ประชันศึกศาสตราวุธ

ตอนที่ 10: เดินทางเข้าเมือง

👁️ 22 อ่าน
22px
 

ทิศใต้และยุพินได้กลับมาพบกับคนอื่น ๆ ที่ริมแม่น้ำอีกครั้ง สายลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำใสในช่วงกลางวันแสงอาทิตย์สะท้อนลงบนผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ มาพร้อมกับเสียงสายน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำที่ฟังรื่นหู

 

เอกนั่งรออยู่ เขาเหลียวไปตามเสียงฝีเท้าและการเคลื่อนไหวมาจากทางด้านหลัง เพราะคิดว่าเป็นทิศใต้กับยุพินที่กลับมา แต่สิ่งที่เขาเห็นนั่นคือเสือโคร่งขนาดใหญ่ที่กำลังเดินมาใกล้พวกเขา พร้อมตามหลังมาด้วยงูขนาดมหึมาสีเขียวอีกตัว

 

เอกรู้ทันทีว่านั่นไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดาแต่นั่นต้องเป็นอสูรศาสตราเป็นแน่ แต่เขาไม่รู้เลยว่านั่นคือ ทิศใต้กับยุพินในร่างของอสูรศาสตรา ที่ยังไม่จำแลงกายมาเป็นมนุษย์ เอกที่สังเกตเห็นแบบนั้นแล้ว เขาลุกขึ้นทันที สัญชาตญาณของเขาตะโกนออกไป

 

เอก : ทุกคนระวัง! อสูรศาสตรากำลังมาทางนี้!!

 

คนอื่น ๆ ที่ได้ยินแบบนั้นแล้ว จึงหันไปมองตามเขาทันที แต่เสือโคร่งตัวนั้นก็ไม่ได้กลัวอะไร และยังเดินตรงมาที่พวกเขาเรื่อย ๆ เอกหันไปสบตารำพา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้กล่าวออกมา

 

แต่รำพาเองก็ไม่ได้มีคำตอบให้ เธอได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองสิ่งมีชีวิตทั้งสองที่ใกล้เข้ามา ความกลัวและความสงสัยสลับกันวูบไหวในดวงตาของเธอ

 

ทางฝั่งของกล้าและทิวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ท่าทีของทั้งสองกลับตรงกันข้าม พวกเขาไม่ได้แสดงออกถึงความกลัวหรือตื่นตระหนก ทั้งคู่ยังคงยืนมองอย่างเงียบ ๆ และไม่ได้มีท่าทีว่าจะหวาดกลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย เพียงหันมองไปที่อสูรศาสตราราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ต่อมาไม่นานก็เกิดประกายไฟสีทองก็เริ่มลุกลามตามตัวของมัน เช่นเดียวกับนาคามรกตที่อยู่ด้านหลังไม่ไกลกัน เปลวไฟสีเขียวลุกโชติช่วงทั่วร่าง ความตื่นตระหนกบนใบหน้าของเอกเปลี่ยนเป็นความสงสัย รำพาที่เห็นภาพถึงกับเบิกตากว้าง เธอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ไม่นานนักเปลวไฟนั้นก็ดับลง ทั้งเสือโคร่งขนาดใหญ่และงูมรกตก็กลับเปลี่ยนเป็นมนุษย์ นั่นคือทิศใต้และยุพิน ที่กำลังเดินตรงมาที่พวกเขา

 

รำพา : เดี๋ยวก่อน!.. นั่นมันอะไรกันน่ะ..

 

เอก : อสูรศาสตราพวกนั้นคือ พี่ทิศใต้กับพี่ยุพินเองหรอกหรอ พวกเขาเป็น…

 

กล้า : อมนุษย์ อสูรศาสตราจำแลงกาย เรื่องนี้ทิศใต้บอกกับพี่ก่อนหน้านี้แล้วล่ะ

 

ทิว : จริง ๆ ข้ากับพี่รู้แล้วล่ะ ว่าพี่ใต้เป็นอมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้บอกพวกเอ็ง…

 

เอก : แต่ว่าอสูรศาสตราน่ะอันตรายมากเลยนะ

 

รำพา : ใช่ ๆ ข้าเคยได้ยินผู้คนในหมู่บ้านเคยบอกว่า อสูรศาสตราจำแลงกายจะมีสติปัญญาไม่ต่างจากมนุษย์เพราะฉะนั้นจะอันตรายมาก ถ้าเจอแล้วสู้ไม่ได้ควรหนีให้เร็วที่สุดนะ

 

กล้า : ก็ไม่ใช่ซะทุกตัวหรอกนะ… เหมือนทิศใต้จะรู้ว่ายุพินเป็นอมนุษย์เหมือนเขา

 

หลังจากนั้น ทิศใต้เดินเข้ามาใกล้เขาเรื่อย ตามมาด้วยยุพินที่อยู่ด้านหลัง นัยน์ตาสีมรกตของเธอมองมาที่คนที่เหลืออย่างเป็นมิตร ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

 

ยุพิน : เป็นไงบ้างทุกคน ต้องขอโทษที่ให้รอนานนะ…

 

กล้า : อืม..ไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมไอ้ใต้

 

ทิศใต้ : แน่นอน เรียบร้อยดี เอาล่ะ คงพักกันมากพอแล้วนะ ถึงเวลาต้องเดินทางต่อแล้ว

 

ทิว,เอก,รำพา : อืม!

