ก่อนเนื้อเรื่องเริ่มพันปี ข้ากลายเป็นบรรพชน

ตอนที่ 3: บทที่ 3 รู้วิชา ไม่ได้แปลว่าใช้วิชาเป็น

👁️ 1 อ่าน
22px

            เช้าวันรุ่งขึ้น ลานหินกว้างหลังเรือนไม้ไผ่

            หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหาย อากาศเย็นสบายชวนให้ผู้คนอยากซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ทว่าบนลานหินแห่งนี้กลับมีเงาร่างของชายหนุ่มวัยเยาว์ยืนตัวแข็งทื่ออยู่

            กู้เหอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ใบหน้าของเขาซีดเซียวเล็กน้อย ใต้ตามีรอยคล้ำจางๆ จากการอดนอนตลอดทั้งคืนเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาอันมหาศาลของ ‘วิชาร่างทองคำอีกาจักรพรรดิ’ ที่บรรพชนฝังเข้ามาในหัว แม้จะเข้าใจเคล็ดวิชาพื้นฐานและเส้นทางการเดินลมปราณแล้ว แต่เมื่อนึกถึงประโยคที่ว่า ‘พรุ่งนี้เช้า ข้าจะเริ่มอัดเจ้า’ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมายืนอยู่บนลานประหาร

            บนเก้าอี้หวายตัวเดิม กู้หมิงในชุดคลุมสีขาวกำลังนั่งไขว่ห้าง มือหนึ่งถือถ้วยชาร้อนๆ ที่เพิ่งชงเสร็จ กลิ่นหอมของใบชาลอยอวลไปในอากาศ เขามองกู้เหอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเรียบเฉย

            “พร้อมแล้วรึ?” กู้หมิงถามสั้นๆ

            “ขะ... ขอรับบรรพชน! ข้าทำความเข้าใจเส้นทางโคจรปราณของวิชาร่างทองคำอีกาจักรพรรดิได้เบื้องต้นแล้ว!” กู้เหอตอบเสียงดังฟังชัด พยายามเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง

            “ดี”

            กู้หมิงจิบชาหนึ่งคำ

            “งั้นก็เข้ามา ใช้ทุกอย่างที่เจ้ามีโจมตีข้า”

            เมื่อได้ยินคำสั่ง กู้เหอก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเบิกตากว้าง พลังปราณในตันเถียนหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง

            พรึ่บ!

            เปลวเพลิงสีทองอร่ามลุกโชนขึ้นปกคลุมทั่วร่างของกู้เหอ อุณหภูมิบนลานหินพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน พลังต้นกำเนิดจากกายาเพลิงอีกาทองคำถูกดึงออกมาใช้ผสานกับเคล็ดวิชาที่เพิ่งเรียนรู้ กู้เหอรู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ในทุกมัดกล้ามเนื้อ เขาถีบเท้าลงบนพื้นหินจนเกิดรอยร้าว ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าใส่กู้หมิงดุจดาวตกสีทอง!

            ‘เร็วมาก! นี่คือผลลัพธ์ของกายาที่ผสานกับวิชาใหม่สินะ!’ กู้เหอคิดในใจอย่างตื่นเต้น หมัดขวาของเขาอัดแน่นไปด้วยเปลวเพลิงที่ร้อนแรง หมายจะชกเข้าที่เป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความพยายามตลอดคืน

            ทว่าในสายตาของกู้หมิง...

            ‘ช้าเป็นเต่าคลาน แถมยังรั่วไหลไปทั่ว’

            กู้หมิงไม่ได้ลุกจากเก้าอี้หวาย เขาเพียงแค่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างตัวอย่างเชื่องช้า จากนั้นยกมือขวาขึ้นมา แล้วใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียว... ดีดออกไปเบาๆ ตรงหน้าอากาศว่างเปล่า

            ปัง!

            “อ๊ากก!”

