สวมร่างฆ่า - Agent of Death

ตอนที่ 1: ตอนที่ 1: แค่เปิดเรื่องมาก็โดนวิสามัญซะแล้ว

👁️ 1 อ่าน
22px

ทำนองจากเพลงแฮปปี้ ทูเกเธอร์ในรูปแบบเสียงฮึมฮัมหวานใสดังแผ่วเบาในอู่รถมืดสลัว ร่างนับสิบยืนสงบนิ่งเรียงรายในตำแหน่งครึ่งวงกลมราวกับพวกเขากำลังตัดสินชะตากรรมของใครบางคนอยู่ หรือแท้จริงแล้วนั้นคือกำลังรอรับการตัดสินอยู่มากกว่าต่างหาก นอกจากเสียงฮัมเพลงแล้วก็ยังมีเสียงอู้อี้ของคนที่ต้องการจะพูดอย่างยิ่งแต่ก็ไม่อาจทำได้ นั่นก็เพราะพวกเขาต่างล้วนถูกปิดปากด้วยเทปกาว บางคนถึงกับถูกลวดเย็บเสียด้วยซ้ำ

เสียงอืออามากมายฟังคล้ายอ้อนวอน ทว่าเป็นการวิงวอนขอความเมตตาต่อใครกันล่ะ ใครกันนะที่สามารถล้มเหล่าชายฉกรรจ์ตัวใหญ่น่ากลัวทั้งสิบเอ็ดคนในอู่รถเถื่อนแห่งนี้และสามารถจับพวกเขามัดติดกับรถเข็นสองล้อได้อย่างง่ายดายนะ

คำตอบก็คือหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่ง

หญิงสาวร่างผอมบาง ผมกระเซิงเป็นรังนกเนื่องจากไม่ได้สระมาสัก... ไม่รู้สินะ คงสักเดือนนึงได้มั้ง ความสกปรกกับท่าทางเหลือขอทำให้เธอดูแก่กว่าความเป็นจริง เสื้อผ้าหลวมโพรกเต็มไปด้วยรอยขาดและคราบเปื้อนสีเข้มที่เป็นได้ทั้งน้ำขยะและของเหลวน่าขยะแขยงทั้งหลาย หญิงสาวไม่มีกระทั่งรองเท้าไว้สวมด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นแหวนสีขาวราวกับสลักขึ้นจากงาช้างสุกปลั่งบนนิ้วนางขวากลับให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปในทิศทางขัดแย้งกันอย่างยิ่ง

เนื้อตัวของหญิงสาวเปรอะเลือดสด ๆ แก้มขวาถูกกรีดลึกน่ากลัวว่าจะทะลุกระพุ้งแก้มเลยทีเดียว บริเวณไหล่ซ้ายด้านหลังมีมีดพกปักคาอยู่ เลือดไหลเป็นทางจากเรือนผมโสโครกบ่งบอกว่าเธอเพิ่งจะหัวแตกมาหมาด ๆ ทว่าหากวัดจากปริมาณเลือดตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก็เห็นจะมากเกินไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับบาดแผลเหล่านี้ แต่เดี๋ยวก่อนนะ ไม่ไกลจากเธอเท่าไหร่ยังมีร่างผู้ชายนอนนิ่งอยู่ หมอนั่นสูงเกือบสองเมตร เป็นยักษ์ปักหลั่นโครงร่างใหญ่ และที่คอก็มีแผลเหวอะหวะจากการปักมีดใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มีดทำครัวในมือหญิงสาวนั่นเอง

แมรี่ สปริงฟีลด์เอื้อมไปดึงมีดพกที่ปักด้านหลังของตนออก เธอโซซัดโซเซไปรอบ ๆ อู่รถเพื่อกวาดเอาแบตเตอรี่เท่าที่จะหาได้มาต่อพ่วงกัน เวลาราวกับเดินไปอย่างเชื่องช้าโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนผู้ถูกพันธนาการที่ได้แต่นอนนิ่งตัวแข็งทื่อ ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไร เทปกาวที่ใช้มัดแขนขาแถมด้วยโซ่พันอีกรอบเป็นการรับประกันก็แทบจะไม่ขยับแม้แต่น้อย

แมรี่โยงสายไฟจากรถเข็นสองล้อแต่ละคันด้วยความคล่องแคล่วไม่เหมือนกับคนจรจัดทั่วไปแต่จบจากโรงเรียนช่างมายังไงยังงั้น และเมื่อทำการพ่วงเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวผมกระเซิงก็ยืดตัวขึ้นเพื่อปาดเหงื่อกับเลือดที่พยายามไหลเข้าตา เธอหาได้มีท่าทางแบบหญิงสาวที่เพิ่งรอดชีวิตจากฆาตกรโรคจิตมาได้ดังเช่นในหนังแนวสแลชเชอร์ทั่วไป อาการสั่นเล็กน้อยของเธอเกิดจากความเจ็บปวดต่างหาก อันที่จริงหากสังเกตดี ๆ แล้วจะพบว่านัยน์ตาสีเทากระจ่างของแมรี่นั้นสะท้อนความพึงพอใจอย่างยิ่งออกมา

