ก่อนเนื้อเรื่องเริ่มพันปี ข้ากลายเป็นบรรพชน

ตอนที่ 2: บทที่ 2 ของห่วยๆ ที่หาตั้งนานกว่าจะเจอ

👁️ 2 อ่าน
22px

            เมื่อเงาร่างของกลุ่มคนจากสำนักกระบี่ไท่หยวนลับสายตาไปจากประตูใหญ่ บรรยากาศภายในโถงตระกูลกู้ยังคงเงียบสงัดราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดสิ่งใดออกมา แม้แต่ผู้นำตระกูลกู้และเหล่าผู้อาวุโสก็ยังยืนนิ่งขึงอยู่กับที่ราวกับรูปสลักหิน ความกดดันจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ในมวลอากาศ

            กู้เหอยืนกำขวดหยกในมือแน่น แววตาของเขายังคงสั่นไหวจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ความรู้สึกอัปยศ ความโกรธแค้น และความตกตะลึงผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก เขาค่อยๆ หันไปมองแผ่นหลังของบรรพชนหนุ่มในชุดคลุมสีขาวที่กำลังเดินเอามือไพล่หลังกลับเข้าไปด้านในพื้นที่ตระกูล

            “บรรพชน...” กู้เหอเอ่ยเรียกด้วยเสียงที่แผ่วเบาและแหบพร่า

            “ที่ท่านกล่าวเมื่อครู่ว่า... อีกสามวัน...”

            กู้หมิงหยุดฝีเท้า เขาไม่ได้หันกลับมา เพียงแต่เอียงคอเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ

            “ตามข้ามาที่เรือนหลังเขา” สิ้นคำ ร่างของกู้หมิงก็เลือนหายวับไปจากสายตา ทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นอากาศที่สั่นไหวเล็กน้อยราวกับผิวน้ำที่ถูกหินโยนกระทบลงไป

            ทุกคนในโถงต่างมองภาพตรงหน้าราวกับเห็นผี ผู้นำตระกูลกู้กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หน้าผากของเขามีเหงื่อเย็นผุดซึม ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้กู้เหออย่างหนักแน่น เป็นเชิงบอกให้ลูกหลานรีบตามไปอย่าให้บรรพชนต้องรอนาน

            กู้เหอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติ เขาไม่รู้ว่าบรรพชนผู้นี้แท้จริงแล้วมีระดับพลังบำเพ็ญสูงส่งเพียงใด หรือซ่อนความลับอะไรเอาไว้ แต่สำหรับตัวเขาเอง เขารู้สภาพร่างกายของตนดีที่สุด เส้นชีพจรวิญญาณตีบตันและเปราะบาง ตันเถียนแห้งผากกักเก็บพลังปราณแทบไม่ได้ ต่อให้เป็นเซียนจากสวรรค์ลงมาด้วยตนเอง การจะเปลี่ยนคนที่มีพื้นฐานอ่อนด้อยเช่นเขา ให้กลายเป็นผู้ที่สามารถเอาชนะอัจฉริยะอย่างหนิงเสวี่ยและเย่เฟิงได้ภายในเวลาแค่สามวัน... มันจะเป็นไปได้อย่างไร?

            “เป็นไปไม่ได้หรอก... สามวันเนี่ยนะ?” กู้เหอพึมพำในใจอย่างขมขื่น แต่ถึงกระนั้น สองขากลับก้าวเดินตรงไปยังเรือนไม้ไผ่ด้านหลังตระกูลอย่างรวดเร็ว ความหวังริบหรี่ในใจสั่งให้เขาคว้าฟางเส้นสุดท้ายนี้เอาไว้

            ...

            ณ ลานหินกว้างหลังเรือนไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว

            กู้หมิงกลับมานั่งหลับตาพริ้มอยู่บนเก้าอี้หวายตัวเดิม ร่างกายของเขาโยกไปมาเบาๆ ตามจังหวะสายลมพัด ราวกับเหตุการณ์วุ่นวายสะเทือนเลื่อนลั่นในโถงหลักเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น ทว่าในความเป็นจริง จิตสัมผัสของเขากำลังดำดิ่งลงไปใน ‘คลังมิติ’ ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บของส่วนตัวมหาศาลที่ระบบทิ้งไว้ให้ก่อนจะหายตัวไปอย่างถาวร

