ก่อนเนื้อเรื่องเริ่มพันปี ข้ากลายเป็นบรรพชน

ตอนที่ 5: บทที่ 5 จ่ายคืนทั้งต้นและดอก

👁️ 2 อ่าน
22px

            แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาบนลานประลองหินกว้างของสำนักกระบี่ไท่หยวน บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและคำถากถางพลันเงียบสงัดลง เมื่อร่างของคนสองคนค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่ปลายบันไดทางขึ้นยอดเขาหลัก

            ไม่มีขบวนต้อนรับ ไม่มีผู้ติดตามนับร้อย ไม่มีแม้แต่พาหนะหรูหราหรือสัตว์อสูรเทียมรถ มีเพียงชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวที่เดินเอามือไพล่หลังด้วยท่วงท่าสบายๆ และชายหนุ่มวัยเยาว์ในชุดเรียบง่ายที่เดินตามมาเบื้องหลังด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

            พวกเขามากันแค่สองคนจริงๆ

            เหล่าศิษย์สำนักกระบี่ไท่หยวนนับพันที่ล้อมรอบลานประลองต่างมองหน้ากันด้วยความสับสน ผู้อาวุโสหลายคนที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะผูกเป็นปม การที่ตระกูลกู้ส่งคนมาเยือนมหาอำนาจอย่างสำนักกระบี่ไท่หยวนเพียงสองคน หากไม่ใช่เพราะยอมแพ้และเตรียมมาขอขมา ก็แปลว่าพวกเขาไม่เห็นสำนักไท่หยวนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

            กู้หมิงกวาดสายตามองไปรอบลานประลองที่กว้างใหญ่ เขาสัมผัสได้ถึงสายตาที่แฝงความมุ่งร้ายและความกดดันที่แผ่มาจากผู้คนรอบด้าน แต่เขากลับไม่แสดงท่าทีสนใจ และไม่คิดจะปล่อยแรงกดดันใดๆ ออกไปข่มขวัญใคร สำหรับเขา การมาที่นี่ก็เหมือนการพาลูกหลานมาเดินเล่นออกกำลังกายยามเช้าเท่านั้น

            กู้หมิงเดินตรงไปยังพื้นที่ว่างริมลานประลอง สะบัดแขนเสื้อเบาๆ เก้าอี้หวายตัวโปรดและโต๊ะไม้ตัวเล็กก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า เขานั่งลงอย่างเกียจคร้าน รินชาร้อนที่เตรียมไว้ล่วงหน้าลงในถ้วยดินเผา ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางลานประลอง

            “ไปจัดการธุระของเจ้าซะ” กู้หมิงเอ่ยเสียงเรียบ

            “อย่าชักช้า ชาของข้าจะเย็นเสียก่อน”

            “ขอรับ บรรพชน”

            กู้เหอประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันหลังและก้าวขึ้นไปยืนอยู่กลางลานประลองหิน แผ่นหลังของเขาเหยียดตรง แววตาสงบนิ่งประหนึ่งผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น

            ฝั่งตรงข้าม หนิงเสวี่ยก้าวออกมาจากกลุ่มศิษย์ นางสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ท่าทางงดงามและเย็นชาดุจเดิม ทว่าเมื่อนางหยุดยืนประจันหน้ากับกู้เหอ คิ้วเรียวงามของนางกลับขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

            นางจำได้ดีว่าเมื่อสามวันก่อน กู้เหอยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ถูกความโกรธและความอัปยศครอบงำ สองหมัดกำแน่นจนเลือดออก ดวงตาแดงก่ำด้วยความอัปยศและสั่นไหว แต่วันนี้... กู้เหอที่ยืนอยู่ตรงหน้านางกลับไม่มีวี่แววของอารมณ์ฉุนเฉียว ลมหายใจของเขาราบเรียบและมั่นคงเป็นจังหวะ ท่าทีที่ยืนนิ่งสงบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นอย่างประหลาด

            สัญชาตญาณของผู้ฝึกตนทำให้นางรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป

            “กู้เหอ” หนิงเสวี่ยเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางยังคงความเย่อหยิ่ง

            “ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะกล้ามาที่นี่จริงๆ แต่ความกล้าหาญไม่ได้ช่วยอุดช่องว่างระหว่างพรสวรรค์ หากเจ้ายอมแพ้เสียตอนนี้ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องอับอายไปมากกว่านี้”

            “เริ่มได้หรือยัง?”

