สายลมยามบ่ายพัดผ่านเรือนไม้ไผ่ด้านหลังพื้นที่ตระกูลกู้ หอบเอาใบไม้แห้งปลิวไสวไปตามลานหินอย่างเชื่องช้า บรรยากาศเงียบสงบตัดกับความวุ่นวายของโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
บนเก้าอี้หวายเก่าๆ ตัวหนึ่ง ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวเรียบง่ายกำลังนั่งหลับตาพริ้ม ในมือของเขาถือถ้วยชาดินเผาที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ใบหน้าของเขาหล่อเหลาหมดจด ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกห่างเหินราวกับผู้ที่มองทะลุวัฏสงสารแห่งสวรรค์และโลก
เขาคือกู้หมิง บรรพชนตระกูลกู้ที่เพิ่งกลับมาถึงตระกูลเมื่อไม่นานมานี้
“หนึ่งพันปีแล้วสินะ...” กู้หมิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ มุมปากกระตุกเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
เขาทะลุมิติมาอยู่ในโลกใบนี้เมื่อหนึ่งพันปีก่อน พร้อมกับได้รับระบบเช็กอินที่คอยมอบรางวัลให้เมื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน ระบบที่อยู่คู่กับเขามาตลอดหนึ่งพันปีเต็มกลับหายตัวไปอย่างเงียบงัน
นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ‘เนื้อเรื่องหลัก’ ของโลกใบนี้ได้เปิดฉากขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ
เสียงเอะอะโวยวายจากโถงหลักของตระกูลที่อยู่ห่างออกไปดังแว่วมาตามสายลม ทำลายความเงียบสงบของเรือนหลังเขาจนหมดสิ้น
กู้หมิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของเขาราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ก่อนจะถอนหายใจในใจ
“ดูเหมือนว่าฉากเปิดเรื่องจะมาถึงแล้ว”
...
ณ โถงหลักตระกูลกู้ บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ
ผู้นำตระกูลกู้และเหล่าผู้อาวุโสนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดงด้วยสีหน้ามืดครึ้ม สองมือของพวกเขาจับพนักเก้าอี้แน่นจนข้อต่อขาวซีด ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมา แม้แต่บรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ที่ยืนอยู่รอบนอกก็ยังก้มหน้า ไม่กล้าส่งเสียงสูดลมหายใจให้ดังเกินไป
กลางโถงใหญ่ ชายหนุ่มวัยเยาว์ผู้หนึ่งยืนกัดฟันกรอด เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาแต่ซีดเผือด สองหมัดกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ หยดเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาตามง่ามนิ้วหยดลงบนพื้นหินดังแหมะๆ
เขาคือกู้เหอ ลูกหลานรุ่นหลังของตระกูลกู้ ผู้ซึ่งถูกคนภายนอกตราหน้าว่าเป็นคนไร้พรสวรรค์และแทบไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้
เบื้องหน้าของกู้เหอ คือหญิงสาวในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ นางมีใบหน้างดงามราวกับเทพธิดาจำแลง ทว่าดวงตาที่มองมากดดันและเย็นชายิ่งนัก ราวกับกำลังทอดถอนใจมองผู้ที่อยู่คนละโลก นางคือหนิงเสวี่ย ศิษย์แห่งสำนักกระบี่ไท่หยวน และยังเป็น ‘คู่หมั้น’ ของกู้เหอ
“กู้เหอ เจ้าอย่าได้ดื้อดึงไปมากกว่านี้เลย” น้ำเสียงของหนิงเสวี่ยราบเรียบ ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ
“สัญญาหมั้นหมายระหว่างเราเป็นเพียงเรื่องในอดีตที่ผู้ใหญ่จัดการให้ ตอนนี้ข้าเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่ไท่หยวน ส่วนเจ้า... ยังคงย่ำอยู่กับที่ เส้นทางของเราสองคนแตกต่างกัน ข้ามาที่นี่วันนี้ ก็เพื่อยกเลิกการหมั้นหมาย”
เมื่อได้ยินประโยคนั้น สีหน้าของคนตระกูลกู้ก็ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก
การที่ฝ่ายหญิงเดินทางมาถอนหมั้นถึงหน้าประตูบ้านต่อหน้าธารกำนัล ถือเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตระกูลกู้อย่างรุนแรงที่สุด!
“หนิงเสวี่ย!” กู้เหอคำรามเสียงสั่น ความอัปยศอดสูถาโถมเข้าใส่จิตใจจนดวงตาของเขาแดงก่ำ
“ตอนที่ตระกูลหนิงของเจ้าตกต่ำ เป็นตระกูลกู้ของข้าที่ยื่นมือเข้าช่วย! สัญญาหมั้นหมายก็เป็นปู่ของเจ้าที่ร้องขอด้วยตัวเอง มาตอนนี้เจ้าเห็นว่าข้าไร้พรสวรรค์ จึงคิดจะเขี่ยทิ้งอย่างนั้นหรือ?!”