 

ยุพินก้าวขึ้นมายืนข้างหน้า พลางส่งยิ้มให้กลุ่มมนุษย์ตรงหน้าอย่างเป็นมิตร เธอพยักหน้าก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ

 

ยุพิน : ตามข้ามาเลยทุกคน

 

หลังจากนั้น ยุพินก็นำทางทุกคนมุ่งหน้าสู่เมืองศิวิลักษณ์ พวกเขาเดินทางกันในป่าอยู่หลายวัน พวกเขาข้ามแม่น้ำ ผ่านหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ และไต่ขึ้นเนินเขาสูงชันหลายครั้ง ดวงตะวันขึ้นและลับฟ้าไปนับครั้งไม่ถ้วน และตอนที่พวกเขาต้องหยุดพัก ซึ่งยุพินนั้นชำนาญในเส้นทางป่า รู้จักจุดแหล่งน้ำและจุดพักที่หลีกเลี่ยงเส้นทางที่คิดว่าอันตราย

 

ในระหว่างการเดินทาง ทุกคนพูดคุยถึงสารทุกข์สุขดิบของแต่ละคนและเริ่มปรับตัวเข้ากันมากขึ้นเรื่อย ๆ บนหน้าผาสูงพวกเขาได้หยุดยืนที่ริมหน้าผาสูงชัน ลมเย็นพัดผ่านผิวหน้าเบา ๆ ดวงตะวันทอแสงสีส้มแดง ๆ ที่ริบหรี่อยู่ขอบฟ้า

 

ขณะที่สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเมืองศิวิลักษณ์ที่อยู่ด้านล่าง เป็นเมืองใหญ่ที่ดูสง่างามและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เสียงผู้คนพูดคุยกันดังแว่วขึ้นมา ฝีเท้าของชาวเมืองที่เดินสวนกันอย่างเร่งรีบสร้างบรรยากาศครึกครื้นที่แผ่ขยายออกไปทั่ว

 

แม้จะมองจากระยะไกล บ้านเรือนในเมืองส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้ทรงไทยโบราณหลังใหญ่ที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรือง คลองน้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองมีเรือพายเล็ก ๆ เต็มไปหมด ผู้คนพายเรือไปมา

 

ยุพิน : พวกเรามาถึงแล้ว

 

ทิศใต้ยืนมองด้วยความทึ่ง สายตาของเขากวาดมองไปทั่วเมือง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ เนื่องด้วยตัวของเขานั้นไม่เคยเห็นเมืองมาก่อน

 

ทิศใต้ : นั่นหรอเมืองศิวิลักษณ์ ดูใหญ่กว่าหมู่บ้านข้าเยอะเลย

 

กล้า : เป็นถึงระดับเมือง ก็ไม่แปลกหรอก

 

ทิว : แล้ว…พวกเราจะไปขอความช่วยเหลือยังไงล่ะ

 

เอก : จริงด้วย จะเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากชาวเมืองเลยก็คงไม่ได้ ในตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องการคือกองกำลังทหาร

 

ยุพิน : งั้นก็คงมีทางเดียว

 

รำพา : ทางไหนหรอพี่ยุพิน

 

ยุพิน : พวกเอ็งคงต้องเข้าไปขอกองกำลังจากเจ้าเมืองนี้

 

กล้า : มันก็จริงเพราะเมืองนี้เป็นเมืองของเขา ถ้าจะขอทหารพวกเราต้องไปหาเขาเท่านั้น

 

ทิศใต้ : แล้ว..พวกเราจะไปหาเจ้าเมืองได้ยังไงกันล่ะ เมืองใหญ่ขนาดนี้…

 

กล้า : ไม่รู้สิ ก็ต้องลองหาดู บางทีผู้คนในนั้นอาจจะรู้ว่าวังอยู่ไหน

 

ทิศใต้ : ก็ลองดู

 

หลังจากนั้น พวกเขาเริ่มเดินเข้าไปในเมืองทันที ที่ด้านหน้าประตูเมืองใหญ่ ทำจากไม้แกะสลักลวดลายประณีต มีป้อมปราการสูงทั้งสองฝั่งที่ถนนทางเข้าเมือง มีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินสวนกันไปมาอย่างรีบเร่ง บางคนแบกตะกร้าสินค้าทั้งผักและผลไม้ต่าง ๆ แต่โดยรวมมีผู้คนอาศัยอยู่กันในเมืองนี้หนาแน่นกว่าหมู่บ้านของพวกเขามาก บรรยากาศภายในเมืองดูสงบสุข มีบ้านเรือนแต่ละหลังเป็นบ้านไม้ทรงไทยหลังใหญ่เรียงรายอย่างงดงาม

 

แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ซึมซับความงดงามของเมืองศิวิลักษณ์ เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังก้องมาจากทางด้านหลังของพวกเขา กล้าที่กำลังมองรอบ ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจพลันสะดุ้งเฮือก หันกลับไปดูทันที กล้าต้องตาค้างเมื่อพบว่า พลประตูเมือง และทหารอีกจำนวนหนึ่งที่มาในชุดเกราะสีน้ำตาลเข้มมาพร้อมกับอาวุธครบมือจำนวนหนึ่ง ตรงมาทางพวกเขา ใบหน้าของทหารเหล่านั้นนิ่งเรียบ แต่แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง

 

ไม่นานนัก ทหารเหล่านี้ก็เข้ามารุมล้อมกลุ่มของพวกเขาไว้จนแน่นหนา แต่ละคนถือหอกและดาบที่ดูคมกริบ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างหยุดสิ่งที่ทำและหันมามอง พวกเขากระซิบกระซาบกันด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

กล้า : ช้าก่อนพวกท่าน พวกเราเดินทางมาเพื่อขอพบท่านเจ้าเมือง เดินทางมาเพื่อขอความช่วยเหลือ… ไม่มีเจตนาร้ายใด ๆ

 

เอก : ใช่แล้ว! หมู่บ้านของพวกเราถูกโจมตี โปรดช่วยพวกเราด้วย

 

รำพา : โปรดช่วย พวกเราด้วยเถอะค่ะ

 

พวกเขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ สายตาของพลประตูเมืองยังคงจับจ้องพวกเขาอย่างไม่วางใจ ก่อนจะหันไปพิจารณาคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบข้าง ทิศใต้ที่ยืนอยู่ข้างกล้าขยับตัวเล็กน้อย ท่าทีของเขานิ่งสงบ แต่ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังเหล่าทหารอย่างไม่ละสายตา ส่วนยุพินเธอยืนอยู่ด้านหลังสุดอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แม้แต่จะสบตาใคร

 

พลประตูเมือง : พวกเจ้าเป็นใคร มากจากไหนยังไม่รู้ แถมยังเข้าเมืองมาโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก… คิดว่าพวกเราจะหลงกลเชื่อพวกเจ้ารึ!

