ตั้งแต่เกิดมา เย่เฟิงไม่เคยพบเจอสตรีใดที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีถึงเพียงนี้มาก่อน แม้แต่หนิงเสวี่ยที่ถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะหญิงอันดับต้นๆ ของสำนัก หากนำมาเทียบกับสตรีตรงหน้า ก็ไม่ต่างอะไรกับหิ่งห้อยที่หาญกล้าไปเทียบรัศมีกับแสงจันทร์
‘นี่น่ะหรือ... บรรพบุรุษหมิงเยว่แห่งสำนักกระบี่ไท่หยวน!’
เย่เฟิงลอบกลืนน้ำลาย หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้
ด้วยภาพลักษณ์ของศิษย์อัจฉริยะผู้สุภาพอ่อนน้อม เย่เฟิงยังคงคุกเข่าก้มหน้าอย่างสงบเสงี่ยม ทว่าในความจริงแล้ว สายตาของเขากลับลอบกวาดมองเรือนร่างของสตรีบนแท่นหยกอย่างเงียบเชียบ
จากใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติ สายตาของเขาก็เลื่อนต่ำลงมาเป็นระยะ แม้ทุกครั้งเขาจะรีบดึงกลับมาเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่ความปรารถนาเบื้องลึกก็ยังสั่งให้เขาแอบมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในฐานะยอดฝีมือระดับตู้เจี๋ย มีหรือที่หมิงเยว่จะไม่รับรู้ถึงสายตาอันจาบจ้วงนั้น ทว่านางเพียงแค่ลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของนางเย็นชาและว่างเปล่า ราวกับมองไม่เห็นเย่เฟิงอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
“ท่านอาจารย์” เจ้าสำนักเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“ศิษย์ได้นำเย่เฟิงมาเข้าเฝ้าแล้วเจ้าค่ะ... เด็กคนนี้ครอบครองกระดูกศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์จึงหวังว่าท่านอาจารย์จะพิจารณารับเขาเป็นศิษย์ส่วนตัว เพื่อเป็นกำลังสำคัญของสำนักเราในอนาคตเจ้าค่ะ”
หมิงเยว่ปรายตามองเย่เฟิงเพียงแวบเดียว ก่อนจะละสายตาไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว ราวกับเห็นสิ่งปฏิกูลที่น่าสะอิดสะเอียน
“กระดูกดี... แต่คนไม่ผ่าน” น้ำเสียงของหมิงเยว่เย็นชาและไร้ซึ่งเยื่อใย
คำพูดนั้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจของเย่เฟิง! รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างไปทันที
‘คนไม่ผ่าน? นางปฏิเสธข้า!’
ความโกรธพลุ่งพล่านอยู่ในอกของเย่เฟิง แต่ภายนอกเขาก็ยังคงรักษากิริยาสุภาพอ่อนน้อมเอาไว้ได้ กรามของเขาเกร็งเพียงชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาผ่อนคลายดังเดิม
“ตะ... แต่ว่าท่านอาจารย์...” เจ้าสำนักยังคงพยายามอธิบาย ทว่าหมิงเยว่กลับตวัดสายตาอันคมกริบมามอง ทำเอาเจ้าสำนักต้องรีบหุบปากฉับ
“ไสหัวไปซะ ข้าไม่มีวันรับสวะแบบนี้เป็นศิษย์”
หมิงเยว่โบกมือไล่อย่างรำคาญใจ
“และอย่าพาใครมาให้ข้ารำคาญสายตาอีก!”
“รับทราบเจ้าค่ะท่านอาจารย์”
เจ้าสำนักก้มหน้ายอมรับคำสั่งอย่างจำยอม ก่อนจะหันไปทางเย่เฟิง
“เย่เฟิง เจ้ากลับไปก่อนเถอะ”
เย่เฟิงลอบกำหมัดแน่นอีกครั้ง ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างสุภาพ
“ศิษย์น้อมรับคำสั่งผู้อาวุโส”
จากนั้นเย่เฟิงหันหลังเดินออกจากเขตหวงห้าม ทิ้งเจ้าสำนักไว้เบื้องหน้าหมิงเยว่
ทันทีที่เย่เฟิงพ้นจากเขตสายตา ความสุภาพอ่อนน้อมบนใบหน้าของเขาก็อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความเย่อหยิ่งและบิดเบี้ยว
‘คอยดูเถอะ สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้นางต้องมาร้องครวญครางอยู่ใต้ร่างของข้าให้ได้!’