            กู้เหอเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์โกรธแค้น เขาไม่ได้ตะโกนทวงถามความยุติธรรม ไม่ได้ด่าทอ และไม่ได้หลุดประโยคบอกเล่าความแค้นออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เขาเพียงแค่มองหนิงเสวี่ยด้วยสายตาของคนที่กำลังมอง 

            ‘คู่ประลอง’

            “หากเจ้าไม่ลงมือ ข้าจะเริ่มแล้วนะ”

            หนิงเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อย ความรู้สึกถูกเมินเฉยทำให้นางรู้สึกเสียหน้า สีหน้าของนางเย็นชาลงทันที

            “ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักประมาณตน ข้าก็จะทำให้เจ้ายอมรับความจริง!”

            ชิ้ง!

            กระบี่เรียวยาวในมือของหนิงเสวี่ยถูกชักออกจากฝัก พลังปราณอันเย็นเยียบและแหลมคมปะทุขึ้นจากร่างของนาง อุณหภูมิบนลานประลองลดฮวบลง นางคือหนึ่งในศิษย์อัจฉริยะที่สำนักให้ความสำคัญ พลังบำเพ็ญและรากฐานเหนือกว่าศิษย์ทั่วไปอย่างชัดเจน

            “เพลงกระบี่เหมันต์โปรยปราย!”

            หนิงเสวี่ยตวัดกระบี่พุ่งเข้าหากู้เหอ ปราณกระบี่สีฟ้าครามแผ่กระจายออกมาราวกับพายุหิมะ พลังคมกริบกดเข้าหากู้เหออย่างไม่ไว้หน้า ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีของเขาเอาไว้ทุกทิศทาง

            ผู้ชมรอบลานประลองต่างพยักหน้าชื่นชมในความงดงามและทรงพลังของกระบวนท่านี้ ไม่มีใครคิดว่าคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นขยะตระกูลกู้จะรับมันได้

            ทว่าในเสี้ยววินาทีที่มวลอากาศเย็นยะเยือกกำลังจะถึงตัว...

            พรึ่บ!

            เสียงคล้ายเปลวเพลิงถูกจุดติดดังขึ้นจากร่างของกู้เหอ

            คลื่นความร้อนอันน่าสะพรึงกลัวปะทุขึ้นทำลายความเย็นเยียบของปราณกระบี่จนสลายกลายเป็นไอในพริบตา แสงสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้น

            “นั่นมัน...”

            ผู้อาวุโสคนหนึ่งบนอัฒจันทร์ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง

            “กลิ่นอายเพลิงโบราณเช่นนี้... กายาเพลิงอีกาทองคำ! เป็นไปได้อย่างไร!”

            “กายาพิเศษอันทรงพลัง! คนตระกูลกู้ครอบครองกายาเพลิงอีกาทองคำเนี่ยนะ?!”

            เสียงฮือฮาด้วยความช็อกดังขึ้นทั่วลานประลอง ผู้คนที่เคยหัวเราะเยาะต่างเบิกตากว้างจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง

            ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่การปรากฏของกายา แต่เป็นการ ‘ควบคุม’ ของกู้เหอ

            เปลวเพลิงสีทองไม่ได้ลุกโชนระเบิดออกไปรอบทิศทางอย่างสูญเปล่า แต่มันถูกบีบอัดอย่างหนาแน่นแนบสนิทไปกับชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อของเขา แทบไม่มีพลังงานสายใดรั่วไหลออกมา การใช้พลังของเขากระชับกว่าสามวันก่อนอย่างสิ้นเชิง

            ผลของการเคี่ยวกรำสามวันปรากฏชัดในวินาทีนี้!