 

กล้า : พวกเรามาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางป่าใหญ่ หากมีอะไรที่ทำให้พวกท่านไม่สบายใจ ข้าพร้อมที่จะอธิบายทุกอย่างให้ท่านฟัง แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีเวลามาก คนที่หมู่บ้านกำลังรอความช่วยเหลืออยู่!

 

ทิว : จนป่านนี้แล้วชาวบ้านที่หมู่บ้านของข้าน่ะ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ เพราะงั้นได้โปรดช่วยหมู่บ้านของพวกเราด้วยเถอะครับ!

 

พลประตูเมือง : เหลวไหล! ทหารทุกคนนำตัวพวกมันไปขังไว้ซะ โทษฐานที่พวกเจ้าบุกรุกเข้ามา นำตัวไป!!

 

ยุพิน : แย่ล่ะสิ ทีนี้…

 

รำพา : พวกเรา จะทำยังไงดีล่ะ!!…

 

ท่ามกลางความหวาดกลัวและความวุ่นวายนี้ ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าของม้าที่ควบมาด้วยความเร็ว ดังมาแต่ไกล เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนพลประตูเมืองและผู้คนที่อยู่ในบริเวณ ต้องหันไปมอง สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่จุดเดี๋ยวกัน

 

ปรากฏเป็นชายผู้หนึ่ง ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าของทหารที่ดูแลทางเข้าเมืองแห่งนี้ เขาควบม้ามาหยุดก่อนที่จะลงจากม้า ทำให้บรรยากาศโดยรอบที่วุ่นวายกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

 

จากนั้นเขาเดินตรงมาที่กล้า ทำให้เหล่าทหารที่ยืนรายล้อมอยู่ก็ได้หลีกทางให้กับเขา ปรากฏว่าเขาเป็น ทหารรักษาการณ์ คนหนึ่งของเมืองศิวิลักษณ์ ก่อนที่ทหารนายนั้นจะกวาดสายตามองไปที่คนหกคนที่อยู่เบื้องหน้าของเขา ก่อนกล่าวขึ้น

 

ทหารรักษาการณ์ : เจ้าพวกเด็กน้อย พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่กันรึ

 

กล้า : พวกเราอยากจะพบท่านเจ้าเมือง เพื่อขอกองกำลังทหารไปช่วยเหลือหมู่บ้านของพวกเรา

 

ทหารรักษาการณ์ : พวกเจ้ามาขอความช่วยเหลือหรอกรึ ทำไมล่ะ..เกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า…

 

เอก : หมู่บ้านที่พวกเราอาศัยอยู่ ถูกลอบโจมตีครับ จนตอนนี้ที่พวกเราออกเดินทางมาขอความช่วยเหลือก็ผ่านไปหลายวันแล้ว และก็ไม่รู้ว่าพวกคนที่เหลืออยู่หมู่บ้านจะเป็นยังไงบ้าง

 

พลประตูเมือง : พวกมันโกหก! อย่าไปเชื่อ

 

เสียงของพลประตูเมืองกล่าวขึ้น ทำให้ชาวเมืองก็จับจ้องไปที่พวกเขาอีกครั้ง พวกเขาจ้องมองมาด้วยท่าทีที่หวาดระแวง รำพาที่เห็นแบบนั้นจึงกล่าวขึ้นอย่างเร่งรีบ

 

รำพา : พวกเราไม่ได้โกหกนะ! ไม่อย่างนั้นพวกเราจะเดินทางไกลทั้งต้องข้ามแม่น้ำข้ามภูเขามาทำไมกันล่ะ

 

ทิว : พวกเราต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ นะ ได้โปรดเชื่อพวกเราเถอะ!

 

พลประตูเมือง : ไร้สาระ!! พลทหารทุกคน นำตัวพวกมันไปขัง!

 

ทหารรักษาการณ์ : ช้าก่อน

 

เขากล่าวขึ้นเสียงแข็ง แต่คำพูดของทหารรักษาการณ์ทำให้พลประตูเมืองชะงักไปเล็กน้อย พวกเขายืนนิ่งเงียบไป พวกเขาได้แต่หันมองเพื่อนทหารคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ด้วยกัน ตามมาด้วยเสียงคุยของชาวบ้านรอบข้าง พวกเขามองดูด้วยความสงสัย ขณะทหารที่ดูแลประตูเมือง ยืนรายล้อมอยู่

 

ทหารรักษาการณ์ : ถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าเชิญตามข้ามา ข้าจะพาพวกเจ้าไปพบท่านเจ้าเมือง

 

หลังจากนั้นกล้าและคนอื่น ๆ ก็ได้เดินตามนายพลประตูเมืองเข้าไปในวังอย่างเงียบ ๆ ความกดดันยังคงหนักอึ้งในบรรยากาศ แม้หัวหน้าทหารจะยินยอมพาพวกเขาไปพบท่านเจ้าเมือง แต่สายตาของเหล่าทหารที่ล้อมรอบก็ยังคงจับจ้องพวกเขาอย่างระแวดระวัง

