ระหว่างทางกลับบ้าน แสงอาทิตย์สีส้มเหลืองทาบทาไปตามทางเดิน มีเพียงสายลมที่พัดผ่าน ทำให้บรรยากาศที่สุดแสนจะวังเวง และทำให้ทิวนึกถึงเรื่องที่ครูใหญ่พูดเมื่อก่อนหน้านี้ มันทำให้ทิวยิ่งคิดวกไปวนมามากกว่าเดิม
ทิว : พี่กล้า…
กล้า : อะไรหรอไอ้ทิว
ทิว : พี่กล้าคิดว่าศาสตราวุธของข้าจะเป็นอะไรหรอ
กล้า : อะไร… เอ็งเคยถามแบบนี้ไปแล้วนะครั้งนึง
ทิว : ข้ารู้ ๆ แต่มันก็อดคิดไม่ได้นี่ ยิ่งครูใหญ่พูดแบบนั้นข้าก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่เลยนะ
กล้า : เอาน่า เอ็งอย่าคิดมาก… ไม่ว่าศาสตราวุธของเอ็งจะเป็นอะไรมันก็ต้องเป็นอะไรดี ๆ แน่ล่ะ
กล้า : มาเถอะ… รีบกลับบ้านกัน ไหนเดาสิว่ามื้อค่ำวันนี้แม่จะทำอะไรให้พวกเรากิน
หลังจากนั้นสองพี่น้องก็เดินกลับบ้าน สักพักก็ถึงบ้าน กลิ่นหอมของอาหารโชยมาจากในครัวแตะจมูกตั้งแต่หน้าบ้าน ทั้งสองรีบวิ่งเข้าไปก็พบกับไพรวัลย์ผู้เป็นแม่ที่รอทานอาหารเย็นพร้อมหน้าพร้อมตาอยู่กับกันต์ผู้เป็นพ่อที่นั่งรออยู่บนเสื่อ เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว แม่ก็ตักข้าวสวยร้อน ๆ จากหม้อ พร้อมแกงหอมกรุ่นให้ทุกคน
ขณะที่พวกเขากำลังนั่งกินข้าวอยู่ กล้าตัดสินใจบอกเรื่องศาสตราวุธของเขาให้พ่อฟังว่าคือมวยไทย ทางฝั่งของพ่อกับแม่ได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ทำให้บรรยากาศเงียบลงอย่างน่าอึดอัด ทิวรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจของพ่อและแม่ที่มีต่อศาสตราวุธของกล้า จึงได้แต่เอื้อมมือไปแตะไหล่พี่เบา ๆ พร้อมเรียกชื่อ แต่ใบหน้าของกล้ายังคงเต็มไปด้วยความกังวล
เมื่อทานอาหารเย็นเสร็จ ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน แม้ว่าค่ำคืนนี้จะเป็นอีกวันที่เลวร้ายสำหรับกล้า ที่ต้องเห็นสีหน้าผิดหวังของพ่อแม่อีกครั้ง กล้าเดินไปยังตู้เสื้อผ้าเก่า ๆ เปิดมันออก ภายในตู้มีมงคลที่ครูมวยมอบให้วางอยู่ กล้ายืนมองมันอย่างเงียบ ๆ ในใจได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งจะทำให้พ่อแม่ภูมิใจได้ ส่วนทิวที่นอนอยู่บนเสื่อพับ มองพี่ชายอย่างเงียบ ๆ และภาวนาให้วันนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้าง ๆ ทิว
เช้าวันรุ่งขึ้น กล้าตื่นขึ้นมาหุงหาอาหารเช้าเตรียมไว้ให้พ่อแม่ เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพ เขาก็นั่งทานอาหารเช้าร่วมกับทิว ก่อนจะเดินทางไปโรงเรียนตามปกติ เมื่อสองพี่น้องมาถึงโรงเรียนและกำลังจะแยกย้ายกันเข้าห้องเรียน ครูใหญ่รงค์ ก็เดินเข้ามาพร้อมกับเหล่าครูคนอื่น ๆ ทำให้เหล่านักเรียนที่อยู่บริเวณต่างหันมามองด้วยความสงสัย จากนั้นไม่นานครูใหญ่ก็ประกาศว่า
รงค์ : นักเรียนทุกคนฟังทางนี้ นักเรียนคนใดที่ได้ไปแสดงศาสตราวุธเมื่อวานนี้ แล้วสามารถแสดงศาสตราวุธออกมาได้ ให้แยกตัวไปหาครูที่อยู่ด้านหลังข้าด้วย
รงค์ : ส่วนเด็กคนอื่น ๆ หรือเด็กรุ่นเดียวกัน ที่ไม่มีศาสตราวุธ ให้ไปขึ้นเรียนตามปกติ
พอได้ยินดังนั้น กล้ารู้สึกใจหายวาบ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตัว แล้วหันมาหาน้องชายด้วยความเป็นห่วง
กล้า : ไอ้ทิวตอนเลิกเรียน ให้เอ็งนั่งรอพี่อยู่หน้าประตูทางออกโรงเรียนนะอย่าพึ่งเดินกลับบ้านก่อน ไม่ว่าจะเลิกช้าหรือเร็วพี่จะกลับมาหาเอ็งแน่
ทิว : อืม… ข้าจะรอ…
หลังจากนั้น สองพี่น้องก็ได้แยกทางกัน กล้าที่ได้พบกับ ครรชิต ที่เป็นครูฝึกสอนคนที่เคยผสานพลังและช่วยให้เขาแสดงศาสตราวุธได้เมื่อวาน กล้าจึงได้เดินไปหาเขาแล้วกล่าวทักทาย
กล้า : สวัสดียามเช้าครับครู
ครรชิต : ไงไอ้หนู คิดไว้แล้วไม่ผิดว่าจะเจอกันอีก ไม่ผิดคาดจริง ๆ
กล้า : แฮ่ ๆ ก็แหม่… ครูใหญ่เรียกพบนักเรียนทุกคนที่มีศาสตราวุธนี่ครับ ข้าจะไม่มาได้อย่างไร
ครรชิต : อืม..ข้าว่าเราไปกันเถอะ
กล้า : ครับ
หลังจากนั้น พวกเขาก็ได้เดินตามครูและนักเรียนคนอื่น ๆ ไป แต่เขาก็ไม่ได้กล่าวอะไร แล้วเดินต่อไปอย่างเงียบ ๆ
เดินไปได้สักพักหนึ่ง ระหว่างทางกล้าสังเกตว่าเห็นว่าเหล่านักเรียนที่เดินไปด้วยกันในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะน้อยกว่าครั้งก่อนที่ถูกพาตัวมาเพื่อแสดงศาสตราวุธเมื่อวาน
กล้า : ครูครับ นี่เรากำลังจะไปไหนกันหรอครับ
ครรชิต : ที่เดิม…
กล้า : ที่เดิม.. ครูหมายถึงอาคารฝึกศาสตราวุธเริ่มต้น ที่เราใช้แสดงศาสตราวุธเมื่อวานนี้หรอครับ
ครรชิต : ก็ใช้ แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ จะมีอะไรให้เหล่านักรบตัวน้อยทุกคนทำเพื่อเป็นการฝึกฝนแล้วล่ะ
กล้า : นักรบ! นี่ข้าไปเป็นนักรบตั้งแต่ตอนไหนกัน!!