“บังอาจ!”
ผู้อาวุโสชุดเทาจากสำนักกระบี่ไท่หยวนที่ยืนอยู่เบื้องหลังหนิงเสวี่ยแค่นเสียงเย็นชา ก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับปล่อยแรงกดดันหนักหน่วงเข้าใส่ร่างของกู้เหอ
“ศิษย์หลานหนิงเสวี่ยคืออัจฉริยะที่สำนักกระบี่ไท่หยวนของเราให้ความสำคัญ ขยะที่ไม่มีแม้แต่พรสวรรค์ในการบำเพ็ญอย่างเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาขึ้นเสียงใส่นาง! หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าตระกูลกู้ของพวกเจ้า สำนักไท่หยวนคงไม่ลดตัวลงมาเจรจาด้วยดีๆ เช่นนี้หรอก!”
แรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นจากผู้อาวุโสสำนักไท่หยวนทำให้กู้เหอถึงกับผงะถอยหลัง เลือดในกายตีกลับจนใบหน้าซีดขาว ทว่าเขายังคงฝืนยืนหยัด กัดฟันแน่นจนเลือดซึมมุมปาก ไม่ยอมคุกเข่าลงพื้นเด็ดขาด
บนที่นั่งประธาน ผู้นำตระกูลกู้และเหล่าผู้อาวุโสต่างมีโทสะพุ่งพล่านจนแทบจะกระอักเลือด พวกเขาอยากจะลุกขึ้นไปปัดเป่าแรงกดดันนั้นเพื่อปกป้องลูกหลาน ทว่ากลับถูกข่มไว้ด้วยพลังบำเพ็ญที่เหนือกว่าของผู้อาวุโสไท่หยวน อีกทั้งพวกเขารู้ดีแก่ใจว่า หากคนตระกูลกู้ลงมือก่อน ย่อมหมายถึงการประกาศศึกกับขุมอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสำนักกระบี่ไท่หยวน ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของตระกูลได้
พวกเขาจึงทำได้เพียงกัดฟันข่มความแค้นเอาไว้ในอก
“ผู้อาวุโส โปรดระงับโทสะด้วย”
ในจังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกายหนิงเสวี่ยก็ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
เขาแต่งกายด้วยชุดคลุมสีฟ้าอ่อน ท่าทางสง่างามและสุภาพอ่อนโยน ร่างกายแผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์จางๆ ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับผู้สูงศักดิ์ที่เดินออกมาจากภาพวาด เขาคือเย่เฟิง ศิษย์อัจฉริยะแห่งสำนักกระบี่ไท่หยวน
เย่เฟิงหันมามองกู้เหอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจ
“คุณชายกู้ เรื่องความรักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถฝืนใจกันได้ ศิษย์น้องหนิงมีอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า นางจะต้องก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียนอย่างแน่นอน ส่วนตัวเจ้า... แม้จะไร้พรสวรรค์ แต่การใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาในตระกูลกู้ ก็ถือเป็นความสงบสุขรูปแบบหนึ่งมิใช่หรือ? ปล่อยวางเถอะ อย่าทำให้นางและตระกูลของเจ้าต้องลำบากใจไปมากกว่านี้เลย”
คำพูดของเย่เฟิงดูเหมือนจะหวังดี ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความมีน้ำใจ แต่ทุกถ้อยคำกลับกรีดลึกลงไปในศักดิ์ศรีของกู้เหออย่างเลือดเย็น มันเป็นการตอกย้ำว่ากู้เหอเป็นเพียงขยะที่ไม่คู่ควรกับความฝันใดๆ ทั้งสิ้น
หนิงเสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย นางมองเย่เฟิงด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหันกลับมามองกู้เหอด้วยความเย็นชาดังเดิ
“นี่คือยารวบรวมปราณ ถือเสียว่าเป็นสิ่งชดเชยจากข้าและสำนักกระบี่ไท่หยวน หวังว่าเจ้าจะรู้จักพอและยอมรับความจริงเสียที”
ผู้อาวุโสสำนักไท่หยวนสะบัดแขนเสื้อ โยนขวดหยกสีขาวลงบนพื้นตรงหน้ากู้เหอ ขวดหยกกลิ้งไปมาส่งเสียงกระทบพื้นเบาๆ แต่มันกลับดังก้องราวกับฟ้าผ่าในใจของคนตระกูลกู้ทุกคน
ทุกคนในโถงเงียบงัน
‘นี่มันหยามหยันกันเกินไปแล้ว!’