 

ณ วังหลวง เมืองศิวิลักษณ์ พื้นหินอ่อนสีขาวปูเรียงยาวสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันที่เรียงรายเป็นแนวไปจนสุดทาง เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปในเมืองมากขึ้น ภายในที่สวยงามตระการตา บ้านเรือนเปลี่ยนจากเรือนไม้ธรรมดาเป็นอาคารทรงไทยที่ใหญ่โตตั้งตระหง่าน สลักลวดลายทองวิจิตร ทางขอบทางเข้าวัง มีเหล่าทหารรักษาการณ์ในวังหลวงยืนเรียงกันเป็นแถวตอนยาวไป สายตาของทหารเหล่านั้นจับจ้องมองไปที่พวกเขา รำพาหันไปสะกิดเอกที่เดินอยู่ข้าง แล้วกระซิบเบา ๆ

 

รำพา : นี่… ไอ้เอก ทำไมข้ารู้สึกว่า… พวกเขามองพวกเราเหมือนเราเป็นคนแปลก ๆ

 

เอก : ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน..

 

ทิว : ก็ไม่แปลกหรอก คงเพราะพวกเราเป็นคนแปลกหน้าที่เข้าเมืองมั้ง

 

ทหารรักษาการณ์ : มาถึงแล้ว วังหลวงที่ประทับของเจ้าเมืองศิวิลักษณ์

 

นายพลหันไปสั่งการทหารให้ลดอาวุธลง แต่ยังคงยืนล้อมพวกเขาไว้อย่างเข้มงวด พวกเขาเดินไปหยุดอยู่ต่อหน้าประตูบานใหญ่ก่อนจะมีคนมาเปิดให้ แล้วนำกลุ่มของกล้าเข้าไปในเขตราชฐานด้านใน เสียงรองเท้าของพวกเขาที่ก้าวกระทบลงพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะไปพร้อม ๆ กัน

 

ณ ท้องพระโรง เมืองศิวิลักษณ์ ความสง่างามและความเงียบสงัดของสถานที่ทำให้ทุกคนหยุดชะงัก ผ้าม่านสีแดงปักดิ้นทองอร่ามปลิวไสวจากสายลมที่ลอดเข้ามาเบา ๆ บนที่นั่งกลางโถงสูงตระหง่านคือบัลลังก์ไม้แกะสลักลวดลายอย่างสวยงามประดับเพชรหลายเม็ด บนบัลลังก์มีชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแต่งกายสีทอง นั่นคือ เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ ทรงประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น ก่อนที่จะทอดพระเนตรลงมาที่พวกเขา

 

ทหารรักษาการณ์ : กราบทูลท่านเจ้าเมือง ข้าพบเด็กพวกนี้อยู่ที่ทางเข้าเมือง พวกเขาบอกว่า หมู่บ้านของพวกเขานั้นถูกโจมตี เลยได้เดินทางมาที่นี่ขอความช่วยเหลือขอรับ

 

น้ำเสียงของนายพลมั่นคง แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ชายในชุดขุนนางที่ยืนอยู่ใกล้เจ้าเมืองแสดงสีหน้าไม่พอใจ ก่อนกล่าวขึ้นทำให้คนในท้องพระโรงต่างก็หันไปมอง

 

ขุนนาง : นี่ท่านกล้าพาคนนอก เข้ามาพบท่านเจ้าเมืองรึ!!

 

ทหารรักษาการณ์ : แต่พวกเขามีเหตุจำเป็น พวกเขาไม่ได้มีท่าทีเป็นภัย ข้าเห็นว่าควรรับฟัง

 

ขุนนาง : ท่านคิดบ้างหรือไม่ว่าเด็กพวกนี้อาจเป็นไส้ศึกแอบแฝงตัวมา ใครจะรับผิดชอบหากพวกมันเป็นภัยต่อเมืองเรา

 

เสียงโต้เถียงกันอย่างดุเดือดของเหล่าขุนนางและทหารรักษาการณ์ดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ทำให้อัครมหาเสนาบดีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างบัลลังก์เริ่มขมวดคิ้ว สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะกระแทกมือกับพนักเก้าอี้เบา ๆ แล้วกล่าวขึ้น

 

อัครมหาเสนาบดี : พอเถิดท่านทั้งสอง ต่อหน้าท่านเจ้าเมืองโปรดสำรวมด้วย

 

ขุนนาง : ต้องขออภัยจริง ๆ ท่านอัครมหาเสนาบดี ข้าแค่สงสัย….

 

แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่แววตาของเขายังคงฉายแววครุ่นคิด สายตาของเหล่าขุนนางและทหารรักษาการณ์ยังคงจับจ้องไปที่บุคคลบนบัลลังก์ เจ้าเมืองศิวิลักษณ์นั่งนิ่งอย่างสง่า สายพระเนตรของเขากวาดมองผู้คนในท้องพระโรงอย่างสงบ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจเบา ๆ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ไม่ผิดหรอกที่เจ้าจะสงสัย

 

เจ้าเมืองกล่าวขึ้นเสียงเรียบ แต่ทุกถ้อยคำกลับดังก้องในโถง ทุกคนหยุดนิ่งและทำให้สถานการณ์กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ก่อนที่กล้าจะอธิบายต่อถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

กล้า : หมู่บ้านของพวกเรา ถูกโจมตีพวกมันบุกเข้ามากลางดึก เผาบ้านเรือน จนถึงตอนนี้ ข้ายังไม่รู้ว่าผู้คนที่ยังอยู่บ้านเป็นยังไงกันบ้าง

 