            ภายในคลังมิตินั้น หากมีผู้ฝึกตนจากโลกภายนอกหลุดเข้ามาเห็นเข้า คงได้ตกใจจนกระอักเลือดตายด้วยความอิจฉา

            ขุนเขาหินวิญญาณชั้นสูงทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวนับล้านดวง ขวดโอสถล้ำค่าจำนวนนับไม่ถ้วนที่เปล่งแสงประกายหลากสีลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ คัมภีร์วิชาระดับสวรรค์และระดับจักรพรรดิกองสุมกันเป็นภูเขาเลากา ราวกับเป็นเพียงตำราเก่ารอชั่งกิโลขาย ศาสตราวุธล้ำค่านานาชนิดที่แผ่กลิ่นอายทำลายล้างถูกวางทิ้งขว้างไม่ต่างจากเศษเหล็ก

            ปัญหาเดียวของกู้หมิงในตอนนี้ ไม่ใช่การหาวิธีทำให้กู้เหอเก่งขึ้น แต่คือ...

            ‘ของที่มันอ่อนโยนพอจะให้เด็กนี่ใช้ได้... มันไปอยู่มุมไหนหมดวะ?’

            กู้หมิงขมวดคิ้วในใจอย่างหงุดหงิด

            ตลอดหนึ่งพันปีที่ผ่านมา เขาเดินทางท่องยุทธภพและเช็คอินรับของรางวัลมานับไม่ถ้วน สมบัติระดับสวรรค์หรือระดับจักรพรรดิที่มหาอำนาจในโลกภายนอกพร้อมจะทำสงครามแย่งชิงกันจนเลือดนองแผ่นดิน สำหรับเขามันคือขยะที่กวาดทิ้งไปไว้ลึกสุดของคลัง เพราะมีเยอะจนขี้เกียจจะจัดหมวดหมู่

            ‘จะเอากายาที่มีพลังต้นกำเนิดรุนแรงจนพลิกฟ้าคว่ำดินยัดให้เลยดีไหม? ไม่ได้... ขืนยัดของแบบนั้นเข้าไปในร่างที่เส้นชีพจรตีบตันแบบนี้ ร่างกายของเด็กนั่นคงรับแรงกระแทกไม่ไหวและระเบิดกลายเป็นหมอกเลือดในเสี้ยววินาทีแน่...’

            กู้หมิงถอนหายใจในใจอย่างเบื่อหน่าย

            ‘ไอ้สูตรสำเร็จพวกนี้มันน่ารำคาญตรงที่ต้องค่อยๆ หาของที่ร่างกายมันพอจะรับไหวมาป้อนทีละขั้นนี่แหละ’

            หลังจากรื้อค้นหาของที่ ‘พอจะใช้งานได้’ อยู่นานพอสมควร ในที่สุดกู้หมิงก็เจอสิ่งที่ต้องการ มันถูกโยนทิ้งกลิ้งอยู่ใต้กองเศษแร่ระดับศักดิ์สิทธิ์ที่เขาไม่ได้เหลียวแลมาหลายร้อยปี

            จังหวะเดียวกับที่กู้เหอเดินหอบหายใจเข้ามาถึงลานหินพอดี

            ชายหนุ่มวัยเยาว์ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมที่สุด

            “บรรพชน ข้ามาแล้วขอรับ”

            กู้เหอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวาดหวั่นปนสงสัย

            “ท่านบรรพชน... เรื่องสามวันนั่น... ท่านพูดจริงหรือขอรับ? ท่านก็รู้ดีว่าเส้นชีพจรของข้า...”

            “หุบปาก แล้วถอดเสื้อซะ”

            กู้หมิงลืมตาขึ้น ตัดบทอย่างรวดเร็วและเย็นชา

            “หา?”

            กู้เหอชะงัก รูม่านตาขยายกว้างด้วยความตกตะลึง

            “ถอด... ถอดเสื้อ?”

            “จะให้ข้าลงมือฉีกเสื้อเจ้าทิ้ง หรือเจ้าจะถอดเอง?”