“อะไรนะ อยากพูดอะไรหรือ” แมรี่เดินเอียงไปเอียงมาไปหาหนึ่งในชายสิบเอ็ดคนนั้น เธอเดาว่ามันคงเป็นหัวหน้ากลุ่ม แก๊งหรืออะไรก็ตามที่พวกชั่ว ๆ นี่สุมหัวกันอยู่จากการที่มันเป็นคนตะโกนสั่งให้พรรคพวกฆ่าเธอในทีแรก และก็เพราะมันเป็นคนเดียวที่ยังกล้าใช้สายตาเกรี้ยวกราดจ้องเธอในขณะที่คนอื่น ๆ ล้วนแต่กลัวกันหัวหด

หญิงสาวกระชากเทปปิดปากออก ทำเอาหนวดเคราสีเทากระจุกใหญ่ขาดติดออกไปด้วย

มึง- นังสารเลว! ทำอะไรวะ!!!” มันตะโกน เสียงก้องทั่วอู่รถที่เงียบงัน “รู้หรือเปล่าว่ามึงเพิ่งจะทำอะไรลงไป!

แมรี่นิ่วหน้า จากนั้นก็หันไปมองศพถูกมีดของเธอจนหัวเกือบขาดจากบ่า ก่อนหันกลับมามองชายวัยหกสิบดูบ้าพลังซึ่งหนวดเคราหายไปบางส่วน “รู้สิ ก็เห็นอยู่โต้ง ๆ ไม่ใช่หรือ ฉันเพิ่งฆ่าหนึ่งในพวกแกไป แล้วก็กำลังจะต่อแบตเตอรี่เข้ากับพวกแกทั้งหมดนี่ไง”

เสียงอู้อี้ระงมอย่างหวาดกลัว กระทั่งชายผู้กล้าหาญได้เป็นคนสุดท้ายก็ยังหน้าถอดสี

“มึง... เอา... จริง... งั้นเรอะ!”

“แน่อยู่แล้ว ไม่งั้นฉันจะบุกเข้ามาในนี้ทำไมล่ะ” แมรี่ยักไหล่ กลอกตาราวกับว่ามันก็เห็นชัด ๆ อยู่แล้วไม่ใช่หรือ ยังจะถามอีกแน่ะ

“ฟังนะ ไม่ว่ามึงจะเป็นคนของแก๊งไหน-”

“ฉันไม่ได้อยู่แก๊งไหนทั้งนั้นแหละ” แมรี่ตัดบท ท่าทีที่เปลี่ยนเป็นการอ้อนวอนทำให้เธอเบื่อหน่าย หญิงสาวหันหลังให้หัวหน้าแก๊งนักเลงอู่รถ เดินไปจัดการกับแบตเตอรี่ที่ยังต่อพ่วงไม่เสร็จ

“งั้นก็นักฆ่ารับจ้าง!”

“อืม อย่างฉันจะเรียกว่ารับจ้างได้หรือเปล่านะ” หญิงสาวครุ่นคิด จากนั้นก็ส่ายหน้า “ไม่หรอก ฉันไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรเลย แล้วก็ไม่ได้มีใครจ้างวานด้วย”

แล้วทำไมมึงถึงทำแบบนี้! บุกเข้ามาในอู่ของกู! ฆ่าลูกน้องกู! แล้วยังจะ-” ชายคนนั้นไม่อาจพูดต่อไปได้ ด้วยสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นช่างน่ากลัวเหลือเกิน

“เพราะลูกชายแกมันเป็นฆาตกรไงล่ะ ถ้าไอ้เวรตะไลนั่นไม่ทรมานสามีภรรยาคู่นั้นจนตายอย่างอนาถละก็-”

เอริก! ใช่แล้ว! เอริกจะไม่ปล่อยมึงแน่!

แมรี่ฉีกยิ้มกว้างแบบที่ทำให้ชายใจนักเลงอย่างเขายังต้องเสียวสันหลัง “เอริกเอ๋ย เอริก ป่านนี้มันน่าจะขึ้นอืดได้ที่แล้วละ คิดว่าฉันจะมาถึงที่นี่ได้ยังไงกันฮึ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันถามเอาดี ๆ จากเจ้านั่นน่ะ” ทว่าจู่ ๆ หญิงสาวก็ชะงัก หยุดมือจากสิ่งที่กำลังทำชั่วคราว เธอหันขวับไปทางหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งอยู่สูงขึ้นไปราวสี่เมตร ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่เธอเหมือนจะเห็นเงาดำพุ่งหายไปอย่างรวดเร็ว