            หนิงเสวี่ยเบิกตากว้าง ความมั่นใจของนางพังทลายลงในเสี้ยววินาทีเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวกู้เหอ นางพยายามจะเปลี่ยนกระบวนท่าเพื่อตั้งรับ แต่สายไปเสียแล้ว

            กู้เหอจับจังหวะการก้าวเท้าของนางได้อย่างแม่นยำ เขาสืบเท้าไปข้างหน้าเพียงครึ่งก้าว หลบเลี่ยงรัศมีกระบี่หลักได้อย่างหมดจด ก่อนจะสวนหมัดขวาที่บีบอัดพลังเพลิงอีกาทองคำไว้ที่จุดเดียวออกไป

            แทบไม่มีการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่า และไม่เห็นความลังเลแบบสามวันก่อนอีก

            เปรี้ยง!

            หมัดของกู้เหอกระแทกเข้าที่ตัวกระบี่ของหนิงเสวี่ยอย่างจัง พลังทำลายล้างที่ถูกบีบอัดไว้ปะทุออก ปราณกระบี่เหมันต์แตกสลายเสียงดังเพล้ง กระบี่ในมือของหนิงเสวี่ยหลุดกระเด็น

            แรงกระแทกส่งร่างของหนิงเสวี่ยลอยละลิ่วข้ามลานประลอง ก่อนจะร่วงลงไปกระแทกพื้นหินด้านนอกลานอย่างแรง

            การประลองจบลงแล้ว... ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว!

            ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

            ไม่มีเสียงล้อเลียน ไม่มีเสียงเชียร์ มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่าน

            ศิษย์นับพันและผู้อาวุโสบนอัฒจันทร์ต่างจ้องมองภาพตรงหน้าดุจถูกแช่แข็ง พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

            กู้เหอ... คนที่ทั้งสำนักเคยมองว่าเป็นขยะเมื่อสามวันก่อน เพิ่งใช้เวลาเพียงหนึ่งกระบวนท่า ในการบดขยี้ศิษย์อัจฉริยะของพวกเขาจนหมดสภาพ!

            หนิงเสวี่ยยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล ผมเผ้าที่เคยสลวยยุ่งเหยิง ใบหน้าที่เคยงดงามและเย่อหยิ่งบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด นางก้มมองมือของตัวเองที่ยังคงสั่นเทาจากการถูกแรงสะท้อนกลับ สมองของนางขาวโพลน ไม่อาจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้

            นางแพ้แล้ว... แพ้ให้กับคนที่นางเป็นฝ่ายเดินทางไปถอนหมั้นด้วยตัวเอง

            บนลานประลอง กู้เหอค่อยๆ ลดหมัดลง เปลวเพลิงสีทองซึมกลับเข้าสู่ใต้ผิวหนังอย่างสงบ เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ก่อนจะหยิบขวดหยกสีขาวใบหนึ่งออกมา

            มันคือขวดหยกที่บรรจุยารวบรวมปราณและทรัพยากรชดเชย ซึ่งคนจากสำนักกระบี่ไท่หยวนโยนทิ้งไว้ต่อหน้าเขาเมื่อสามวันก่อน

            กู้เหอมองขวดหยกในมือ สายตาของเขาหยุดนิ่งอยู่เพียงชั่ววินาที ภาพความอัปยศในโถงตระกูลกู้วาบผ่านเข้ามาในหัว ก่อนที่เขาจะโยนมันออกไปข้างหน้าเบาๆ

            ขวดหยกกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นหิน ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าหนิงเสวี่ยที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่

            “ของชดเชยของเจ้า ข้าคืนให้” กู้เหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและเด็ดขาด

            “นับจากวินาทีนี้ไป ตระกูลกู้และเจ้า... ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก”