            กู้หมิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง น้ำเสียงเริ่มแฝงความรำคาญ

            กู้เหอกลืนน้ำลายฝืดคอ เขารีบปลดสายคาดเอวและถอดเสื้อคลุมท่อนบนออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นร่างกายที่ค่อนข้างผอมบางและซีดเซียวจากการที่บำเพ็ญเพียรไม่ก้าวหน้ามานานหลายปี

            เมื่อเห็นอีกฝ่ายพร้อมแล้ว กู้หมิงก็พลิกฝ่ามือขวาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า

            ทันใดนั้น แสงสีทองเจิดจ้าก็สว่างวาบขึ้นเหนือฝ่ามือของกู้หมิง มันไม่ใช่พลังปราณธรรมดาทั่วไป แต่เป็นก้อนแสงทรงกลมที่แผ่กลิ่นอายร้อนแรงราวกับดวงอาทิตย์ถูกย่อส่วน ภายในก้อนแสงสีทองนั้น คล้ายมีเงาของวิหคศักดิ์สิทธิ์สามขากำลังกระพือปีกอยู่ลางๆ ส่งเสียงร้องกังวานที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ

            เพียงแค่ก้อนแสงนี้ปรากฏขึ้น อุณหภูมิรอบลานหินก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันจนอากาศบิดเบี้ยว ใบไผ่ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นแห้งกรอบและลุกไหม้กลายเป็นเถ้าร่วงหล่นลงพื้นในพริบตา

            “นี่มัน...”

            กู้เหอเบิกตากว้าง สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากกลิ่นอายสายเลือดโบราณที่ทำให้ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นเทาจนแทบจะทรุดลงไปคุกเข่า

            “ต้นกำเนิดกายาเพลิงอีกาทองคำ” กู้หมิงเอ่ยเสียงเรียบ ราวกับกำลังแนะนำชื่อขนมในตลาดข้างทาง

            เขายังไม่ทันได้อธิบายสรรพคุณอะไรเพิ่มเติม หรือปล่อยให้กู้เหอได้ทำใจ กู้หมิงก็สะบัดมือเบาๆ ไปข้างหน้า

            ฟุ่บ!

            ก้อนแสงสีทองนั้นพุ่งทะลวงอากาศ ซัดเข้าใส่กลางหน้าอกของกู้เหออย่างจัง!

            ปัง!

            “อ๊ากกกกกก!”

            กู้เหอแผดเสียงร้องลั่นลานหิน ร่างกายของเขาลอยกระเด็นไปด้านหลังราวกับว่าวสายป่านขาด ก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้นหิน ความเจ็บปวดที่ไม่อาจจินตนาการได้ถาโถมเข้าใส่ทุกอณูวิญญาณในทันที!

            การได้รับต้นกำเนิดกายาพิเศษจากคลังรางวัล ไม่ใช่การประทับตราแล้วกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในพริบตาอย่างที่คนทั่วไปฝันหวาน แต่มันคือกระบวนการอันโหดร้ายของการ

            ‘ทำลายแล้วสร้างใหม่’

            เพลิงสีทองลุกพรึบขึ้นท่วมร่างของกู้เหอ มันไม่ได้เผาไหม้ผิวหนังภายนอกให้เป็นแผลพุพอง แต่มันกำลังมุดลึกลงไปในรูขุมขน แผดเผาเส้นชีพจรที่ตีบตันจนแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน หลอมละลายกระดูกทั่วร่างจนเหลว แล้วอาศัยพลังแห่งอีกาทองคำบีบอัดมันขึ้นมาใหม่ให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า!

            “อ๊าก! ร้อน! ข้าจะตายแล้ว! บรรพชน! ข้าเจ็บ!”

            กู้เหอดิ้นทุรนทุรายไปมาบนพื้นหินอย่างบ้าคลั่ง เล็บของเขาจิกเข้าไปในซอกหินจนเลือดสีสดไหลซึมออกมา หยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาเต็มใบหน้าถูกความร้อนระเหยกลายเป็นไอในเสี้ยววินาที ความทรมานนี้ราวกับถูกจับโยนลงไปในเตาหลอมนรกก็ไม่ปาน

            ทว่า... กู้หมิงกลับเอนหลังพิงเก้าอี้หวาย นั่งไขว่ห้างอย่างสงบเงียบ

            เขายกถ้วยชาดินเผาขึ้นจิบช้าๆ ซึมซับกลิ่นหอมของใบชา ก่อนจะเหลือบมองลูกหลานที่กำลังดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้น แล้วถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

            “โวยวายอะไรนักหนา เป็นผู้ชาย เจ็บแค่นี้ก็ทนเอาสิ”

            กู้หมิงส่ายหน้าอย่างระอา

            “แค่เปลี่ยนกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นนิดหน่อย ร้องยังกับถูกจับเชือด”