            กู้เหอที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม รู้สึกเหมือนถูกภูเขาที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าที่กลางหน้าผากอย่างจัง! เปลวเพลิงสีทองรอบกายแตกสลายเสียงดังเพล้ง ร่างของเขาลอยละลิ่วตีลังกากลับหลังไปเจ็ดแปดตลบ ก่อนจะร่วงลงไปคลุกฝุ่นอยู่บนพื้นหินในสภาพหมดสภาพ

            บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัด

            กู้เหอนอนมึนงงอยู่บนพื้น หัวของเขาสั่นหงึกๆ โลกหมุนคว้างไปหมด เขามั่นใจว่าเมื่อครู่ตนเองโคจรปราณตามตำราวิชาทุกประการ ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่นิ้วเดียว แล้วทำไมเขาถึงถูกดีดปลิวแบบนี้ได้?

            กู้หมิงมองลูกหลานที่นอนแผ่หราอยู่บนพื้น แล้วแค่นเสียงในลำคอเบาๆ

            “เจ้าคิดว่าแค่จำตำราได้ แล้วเจ้าจะกลายเป็นยอดฝีมือเลยรึ?” น้ำเสียงของกู้หมิงราบเรียบ

            “วิชาบอกให้เจ้ารวมปราณไว้ที่จุดโจมตี แต่เจ้ากลับปล่อยให้เปลวเพลิงลุกท่วมตัวสว่างโร่เป็นศาลเจ้าเดินได้ เพื่ออะไร? เพื่อข่มขวัญศัตรู? หรือเพื่อประกาศให้ศัตรูรู้ว่า ‘ข้าอยู่นี่ มาตีข้าสิ’?”

            กู้เหอหน้าแดงก่ำ เขารีบยันตัวลุกขึ้นมานั่ง

            “ตะ... แต่ในนิมิตวิชา ร่างของอีกาจักรพรรดิมันสว่าง...”

            “นั่นมันอีกาจักรพรรดิ ไม่ใช่เจ้า” กู้หมิงตัดบทอย่างไร้เยื่อใย

            “พลังของเจ้าตอนนี้มีจำกัด แต่เจ้ากลับผลาญพลังปราณไปกับการสร้างแสงสีเสียงไร้สาระ พลังที่ไปถึงหมัดจริงๆ มีไม่ถึงสามส่วนด้วยซ้ำ ลุกขึ้นมา! แล้วโคจรพลังใหม่ บีบอัดเพลิงให้อยู่แค่ใต้ผิวหนัง อย่าให้มันลุกออกมาไหม้เสื้อผ้า!”

            กู้เหอกัดฟัน ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่น

            “ขอรับ!”

            เขาหลับตาลง พยายามควบคุมกายาเพลิงอีกาทองคำ คราวนี้เขาไม่ปล่อยให้เปลวเพลิงลุกโชนออกมาด้านนอก แต่พยายามบีบอัดความร้อนระอุไว้ใต้ชั้นผิวหนัง กล้ามเนื้อของเขาเต้นตุบๆ แฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างที่เข้มข้นกว่าเดิม

            “เข้ามา”

            กู้เหอพุ่งตัวอีกครั้ง คราวนี้เร็วกว่าเดิมและไร้ซึ่งแสงสีทองกวนตา หมัดของเขาพุ่งตรงไปยังใบหน้าของกู้หมิง!

            เพียะ!

            กู้หมิงไม่ได้ใช้พลังปราณใดๆ เลย เขาเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบหมัดนั้นอย่างง่ายดายเสมือนกำลังเดินเล่นในสวน ก่อนจะตวัดหลังมือตบเข้าที่หลังศีรษะของกู้เหออย่างจัง

            หน้าของกู้เหอทิ่มลงไปคลุกฝุ่นอีกรอบ

            “เจ้าจะตะโกนแหกปากก่อนชกทำไม? กลัวศัตรูหลบไม่ทันหรือไง?”

            กู้หมิงส่ายหน้า

            “จังหวะการก้าวเท้าของเจ้าทื่อเกินไป เจ้ายึดติดกับกระบวนท่าในหัวมากเกินจนลืมดูว่าเป้าหมายขยับไปทางไหน รู้วิชา ไม่ได้แปลว่าใช้วิชาเป็น ลุกขึ้นมา! อีกรอบ!”

            และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘นรกบนดิน’ อย่างแท้จริง

            ตลอดทั้งช่วงเช้า กู้เหอถูกตบ ถูกเตะ ถูกสกัดขา และถูกดีดปลิวนับครั้งไม่ถ้วน กู้หมิงไม่ได้ใช้พลังที่เหนือกว่าเลยแม้แต่น้อย เขากดพลังของตนเองลงมาให้อยู่ในระดับเดียวกับกู้เหอ ทว่าด้วยประสบการณ์และสายตาที่ห่างชั้นกันเกินไป กู้เหอจึงกลายเป็นกระสอบทรายเดินได้อย่างสมบูรณ์

            ทว่าในความเจ็บปวดนั้น กู้เหอกลับพบว่าร่างกายของเขาเริ่ม ‘จดจำ’ ได้เอง

            กู้หมิงไม่ได้สั่งให้เขานั่งท่องตำรา แต่กู้หมิงสอนเขาด้วยการกระทำ ทุกครั้งที่เขาโคจรปราณผิดจังหวะ เขาจะโดนอัด ทุกครั้งที่เขามัวแต่นึกถึงกระบวนท่าต่อไปโดยไม่มองคู่ต่อสู้ เขาจะหน้าทิ่มพื้น

            เวลาผ่านไปจนถึงยามบ่าย

            กู้เหอหอบหายใจแฮ่กๆ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและฝุ่นดิน แต่แววตาของเขากลับสว่างวาบและเฉียบคมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            “อีกรอบขอรับบรรพชน!” กู้เหอเช็ดเหงื่อที่ปลายคาง

            คราวนี้กู้เหอไม่ได้พุ่งเข้าไปตรงๆ เขาแสร้งทำเป็นพุ่งเข้าชนทางซ้าย ก่อนจะถ่ายน้ำหนักอย่างรวดเร็วไปยังเท้าขวา เปลวเพลิงสีทองถูกบีบอัดไว้ที่ข้อศอก สร้างแรงส่งมหาศาลพุ่งเข้าประชิดตัวกู้หมิงจากมุมอับ!

            นี่ไม่ใช่กระบวนท่าที่มีในคัมภีร์วิชาร่างทองคำอีกาจักรพรรดิ แต่เป็นการประยุกต์ใช้กายาเพลิงเพื่อพลิกแพลงตามสัญชาตญาณ!

            กู้หมิงจงใจเปิดช่องว่างเล็กๆ ทิ้งไว้เพื่อดูการตอบสนอง และกู้เหอก็คว้าโอกาสนั้นไว้ได้ดี ข้อศอกของกู้เหอพุ่งเฉียดปลายคางของเขาไปเพียงเส้นผมขาด

            ในเสี้ยววินาทีนั้น กู้เหอสัมผัสได้ว่าเขาเข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุดตั้งแต่ฝึกมา ความดีใจวูบขึ้นมาในอก เขารีบดึงพลังกลับและรั้งข้อศอกของตนเองไว้ทันที เพราะคิดว่านี่คือการ ‘ซ้อม’ และเขาทำผลงานได้ดีจนสามารถเจาะการป้องกันของบรรพชนเข้ามาได้

            กู้เหอเผยรอยยิ้มกว้าง เตรียมจะเอ่ยปากถามว่า

            “เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

            สวบ!

            ยังไม่ทันที่รอยยิ้มจะปรากฏเต็มใบหน้า สันมือของกู้หมิงก็พุ่งสวนกลับมาหยุดอยู่ห่างจากลูกกระเดือกของกู้เหอเพียงเสี้ยวอึดใจ กลิ่นอายความตายเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจากปลายนิ้วของบรรพชน ทิ่มแทงทะลุผิวหนังจนกู้เหอขนลุกซู่ไปทั้งร่าง!