            ประโยคสั้นๆ นั้นเสมือนมีดที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของหนิงเสวี่ย นางเงยหน้ามองกู้เหอ ริมฝีปากสั่นระริกอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่น้ำเสียงกลับจุกอยู่ที่ลำคอ นางเพิ่งตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่า คนที่นางเคยมองว่าเป็นขยะ... บัดนี้กลับยืนอยู่สูงกว่าที่นางเคยคาดคิดไปไกล

            ที่ริมลานประลอง กู้หมิงยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ

            ‘ใช้ได้ ไม่เสียแรงที่ข้ากระทืบไปหลายรอบ’

            ความเงียบปกคลุมลานประลองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะถูกทำลายลงด้วยเสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากบนหอชมวิว

            แปะ... แปะ... แปะ...

            สายตาทุกคู่หันไปมองตามเสียง ร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมสีฟ้าอ่อนก้าวเดินลงมาจากบันไดหอชมวิวด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาของเขาประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพ ทว่าดวงตากลับฉายแววเย็นเยียบและเย่อหยิ่ง

            เย่เฟิง ศิษย์อัจฉริยะอันดับหนึ่ง บุตรแห่งโชคชะตาผู้ครอบครองกระดูกศักดิ์สิทธิ์ ก้าวขึ้นมาบนลานประลอง

            เขามองผ่านหนิงเสวี่ยที่นั่งอยู่บนพื้นไปราวกับนางเป็นเพียงอากาศธาตุ ก่อนจะหยุดยืนประจันหน้ากับกู้เหอ

            “น่าประทับใจมาก กู้เหอ” เย่เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยการข่มขู่

            “ดูเหมือนว่าในช่วงสามวันที่ผ่านมา เจ้าจะได้พบพานวาสนาที่ยิ่งใหญ่ จนสามารถปลุกกายาเพลิงอีกาทองคำขึ้นมาได้”

            เย่เฟิงเอามือไพล่หลัง คางเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานะที่เหนือกว่า

            “แต่การที่เจ้าเอาชนะหนิงเสวี่ยได้ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะสามารถทำตัวกำเริบเสิบสานในสำนักกระบี่ไท่หยวนของเราได้ พรสวรรค์ที่เพิ่งตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน... ย่อมเทียบไม่ได้กับรากฐานที่แท้จริง”

            คำพูดของเย่เฟิงจงใจตีเส้นแบ่งแยกอย่างชัดเจน เขาโยนความพ่ายแพ้ของหนิงเสวี่ยทิ้งไป และยกตัวเองขึ้นมาเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งที่แท้จริงของสำนัก

            กู้เหอมองเย่เฟิงที่กำลังแสดงท่าทีเหนือกว่าด้วยแววตาสงบนิ่ง

            เขาจำได้ดีถึงสายตาดูแคลนและคำพูดที่เย่เฟิงเคยใช้กดหัวเขาเมื่อสามวันก่อน แต่ในเวลานี้ กู้เหอกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่รู้สึกว่า... คำพูดของคนตรงหน้ามันช่างไร้สาระ

            เพราะกู้เหอรู้ดีว่า กายาเพลิงอีกาทองคำที่เพิ่งแสดงไปเมื่อครู่... เป็นเพียงการลองมือเท่านั้น

            ไพ่ใบสำคัญอย่าง ‘วิชาร่างทองคำอีกาจักรพรรดิ’ เขายังไม่ได้ใช้มันเลยสักกระบวนท่าเดียว

            “พูดจบหรือยัง?” กู้เหอเอ่ยขัดขึ้นมาดื้อๆ

            เย่เฟิงชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้ากระตุกเล็กน้อย

            “หากพูดจบแล้ว ก็เข้ามา”

            กู้เหอตั้งท่าอีกครั้ง เปลวเพลิงสีทองที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังเริ่มเต้นตุบๆ เตรียมพร้อมปะทุ

            “ข้าจะได้รีบจัดการให้จบ... บรรพชนของข้ารอจิบชาอยู่”

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!