ครรชิต : เฮ้อ… ทุกคนที่มีศาสตราวุธ เขาจะให้เรียกว่า นักรบศาสตราวุธ กันทั้งนั้นแหละ…
กล้า : เอ๋อ… ครับ
ครรชิต : เจ้าเด็กน้อย เจ้าเห็นเด็กที่มาวันนี้กับจำนวนเด็กที่มาแสดงศาสตราวุธวันนั้นได้รึเปล่า
กล้า : ก็พอได้บ้างครับ
ครรชิต : อืม แล้วเอ็งคิดว่ายังไง
กล้า : เหมือนว่าเด็กนักเรียนทุกคนที่ครูใหญ่เรียกมาวันนี้ จะน้อยกว่าวันที่มาแสดงศาสตราวุธเมื่อวานเลยนะครับ
ครรชิต : ก็จะประมาณนั้น แล้วเอ็งรู้ไหมทำไม
กล้า : ข้า… ไม่รู้… ทำไมหรอครับ
ครรชิต : ก็เพราะเด็กบางคนที่ไปแสดงศาสตราวุธในวันนั้น มีเด็กที่ไม่สามารถแสดงศาสตราวุธมากกว่าจำนวนเด็กที่ที่สามารถแสดงศาสตราวุธได้เสียอีกยังไงล่ะ
ครรชิต : แต่อย่างน้อยหมู่บ้านเล็ก ๆ ของเรา ก็คิดซะว่าจะมีนักรบไว้ปกป้องหมู่บ้านในอนาคตบ้างเมื่อพวกเขาเติบใหญ่ขึ้น ดีแล้วที่ปีนี้ยังพอมีอยู่บ้าง
กล้า : ห๊ะ!! แล้วถ้าพวกเราโตขึ้นจะต้องไปสู้รบในสงครามเลยหรอครับ!
กล้ากล่าวขึ้น เขามีสีหน้าที่ตกใจมาก ทำให้ครรชิตที่เห็นแบบนั้นหยุดเดิน แล้วกล่าวตอบกล้าด้วยน้ำเสียงที่เรียบและท่าทางที่สงบเสงี่ยมพยายามอธิบายให้กล้าคลายความตกใจ
ครรชิต : ไม่หรอก ไม่ขนาดนั้นหรอกนะ ก็แค่ต้องปกป้องหมู่บ้านเราไว้ ในยามที่หมู่บ้านถูกโจมตี เพื่อไม่ให้คนในหมู่บ้านของเราถูกจับตัวไปเป็นเชลยศึก หรือส่วนหนึ่งบ้างก็เอาไปเป็นตัวประกัน ให้อีกส่วนหนึ่งยอมไปเป็นทหารออกรบ เพื่อให้เสียกำลังชาวบ้านที่ต้องออกไปของตัวเองน้อยและเก็บทหารมือดี ๆ ของตัวเองไว้ใช้ยามจำเป็น
ครรชิต : ถึงเชลยศึกที่ได้มา ถึงจะออกรบได้เก่งแต่ก็พอตัดกำลังศัตรูส่วนน้อยได้บ้าง เพราะงั้น! ทุกคนที่มีศาสตราวุธทั้งหมดจะต้องช่วยกันปกป้องหมู่บ้านเอาไว้ อย่างน้อยศาสตราวุธก็สามารถโจมตีได้แรงกว่า มีด,ดาบ,หอก,ธนู ฯลฯ หรืออาวุธปกติพวกนั้นอยู่มาก จำไว้ล่ะ
กล้า : ครับ…
ทันใดนั้น เสียงเด็กหญิงคนหนึ่งได้ดังขึ้น เสียงนั้นดังขึ้นอยู่ข้างหลังไม่ห่างจากพวกเขานัก สิ้นสุดเสียงเรียกนั้นก็เห็นรางกับทรที่กำลังวิ่งมาที่พวกเขา
ราง : ไอ้กล้า เฮ้ย! ไอ้กล้าเจอพอดีเลยกำลังหาอยู่ นึกว่าเอ็งไม่มาซะแล้ว
กล้า : อ้าว ว่าไงไอ้รางไอ้ทร
ทร : ไงไอ้กล้า เอ็งเป็นไงบ้างล่ะ
กล้า : ข้า… ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็พึ่งมาถึง
ราง : อ่าา มาเจอกันก็ดีแล้วล่ะน่า
ทร : แล้ว เราต้องอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนกันหรอเนี่ย
ราง : รอฟังก่อนน่าา เอ็งจะบ่นอยากกลับไปไหนเร็วจังไอ้ทร
ทร : อะ… อืม
ทันใดนั้นเสียงของ เกรียง ผู้อำนวยการโรงเรียนก็ดังขึ้น ทำให้นักเรียนและครูทั้งหลายที่คุยกันอยู่ ในสถานที่แห่งนั้นเงียบลง ก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
เกรียง : นักเรียนทุกคนฟังทางนี้ ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาวันนี้เพราะมีเรื่องสำคัญมากที่ต้องการจะบอกพวกเจ้านั่นก็คือ วันนี้… พวกเจ้าทุกคนจะต้องฝึกฝนศาสตราวุธและทะลวงขีดจำกัดของขั้นพลัง เพื่อขึ้นเป็นนักรบศาสตราวุธขั้นเริ่มต้นแล้ว ทุกคนต้องมีเกราะอาวุธระดับแรกได้แล้วในวันนี้ หรือช้าสุดก็พรุ่งนี้ต้องมีให้ได้!