            รอยยิ้มของกู้เหอแข็งค้าง แววตาสั่นไหว เหงื่อเย็นเฉียบไหลอาบแผ่นหลัง เขารู้สึกได้จริงๆ ว่าสันมือนั้นสามารถตัดหัวเขาให้หลุดจากบ่าได้ง่ายยิ่งกว่าหั่นเต้าหู้

            บรรยากาศบนลานหินพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที

            “เจ้าหยุดมือทำไม?” กู้หมิงถามเสียงเย็นชา แววตาของเขาไร้ซึ่งความล้อเล่นใดๆ

            “ข้า... ข้าเห็นว่าข้าเข้าประชิดตัวท่านได้แล้ว และนี่คือการฝึก ข้าจึงรั้งพลังกลับ เพราะกลัวว่า...” กู้เหอตอบตะกุกตะกัก

            “เพราะคิดว่าตัวเองชนะจังหวะนี้แล้ว?”

            กู้หมิงเลิกคิ้ว ก่อนจะลดมือลง

            “เจ้าจงฟังให้ดี กู้เหอ”

            กู้หมิงเอามือไพล่หลัง

            “ในการประลองแลกเปลี่ยนวิชากันบนเวที เมื่อรู้ผลแพ้ชนะ เจ้าสามารถหยุดมือได้ นั่นคือมารยาทของวิญญูชน แต่หากบนลานประลองนั้น หรือในโลกภายนอก เจ้ายืนยันแล้วว่าอีกฝ่ายคือ ‘ศัตรู’ ที่หมายเอาชีวิตเจ้า หรือศัตรูที่จ้องจะกลับมาทำร้ายคนของตระกูลเจ้าในภายหลัง...”

            กู้หมิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกู้เหอ

            “ถ้าเมื่อครู่ข้าคือเย่เฟิง หรือคนจากสำนักไท่หยวนที่คิดจะฆ่าเจ้า... เจ้าตายไปแล้ว”

            คำพูดนั้นคล้ายค้อนเหล็กทุบลงกลางใจของกู้เหอ ภาพเหตุการณ์ที่คนจากสำนักไท่หยวนใช้พลังกดข่มเขา เหยียบย่ำศักดิ์ศรีตระกูลกู้อย่างไร้ปรานี พลันฉายชัดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

            “หากตัดสินใจแล้วว่าเป็นศัตรู ต้องกำจัดให้เด็ดขาด ตัดหญ้าต้องถอนให้ถึงราก อย่าปล่อยภัยร้ายทิ้งไว้ให้มันมีโอกาสกลับมาแว้งกัดเจ้าในภายหลัง” กู้หมิงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            กู้เหอยืนนิ่งไปพักใหญ่ เขากำหมัดแน่น ก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วประสานมือคารวะกู้หมิงอย่างเคารพสุดหัวใจ

            “ข้าจดจำคำสอนแล้วขอรับ! หากพบเจอศัตรูที่มุ่งร้ายต่อตระกูล ข้าจะไม่ลังเลและไม่ปล่อยให้พวกมันมีโอกาสรอดไปได้!”

            กู้หมิงพยักหน้าเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ยากจะสังเกตเห็น

            “ดี เข้าใจแล้วก็มาโดนอัดต่อซะ”

            “เอ๋? แต่ข้าเพิ่ง...”

            เพียะ!

            “มัวแต่พูดมาก ศัตรูมันรอให้เจ้าบ่นจบก่อนหรือไง!”

            ...

            วันต่อมาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับกระแสน้ำ

            ตลอดทั้งวันที่สองนี้ กู้เหอไม่ได้ก้าวออกจากลานหินหลังเรือนไม้ไผ่เลยแม้แต่ก้าวเดียว กู้หมิงไม่ได้มอบสมบัติหรือทรัพยากรเพิ่มเติมให้กู้เหออีกแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะสิ่งที่กู้เหอต้องการในตอนนี้ไม่ใช่ของวิเศษ แต่คือความสามารถในการควบคุมพลังที่เพิ่งได้รับมาให้อยู่หมัด

            กู้หมิงไม่ได้ต้องการให้กู้เหอพึ่งพาสิ่งของที่เขามอบให้เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ต้องเคี่ยวกรำในช่วงเวลานี้คือศักยภาพและความเด็ดขาดของเจ้าตัว