            คำพูดหน้าตายของกู้หมิงไม่ได้ช่วยให้ความเจ็บปวดบรรเทาลงเลยแม้แต่น้อย กู้เหอกัดฟันแน่นจนริมฝีปากฉีกขาด เลือดสีสดไหลซึมออกมาจากมุมปาก แต่เพลิงสีทองก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ปรานี

            เสียงกระดูกแตกหักและสมานตัวดังกรอบแกรบสลับกันไปมาดังก้องลานหิน ฟังดูชวนให้ขนหัวลุก

            เวลาผ่านไปชั่วก้านธูป

            เสียงร้องโหยหวนของกู้เหอค่อยๆ แหบแห้งและเงียบลงในที่สุด เพลิงสีทองที่ลุกท่วมร่างค่อยๆ หดตัวและซึมลึกลงไปใต้ผิวหนัง เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มที่นอนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่บนพื้น หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง

            ทว่า ร่างกายของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

            ผิวที่เคยซีดเซียวกลับเปล่งปลั่งและแฝงไว้ด้วยประกายสีทองจางๆ มัดกล้ามเนื้อไม่ได้ขยายใหญ่โตเทอะทะ แต่อัดแน่นไปด้วยความแข็งแกร่งของกายาพิเศษอันทรงพลัง เส้นชีพจรวิญญาณที่เคยแคบและตีบตันจนน่าเวทนา บัดนี้ถูกขยายกว้างขวางราวกับแม่น้ำสายใหญ่ที่พร้อมรับปราณฟ้าดิน!

            กู้เหอค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง เขาก้มมองสองมือของตัวเองด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อสายตา

            เขากำหมัดแน่น

            สัมผัสได้ถึงรากฐานที่มั่นคงและศักยภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต พลังปราณในตันเถียนหมุนวนอย่างเป็นธรรมชาติและทรงพลัง! นี่ไม่ใช่การทะลวงระดับพลังข้ามขั้นอย่างบ้าคลั่ง แต่มันคือการเปลี่ยน 'ภาชนะ' ที่เคยแตกร้าวและไร้ค่า ให้กลายเป็นภาชนะล้ำค่าที่พร้อมจะกักเก็บพลังงานมหาศาล!

            “นี่ข้า...”

            กู้เหอเบิกตากว้าง ความเจ็บปวดแทบขาดใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความตื่นเต้นยินดีจนน้ำตาแทบไหล

            “เส้นชีพจรของข้า... รากฐานของข้า! ข้าไม่ได้เป็นขยะอีกต่อไปแล้ว!”

            เขาเงยหน้าขึ้นมองบรรพชนชุดขาวที่ยังคงนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้หวายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพเทิดทูนสูงสุด

            เพียงแค่สะบัดมือครั้งเดียว ไม่ต้องพึ่งพายาวิเศษหรือค่ายกลสลับซับซ้อนใดๆ ก็สามารถเปลี่ยนขยะที่คนทั้งเมืองเย้ยหยัน ให้ครอบครองกายาพิเศษที่ทรงพลังถึงเพียงนี้! บรรพชนผู้นี้ต้องเป็นตัวตนระดับตำนานแบบไหนกันแน่!

            “ยืนบื้ออยู่ทำไม ลองโจมตีข้าดูสิ”

            กู้หมิงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ข้างตัว แล้วพยักพเยิดหน้าไปทางกู้เหอ

            “หา?”

            กู้เหอชะงัก

            “แต่บรรพชน พลังกายาของข้าตอนนี้มันเปลี่ยนไปมาก... ข้าเกรงว่าจะรั้งมือไม่อยู่ แล้วทำให้ท่านบาดเจ็บ...”

            มุมปากของกู้หมิงกระตุกเล็กน้อย

            ‘ไอ้เด็กนี่ เพิ่งได้กายาเพลิงไปแค่อันเดียว ก็คิดว่าจะทำร้ายข้าได้แล้วรึ? ความมั่นใจผิดที่นี่มันถ่ายทอดทางสายเลือดหรือไง’

            “ให้ทำก็ทำ อย่าพูดมาก” กู้หมิงเอ่ยเสียงเรียบ

            “ใช้พลังทั้งหมดที่เจ้ามีพุ่งเข้ามา”

            เมื่อเห็นบรรพชนยืนยันด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด กู้เหอก็ไม่กล้าขัดใจ เขาสูดลมหายใจลึก พลังปราณในร่างโคจรอย่างดุดัน กลิ่นอายเพลิงสีทองแผ่ซ่านออกมาจากร่าง เขาถีบเท้าลงบนพื้นหินจนแตกร้าว แล้วพุ่งเข้าใส่กู้หมิงราวกับลูกศรที่หลุดจากแล่ง!