ครูฝึกสอนหญิง : เรียนท่าน ทำแบบนี้จะไม่เป็นการบังคับเด็กเอาหรือค่ะท่าน ศาสตราวุธของเด็กบางคนมีพลังมากหรือน้อยล้วนแตกต่างกันออกไป
ครูฝึกสอนหญิง กล่าวแทรกขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้สายตาเหล่าเด็กนักเรียนต่างก็หันไปมองที่เธอ ก่อนที่เธอจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ครูฝึกสอนหญิง : ถ้าจะให้เด็ก ๆ ใช้พลังที่มีให้หมดเพื่อให้ตัวของเขาสร้างพลังใหม่ขึ้นมา นั่นเรียกว่า การทะลวงขีดจำกัดของระดับพลัง โดยพลังใหม่ที่พวกเขาจะได้มามันจะทวีคูณขึ้นก็จริง แต่…ข้าเกรงว่า ถ้าหากเด็ก ๆ มีพลังเริ่มต้นอยู่มากและต้องสูญเสียพลังทั้งหมดไปทีเดียว มันอาจจะเกิดผลเสียต่อร่างกายของเด็ก ๆ ก็เป็นได้
เกรียง : แต่ว่าในตอนนี้! พวกเรามีเวลาน้อยมาก ๆ อย่างน้อย…ก็ให้พวกเจ้าได้เกราะอาวุธระดับแรกกันก่อน ก็ยังพอช่วยกันอยู่ได้บ้าง ดีกว่าไม่มีอะไรเลย…
ผู้อำนวยการ กล่าวขึ้นพร้อมใบหน้าที่ดูกลุ้มใจมาก ทำให้ครูฝึกสอนหญิงไม่กล้าจะพูดต่อ ในขณะที่นักเรียนคนอื่น ๆ กำลังยืนงงกับสิ่งที่ผู้อำนวยการพูด กล้าที่เริ่มสงสัยในใจแล้วว่าสิ่งที่ครูฝึกครรชิตพูดเมื่อก่อนหน้าจะเป็นความจริง เขาจึงได้กระซิบถามด้วยความสงสัย
กล้า : ครูครับ นี่หมู่บ้านของเรา กำลังจะถูกจับตัวไปเป็นเชลยศึก เร็วนี้หรอครับ…
ครรชิต : ไม่หรอ แค่หมู่บ้านเราอยู่ใกล้เขตแดนที่เขากำลังทำสงครามกันน่ะ ท่าน ผ.อ เลยจะหนักใจเรื่องนี้ กลัวว่ามันจะเป็นอย่างที่เจ้าว่านั้นแหละ ท่าน ผ.อ เลยให้เตรียมการไว้ก่อน
กล้า : อ๋อ… ครับ
ทร : แล้วเขาจะให้เด็กอย่างเรานี่หรอ ไปสู้เพื่อบ้านเมืองคิดแค่นี้ข้าก็เห็นถึงความฉิบหายที่กำลังจะเกิดขึ้นล่ะ
ราง : ก็คิดไปได้นะไอ้ทร ผู้ใหญ่เขาก็มีไม่ใช่มีแค่รุ่นเรานะ เจ้าทึ่ม!
รางกล่าวขึ้นพร้อมเอานิ้วชี้ไปจิ้มกลางหน้าผากของทร ครรชิตที่เห็นแบบนั้น เขายกมือขึ้นกุมขมับของตนเองทันที
ไม่นาน หลังจากนั้น ครูใหญ่นามว่า รงค์ ก็ได้เดินมาประกาศ ทำให้ความเงียบกลับมาอีกครั้ง
รงค์ : เอาล่ะ… เอาล่ะ ให้นักเรียนทุกคนจับกลุ่มกันมา กลุ่มละสามคนหรือไม่ก็สี่ คนไม่เกินนี้มา หากครบกลุ่มแล้วให้เลือกครูฝึกสอนที่มาในวันนี้ เพื่อจะเป็นครูที่ปรึกษาและจะเป็นคนสอนการใช้ศาสตราวุธให้
รงค์ : หากได้ตามนี้แล้ว ให้แนะนำตัวกับครูฝึกสอนที่พวกเจ้าเลือก ชื่อ,อายุ,ศาสตราวุธ สามอย่างนี้ ถ้าครูฝึกสอนรับทราบแล้วให้แนะนำเด็ก ๆ แนะนำเรื่องอะไรก็ว่าไป แล้วหลังจากแนะนำเสร็จ ให้ครูฝึกสอนหาทีมคู่ต่อสู้ที่คิดว่านักเรียนตัวเองสู้ได้มาให้สู้กัน และครูฝึกสอนของทีมอีกฝ่ายต้องยินยอมด้วยนะ ไม่ใช่ว่าจะไปหาแต่ทีมที่เสียเปรียบ
รงค์ : ในการต่อสู้นั้น นักเรียนทุกใช่พลังที่มีทั้งหมดเพื่อสู้กันเลยไม่ต้องยั้งมือหรือเกรงกลัวว่าเพื่อน ๆ ของเจ้าจะบาดเจ็บ ครูฝึกสอนทุกท่าน พวกท่านล้วนมีหน้าที่ดูแลเด็ก ๆ ของท่าน หากท่านเห็นควรว่าการโจมตีนั้นอันตรายต่อนักเรียนของท่าน พวกท่านทั้งหลายสามารถรับการโจมตีและป้องกันแทนเด็ก ๆ ของท่านได้ แต่ห้ามโจมตีกลับเป็นอันขาด
รงค์ : แล้วหลังจากนั้น เด็ก ๆ ของท่านจะเลื่อนขั้นและพวกท่านต้องหาส่วนประกอบเพื่อมาหลอมเป็นเกราะอาวุธระดับแรกด้วยเด็ก ๆ ของท่านด้วย ส่วนรายละเอียดที่เหลือฝากครูฝึกสอนทุกท่านแจ้งเด็ก ๆ ของพวกท่านด้วยล่ะ เข้าใจตามนี้
ครู (ทุกคน) : เข้าใจ ครับ/ค่ะ
รงค์ : ดี..งั้นเริ่มได้
สิ้นสุดเสียงของครูใหญ่รงค์ นักเรียนทุกคนก็เริ่มหาทีมอยู่และบางทีมที่ได้ครบคนแล้วก็วิ่งหาครูฝึกสอนจนสถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นควันฟุ้งเต็มไปหมดจนมองแทบไม่เห็นทางเดิน
ราง : นี่ ๆ เราอยู่กันสามคนพอดีเลย งั้นพวกเรามาเป็นทีมเดียวกันเลยดีไหม
กล้า,ทร : อืม..