เขากล่าวไปพร้อมกับมือเขากำหมัดแน่น ราวกับกำลังเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ เสียงของเขาสั่นไหวเมื่อพูดถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้น แต่ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวัง ก่อนที่คนอื่น ๆ จะกล่าวเสริม

 

ทิศใต้ : พวกเราเดินทางไกลจากหมู่บ้าน มาจนถึงที่นี่ เพื่อขอเพียงสิ่งเดียว… โปรดส่งกองกำลังทหารไปช่วยหมู่บ้านของพวกเราด้วย

 

ทิว : จริงนะครับ โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิด

 

เอก : โปรดเชื่อพวกเราด้วยขอรับ

 

รำพา : โปรดช่วยพวกเราด้วยเถอะค่ะ

 

สิ้นคำพูดของพวกเขา ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งท้องพระโรงคนหยุดนิ่ง เจ้าเมืองยังคงนั่งอยู่บนบัลลังก์ สายตาของเขาทอดมองกล้าอย่างลึกซึ้ง ดวงตาของเจ้าเมืองที่นิ่งเงียบดูเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่างในจิตใจของพวกเขา

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : มันก็จริงอยู่ที่ช่วงนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ศึกสงคราม ก็ไม่แปลกที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่พวกเจ้าอยู่จะถูกโจมตี

 

น้ำเสียงของเจ้าเมืองราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเคร่งขรึม เขาเอนหลังพิงบัลลังก์ พลางทอดสายตามองไปยังเหล่าขุนนางรอบตัวและกล่าวขึ้น

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : พวกท่านมีความคิดเห็นเช่นไร

 

สมุหกลาโหม : กราบทูลท่านเจ้าเมือง ข้าเห็นควรว่าต้องช่วยพวกเขาขอรับ หมู่บ้านเล็ก ๆ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากเราปล่อยไว้นานวันเข้า พวกมันอาจกวาดต้อนเอาเชลยไปได้มาก พวกมันจะยิ่งมีกำลังพลมากและอาจเป็นภัยต่อบ้านเมืองของเราในอนาคตได้พะยะค่ะ

 

จมื่นโหราธิบดี : ท่านสมุหกลาโหมกล่าวได้มีเหตุผล เด็กพวกนี้… หากดูจากภายนอกแล้ว ก็ไม่น่าเป็นภัยต่อเมืองเรา อีกทั้งข้าคิดว่าการช่วยเหลือพวกเขา จะเป็นการแสดงถึงความเมตตาของท่านเจ้าเมืองในยามที่ผู้อื่นเดือดร้อนอีกด้วย

 

ขุนนาง : หากท่านสมุหกลาโหมและจมื่นโหราธิบดี เห็นควรช่วย ข้าก็ไม่ขอคัดค้านแต่อย่างใด

 

เจ้าเมืองเมื่อเห็นแบบนั้นแล้วเขาพยักหน้าเล็กน้อย สายตายังคงจ้องมองกล้าและพวกพ้อง เขานิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงช้าและชัดเจน

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : อืม… การช่วยเหลือพวกเจ้า ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะตัดสินใจอย่างเบามือ แต่หากเรื่องนี้เป็นความจริง ข้าก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของผู้คนได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คนของเมืองข้าก็ตาม

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : ข้ามอบหมายให้พระยาเดโช จัดเตรียมกองกำลังให้และนำส่งกองกำลังติดตามพวกเจ้าไปที่หมู่บ้าน หากว่าคำกล่าวของพวกเขาเป็นความจริง ก็ให้ทหารเหล่านั้นช่วยคนในหมู่บ้านของพวกเจ้าให้ได้มากที่สุด

 

กล้า : ขอบคุณท่านมาก ที่ให้ความช่วยเหลือพวกเรา ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีคนในหมู่บ้านมาขอความช่วยเหลือไปแล้ว แต่ท่านก็ยังจะช่วยพวกเราเพิ่มอีก ขอบคุณท่านมากด้วยจริง ๆ

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : แปลกนัก… ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าบอกว่า มีคนอื่นจากหมู่บ้านของพวกเจ้ามาถึงที่นี่ก่อนแล้ว ทำไมข้าถึงไม่เห็นผู้ใดมาเลย แม้แต่คนเดียว

 

คำพูดของเจ้าเมืองทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งกดดัน เสียงกระซิบกระซาบของเหล่าขุนนางที่ยืนล้อมรอบดังขึ้นเป็นระลอก สายตาของทุกคนจ้องมาที่กล้ากับพวกพ้องเหมือนรอคำตอบที่สมเหตุสมผล แต่นั่นก็ทำให้พวกเขายิ่งกังวลถึงความปลอดภัยของเหล่าชาวบ้านที่แยกกันมาก่อนหน้า

 

เอก : ม..ไม่จริงน่า ก่อนหน้านี้พวกเราเดินทางมากับคนในหมู่บ้านและจะถูกลอบโจมตี ทำให้พวกเราต้องแยกทางกับชาวบ้านคนอื่น ๆ

 

ทิว : จริง ๆ แล้ว ก่อนที่พวกเราจะมาถึงต้องมีชาวบ้านเดินทางมาขอความช่วยเหลือประมาณสองหมู่บ้านแล้วเป็นหมู่บ้านไม่ใช่หรอ

 

รำพา : นี่ ๆ ไอ้ทิว ที่เอ็งบอกว่าเอ็งหลุดออกมาจากชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่มาด้วยกัน ก่อนจะมาเจอกัน นั้นแสดงว่าชาวบ้านคนอื่น ๆ ต้องเดินทางมาก่อนแล้วสิ

 