‘ใช้ยาเพียงไม่กี่เม็ดเพื่อซื้อศักดิ์ศรีของตระกูลกู้ และฉีกหน้าลูกหลานถึงกลางโถงใหญ่!’
กู้เหอมองขวดหยกบนพื้น รูม่านตาของเขาหดตัวแคบลง เลือดในกายเดือดพล่านจนแทบจะระเบิดออกมา เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหนิงเสวี่ยและเย่เฟิง ดวงตาที่เคยสับสนและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ไม่มีสิ่งใดทำลายได้
เย่เฟิงเห็นสายตานั้นแล้วแอบขมวดคิ้วในใจ แต่ภายนอกยังคงรักษารอยยิ้มสุภาพเอาไว้
กู้เหอสูดลมหายใจลึก เขาเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของสำนักกระบี่ไท่หยวน ริมฝีปากที่สั่นเทาค่อยๆ ขยับเปิดออก เพื่อเปล่งถ้อยคำที่อัดอั้นอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณ
“หนิงเสวี่ย! เย่เฟิง! พวกเจ้าอย่าได้รังแกคนจนเกินไป! สามสิบปีฝั่งตะวันออก สามสิบปีฝั่งตะวันตก…”
เพียะ!
ยังไม่ทันที่ประโยคอันทรงพลังและน่าเกรงขามจะหลุดออกจากปากจนจบ ฝ่ามือปริศนาจากความว่างเปล่าก็ฟาดลงมาที่หลังศีรษะของกู้เหออย่างจัง!
เสียงตบดังก้องกังวานไปทั่วโถงตระกูล
แรงตบนั้นไม่ได้แฝงพลังปราณทำลายล้าง แต่ก็หนักหน่วงพอที่จะทำให้กู้เหอที่กำลังยืนกำหมัดอย่างมุ่งมั่น ถึงกับหน้าคะมำพุ่งไปข้างหน้าจนเกือบจะสะดุดขวดหยกหัวทิ่มพื้น
ผู้คนในโถงต่างเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าราวกับเห็นผี
กู้เหอกุมหลังศีรษะของตัวเองด้วยความมึนงง เขาหันขวับกลับไปมองด้วยความโกรธจัด
“ใคร! ใครกล้าตบหัวข้า…”
คำด่าทอถูกกลืนหายกลับลงไปในลำคอทันที เมื่อเขาเห็นร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวก้าวออกมาจากด้านหลัง
‘กู้หมิง’
เขาเอามือไพล่หลัง ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย ไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ กู้หมิงกวาดสายตามองกู้เหอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
ผู้นำตระกูลกู้ที่เดิมทีกำลังนั่งกำหมัดแน่น พลันเบิกตากว้าง เขารีบผุดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ประธาน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความเคารพยำเกรง ก่อนจะก้มศีรษะลงต่ำและประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมที่สุด
“บรร... บรรพชน?!”
เมื่อผู้นำตระกูลออกปาก เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
กู้เหออ้าปากค้าง สมองของเขาขาวโพลนไปชั่วขณะ
“บรรพชน... ท่านตบหัวข้าทำไม? ข้ากำลังจะ…”
“เจ้ากำลังจะทำอะไร? ประกาศรอการแก้แค้นอีกสามสิบปีรึ?”
กู้หมิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังมาก แต่กลับทำให้ทุกคนต้องกลั้นหายใจ
“ข้า... ข้าเพียงแค่จะบอกว่าคนเราไม่อาจดูแคลนกันได้ตลอดไป!” กู้เหอเถียงเสียงอ่อย ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายที่ถูกขัดจังหวะ
กู้หมิงส่ายหน้าอย่างระอา เขาเดินเข้าไปใกล้กู้เหอ
“เรื่องที่ใช้เวลาแค่สามวันก็แก้ได้ เจ้าจะลากยาวไปทำไมตั้งสามสิบปี?”