ราง : แล้ว… ครูฝึกสอน
กล้า : คง… จะต้องรบกวนครูให้ช่วยอีกแล้วสินะครับ
ครรชิต : ได้ ข้ายินดี..
ครรชิต : เอาล่ะ ข้าว่าเราต้องหาที่สักที่เพื่อฝึกซ้อมก่อนสู้กันจริง ๆ สักหน่อยล่ะ และข้ามีอะไรจะชี้แจงก่อนด้วย
หลังจากนั้น ครูฝึกสอนครรชิตพาเด็ก ๆ ไปยังใต้อาคารไม้เก่าสองชั้น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกลุ่มคนอื่นนัก บริเวณด้านหน้าอาคารมีลานโล่ง และมีต้นไม้สูงให้ร่มเงา ลมพัดเย็นสบายและเงียบสงบ เมื่อมาถึง ครูฝึกสอนครรชิตหันกลับมาและเริ่มกล่าว
ครรชิต : อืม… ไหน แนะนำตัวกันมาสิ เริ่มจากเจ้าเลยเจ้าเด็กน้อย ตั้งแต่เจอเมื่อวานนี้ข้ายังไม่รู้จักชื่อเจ้าเลย ทุกคนลุกขึ้นยืนและกล่าวขึ้นทีละคน
กล้า : ครับ ข้าชื่อ กล้า ศาสตราวุธ มวยไทยครับ
ทร : ส่วนข้าข้าชื่อ ทร ศาลเจ้าตายายครับ
ราง : ข้านาม ราง ศาสตราวุธของข้าก็คือ มือสังหารไร้เงาค่ะ
ครรชิต : อืม… ดีมาก พวกเจ้าทั้งสามน่าจะรุ่นเดียวกัน แสดงว่าน่าจะรู้จักหรือเป็นเพื่อนกันมาก่อนล่ะนิ
ทร : ครับ เป็นเพื่อนกันมานานแล้วครับ
ครรชิต : ตอนนี้พวกเจ้าทั้งสามมีศาสตราวุธเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคนที่มีศาสตราวุธจะถูกเรียกว่านักรบศาสตราวุธ เพราะงั้นแล้วถ้าข้าเรียกพวกเจ้าว่านักรบก็ไม่แปลกนะ
กล้า,ทร,ราง : ครับ/ค่ะ
ครรชิต : เอาล่ะ จากที่ข้าฟังแล้วนะ ศาสตราวุธของพวกเจ้าทั้งสามคนนั้นไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกันเลย
ราง : ตำแหน่งเดียวกัน หมายความว่าอะไรหรอค่ะ
ครรชิต : ถึงแม้ว่าศาสตราวุธนั้นจะเป็นอะไร ก็จะมีความสามารถรักษาหรือโจมตีได้เช่นกัน แต่ก็มีจุดยืนในกองทัพเพราะถ้าหากยืนไม่ถูกตำแหน่งในการลงสนามรบจริง ก็อาจจะทำให้ถูกโจมตีได้ง่ายและทำให้ทัพเสียสมดุลได้
ครรชิต : อย่างเช่น คนที่ใช้ศาสตราวุธ คาถารักษา เป็นศาสตราวุธที่มีเกราะอาวุธเป็นความสามารถในการรักษานักรบร่วมทัพด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะงั้นความสามารถส่วนน้อยจึงเป็นการโจมตีหรือหลบหนีเพื่อช่วยตัวเอง
ครรชิต : นักรบคนนี้ เราจะเรียกเขาว่านักรบแพทย์สนามรบ ซึ่งเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของทัพเลยก็ว่าได้เพราะจะสามารถเลือกได้ว่าจะช่วยใครก็ได้และจะปล่อยใครตายก็ได้ เพราะงั้นนักรบแพทย์สนามจึงควรไปยืนส่วนที่ลึกที่สุด นั่นคือด้านหลังสุดของทัพเพื่อไม่ให้ถูกโจมตีได้หรือไม่ก็อยู่ใจกลางของทัพเพื่อให้สามารถช่วยนักรบคนอื่น ๆ ได้ และสามารถช่วยให้ตัวเองพ้นจากการโจมตีจากนักรบที่ลอบโจมตีได้ ได้อีกด้วย
กล้า,ทร,ราง : เข้าใจแล้ว ครับ/ค่ะ
กล้า : แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะครับ ว่าศาสตราวุธของเราเป็นศาสตราวุธตำแหน่งไหน และต้องยืนตรงไหนล่ะครับ
ราง : จริงด้วย..