ทิว : ก็ใช่ กว่าที่ข้าจะไปเจอหมู่บ้านของพวกเอ็งน่ะ มันก็ผ่านไปวันกว่า ๆ แล้ว ไหนที่พวกเราจะเดินทางมาอีก ทำไมตอนนี้ชาวบ้านคนอื่นยังมาไม่ถึงอีกล่ะ

 

ทหารรักษาการณ์ : เช่นนั้นแสดงว่า… พวกเจ้าไม่ได้เดินทางมาด้วยกันตั้งแต่แรกรึ

 

กล้า : ไม่เลย ข้ากับน้องชายได้พบพวกพ้องระหว่างทาง

 

หลังจากนั้นนายทหารรักษาการณ์ได้หันกลับไปมองเจ้าเมือง คล้ายจะรอฟังคำสั่ง เจ้าเมืองลูบคางเบา ๆ ก่อนจะหันไปหาขุนนางที่ยืนเงียบ ขุนนางเหล่านั้นแต่เหล่าขุนนางก็ไม่ได้โต้ตอบแต่อย่างใด

 

ทหารรักษาการณ์ : ไม่เป็นไรหรอก ให้พวกเจ้าคิดในแง่ดีเอาไว้ บางทีพวกเขาอาจจะตามหาพวกเจ้าอยู่ก็เป็นได้

 

กล้า : ข้า… ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น

 

ขุนนาง : หรือมองในแง่ร้าย พวกเขาอาจจะถูกลอบโจมตีและจับตัวไปกันหมด

 

เมื่อได้ยินขุนนางกล่าวแบบนั้นแล้ว พระยาเดโชกล่าวแทรกขึ้นทันที ทำให้สายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลาย ต่างก็จับจ้องไปที่เขา

 

พระยาเดโช : ข้าเห็นด้วยที่ควรรีบออกเดินทางโดยเร็ว แต่ข้าแนะนำให้เราส่งหน่วยลาดตระเวนออกไปตรวจสอบเส้นทางก่อน หากมีศัตรูซุ่มโจมตีอยู่ พวกเราจะได้เตรียมรับมือได้ทัน

 

คำแนะนำของพระยาเดโชสะกดความเงียบในห้อง ทุกสายตาหันไปยังเจ้าเมืองที่กำลังพิจารณาอย่างรอบคอบ เขาใช้มือข้างหนึ่งลูบคางราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนจะส่งสายตามองตรงไปยังเหล่าขุนนาง แต่ขุนนางเหล่านั้นก็ไม่ได้ให้ความเห็นแต่อย่างใด

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : สมเหตุสมผลดี เช่นนั้นจงทำตามที่พระยาเดโชเสนอ ส่งทหารชุดแรกออกไปสำรวจเส้นทางในวันนี้ ส่วนตัวกองกำลังหลักเตรียมพร้อมเดินทาง หลังจากที่ทหารชุดแรกกลับมา ให้ออกเดินทางทันที

 

เมื่อได้ยินคำบัญชาของเจ้าเมืองศิวิลักษณ์แล้ว กล้าหันไปมองหน้าเพื่อน ๆ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความดีใจ แม้ปากจะไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ๆ แต่ความหวังที่ฉายชัดในดวงตาของเขานั้นแสดงออกอย่างเด่นชัด ทิศใต้พยักหน้าตอบรับความรู้สึกนั้น ส่วนเอกและรำพากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ท่าทางเหมือนเด็กที่เพิ่งได้รับข่าวดีที่สุดในชีวิต

 

ทิวที่เห็นเพื่อนของเขาเป็นแบบนั้นเขายิ้มกว้างจนแทบไม่หยุด ทางยุพินเธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปสบตากับพวกพ้องอย่างเงียบ ๆ

 

กล้า : ขอบพระคุณท่านเจ้าเมือง ด้วยความช่วยเหลือนี้ ทุกคนในหมู่บ้านของพวกเราจะไม่มีวันลืมความเมตตาครั้งนี้ขอรับ

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์ : อืม..

 

เจ้าเมืองศิวิลักษณ์กล่าวพร้อมพยักหน้าตอบรับ หลังจากนั้นพระยาเดโชได้พากล้าและคนอื่นออกจากโถงวัง ก่อนจะนำทางไปยังฐานทัพทหาร แล้วจึงจัดเตรียมกองกำลังทหารลาดตระเวนล่วงหน้าไปก่อน 200 นาย เพื่อดูต้นทางให้ก่อน และได้เตรียมกองกำลังทหารสำหรับเข้าป้องกันอีก 5,000 นาย พร้อมกับหมอหลวงเพื่อไปรักษาชาวบ้านที่บาดเจ็บ จำนวน 50 คน

 

เมื่อกองกำลังทหารลาดตระเวนที่ให้ไปดูต้นทางกลับมาถึง พระยาเดโชก็ได้นำกองกำลังทหารตามกล้าและคนอื่น ๆ ไปในช่วงค่ำของวันทันที ในระหว่างทางพวกเขาตกลงกันว่าจะแบ่งทหารไปช่วยหมู่บ้านของแต่ละคน โดยแบ่งทหารไปดังนี้

 

หมู่บ้านป่าศัก ที่กล้าและทิวอาศัยอยู่ จำนวน 2,000 นาย หมอหลวงจำนวน 25 คน

 

หมู่บ้านหินผา ที่เอกและรำพาอาศัยอยู่ จำนวน 2,000 นาย หมอหลวงจำนวน 25 คน

 

ส่วนทหารที่เหลืออีก 1,000 นาย ให้ไปป้องกัน หมู่บ้านลุ่มแม่น้ำ ที่ทิศใต้อาศัยอยู่

 

