กลิ่นดินเปียกชื้นลอยอบอวลปะปนอยู่ในอากาศเชียงใหม่ช่วงปลายฤดูฝน
หยาดน้ำย้อยลงมาจากกันหนาหน้าร้านกระทบพื้นดัง เปาะแปะ ไม่ขาดสาย ถนนสายเล็กหน้าร้านเงียบเหงาไร้ผู้คน แสงไฟสีส้มละมุนจากร้านกาแฟเล็ก ๆ สะท้อนลงบนพื้นถนนเปียกโชกจนเห็นเป็นทางยาว
เหนือยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ ก้มมองแก้วกาแฟในมือโดยไม่ได้สนใจมันจริง ๆ สายตาเหม่อลอยไปกับสายฝนด้านนอก
กริ๊ง—
เสียงกระดิ่งใสเหนือประตูดังขึ้นเบา ๆ ชะงักความคิดที่กำลังล่องลอย
“ยินดีต้อนรับครับ!”
เสียงขยันขันแข็งของคินดังมาจากด้านหลัง ก่อนที่เด็กหนุ่มร่างโปร่งจะเดินถือถาดแก้วกาแฟว่างเปล่าออกมาจากประตูห้องครัว
“พี่เหนือ โต๊ะสามสั่งเค้กเพิ่มอีกชิ้นครับ”
“เอาไปเสิร์ฟก่อนเลย เดี๋ยวพี่จัดใส่จานให้”
“รับทราบครับ!”
คินส่งยิ้มสดใสตาหยีให้เขา ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังตู้เค้กอย่างอารมณ์ดี เหนือมองตามแผ่นหลังนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหลุดยิ้มบาง ๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
เด็กคนนี้ยิ้มง่ายเกินไป...
ไม่ว่าจะเหนื่อยล้าแค่ไหน หรือร้านจะวุ่นวายจนหัวหมุนเพียงใด คินก็มักจะมีวิธีทำให้บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายและเบาลงได้เสมอ
“พี่เหนือครับ” คินหันกลับมาหาเขาอีกครั้งขณะรอตักเค้ก
“ว่าไง?”
“คืนนี้ถ้าฝนยังตกหนักแบบนี้ พี่ให้ผมขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งไหมครับ?”
เหนือเลิกคิ้วเล็กน้อย มองเด็กหนุ่มตรงหน้า “พี่มีรถยนต์”
“ผมรู้ครับ”
“แล้วจะไปส่งทำไม?”
“ก็... อยากไปส่ง นั่งไปเป็นเพื่อนไงครับ ฝนตกตอนดึก ๆ มันเหงา”
คำตอบง่าย ๆ ที่ไร้เล่ห์เหลี่ยมทำเอาเหนือเงียบไปชั่วขณะ รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ก่อนจะทำเป็นส่ายหน้ากลบเกลื่อน
“ทำงานของตัวเองไปเลยไป”
“ครับผม~” คินหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่จริงจังนัก แล้วยกจานเค้กเดินออกไปเสิร์ฟลูกค้า
เหนือถอนหายใจยาว พิงหลังเข้ากับเคาน์เตอร์... เขาไม่เคยรู้เลยว่าคินเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกที เด็กตาใสคนนั้นก็กลายเป็นคนที่เขาต้องเห็นหน้าและพูดคุยด้วยในทุก ๆ วันไปแล้ว
เสียงสายฝนด้านนอกเริ่มปะทะกระจกร้านหนาขึ้นเรื่อย ๆ บรรยากาศภายในร้านเริ่มสลัวลงตามแสงอาทิตย์ที่ลับหายไปหลังม่านฝน
จนกระทั่ง—
กริ๊ง—
ประตูร้านถูกดันเปิดเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับความเย็นของลมฝนที่พัดโชยเข้ามา
เหนือเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณเตรียมจะกล่าวทายทาย ทว่าคำพูดกลับจุกอยู่ที่ลำคอ
ผู้ชายร่างสูงคนหนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เสื้อเชิ้ตสีดำของเขาเปียกละอองฝนจนแนบไปกับลำตัว เส้นผมสีเข้มถูกละอองน้ำปัดป้องจนยุ่งเหยิงน้อย ๆ ดวงตาคมกริบคู่ นั้นกวาดมองไปรอบร้านอย่างช้า ๆ ก่อนจะมาหยุดนิ่งลงตรงหน้าเคาน์เตอร์... หยุดลงที่เขา
หัวใจของเหนือกระตุกวูบหนัก ๆ ก่อนจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ
เกือบหกปีแล้ว... หกปีเต็ม ๆ ที่ไม่ได้พบกัน
ใบหน้านั้นอาจจะดูคมขึ้น ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่แววตาคู่นั้น... แววตาที่มองตรงมายังเขาด้วยความรู้สึกมากมาย เหนือจำมันได้ดี
เขารู้ดีว่าเขาไม่มีวันลืม
“เหนือ...”
เพียงคำเดียว เสียงทุ้มต่ำที่ไม่ได้ยินมานานแสนนานก็สั่นคลอนโลกทั้งใบของเหนือให้สั่นสะเทือน ความทรงจำที่เขาเพียรพยายามฝังมันไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจตีรวนกลับมาพร้อมกันในวินาทีนั้น
คืนสุดท้ายที่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง... ถ้อยคำร้ายกาจที่ต่างคนต่างสาดใส่กัน... และแผ่นหลังของผู้ชายคนนี้ที่เดินลับสายตาไปในความมืด โดยไม่หันกลับมามองเขาเลยสักครั้ง
เหนือกำแก้วกาแฟในมือแน่นจนข้อหน้านิ้วขึ้นสีขาวเกร็ง
“ธาม...”