ครรชิต : ก็… นักรบตำแหน่งไหนดูได้จากความสามารถของศาสตราวุธโดยรวม แต่บางทัพอาจมีนักรบที่ยืนในตำแหน่งมากเกินไปหรืออาจจะไม่มี ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนเอาตามสถานการณ์ โดยทั่วไปจะจัดทัพตามนี้
1. นักรบผู้เปิดศึก เป็น ศาสตราวุธประเภทที่มีการป้องกันสูง สามารถรับการโจมตีได้มาก เป็นแนวหน้าของทัพ ใช้ความแข็งแกร่งในการบุกเบิกแนวศัตรู เปิดทางให้ทัพเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ตำแหน่งยืน ด้านหน้า
2. นักรบผู้ปะทะ เป็น ศาสตราวุธประเภทที่มีการโจมตีได้รุนแรงมาก ซึ่งมีความสามารถในการต่อสู้ที่ดี จะโจมตีได้ทั้งระยะใกล้และระยะกลางเป็นหลัก สนับสนุนนักรบแนวหน้า เมื่อศัตรูโจมตีแนวหน้า จะสวนกลับด้วยพลังโจมตีที่รุนแรง สามารถทำลายแนวป้องกันของศัตรูได้ ตำแหน่งยืน รองด้านหน้า
3. นักรบเวทศาสตรา เป็น ศาสตราวุธประเภทโจมตีได้ในระยะไกลและไกลมาก ด้วยแนวปั่นป่วนหรือควบคุมศัตรู เพื่อทำให้ทัพของศัตรูเสียสมดุล นักรบตำแหน่งนี้ส่วนมากจะโจมตีได้ในระยะไกลถึงไกลมาก ตำแหน่งยืน ใจกลางทัพ
4. นักรบผู้จู่โจม เป็น ศาสตราวุธประเภทโจมตีด้วยความเร็วและแม่นยำ ส่วนมากมักโจมตีได้ในระยะใกล้ แต่จะมีความคล่องตัวที่สูงเอามาก ๆ ไว้สำหรับหลบการโจมตีต่าง ๆ ได้ แต่จะรับการโจมตีได้ค่อนข้างน้อย ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่จะคอยหาจังหวะที่จะไปโจมตีศัตรูที่ยืนด้านหลัง ตำแหน่งยืน ด้านข้าง ได้ทั้งซ้ายและขวา
5. นักรบแพทย์สนาม เป็น ศาสตราวุธประเภทรักษา ซึ่งเป็นคนที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บต่าง ๆ ให้กับนักรบคนอื่นได้และยังสามารถเพิ่มอัตราการฟื้นฟูตนเองให้กับนักรบคนนั้น ๆ ได้ ให้กับตนเองและนักรบคนอื่น ๆ รวมไปถึงการล้างสถานะผิดปกติต่าง ๆ ได้อีกด้วย แต่ตำแหน่งนี้ก็มีโอกาสเป็นจุดอ่อนของทัพได้เช่นกัน เพราะความสามารถของนักรบที่ยืนตำแหน่งนี้มักเป็นการรักษานักรบคนอื่น ๆ มากกว่าป้องกันให้ตัวเอง ตำแหน่งยืน ด้านหลังสุด
6. นักรบกำลังเสริม เป็น ศาสตราวุธประเภทสนับสนุน ทำหน้าที่เพิ่มพลังให้ต่าง ๆ เช่น เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่,ความรุนแรงในการโจมตี,ความแม่นยำในการโจมตีจุดอ่อนและอัตราการฟื้นตัวของพลังเวทศาสตรา ให้กับตัวเองและนักรบคนอื่น อีกทั้งยังสามารถลบสถานะผิดปกติต่าง ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งทำให้ทัพกลับมาสมดุล แต่ควรยืนอยู่ในจุดที่คิดว่าจะช่วยเสริมกำลังให้นักรบคนอื่น ๆ ได้ทันการ ตำแหน่งยืน ตรงไหนของทัพก็ได้
กล้า,ทร,ราง : อ๋อ..เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ
ครรชิต : ก็จะประมาณนี้ ส่วนตำแหน่งของพวกเจ้าข้าก็ยกตัวอย่างไปตามที่พูดแล้วนะ เอาล่ะเริ่มจัดทัพแล้วไปสู้กันเถอะ
กล้า,ทร,ราง : ครับ/ค่ะ
ครรชิต : แต่ปัญหาหลักตอนนี้ คือตำแหน่งมัน… จริง ๆ มันต้องใช้นักรบที่ลงทัพมากกว่านี้ แต่ดู ๆ แล้วตำแหน่งของพวกเจ้าสามคนก็คือ นักรับโจมผู้จู่โจมกับนักรบผู้ปะทะและนักรบผู้เปิดศึก
ทร : แล้ว.. ต้องทำยังไงหรอครับ
ครรชิต : ข้าไม่แน่ใจวิธีจัดทัพแบบนี้เหมือนกันนะ แต่จะประมาณว่าถ้าศึกเปิดศึกตอนไหน ให้พวกเจ้าทั้งสามคนบุกโจมตีทีเดียวให้จบเลยแพ้คือแพ้ถ้าชนะคือชนะเลย และที่สำคัญต้องช่วยเหลือกันสามัคคีกันถึงจะชนะได้ ไม่ใช่สู้อยู่คนเดียวจำไว้ให้ดีล่ะ…
กล้า,ทร,ราง : ครับ/ค่ะ!
ครรชิต : แล้วในนี้มีใครเคยสู้รบหรือพอจะมีประสบการณ์ในการต่อสู้มาก่อนไหม
กล้า : ข้าก็พอได้มาอยู่บ้าง…
ครรชิต : เอาล่ะ ข้าว่าพวกเราเข้าไปหาทีมสู้กันเยอะนี้ก็เสียเวลามากแล้ว
หลังจากนั้นทั้งครูและนักเรียนทั้งสี่คนก็เริ่มหาทีมฝ่ายตรงข้ามเพื่อมาเป็นคู่ต่อสู้ และก็เดินเล่นจนครูฝึกสอนครรชิตมองไปเห็นทีมที่คิดว่านักเรียนของตัวเองพอจะสู้ได้บ้าง ก่อนจะเดินไปพูดคุยกับครูฝึกสอนของฝ่ายตรงข้ามอยู่สักพัก แล้วเดินกลับมาหานักเรียนของตนเอง
ครรชิต : เด็ก ๆ ทุกคน..
กล้า,ทร,ราง : ครับ/ค่ะ
ครรชิต : ข้าเห็นทีมที่พวกเจ้าอาจจะสู้ได้แล้วล่ะ ทีมนั้นดูจะมีนักรบร่วมทัพอยู่สี่คน แต่พวกเจ้ามีกันสามคนนี่..น่าจะเป็นอีกจุดที่พวกเจ้าอาจจะเสียเปรียบได้
กล้า : ไม่เป็นไรหรอครับ เสียเปรียบแค่นี้ไม่น่าจะถึงกับทำให้เราแพ้ง่ายหรอกครับ
ทร : ใช่ครับ
ราง : จริงด้วย ๆ ถ้าครูเห็นควรว่าทีมเราสู้ได้ พวกเราก็ไม่ทำให้ครูผิดหวังแน่ค่ะ
เมื่อกล่าวจบรางก็หันมายิ้มให้ ครูฝึกสอนครรชิตที่เห็นว่าเด็กของเขา ไม่ได้มองว่าพวกเขามีจำนวนที่น้อยกว่าจะเป็นการเสียเปรียบแต่อย่างใด เขาก็โล่งใจขึ้น ก่อนจะกล่าวออกไป
ครรชิต : งั้นก็แล้วแต่พวกเจ้า… แต่ตอนนี้ข้ามีข้อมูลของทีมที่จะให้สู้ด้วยไม่มากนะ ตอนลงทีมพวกเจ้าดู ๆ ศาสตราวุธของพวกเขาและคิด ๆ กันเองจากตำแหน่งที่พวกเขายืนกันเองนะ ข้าว่าครูที่ปรึกษาของฝั่งนั่นก็น่าจะต้องบอกเรื่องตำแหน่งบ้างแล้วล่ะ
หลังจากนั้น ครูฝึกสอนก็พานักเรียนไปหาทีมที่ต้องการสู้ด้วย ครูที่ปรึกษาฝ่ายตรงข้ามตอบรับว่าสามารถสู้กันได้ ซึ่งในทัพมี นักรบศาสตราวุธเป็นคู่แฝดซึ่งศาสตราวุธของพวกเธอนั้น เป็นศาสตราวุธประสานคู่กันได้และพลังของศาสตราวุธของพวกจะเพิ่มขึ้นสองเท่าถ้าหากใช้ร่วมกัน นั่นเป็นสิ่งที่ครรชิตมองว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวในการรับมือ
ข้อมูลทัพฝ่ายตรงข้าม นักรบศาสตราวุธลงทัพทั้งหมด 4 คน ได้แก่
นักรบผู้จู่โจม 2 คน ศาสตราวุธ ดาบคู่ฉีกฟ้าและมีดบินคู่เวหา
นักรบเวทศาสตรา 1 คน ศาสตราวุธ ตะเกียงเทียนวิญญาณ
นักรบแพทย์สนาม 1 คน ศาสตราวุธ ดอกบัวแก้วสวรรค์
ครรชิต : เอาล่ะเริ่มจัดทัพเลย พวกเจ้าจัดทัพเองเลยนะเรื่องจัดทัพข้าก็บอกไปหมดแล้ว ให้จดจำแล้วนำไปใช้ในสนามรบนะ โชคดีล่ะเด็ก..