            จนกระทั่ง... เช้าวันที่สาม

            แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาบนลานหิน บรรยากาศเงียบสงบ

            บนลานหิน กู้เหอในชุดที่ขาดวิ่นกำลังยืนหอบหายใจ เหงื่อท่วมร่าง แต่แววตาของเขากลับสว่างไสวและดุดันประหนึ่งพยัคฆ์หนุ่ม

            เขากำหมัดแน่น กลิ่นอายเพลิงสีทองถูกบีบอัดจนมั่นคงกว่าวันแรกหลายเท่า แทบไม่หลุดรอดออกมาภายนอกแม้แต่สายเดียว ร่างกายของเขาเริ่มผสานเข้ากับวิชาร่างทองคำอีกาจักรพรรดิได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทุกการเคลื่อนไหวกระชับขึ้นมาก และแทบไม่เหลือความลังเลแบบวันแรก

            แม้ระดับพลังของเขาจะไม่ได้พุ่งพรวดพราดไปหลายขั้น แต่ความหนาแน่นของพลังปราณ รากฐานอันแข็งแกร่ง และประสบการณ์การต่อสู้ที่ถูกกู้หมิงเคี่ยวกรำอย่างหนัก ทำให้กู้เหอในตอนนี้แตกต่างจากกู้เหอในอดีตอย่างเห็นได้ชัด!

            “เข้ามา” กู้หมิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หวายเอ่ยขึ้น

            กู้เหอพุ่งตัวออกไป!

            คราวนี้เขาไม่ได้พุ่งตรงๆ แต่ก้าวเท้าสลับฟันปลาด้วยความเร็วสูง ทิ้งภาพติดตาไว้ด้านหลัง ร่างของเขาประชิดตัวกู้หมิงในพริบตา ทว่าในจังหวะที่กู้หมิงยกมือขึ้นปัด กู้เหอกลับพลิกตัว เปลี่ยนทิศทางกะทันหัน ใช้ศอกซ้ายที่อัดแน่นด้วยเพลิงอีกาทองคำกระแทกเข้าที่จุดบอด!

            กู้หมิงเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ขยับตัวหนี แต่ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบสกัดข้อศอกของกู้เหอเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ

            แรงปะทะทำให้เกิดคลื่นลมพัดกระจายออกไปรอบลานหิน

            กู้เหอไม่สามารถขยับแขนได้อีก แต่เขาไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนวันแรก เขาเพียงแค่ดึงพลังกลับ ถอนหายใจยาว แล้วประสานมือคารวะ

            “ขอบคุณบรรพชนที่ชี้แนะขอรับ”

            กู้หมิงปล่อยนิ้วมือออก เขามองลูกหลานตรงหน้าด้วยสายตาที่ซ่อนความพึงพอใจเอาไว้มิดชิด แม้กระบวนท่าเมื่อครู่จะยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบในสายตาของเขา แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการเตรียมตัว

            “พอใช้ได้” กู้หมิงเอ่ยเรียบๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่ชายเสื้อ

            “ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดซะ”

            กู้เหอชะงัก

            “เราจะไปไหนกันหรือขอรับ?”

            กู้หมิงหันมามองกู้เหอด้วยสายตาเยือกเย็น

            “ก็ไปเก็บหนี้ที่สำนักกระบี่ไท่หยวนน่ะสิ”

            ...

            ในขณะเดียวกัน ณ ขุมอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้

            สำนักกระบี่ไท่หยวน

            ยอดเขาหลักของสำนักถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกวิญญาณหนาทึบ บรรยากาศศักดิ์สิทธิ์และทรงพลังแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู ตำหนักกระบี่ลอยฟ้าตั้งตระหง่านอยู่กลางอากาศ แสดงให้เห็นถึงรากฐานอันลึกซึ้งของหนึ่งในมหาอำนาจแห่งจักรวรรดิหลี่