อีกฝ่ายระบายยิ้มบาง ๆ ออกมา... รอยยิ้มแบบเดิม รอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เหนือใจอ่อน ยอมยกโทษให้ทุกอย่างเสมอ
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” ธามเอ่ยทัก น้ำเสียงนุ่มนวล “นาย... สบายดีไหม?”
“สบายดี” เหนือตอบกลับสั้นกุด น้ำเสียงเรียบพร่าจนแทบไร้ความรู้สึก
ธามพยักหน้ารับเบา ๆ “ดีแล้ว...”
“มาทำอะไรที่นี่?” เหนือถามเข้าประเด็นทันที เขาไม่ต้องการการทักทายตามมารยาท
คำถามนั้นทำให้ธามนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมา “กลับมาอยู่เชียงใหม่”
เหนือหลุบตามองต่ำ แล้วหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ เป็นเชิงสมเพช “ถาวรเหรอ?”
“น่าจะ...”
คำว่า ‘น่าจะ’ ที่แสนไม่ชัดเจนนั้น จุดประกายความหงุดหงิดขึ้นในใจของเหนืออย่างไม่มีเหตุผล
ตลอดหกปีที่ผ่านมา เขาต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามอย่างหนักหนาสาหัส กว่าจะทำให้ชื่อของ 'ธาม' กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่ไร้ตัวตน แต่ในวันนี้... แค่ได้เห็นหน้า แค่ได้ยินเสียง ทุกสิ่งที่เขาตั้งใจสร้างเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองกลับพังทลายลงมาง่าย ๆ ราวกับมันไม่เคยถูกสร้างขึ้นมาเลย
“งั้นก็... ยินดีต้อนรับกลับเชียงใหม่”
เหนือกระแทกแก้วกาแฟลงบนเคาน์เตอร์เบา ๆ เป็นการตัดบท “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เชิญเลือกนั่งที่โต๊ะได้ตามสบาย”
ธามจ้องมองเขานิ่ง สายตาฉายแววเจ็บปวดออกมาครู่หนึ่ง “เหนือ... นอกยังโกรธฉันอยู่เหรอ?”
มือของเหนือที่กำลังหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดเคาน์เตอร์ชะงักกึก เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงหน้าช้า ๆ
“ฉันไม่ได้โกรธ”
“แล้วทำไมต้องทำท่าทางแบบนี้?”
“ฉันแค่... ไม่รู้จักนายแล้ว”
ประโยคเด็ดขาดนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของธามเลือนหายไปในทันที บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดและอึดอัดดิ่งลึกจนแทบหายใจไม่ออก
และในจังหวะนั้นเอง คินก็เดินถือถาดกลับมาจากหลังร้าน
“พี่เหนือ โต๊ะ—”
เด็กหนุ่มชะงักคำพูดไว้แค่นั้น เมื่อสัมผัสได้ถึงมวลอากาศอันอึดอัดที่ครอบคลุมอยู่ สายตาของคินมองตรงไปยังชายแปลกหน้าชุดดำตรงหน้าเคาน์เตอร์
“...ลุกค้ารู้จักพี่เหนือเหรอครับ?” คินถามขึ้น เสียงเบาลงกว่าปกติ
เหนือกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธและตัดรบ แต่ธามกลับชิงพูดขึ้นมาก่อน
“รู้จักครับ”
ดวงตาคมของธามยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเหนือ ไม่ละสายตาไปไหนแม้แต่วินาทีเดียว “พวกเรา... รู้จักกันดีมาก”
คินมองสลับไปมาระหว่างคนทั้งสองคนอย่างตั้งข้อสังเกต สัญชาตญาณบอกเขาว่า น้ำเสียงและสายตาที่ชายคนนี้มองพี่เหนือ... มันไม่ใช่การพบกันของคนรู้จักธรรมดาอย่างแน่นอน
“งั้น...” คินฝืนยิ้มสุภาพ “เดี๋ยวผมเอาเมนูมาให้เลือกนะครับ”
เด็กหนุ่มหมุนตัวเดินแยกออกไป แต่ก็ไม่วายแอบหันกลับมามองธามด้วยสายตาหวาดระแวงอีกครั้ง
ใน ขณะเดียวกัน เหนือพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ และบังคับไม่ให้มือของตัวเองสั่น
เขาไม่รู้เลยว่าธามกลับมาที่นี่ทำไม... ไม่รู้ว่าครั้งนี้อีกฝ่ายจะเข้ามาปั่นป่วนชีวิตเขาอีกกี่วัน... และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า การปรากฏตัวของคนคนนี้จะหมุนเปลี่ยนเข็มนาฬิกาในชีวิตของเขาไปในทิศทางไหน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหนือแน่ใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด...
เขาต้องไม่ยอมปล่อยให้ธามก้าวกลับเข้ามาในชีวิตอีกเป็นอันขาด
เพราะครั้งหนึ่ง... ผู้ชายคนนี้เคยทำให้เขารักจนหมดหัวใจ และเคยทำลายมันจนแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี
และหากเขาพลาดพลั้งให้อีกฝ่ายอีกเป็นครั้งที่สอง... เขาคงไม่มีหัวใจเหลือพอที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้อีกแล้ว