กล้า,ทร,ราง : ครับ/ค่ะ
กล้า : พวกเรา! ตอนนี้เรามีกันแค่สามคนข้าว่าเราเอาตามที่ครูฝึกสอนแนะนำมาเถอะ คือถ้าสั่งเปิดศึกเราสามคนบุกรวมกันที่เดียวเลยดีไหม
ทร,ราง : อืม!
หลังจากที่ตกลงกันเสร็จทั้งสามก็เดินไปประชันหน้ากันกับฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่โล่ง ๆ ของโรงเรียน ทั้งสองทัพยืนห่างกันประมาณ 10 เมตร ลมเอื่อยไหวพัดใบไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ครูฝึกและครูที่ปรึกษายืนมองด้วยสายตาจับจ้อง ฝ่ายตรงข้ามจัดทัพ โดยให้นักรบผู้จู่โจมสองคนยืนตรงกลางแถวหน้า และนักรบเวทศาสตรายืนกลางคู่กับแพทย์สนามรบ ส่วนการจัดทัพของ กล้า,ที,ราง จัดทัพยืนเรียงแถวหน้ากระดานทั้งสามคน ก่อนกล่าวขึ้น
ครูที่ฝึกสอน (ฝ่ายตรงข้าม) : เริ่มได้!
ทันทีที่สิ้นเสียงคำสั่ง ทั้งสองฝ่ายก็พุ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ทรในสถานะนักรับผู้เปิดศึก ได้วิ่งนำหน้าและศาสตราวุธในมือยังคงเป็นเพียงแสงเรืองราง ก่อนที่มันจะเปล่งประกายก่อตัวขึ้นเป็นเกราะพลังห่อหุ้มทั่วร่าง เขารับการโจมตีโดยตรง เพื่อหวังจะไปโจมตีจุดอ่อนของทัพฝังตรงข้าม
ในตอนที่ทรรับการโจมตี รางฉวยโอกาสที่ทรดึงความสนใจ เธอพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วสุดฝีเท้า โจมตีใส่นักรบผู้จู่โจมคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่เหมือนกับว่าคู่แฝดของเธอ ซึ่งเป็นนักรบผู้จู่โจมคนหนึ่งอย่ารวดเร็วจะรู้ตัวทันเธอจึงพุ่งเข้าหาราง สกัดการโจมตีให้กับคู่แฝดของตนทันที
เมื่ออีกคนเห็นแบบนั้น เธอหลบการโจมตีได้ทันและทั้งสามคนก็เริ่มปะทะกันทันที การโจมตีของพวกเธอเร็วมากจนครูที่ปรึกษาและครูฝึกสอนมองตามแทบไม่ทัน เงาของการเคลื่อนไหวของนักรบทั้งสามคนเบลอไปด้วยความเร็ว รางใช้ความคล่องตัวในการหลบและพยายามโจมตีกลับ ด้วยทักษะนี้ให้เธออยู่เหนือคู่ต่อสู้อย่างเห็นได้ชัด แต่นักรบผู้จู่โจมก็ยังคงไม่ยอมแพ้และยังโจมตีใส่เธออย่างไม่หยุดยั้ง
เสียงแหลมของมีดบินเวหาที่แหวกอากาศหามุมเข้ามาหมายจะเจาะจุดอ่อน รัศมีของการปะทะทำให้เกิดประกายแสงที่สะท้อนออกมาจากแรงกระแทก รัศมีพลังของการปะทะแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง
ทางของนักรบเวทศาสตรา จากฝ่ายตรงข้ามสังเกตเห็นว่าฝาแฝดนักรบจู่โจมเสียเปรียบเรื่องความเร็ว เขาเร่งร่ายเวทย์ทันที ตะเกียงเทียนวิญญาณในมือส่องประกายสีม่วงเข้ม ก่อนจะปล่อยพลังออกมาเป็นลูกไฟสีซีดพุ่งตรงไปหาราง เพื่อก่อกวนการเคลื่อนที่ของราง รางที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงต้องชะลอตัวหลบ ลูกไฟกระทบพื้นเกิดเปลวไฟม่วงลุกโชน
ทันทีที่รางเสียจังหวะ นักรบจู่โจมทั้งสองก็พุ่งเข้าโจมตีสวนกลับอย่างรวดเร็ว นักรบผู้จู่โจมทั้งสองคนของฝ่ายตรงข้ามก็พุ่งตัวไปโจมตีสวนกลับ พวกเธอใช้ศาสตราวุธโจมตีอย่างรวดเร็ว รางพยายามใช้ความคล่องตัวที่มี เคลื่อนตัวหลบหลีกได้ เสียงแหลมของมีดบินดังกรีดผ่านความเงียบ ทำให้รางไม่มีเวลาแม้แต่จะตั้งหลัก
กล้าที่เห็นว่ารางเริ่มมีท่าทีที่จะรับมือกับคู่ต่อสู้ทั้งสองคนไม่ไหว เขาจึงวิ่งแยกทางออกจากทรเพื่อไปช่วยรางในทันที นักรบเวทศาสตราฝ่ายตรงข้ามที่ยืนประเมินสถานการณ์อยู่เบื้องหลัง สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของกล้า เขารีบสะบัดมือ ตะเกียงเทียนวิญญาณในมือเปล่งแสงสว่างวาบก่อนจะยิงพลังโจมตีออกมาเป็นลูกพลังเวทย์ม่วงพุ่งตรงไปที่กล้า