            “รับมือขอรับบรรพชน!”

            หมัดขวาของกู้เหออัดแน่นไปด้วยพลังเพลิง หมายจะหยุดยั้งไว้ก่อนถึงตัวกู้หมิงเพียงเล็กน้อย เพื่อแสดงให้เห็นถึงการควบคุมพลังรูปแบบใหม่

            ทว่า...

            กู้หมิงไม่ได้แม้แต่จะลุกจากเก้าอี้หวาย เขาเพียงแค่นั่งนิ่งๆ แล้วสะบัดแขนเสื้อขวาเบาๆ หนึ่งครั้งราวกับปัดแมลงวันที่น่ารำคาญ

            ตูม!

            ไม่มีแสงสีตระการตา ไม่มีพลังปราณพวยพุ่งทำลายล้าง มีเพียงแรงกระแทกที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าใส่ร่างของกู้เหออย่างจัง!

            กู้เหอรู้สึกเหมือนตัวเองพุ่งชนภูเขาเหล็ก ร่างของเขากระเด็นลอยละลิ่วกลับหลังไปไกลลิบ ก่อนจะร่วงลงไปกระแทกกับกอไผ่จนหักระเนระนาด เสียงดังสนั่น

            “แค่ก!” กู้เหอไอสำลักฝุ่น เขายันตัวลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง

            เมื่อครู่เขาใช้พลังจากกายาที่เพิ่งได้รับมาอย่างเต็มที่ มั่นใจว่าหมัดนั้นต้องสร้างแรงกดดันได้บ้าง แต่บรรพชนเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ เขาก็ปลิวแล้ว? ช่องว่างระดับพลังนี้มันกว้างใหญ่ราวกับฟ้ากับเหว!

            กู้หมิงลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาเอามือไพล่หลังแล้วเดินเข้าไปหากู้เหอที่กำลังปัดฝุ่นออกจากตัว

            “เจ้ามีกายาที่ดี มีศักยภาพที่เหนือกว่าเดิมมหาศาล แต่เจ้ากลับใช้มันไม่เป็น”

            กู้หมิงส่ายหน้า

            “หมัดเมื่อครู่ของเจ้ามีแต่แรงควาย ไร้ซึ่งทิศทาง และไร้ซึ่งเจตจำนงในการต่อสู้”

            กู้เหอก้มหน้าลงด้วยความละอาย

            “ข้า... ข้าเพียงแค่คิดว่าท่านอาจจะรับไม่ไหว”

            “จงตระหนักถึงความอ่อนแอของตัวเองซะ” กู้หมิงเอ่ยเสียงเย็นชา

            “เจ้าคิดว่าบนลานประลองที่สำนักไท่หยวนในอีกสามวัน อัจฉริยะอย่างพวกมันจะยืนนิ่งๆ ให้เจ้าต่อยงั้นหรือ? หรือเจ้าคิดว่าแค่เพิ่งได้รับกายาดีๆ แล้วเจ้าจะกลายเป็นยอดฝีมือไร้พ่ายที่กวาดล้างทุกสิ่งได้ทันที?”

            กู้เหอกำหมัดแน่น แววตาของเขาเปลี่ยนจากความละอายใจ เป็นความมุ่งมั่นที่ลุกโชน

            “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ! ข้าจะไม่ทำตัวหลงระเริงและเป็นภาระของตระกูลอีก!”

