดินและสถานการณ์นี้เริ่มเดือดมากขึ้น เมื่อทั้งมองหน้าของกันและกัน ในตาของกล้าที่มองไปยังชายนิรนามอย่างไม่ละสายตานั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟจากคำพูดที่ชายนิรนาม ส่วนอีกฝ่ายนั้นยังคงมองกล้าด้วยใบหน้าที่เฉยเมยและไม่ได้คิดว่าคำพูดนั้นจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกยังไง 

 

กล้าเดินตรงไปที่เขาอย่างไม่กลัวพร้อมแสดงศาสตราวุธออกมา ปรากฏเป็นลักษณะเป็นกล้าในรูปร่างของนักมวยยืนอยู่ทางด้านหลัง ไม่นานศาสตราวุธก็เปลี่ยนเป็นเกราะอาวุธที่ติดอยู่แขนขวาของเขา แต่เมื่อที่กล้ากำลังเดินมุ่งตรงไปหาชายนิรนามที่อยู่เบื้อหน้า ทิวก็ได้มาดึกแขนรั้งพี่ชายของตนเอาไปไม่ให้มีเรื่อง พร้อมด้วยการส่ายหน้าไปมาและมองด้วยอ้อนวอนไม่ให้พี่ชายของตนมีเรื่องกับอีกฝ่าย 

 

เมื่อเห็นเช่นมันทำให้กล้าหยุดชะงักไปชั่วครู่หนึ่ง และมันทำให้กล้าก็เริ่มใจเย็นลง เขามองหน้าจองและตระหนักได้ถึงผู้คนที่หมู่บ้านที่รอความช่วยเหลืออยู่ แล้วเขาจึงค่อยๆว่างมือลงบนหัวของทิวและลูบเบาๆ ราวกับว่าเขานั้นเข้าใจว่าทิวต้องการจะสื่อถึง ทางฝั่งของชายนิรนาม เขาที่ยืนมองกล้าและทิวอยู่ห่างๆ ถึงเขาจะรู้แก่ใจว่าน้องชายของอีกฝ่ายนั้นไม่อยากให้พวกเขาทั้งคู่ทะเลาะกัน แต่มันอดใจไม่ได้ที่เขาจะเยาะเย้ยอีกฝ่ายที่ถอนใจไปก่อน 

 

ใบหน้าอันเฉยเมยขอชายนิรนามที่เพ่งมองมาตั้งแต่แรกนั้น เริ่มมีลอยยิ้มเล็กที่มุมปากข้างหนึ่ง ก่อนที่เขาค่อยๆเดินมุ่งตรงไปยังกล้าและทิวอย่างช้าๆ พร้อมแสดงศาสตราวุธของเขาออกมา ปรากฏรูปร่างเป็นเสือโคร่งตัวขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังของเขา แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะเมื่อมองไปที่แขนขวาของชายนิรนามจะพบว่า เขามีเกราะอาวุธที่ติดอยู่แขนขวาถึงระดับ 3

 

ส่วนกล้านั้นมีเกราะอาวุธแขนขวาเช่นกัน แต่มีแค่ 2 ระดับ ให้ความต่างของระดับของนักรบศาสตราวุธนั้น ห่างกันเพียงระดับเดียวถือว่ายังพอสู้กันได้ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเกราะอาวุธที่มากกว่า นั่นหมายถึงว่าฝ่ายนั้นมีความสามารถในการใช้โจมตีมากกว่า ซึ่งมันจะได้เปรียบเป็นอย่างมากในการต่อสู้เป็นอย่างมาก

 

ทันในนั้น ชายนิรนามก็เริ่มเปิดการโจมตีโดยการใช้ ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับที่ 1 คมเล็บวิปลาส มือทั้งสองข้างตวัดไปมาอย่างรวดเร็ว พร้อมปล่อยพลังเวทมนตร์ออกมาเป็นรูปกากบาท พลังนั้นรุนแรง พร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ราวกับกรงเล็บที่คมกริบ กรีดเฉือนทุกสิ่งให้ขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อกิ่งไม้และต้นไม้ล้มระเนระนาด ฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ พลังเวทที่เปี่ยมไปด้วยความรุนแรงนี้ เพียงแค่ชายปริศนาใช้ความสามารถของเกราะอาวุธเพียงครั้งเดียว ทุกที่ที่พลังเวทผ่าน จะเหลือไว้เพียงซากต้นไม้ที่หักโค่น

 

กล้า : ไอ้ทิว หลบ!!

 

พูดจบเขาก็ได้วิ่งไปผลักทิวให้ออกไปจากระยะ ทิวเห็นคลื่นพลังจากศาสตราวุธก็รู้สึกหวาดกลัวจับใจ ความกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เขามองพลังที่แผ่ออกมาด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกโพลง สั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเห็นอานุภาพร้ายกาจของศาสตราวุธที่ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ นอกจากเกราะศาสตราวุธด้วยกันเอง ทิวกลั้นหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนหรือส่งเสียง ร่างกายแข็งทื่อจนขยับไปไหนไม่ได้ เสียงลมหายใจแผ่วเบาเสียจนแทบไม่แน่ใจว่าเป็นของจริงหรือเพียงภาพลวงตา

 

กล้า : ไอ้ทิว เอ็งไม่เป็นไรใช่ไหม

 

ทิว : ข..ข้า ไม่เป็นไรพี่กล้า

 