แต่กล้าที่สังเกตเห็นจึงหลบได้ทันท่วงที เมื่อหลบพ้น กล้าก็เปลี่ยนเป้าหมายในทันที เขาหันไปมองนักรบเวทศาสตราในทันที เขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว กำหมัดแน่นพร้อมปล่อยพลังเต็มแรง พุ่งเข้าหานักรบเวทศาสตราโดยไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีเวลาเตรียมตัวมากนัก
ทางด้านของนักรบเวทศาสตราที่เห็นกล้าใกล้เข้ามา เขายกตะเกียงขึ้นแล้วรีบใช้พลังลูกไฟสีเขียวอมม่วงออกมาจำนวนมาก สกัดไว้จากระยะไกลเพื่อไม่ให้กล้าเข้าถึงตัวได้ แต่นั่นไม่ทันกับแรงหมัดของกล้า หมัดของกล้ากระแทกกับลูกไฟที่ปล่อยออกมาเสียงดังสนั่น ในชั่วพริบตาลูกไฟที่ปล่อยออกไปก็ถูกทำลายจนหมด
เขารู้ตัวว่ากล้าเปลี่ยนเป้าหมายมาที่ตัวเอง เขาจึงแยกตัวออกมาเผชิญหน้ากับกล้าโดยตรง มือของเขายกตะเกียงเทียนวิญญาณขึ้นสูง แสงสีคลื่นพลังเวทย์สีม่วงเข้มถูกปลดปล่อยเป็นระลอกราวกับพายุลูกเล็กที่พุ่งตรงไปยังกล้า ปล่อยให้นักรบแพทย์สนามรบยืนอยู่ตรงนั้นตามลำพัง
ทางฝั่งของทร ผู้ซึ่งเป็นนักรบในตำแหน่งผู้เปิดศึก ผู้บุกเบิกเขาวิ่งตรงไปที่นักรบแพทย์ที่ยืนอยู่คนเดียว ในตอนที่เขากำลังจะถึงตัวของนักรบตำแหน่งแพทย์สนามรบ ซึ่งหากปล่อยให้นักรบผู้เปิดศึกฝ่าเข้าถึงด้านหลังหลังทัพได้ อาจทำให้ทัพของเขาอาจจะแพ้ได้ ครูที่ฝึกสอนของฝ่ายตรงข้ามที่คิดได้แบบนั้นเขาจึงตะโกนขึ้นเพื่อเตือน
ครูที่ฝึกสอน (ฝ่ายตรงข้าม) : นักรบผู้จู่โจมทั้งสอง กลับไปกันตำแหน่งแพทย์สนามด่วน! ด่วน!!
เสียงตะโกนบอกของครูทั้งสองทำให้ นักรบผู้จู่โจมทั้งสองคนและนักรบตำแหน่งเวทศาสตราหยุดชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที
กล้าจึงใช้โอกาสนี้เหวี่ยงหมัดใส่นักรบตำแหน่งเวทศาสตราอย่างเต็มแรง จนล้มลงไปนอนกองกับพื้น ส่วนฝาแฝดนักรบผู้จู่โจมพยายามรีบหันกลับไปเพื่อช่วยเพื่อนของตน แต่รางไม่ให้โอกาสง่าย ๆ เธอเตะถีบไปที่หลังของนักรบจู่โจมคนหนึ่งจนร่างของเธอล้มไปด้านหน้า แล้วเธอจะใช้ขาอีกข้างฟาดไปที่ก้านคอของนักรบจู่โจมอีกทันที
ทางฝั่งของนักรบแพทย์สนาม ที่เห็นนักรบฝ่ายตนบาดเจ็บจึงจะใช้พลังเพื่อรักษา แต่ทรวิ่งเข้ามาอยู่ในระยะพอดี เข้าอัญเชิญศาลพระภูมิตายายขึ้นมาตั้งตระหง่านไว้ระหว่างเขาและนักรบแพทย์สนามรบ ก่อนที่จะสร้างเป็นโล่สีขาวขึ้นมาครอบคลุมพื้นที่ เพื่อสกัดพลังของนักรบแพทย์สนามรบเอาไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายผสานพลังไปเสริมกำลังนักรบคนอื่น ๆ ได้ ทันใดนั้น เสียงของครูฝึกสอนครรชิตก็ดังขึ้น
ครรชิต : ตัวเปิดศึก ดูคนข้างหลังหน่อย เพื่อนเขาทำอะไรอยู่ไม่ได้มีแต่จะเปิดดูคนตามด้วย!
จากนั้น นักรบแพทย์สนามยกศาสตราวุธดอกบัวแก้วสวรรค์ขึ้นมากำลังจะส่งพลังรักษาไปให้กับนักรบคนอื่น ๆ ทว่า ทรสร้างเป็นโล่สีขาวขึ้นมาครอบคลุมพื้นที่เพื่อสกัดพลังเอาไว้ ทำให้เธอไม่สามารถส่งพลังออกไปได้ ในตอนนี้นักรบฝ่ายตรงข้ามทุกคนดูเหมือนจะทำอะไรไม่ได้แล้ว แค่นี้ก็สามารถสรุปผลแพ้ชนะได้แล้ว ครรชิตมองไปที่ครูฝึกสอนฝ่ายตรงข้ามก่อนกล่าวขึ้นด้วยท่าทางที่มั่นใจ ท่ามกลางความเงียบสงบหลังการต่อสู้จบลง
ครรชิต : เอาล่ะการต่อสู้นี้ คงจบลงแล้วสินะ…
ครูที่ฝึกสอน (ฝ่ายตรงข้าม) : ทัพของข้าแพ้แล้วล่ะ แต่พวกเขาก็ทำเต็มที่แล้ว…ไม่เป็นไร
แต่แล้วนักรบแพทย์สนามรบเดินเข้ามา แล้วกล่าวขึ้น ด้วยน้ำเสียงเหมือนจะยังไม่พอใจเล็กน้อย
นักรบแพทย์สนามรบ : แบบนี้ขี้โกง! พวกเจ้าเล่นทีเผลอนี่..
นักรบเวทศาสตรา : ใช่ จริงด้วย ๆ!