            ณ เขตหวงห้ามชั้นในสุดของสำนัก ซึ่งแม้แต่ผู้อาวุโสระดับสูงก็ยังไม่มีสิทธิ์ล่วงล้ำ

            สตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ กำลังเดินนำชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งลัดเลาะไปตามทางเดินหินที่มุ่งสู่ยอดเขาเร้นลับ นางคือเจ้าสำนักกระบี่ไท่หยวนคนปัจจุบัน ยอดฝีมือระดับฮว่าเสินที่ผู้คนทั่วหล้าต่างเกรงขาม

            ส่วนชายหนุ่มที่เดินตามหลังนางมาด้วยท่าทีสุภาพอ่อนน้อม ก็คือ เย่เฟิง บุตรแห่งโชคชะตาและศิษย์อัจฉริยะที่เจิดจรัสที่สุดของสำนัก

            เย่เฟิงก้มหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ทว่าในส่วนลึกของแววตากลับซ่อนความหยิ่งทะนงและความตื่นเต้นเอาไว้อย่างมิดชิด

            วันนี้คือวันที่เจ้าสำนักรับปากว่าจะพาเขามาเข้าเฝ้า ‘บรรพบุรุษ’ ของสำนัก เพื่อขอร้องให้นางรับเขาเป็นศิษย์ส่วนตัวโดยตรง!

            หากเขาได้รับการสนับสนุนจากตัวตนระดับตำนานเช่นนั้น ประกอบกับความลับเรื่อง ‘กระดูกศักดิ์สิทธิ์’ ที่ซ่อนอยู่ในร่าง อนาคตของเขาในโลกแห่งผู้ฝึกตนย่อมไร้ขีดจำกัด!

            เจ้าสำนักหยุดฝีเท้าลงที่หน้าประตูหินบานใหญ่ที่ปิดสนิท นางคุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยความเคารพสูงสุด

            “ศิษย์ขอเข้าเฝ้าท่านอาจารย์” เสียงของเจ้าสำนักกังวานใส แฝงไว้ด้วยความเคารพยำเกรง

            “วันนี้ศิษย์ได้นำเย่เฟิงมาพบท่าน... เด็กคนนี้ครอบครองกระดูกศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์จึงหวังว่าท่านอาจารย์จะเมตตา พิจารณารับเขาเป็นศิษย์ส่วนตัว เพื่อเป็นกำลังสำคัญของสำนักเราในอนาคตเจ้าค่ะ”

            เย่เฟิงรีบคุกเข่าลงตามทันที เขาก้มศีรษะลงต่ำ เตรียมพร้อมที่จะแสดงความนอบน้อมที่สุดเพื่อให้บรรพบุรุษหญิงผู้นี้ประทับใจ

            บรรยากาศหน้าประตูหินเงียบสงัดไปครู่ใหญ่

            เย่เฟิงแอบลอบยิ้มในใจ 

            ‘ด้วยพรสวรรค์และกระดูกศักดิ์สิทธิ์ของข้า ไม่มีตัวตนระดับสูงคนใดที่จะปฏิเสธเพชรเม็ดงามเช่นข้าได้หรอก’

            ครืน...

            ทันใดนั้น เสียงกลไกศิลาขับเคลื่อนก็ดังก้องขึ้น ประตูหินบานยักษ์ที่ปิดตายมาเนิ่นนานค่อยๆ เปิดออกด้านในอย่างเชื่องช้า

            มวลอากาศเย็นยะเยือกพร้อมกับหมอกวิญญาณบริสุทธิ์ไหลทะลักออกมาจากช่องประตู เย่เฟิงเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านหมอกสีขาวจางๆ สายตาของเขาปะทะเข้ากับเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนแท่นหยกน้ำแข็งด้านใน

            แม้นางจะแผ่กลิ่นอายสูงส่งและเย็นชาดุจเทพธิดาบนดวงจันทร์ที่ทอดสายตามองมดปลวกเบื้องล่าง แต่ความงดงามและแรงกดดันระดับตู้เจี๋ยที่แผ่ซ่านออกมาก็ทำเอาอากาศรอบด้านแทบจะหยุดนิ่ง

            เย่เฟิงเบิกตากว้าง ลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะ!

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!