หลังจากที่ตกลงกันเสร็จพวกเขาก็แบ่งทหารออกไป ช่วยเหลือยังหมู่บ้านของแต่ล่ะคน พระยาเดโชได้ตามกล้าและทิวมากับกองกำลังทหารอีกสองพันนายกลับมาที่หมู่บ้านของพวกเขา ขบวนทหารเคลื่อนตัวผ่านป่าลึกใต้แสงจันทร์อันเลือนราง เสียงฝีเท้าม้าและการเคลื่อนไหวของทหารดังแผ่วเบาในค่ำคืนที่เงียบสงัด แต่ในดวงตาของกล้านั้นเต็มไปด้วยความหวังที่จะนำกองกำลังทหารกลับมาช่วยเหลือคนในหมู่บ้านให้ทัน

 

ณ หมู่บ้านป่าศัก เมื่อพ้นจากชายป่ามาเพียงไม่กี่ก้าว กล้าก็ต่องหยุดชะงักไป ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ยืนนิ่งเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น เขาแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าของเขา ที่เมื่อก่อนเคยเคยอยู่กันอย่างผาสุก แต่ตอนนี้สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือภาพซากปรักหักพังของหมู่บ้านที่เขาเคยเรียกว่าบ้าน บ้านเรือนที่เคยเป็นแหล่งพักพิงของผู้คน บัดนี้เหลือเพียงซากไม้ที่พังทลาย เถ้าถ่านจากกองไฟที่ดับมอดและพื้นดินที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการต่อสู้

 

กล้าเดินก้าวออกจากขบวนอย่างช้า ๆ ใบหน้าของเขาไร้คำพูด แต่ดวงตาสั่นระริกด้วยความไม่เชื่อ เขาเคยจำได้ว่าที่นี่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยของผู้คน แต่ตอนนี้กลับมีเพียงเสียงลมพัดผ่าน เขาแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า

 

กล้า : นะ..นี่มัน… เกิดอะไร..ขึ้น…

 

เขากล่าวด้วยเสียงสั่น และทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดินอย่างหมดแรง ในซากปรักหักพังที่เคยเป็นหมู่บ้านของเขา มือของเขากำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ เลือดซิบออกมาโดยที่เขาไม่ทันสังเกต หัวใจที่เคยเต็มเปี่ยมด้วยความหวังตอนออกเดินทาง แต่เมื่อมาเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าในตอนนี้ ใจของเขาสั่นสะท้านจนแทบจะฉีกขาดกับภาพตรงหน้าที่เห็น ทิวเดินตามมาคว้าพยายามประคองพี่ชายของเขาไว้ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ

 

ทิว : พี่กล้า… มันอาจจะไม่เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้นะ บางที่พวกเขาแค่ถูกจับตัวไป แต่ไม่น่าเป็นอันตราย

 

แต่ถึงแม้คำพูดนั้นจะเปี่ยมด้วยความหวัง ทิวก็ไม่อาจปกปิดเสียงในใจที่บอกว่าเขาเองก็ไม่เชื่อเช่นนั้น ภาพบ้านเรือนที่พังยับเยินและไร้เงาผู้คนที่มีชีวิตอยู่ราวกับถูกดูดกลืนไปในความว่างเปล่า ทำให้คำปลอบโยนนั้นของทิวดูเหมือนสายลมอ่อนแรงที่ไม่อาจต้านพายุร้าย

 

เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วพระยาเดโชเดินเข้ามาใกล้ เขามองไปที่กล้าด้วยสายตาของเขาเต็มไปด้วยความเห็นใจ ก่อนกล่าวขึ้น

 

พระยาเดโช : เจ้าหนูนั่นพูดถูก ตอนนี้ยังไม่เห็นศพของชาวบ้าน นั่นแสดงว่าพวกเขาแค่ถูกจับตัวไป เจ้ายังมีโอกาสที่จะช่วยคนพวกนั้นได้อยู่

 

กล้า : แล้วข้าต้องทำยังไง..

 

พระยาเดโช : ข้าว่าควรกลับไปตั้งหลักที่เมืองศิวิลัษณ์ก่อนเพื่อความปลอดภัย แล้วข้าจะส่งทหารไปสืบหาว่าเมืองใดเป็นคนส่งทหารมาโจมตีหมู่บ้านของพวกเจ้า

 

ทิว : อืม..ครับ พี่กล้าลุกขึ้นเถอะ พวกเราต้องไปกันแล้ว

 

เขาประคองพี่ชายขึ้นมาแม้ในใจจะยังสั่นไหว แต่กล้าค่อย ๆ ยืนขึ้นสายตาที่เคยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น ดวงตาเขาประกายไฟแห่งความตั้งใจ ไม่ว่าต้องทำอะไร เขาสาบานในใจว่าจะช่วยเหลือชาวบ้านของเขาให้ได้

 

เมื่อเดินทางกลับเมืองศิวิลักษณ์ได้ครึ่งทาง พระยาเดโชและกองทหารได้พบกับเอกกับรำพา พร้อมทั้งทิศใต้และยุพิน ที่กำลังยืนอยู่รวมกันบนถนนสายหนึ่ง ราวกับกำลังปรึกษากันถึงเรื่องราวบางอย่าง

 

พระยาเดโช : ทหารทุกนายหยุดก่อน

 

สิ้นสุดเสียงนั้น พระยาเดโชก็หันหน้ามามองกล้าและทิว ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง

 

พระยาเดโช : นั่นเพื่อน ๆ ของเจ้าไม่ใช่รึ เจ้าจะไม่ลงไปหาพวกเขาหน่อยล่ะ

 

กล้า : อืม…

 

หลังจากนั้น กล้ากับทิวก้าวลงจากหลังม้า แล้วรีบเดินตรงไปหากลุ่มเพื่อน ๆ แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็พบว่าพวกเขามีสีหน้าที่ดูเศร้า ๆ อย่างผิดปกติ ทิวจึงกล่าวขึ้นสั้น ๆ ด้วยความสงสัย