ครูที่ฝึกสอน (ฝ่ายตรงข้าม) : อืม… ช่วยไม่ได้พวกเจ้าประมาทเองหนิ ในตอนที่พวกเจ้าอยู่ในสนามรบจริง ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินใครสั่งหรือว่าอะไร จำไว้ว่าต้องมีสติอยู่เสมอ จงปฏิบัติตามคำสั่งทันทีโดยที่ไม่ต้องยืนเอ้อระเหย ไม่อย่างนั้น พวกเขาจะให้จังหวะนี้โจมตีพวกเจ้าได้ จำไว้ล่ะ
นักรบ (ฝ่ายตรงข้าม) : ครับ/ค่ะ
หลังจากเสียงเรียกนั้นสิ้นสุดลง ครูฝึกสอนครรชิตก็เรียกให้เด็กทั้งสองฝ่ายมายืนเรียงแถวลึกตอนข้าง ๆ และได้ทำการยกมือไหว้ซึ่งกันและกันเพื่อเป็นการขอโทษและขอบคุณอีกฝ่ายที่ต่อสู้ด้วยในวันนี้ ครูฝึกสอนฝ่ายตรงข้ามหันไปมอง ทรด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม
ครูฝึกสอน (ฝ่ายตรงข้าม) : นักรบผู้เปิดศึก… เป็นผู้เปิดศึกเหมือนชื่อจริง ๆ เปิดในแบบที่ไม่ต้องมีใครตามเลย เจ้านี่ข้านับถือเลยนะ
ทร : แฮ่ ๆ…
ราง : จะไม่ดีได้อย่างไร วิ่งเปิดไม่ดูหลังขนาดนั้นน่ะ!
ทร : แหม ๆ… ก็ข้าอยู่ตำแหน่งไหนก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดสิถึงจะถูกต้อง อีกอย่างครูฝึกสอนก็บอกไว้ก่อนหน้านี้อยู่…
คำตอบของทรเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนที่ได้ยินทันที มีแค่ครูฝึกสอนครรชิตที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหน้า พลางยกมือขึ้นกุมขมับเล็กน้อย แต่ไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าของเขาได้
หลังจากนั้นพวก กล้า,ทร,ราง และครูฝึกสอนครรชิต ก็หาทีมสู้อยู่แบบนั้น จนกระทั่งพวกเขาสามารถทะลวงขีดจำกัดของขั้นพลัง ได้เลื่อนขั้นเป็นนักรบขั้นเริ่มต้นได้แล้ว และต้องหลอมเกราะอาวุธระดับที่ 1 ก่อน จากนั้นครูฝึกสอนครรชิตก็ได้ช่วยหาส่วนประกอบให้กับของแต่ละคนและได้พาพวกเขาออกล่าอสูรศาสตรา เพื่อเอาลูกไฟแห่งจิตวิญญาณมาใช้ในการหลอมเป็นเกราะอาวุธ
กล้า ได้เลือกหลอมเกราะอาวุธส่วนแรก เป็น เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 หมัดขวาไร้พ่าย ความสามารถ ใช้ในการเพิ่มการโจมตีให้รุนแรงมากขึ้น ความสามารถ
ราง ได้เลือกหลอมเกราะอาวุธส่วนแรก เป็น เกราะอาวุธส่วนขาซ้าย ระดับที่ 1 เงาพรายพริบตา ความสามารถ เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่และความคล่องตัว
ทร ได้เลือกหลอมเกราะอาวุธส่วนแรก เป็น เกราะอาวุธส่วนหัว ระดับที่ 1 อาณาเขตตายายสกัดกั้น ความสามารถ เป็นการป้องกันในพื้นที่เป็นวงกว้าง
ณ เวลานั้น ท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีส้มอ่อน รัศมีของตะวันตกดินทอดยาวไปทั่วสนาม เหล่านกน้อยบินกลับรัง บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของวัน ครรชิตหันมามองพวกเขาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ
ครรชิต : เอาล่ะเด็ก ๆ ทุกคน ก็… จบลงไปแล้วสำหรับวันนี้ ก็ได้เวลากลับบ้านของพวกเจ้าแล้วสินะ ข้าคงจะสอนพวกเจ้าได้แค่นี้นะแล้วที่เหลือพวกเจ้าต้องจัดการเองและดูแลตัวเองด้วยล่ะ
ราง : เอ๊ะ!! นี่เราจะไม่ได้เจอครูอีกแล้วหรอคะ
ครรชิต : ไม่หรอก พวกเราต้องได้เจอกันอีกแน่ในสักวันนะ
ทร : แล้วครู… ไม่อยู่สอนจนพวกเราได้เกราะอาวุธครบทุกส่วนหรอครับ
ครรชิต : ข้าช่วยให้พวกเจ้าเริ่มต้นได้แล้ว และนอกเหนือจากนี้ พวกเจ้าก็เริ่มเดินด้วยตัวของพวกเจ้าเองแล้วล่ะ
กล้า : ครูครับ ๆ บ้านครูอยู่แถวไหนหรอครับพอดีเผื่อว่าข้าว่าง ๆ ข้าจะไปฝึกศาสตราวุธด้วย
ราง : จริงด้วย ๆ ๆ
ครรชิต : บ้านข้า… ไม่ได้อยู่ที่นี้หรอกนะเด็กน้อย ข้าถูกเชิญมาจากเมืองใหญ่เพื่อมาช่วยดูแลพวกเจ้าฝึกในวันนี้
ทร : อ๋อครับ ถ้าอย่างงั้นก็ เดินทางปลอดภัยเช่นกันครับ
หลังจากกล่าวอำลา ทุกคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน กล้าเดินไปหาทิวที่ยืนรออยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นพี่ชายของเขา ทิวตะโกนขึ้นด้วยความดีใจ
ทิว : พี่ พี่กล้า!
กล้า : ไงไอ้ทิว เอ็งรอพี่นานไหมล่ะ
ทิว : ไม่เลยครับพี่ ข้าก็พึ่งมาถึง
กล้า : อืม งั้นกลับบ้านกันเถอะ
สองพี่น้องเดินเคียงกันบนถนนลูกรังยาวเหยียดกลับบ้าน สองข้างทางเป็นกอหญ้าสีเขียว แสงแดดสีส้มอ่อนส่องประกายระยิบระยับบนยอดหญ้า พวกเขาคุยกันถึงเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างวัน กล้าเล่าเรื่องการฝึกให้ทิวฟัง เสียงหัวเราะเบา ๆ ที่แทรกสลับบทสนทนา เติมความอบอุ่นให้บรรยากาศระหว่างทาง