โชคดีที่ทิวไม่ได้รับอันตราย กล้าที่ผลักทิวออกไปได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่หากกล้าไม่ผลักทิวออกไปได้ทัน การกระทำของชายปริศนาเมื่อครู่คงทำให้ทิวบาดเจ็บสาหัส กล้าหันกลับมามองชายปริศนาด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะเดินเข้าไปหาพร้อมกับสำแดงศาสตราวุธ แสงสีทองเรืองรองปรากฏขึ้นบนเกราะแขนขวาของเขา

 

อย่างไรก็ตามชายนิรนามก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะหวาดกลัวศาสตราวุธของกล้าเลยแม้แต่น้อย สายตาที่มองมาแบบเรียบเฉย เหมือนการรอคอยอะไรบางอย่างที่จะเกิดขึ้นโดยไม่หวั่นไหว

 

หลังจากนั้นกล้าเข้าโจมตีโดยการใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับที่ 1 หมัดขวาไร้พ่าย เป็นการโจมตีด้วยการใช้หมัดขวาอย่างรวดเร็ว แต่ชายนิรนามกยังป้องกันการโจมตีของกล้าได้อย่างทันท่วงที เสียงคำรามของเสือดังก้องเมื่อเขาโจมตีกลับด้วยการขยับตัวอย่างรวดเร็วสลับไปมา ระหว่างการโจมตีและการหลบหลีก แต่เหมือนกับว่ากล้านั้นจะ แต่เหมือนกับว่ากล้านั้นจะเสียเปรียบอยู่ในระดับนึง เนื่องจากว่าตัวของกล้านั้นมีเกราะอาวุธส่วนแขนขวา แค่ 2 ระดับ

 

ทิวที่เห็นแบบนั้น เขากลับทำอะไรไม่ถูก ได้แค่ตะโกนบอกให้พวกเขาหยุดสู้กัน ทิวตะโกนซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแทบจะหมดเสียง แต่ทั้งคู่ก้ยังไม่หยุดสู้กัน ขณะที่ทั้งคู่อย่าไม่มีใครยอมใคร 

 

ทันใดนั้น หอกยาวก็พุ่งออกมาจากฝั่งด้านหลังของชายนิรนามอย่างรวดเร็ว เหมือนจะเป็นการโจมตีจากความสามรถขอวงเกราะอาวุธของใครสักคน กล้าสังเกตเห็นอันตรายจึงผลักชายนิรนามออกไป แต่หอกนั้นกลับเฉือนเข้าที่แขนซ้ายของเขาจนเกิดแผล

 

การที่ความาสามารถของศาสตราวุธนั้น จะทำใช้นักรบศาสตราวุธที่ถูกโจมตีใส่ได้รับบาดเจ็บได้ นักรบศาสตราวุธคนนั้นจำเป็นต้องโจมตีด้วยความสามารถของเกราะอาวุธ ที่สูงกว่าผู้ถูกโจมตีอย่างน้อย 1 ระดับ หากโจมตีด้วยความสารถของเกราะอาวุธระดับเท่ากัน เกราะอาวุธจะสามารถป้องกันพลังในระดับเดียวกันได้ ดังนั้นการที่ความสามารถของศาสตราวุธที่เป็นหอกพุ่งมาเฉือนแขนของกล้าได้ นักรบศาสตราวุธคนนั้นจะต้องมีระดับเกราะอาวุธที่มากกว่ากล้าอย่างแน่นอน

 

รู้แบบนั้นแล้วพวกเขาทั้งสองหยุดสู้กันทันทีและหันไปสังเกตรอบๆก็พบว่า พวกเขาทั้งสามคน ถูกลายล้อมไปด้วยคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นพวกโจนป่าที่อยู่บริเวณนั้น พวกมันต้อนเขาให้ สถานการณ์ณ์เริ่มคับขัน พวกเขาทั้งสามคนถูกต้นจนหลังชนกัน

 

ชายนิรนามทอดสายตามองกล้า แววตาของเขาบ่งบอกว่าไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาจำต้องร่วมมือกันเผชิญหน้ากับศัตรูที่อยู่ตรงหน้า ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วครู่ กล้าพยักหน้าตอบรับ แม้ว่าลึกแล้วเขาจะไม่ค่อยเต็มใจนัก

 

ทันใดนั้น พวกโจนป่าเริ่มเปิดการโจมตี เสียงเหล็กกระทบกันดังขึ้นในป่า การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นไปอย่างเป็นจังหวะ กล้าเข้าประชิดวงในด้วยหมัดที่หนักหน่วง ที่เสริมศาสตราวุธของเขา ขณะที่ชายนิรนามใช้ความคล่องตัวในการหลบหลีกการโจมตีตอบกลับได้อย่าสมบูรณ์แบบ ทุกการโจมตีและการหลบหลีกของพวกทั้งคู่นั้นประสานกันอย่างลงตัว แต่ความได้เปรียบที่พวกเขาสร้างขึ้นเริ่มลดน้อยลง

 

เมื่อเห็นจำนวนศัตรูมากมาย การต่อสู้ก็ยืดเยื้อ ทำให้พวกเขาทั้งหมดเริ่มเหนื่อยล้า ทิวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักรู้สึกสับสน ไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า เขาทำได้เพียงวิ่งหลบหลีกเพื่อไม่ให้พวกโจรป่าเข้าประชิดตัว

 

เวลานานผ่านไป กล้าและชายนิรนามเริ่มหมดแรง พวกเขาจึงตัดสินใจหนีเอาตัวรอด ชายนิรนามส่งสายตาให้กล้าอีกครั้ง กล้าพยักหน้ารับรู้ด้วยความเข้าใจ ทั้งสองมองซ้ายขวาเพื่อหาช่องทางหลบหนี ก่อนจะสังเกตเห็นช่องโหว่และรีบวิ่งหนีไปทันที

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!