 

ทิว : อ้าว..อยู่กันครบทุกคนเลย ที่หมู่บ้านมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ

 

เขากล่าวขึ้นพร้อมจ้องมองทุกคนที่ยืนรวมกัน ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความกังวล ไม่มีใครตอบในทันที เอกกับรำพามองหน้ากันเหมือนกำลังหาคำพูด ขณะที่ทิศใต้กับยุพินหลบสายตาไปด้านข้าง ทุกคนมีสีหน้าไม่สู้ดี ทิวมองไปรอบ เขากำลังจะเอ่ยปากถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ท้ายที่สุดเอกถอนหายใจหนัก ๆ แล้วกล่าวขึ้น

 

เอก : หมู่บ้านของข้าในตอนนี้… ถูกเผาจนไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนในหมู่บ้าน รวมทั้ง ท่านลุงกับป้าของข้าก็ด้วย…

 

รำพา : ไม่ใช่แค่หมู่บ้านของข้ากับไอ้เอกนะ! หมู่บ้านของพี่ใต้ก็เหมือนกัน

 

คำพูดของเอกและรำพาดังก้องในใจของทิวเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวใจ ทำให้หัวใจของเขาล่วงหล่นไปถึงปลายเท้า เขาถึงทำอะไรไม่ถูกกับสิ่งที่ได้ยิน ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความสิ้นหวัง ก่อนที่ทิศใต้จะเป็นคนทำลายความเงียบ

 

ทิศใต้ : ตอนนี้คนในหมู่บ้านของข้าถูกจับตัวไปหมดแล้ว ข้าก็…ไม่รู้จะทำยังไง

 

กล้า : บ้าจริง!

 

กล้ากำมือของเขาไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมา ความโกรธที่เก็บซ่อนไว้พลุ่งพล่านในสายตาของเขา ยุพินมองกล้า ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยความจริงจัง

 

ยุพิน : ไม่บ้าหรอก แต่มันคือความจริง

 

คำพูดของเธอเป็นดั่งเข็มที่แทงทะลุความหวังเพียงน้อยนิดของทุกคน ทันใดนั้น พระยาเดโชก็ก้าวมาจากทางด้านหลัง เสียงฝีเท้าของเขาหนักแน่นและมั่นคง ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

พระยาเดโช : พวกมันไม่ได้โจมตีแค่สองหรือสามหมู่บ้านแค่นี้แน่ บางทีตอนนี้พวกมันอาจกำลังตาหาหมู่บ้านลี้ภัยและบุกเข้าโจมตี กวาดต้อนเขาชาวบ้านไปเป็นกองกำลังของพวกมันเพิ่มอีก

 

เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วต่างหันไปมองพระยาเดโชด้วยสายตาแน่วแน่ ดวงตาของเขาสื่อถึงทั้งความโกรธแค้น พระยาเดโชเองก็รับรู้ถึงความรู้สึกนั้น ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

พระยาเดโช : พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เดี๋ยวเรื่องนั้นข้าจะช่วยเหลือพวกเจ้าทุกคนอย่างเต็มที่

 

คำพูดของเขาทำให้ทุกคนเริ่มมีความหวังขึ้นมา แม้ว่าความหวังนั้นจะริบหรี่เมื่อเทียบกับหายนะที่ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครบอกได้เลยว่าตอนนี้เหล่าชาวบ้านและครอบครัวของพวกเขา ยังมีชีวิตอยู่หรือถูกสังหารจนหมดสิ้นแล้ว ความกังวลยังคงกัดกินจิตใจพวกเขา แต่ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา ทุกคนทำเพียงแค่ก้มหน้าลงเงียบ ๆ ราวกับเข้าใจถึงความสิ้นหวังของกันและกัน ผ่านไปไม่นาน กล้าจึงหันหน้าไปหาพระยาดโชแล้วกล่าวขึ้น

 

กล้า : ท่าน… จะช่วยพวกเราต่อจริง ๆ หรอครับ

 

เอก : จริงด้วย แค่ท่านช่วยพวกเราแค่นี้ก็รำบากเกินพอแล้ว

 

พระยาเดโช : ไม่หรอก ถ้าได้ช่วยใครแล้ว ก็ต้องช่วยในถึงที่สุดไม่ว่าจะเป็นยังไง นั่นคือนิสัยของข้า

 

ทิว : งั้นก็ต้องรบกวนท่านอีกครั้งด้วยนะครับ

 

กล้า,ทิศใต้ : ขอบคุณท่านมาก

 

พระยาเดโช : ข้ายินดีช่วยพวกเจ้า

 

คำพูดของเขาทำให้หัวใจที่หนักอึ้งของกล้าและพวกพ้องเหมือนได้รับการจุดประกายความหวังในการช่วยเหลือชาวบ้านและพ่อแม่ของพวกเขามากขึ้นมาอีกครั้ง

 

พระยาเดโช : แต่ตอนนี้พวกเจ้าต้องกลับไปที่เมืองศิวิลักษณ์ก่อน ถ้าเพื่อว่าพวกมันยังตระเวนอยู่แถวนี้ พวกเจ้าอาจเป็นอันตรายได้

 

ทุกคนพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ จากนั้นพวกเขาพร้อมทั้งกองกำลังได้เดินทางกลับไปยังเมืองศิวิลักษณ์ แต่ความกังวลยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของพวกเขา ถึงแม้ในตอนนี้จะยังไม่มีใครบอกได้ว่าเหล่าชาวบ้านและครอบครัวของพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ พวกเขาก็ได้แต่หวังลึก ๆ ไว้ข้างในว่าให้ทุกคนปลอดภัย

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!