ความคิดอันมืดมนและวิปริตผุดขึ้นมาในหัวของเย่เฟิง ทว่าเพียงเสี้ยววินาที เขาก็ปรับสีหน้ากลับมาเป็นศิษย์อัจฉริยะผู้สง่างามดังเดิม
...
เมื่อลับสายตาเย่เฟิง หมิงเยว่ก็แค่นเสียงออกมาเบาๆ
“หน้าอกห้าครั้ง ขาสองครั้ง” หมิงเยว่เอ่ยขึ้นลอยๆ
เจ้าสำนักเบิกตากว้าง
“ทะ... ท่านอาจารย์หมายความว่า...”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่เห็นหรือ?”
หมิงเยว่หรี่ตาลง
“เจ้าเด็กนั่น ภายนอกดูสุภาพอ่อนน้อม แต่ภายในกลับโสมมสิ้นดี กระดูกศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างไร? หากจิตใจต่ำทราม ข้าก็ไม่สน”
เจ้าสำนักถอนหายใจยาว นางรู้ดีว่าอาจารย์ของตนเป็นคนเช่นไร
“ท่านอาจารย์... ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อ 900 ปีก่อน ท่านก็ไม่เคยมองผู้ชายคนไหนในแง่ดีอีกเลยนะเจ้าคะ... ท่านยังคงแค้นใจผู้ชายสารเลวคนนั้นอยู่อีกหรือเจ้าคะ?”
มือของหมิงเยว่ที่กำลังลูบแท่นหยกน้ำแข็งชะงักไปชั่วขณะ อุณหภูมิภายในถ้ำหินลดฮวบลงอย่างน่ากลัว
“อย่าเอ่ยถึงไอ้สารเลวนั่นต่อหน้าข้า” หมิงเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก แววตาของนางแฝงไปด้วยความขุ่นเคืองที่ฝังรากลึก
“ผู้ชายก็เหมือนกันหมด... หลอกให้รัก แล้วก็ทิ้งไป”
คำพูดนั้นแม้จะดูเย็นชา แต่ในใจลึกๆ ของหมิงเยว่กลับมีความเจ็บปวดบางอย่างที่นางพยายามซ่อนเอาไว้
เจ้าสำนักได้แต่ยืนนิ่งเงียบ นางไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก เพราะรู้ดีว่าการไปสะกิดแผลเก่าของอาจารย์ ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก
...
ลานหินกว้างหน้าสำนักกระบี่ไท่หยวน
บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและตื่นเต้น เหล่าศิษย์สำนักต่างมารวมตัวกันเพื่อรอชมการประลองระหว่างกู้เหอ คุณชายตระกูลกู้ที่ถูกผู้คนมองว่าเป็นขยะ กับหนิงเสวี่ย ศิษย์อัจฉริยะหญิงอันดับต้นๆ ของสำนัก
“พวกเจ้าว่าการประลองครั้งนี้ ใครจะชนะ?” ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
“ยังต้องถามอีกหรือ? แน่นอนว่าต้องเป็นศิษย์พี่หญิงหนิงเสวี่ยอยู่แล้ว! นางมีพรสวรรค์สูงส่ง และยังเป็นอัจฉริยะที่สำนักให้ความสำคัญ ส่วนกู้เหอนั่น มันก็แค่ขยะ!” ศิษย์อีกคนตอบอย่างมั่นใจ
ในขณะเดียวกัน เย่เฟิงก็กำลังยืนดูอยู่บนหอชมวิวด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย เขามั่นใจว่าหนิงเสวี่ยจะต้องเอาชนะกู้เหอได้อย่างง่ายดาย
ทว่าในตอนนั้นเอง...
“รายงาน! คนจากตระกูลกู้มาถึงแล้วขอรับ!”
ศิษย์คนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทางตื่นตระหนก
ทุกคนในลานประลองต่างหันไปมองเป็นตาเดียว
“มากันกี่คน?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยถาม
ศิษย์ที่มารายงานสีหน้าพิกลก่อนตอบอย่างลังเล
“สะ... สองคนขอรับ... มีเพียงแค่สองคนจริงๆ!”