            กู้หมิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

            “ดีมาก”

            กู้เหอสูดลมหายใจลึก เขารู้สึกว่าแม้ร่างกายจะปวดร้าวจากการถูกซัดกระเด็น แต่มันก็ทำให้เขาสว่างวาบในใจ

            “สามวันนี้ ข้าจะพยายามอย่างหนักเพื่อทำความคุ้นเคยกับพลังของกายาเพลิงนี้ให้ได้ขอรับ! ข้าจะไม่ทำให้โอกาสที่ท่านมอบให้ต้องสูญเปล่า!” กู้เหอประกาศอย่างมุ่งมั่น เขาคิดว่าการทดสอบกายาในวันนี้คงจบลงแล้ว และหลังจากนี้คือการกลับไปทำสมาธิเพื่อปรับตัวเข้ากับภาชนะใหม่

            แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น กลับทำให้เขารู้ว่า... เขาคิดผิดถนัด

            “ใครบอกเจ้าว่าจบแค่นี้?” มุมปากของกู้หมิงโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

            เขาดึงจิตสัมผัสกลับไปยังคลังมิติ ค้นหาวิชาที่เข้ากับกายาเพลิงอีกาทองคำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

            “นี่คือวิชาระดับจักรพรรดิ” กู้หมิงกล่าวเสียงเรียบ พร้อมกับปรากฏแผ่นหยกสีทองอร่ามในมือ ราวกับเขากำลังพูดถึงผักกาดขาวในตลาดสด

            “ระ... ระดับจักรพรรดิ?!”

            เสียงของกู้เหอหลงจนกลายเป็นเสียงแหลมสูง

            ในจักรวรรดิหลี่ หรือแม้แต่ในขุมอำนาจใหญ่รอบข้าง เพียงแค่วิชาระดับนภาก็เพียงพอให้ผู้ฝึกตนมากมายฆ่าฟันกันจนเลือดนองแผ่นดินแล้ว วิชาระดับสวรรค์คือสิ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในฐานะมรดกปกป้องสำนักใหญ่ๆ ซึ่งห้ามผู้ใดแตะต้อง

            แต่นี่... บรรพชนกลับนำวิชาระดับจักรพรรดิออกมามอบให้เขาหน้าตาเฉย!

            “มันคือ ‘วิชาร่างทองคำอีกาจักรพรรดิ’ เป็นวิชาที่สร้างมาเพื่อเสริมกายาเพลิงอีกาทองคำของเจ้าโดยเฉพาะ” กู้หมิงอธิบายอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะพลิกแผ่นหยกในมือเล่นเบาๆ

            ยังไม่ทันที่กู้เหอจะได้เตรียมใจรับสุดยอดคัมภีร์ที่คนทั้งโลกต้องคลั่งไคล้ กู้หมิงก็ยกมือขึ้น แล้วใช้นิ้วชี้แตะไปที่กลางหน้าผากของกู้เหออย่างรวดเร็ว!

            วูบ!

            “อ๊าก!”

            กู้เหอร้องเสียงหลงอีกครั้ง มรดกวิชาที่ถูกผนึกอยู่ภายในแผ่นหยกถูกกู้หมิงชักนำออกมา ก่อนจะหลั่งไหลทะลวงเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของกู้เหอโดยตรง!

            ข้อมูลมหาศาล เคล็ดวิชาที่ลึกล้ำ อักขระโบราณนับหมื่นตัว และภาพนิมิตของการโคจรพลังระดับจักรพรรดิ ถูกอัดกระแทกเข้าไปในสมองของกู้เหอในเสี้ยววินาที ความรู้สึกเหมือนสมองกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้เขาทรุดตัวลงไปคุกเข่ากับพื้น สองมือกุมขมับแน่น

            กู้หมิงมองลูกหลานที่กำลังปวดหัวแทบคลั่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            “ข้าฝังเนื้อหาวิชาทั้งหมดเข้าไปในหัวเจ้าแล้ว แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเจ้าจะเชี่ยวชาญมันในทันที”

            กู้หมิงกอดอก

            “รับข้อมูลพวกนั้นไปทำความเข้าใจซะ”

            กู้เหอเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่แดงก่ำจากการฝืนรับข้อมูลระดับจักรพรรดิ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไปด้วยความเหนื่อยล้า

            “ละ... แล้วจากนี้...”

            กู้หมิงเหยียดยิ้ม

            “พรุ่งนี้เช้า ข้าจะเริ่มอัดเจ้า... จนกว่าเจ้าจะใช้วิชานี้เป็น”

            เมื่อได้ยินประโยคนั้น สีหน้าของกู้เหอก็ซีดเผือดลงทันที

            สำหรับกู้เหอแล้ว... สามวันต่อจากนี้ จะไม่ใช่แค่การเตรียมตัวเพื่อล้างอายอย่างที่เขาฝันไว้

            แต่มันคือนรกบนดินดีๆ นี่เอง!

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!