คำพูดของกู้หมิงทำให้คนทั้งโถงตระกูลพูดไม่ออก ไม่มีใครคาดคิดว่าบรรพชนที่เพิ่งปรากฏตัว จะไม่สนใจหน้าตาของสำนักกระบี่ไท่หยวน แต่กลับหันมาตบหัวลูกหลานตัวเองด้วยเหตุผลที่ผิดประหลาดเช่นนี้
หนิงเสวี่ยขมวดคิ้วแน่น นางไม่รู้จักชายหนุ่มตรงหน้า แต่การที่ระดับผู้นำตระกูลกู้เรียกเขาว่า ‘บรรพชน’ ย่อมบ่งบอกถึงสถานะ ทว่าสิ่งที่เขาพูดออกมามันช่างฟังดูไร้สาระสิ้นดี
เย่เฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาสัมผัสไม่ได้ถึงความผันผวนของพลังปราณจากตัวกู้หมิงเลยแม้แต่น้อย ชายคนนี้ดูเหมือนคนธรรมดา ทว่าการปรากฏตัวเมื่อครู่กลับไร้ร่องรอยจนน่าหวาดหวั่น
กู้หมิงปรายตามองเย่เฟิงเพียงแวบเดียว มุมปากของเขาแอบกระตุกขึ้นเล็กน้อย
‘ออร่าแบบนี้... ภาพลักษณ์สุภาพมีน้ำใจจอมปลอมแบบนี้... หมอนี่สินะ ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ ตามสูตรสำเร็จ’
“ผู้อาวุโสท่านนี้”
เย่เฟิงประสานมือคารวะด้วยท่าทีสุภาพ
“ศิษย์น้องหนิงเพียงแค่มาทำตามหัวใจของตนเอง การหมั้นหมาย…”
“หุบปาก”
กู้หมิงไม่ได้หันไปมองเย่เฟิงด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่พ่นคำสองคำออกมาเบาๆ แต่กลับทำให้เย่เฟิงรู้สึกเหมือนมีภูเขาลูกยักษ์กดทับลงมาที่หน้าอกจนหายใจไม่ออก รอยยิ้มสุภาพบนใบหน้าแข็งค้างไปทันที
ผู้อาวุโสสำนักไท่หยวนเห็นศิษย์ของสำนักถูกหักหน้า ก็พลันมีน้ำโห
“บังอาจ! เจ้าเป็นใครมาจากไหนถึงกล้าเสียมารยาทกับศิษย์แห่งสำนักกระบี่ไท่หยวน?! ต่อให้เจ้าจะเป็นบรรพชนตระกูลกู้ ก็อย่าคิดว่าจะล่วงเกินสำนักไท่หยวนของเราได้!”
“สำนักกระบี่ไท่หยวน...”
กู้หมิงทวนคำเบาๆ สายตาของเขาเหม่อลอยไปชั่วขณะ คล้ายกำลังทบทวนความทรงจำอันเลือนราง
“ยังอยู่สินะ”
ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยสิ่งใด กู้หมิงก็หันกลับไปหากู้เหอที่ยังคงยืนทำหน้าเหลอหลาอยู่
“กู้เหอ เก็บขวดหยกนั่นขึ้นมา” กู้หมิงสั่งเสียงเรียบ
กู้เหอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงหยิบขวดหยกบนพื้นขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจนัก
“บรรพชน... เราจะรับของชดเชยนี่จริงหรือขอรับ? นี่มัน”
“ใครบอกให้เจ้ารับไว้?” กู้หมิงถอนหายใจ
“ข้าให้เจ้าเก็บขึ้นมา เพื่อจะได้เอาไปปาใส่หน้าพวกมันต่างหาก”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของคนจากสำนักกระบี่ไท่หยวนเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงทันที
กู้หมิงไม่สนใจปฏิกิริยาของใครทั้งสิ้น เขาสะบัดแขนเสื้อเบาๆ หมุนตัวเตรียมเดินกลับเข้าไปยังด้านในโถงตระกูล
“กลับไปบอกเจ้าสำนักของพวกเจ้าให้เตรียมลานประลองไว้” น้ำเสียงของกู้หมิงดังก้อง แฝงไว้ด้วยความเหนือชั้นที่ไม่อาจขัดขืน
“อีกสามวัน ข้าจะพากู้เหอไปเยือนสำนักกระบี่ไท่หยวนด้วยตัวเอง”
ก่อนจะก้าวพ้นประตู กู้หมิงหยุดฝีเท้าเล็กน้อย เขาเหลือบสายตากลับมามองเย่เฟิงอีกครั้ง คราวนี้สายตาของเขามองทะลุผ่านผิวหนัง ลึกลงไปถึงแก่นพลังที่ซ่อนอยู่ภายในร่างของอัจฉริยะหนุ่ม
“กระดูกศักดิ์สิทธิ์...”
คำพูดนั้นแผ่วเบาจนมีเพียงเย่เฟิงเท่านั้นที่ได้ยิน แต่มันกลับทำให้รูม่านตาของบุตรแห่งโชคชะตาหดตัวแคบลงอย่างรุนแรง ความเย็นเยียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง
‘ความลับนี้... นอกจากเจ้าสำนักแล้ว ไม่มีใครในโลกที่รู้! เขาดูออกได้อย่างไร?!’
กู้หมิงไม่รอให้เย่เฟิงได้ตั้งคำถาม เขาเพียงก้าวเดินจากไปพร้อมกับทิ้งประโยคสุดท้ายเอาไว้
“ถึงตอนนั้น ค่อยตัดสินกันว่าใครกันแน่ที่ไม่คู่ควร”