แมรี่นวดขมับ พยายามไม่ใส่ใจกับความรู้สึกแปลก ๆ นี้ เป็นสัปดาห์แล้วที่เธอคล้ายสัมผัสได้ว่าถูกจับตาดูอยู่ตลอด ...โดยเฉพาะทุกครั้งที่ลงมือฆ่า เป็นเพราะเธอเสียสติไม่ก็มีความหลงใหลพิลึกพิลั่นอย่างนั้นหรือ ที่แน่ ๆ เธอไม่เคยคิดเรื่องการฆ่าแบบรายการเรียลลิตี้โชว์มาก่อน หรือว่าเธออยากฆ่าแบบไลฟ์สดกันแน่ นี่ความบ้าในหัวมันจะพัฒนาไปในทิศทางไหนนะ

“ไม่หรอก” หญิงสาวกลับมาให้ความสนใจกับชายกลางคนตรงหน้าอย่างเต็มที่อีกครั้ง “มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเอริกหรือใครก็ตามที่ฉันฆ่ามาตลอดอาทิตย์นี้เลย ทั้งหมดก็แค่เหตุผลกลวง ๆ เอาไว้บอกพวกแกกับจิตแพทย์ให้มีเนื้อเรื่องชวนติดตามบ้างเท่านั้นแหละ ความจริงก็คือฉันต้องการจะฆ่าพวกแกอยู่แล้ว ฉันอยากฆ่าสาวสวยเซ็กซี่ ฉันอยากฆ่าตัวตลก อยากฆ่ามิกกี้เมาส์... ไม่ ฉันไม่อยากฆ่ามิกกี้เมาส์ ฉันชอบเดวิด โบอี้กับวงฟูไฟเตอร์ ชอบกัปตันอเมริกามากกว่าไอรอนแมน เดี๋ยวก่อนนะ มันเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยหรือ เรื่องของเรื่องก็คือฉันฆ่าเมื่อฉันอยากฆ่า การฆ่าคนจำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรือ พวกแกก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดีอยู่แล้วนะ”

ถ้ามึงไม่ปล่อยพวกกูเดี๋ยวนี้ มึงจะต้องเสียใจ พวกพ้องของกูจะต้องไม่อยู่เฉยแน่! มึงจะต้องโดนตามล่า! ถูกทรมาน-

“ก็ให้พวกมันมาสิ” แมรี่ตัดบทความพยายามครั้งสุดท้ายของชายคนนั้น มองสีหน้าตื่นตระหนกของมันยามจับจ้องตัวหนีบแบตเตอรี่ซึ่งเธอนำมันมาโบกไปมาด้วยความสนุกสนาน “ฉันรอที่จะได้ฆ่าอีกครั้งไม่ไหวแล้ว”

ไม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่!!!” ชายผู้ถูกมัดติดรถเข็นกรีดร้อง เช่นเดียวกับชายอีกสิบคนที่เอาแต่ดิ้นพลางส่งเสียงอู้อี้ไม่หยุด

แล้วเธอก็เสียบตัวหนีบเข้ากับขั้วของแบตเตอรี่ลูกหนึ่ง ส่งผลให้วงจรที่โยงระหว่างแบตเตอรี่จำนวนสิบกว่าลูกกับร่างคนเหล่านั้นเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ เสียงกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านดังเปรี๊ยะ ๆ เริงร่า ประกายไฟสว่างแปลบปลาบบังคับให้แมรี่ต้องถอยมาชมอยู่ห่าง ๆ แววตาหญิงสาวสะท้อนความตื่นเต้นเหมือนเด็กเล็ก ๆ เห็นขนมหวาน เธอเริ่มปรบมือ เสียงหัวเราะคิกคักดังจากร่างบอบบาง จากปรบมือก็เปลี่ยนมาเป็นกระโดดโลดเต้น เสียงหัวเราะดังขึ้น และดังขึ้นเรื่อย ๆ

กระทั่งท้ายที่สุดก็กลายเป็นการหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ตอนที่นักเลงเหล่านั้นลุกเป็นไฟทีละคนสองคน

1

ยามที่แมรี่ก้าวผ่านประตูอู่รถออกมาต้องสายลมเย็น ๆ ของรัตติกาล เพลิงก็ลุกลามสว่างไสว นี่มันอย่างกับจังหวะหนังแอ็คชั่นสักเรื่องยังไงยังงั้น เพราะทันทีที่เธอออกห่างมาได้พอสมควร อาคารโกโรโกโสหลังนั้นก็ระเบิดตูม

ว้าวเว้ย! อะไรมันจะระเบิดภูเขาเผากระท่อมขนาดนี้เนี่ย” แมรี่คลำหัวป้อย ค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน แรงระเบิดถีบเธอปลิวล้มลุกคลุกคลาน ระบมไปทั้งเนื้อทั้งตัว

ตอนนั้นเองที่แมรี่สังเกตเห็นใครบางคนเข้า ตำรวจสายตรวจคนหนึ่งยืนตัวสั่นห่างจากเธอไปประมาณ 4 เมตร และแม้จะแสดงสีหน้าชัดเจนว่าไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตาม กระนั้นเขาก็จ่อปากกระบอกปืนมาที่เธอแล้วเรียบร้อย

นี่สินะที่เรียกว่าหวาดกลัวโดยสัญชาตญาณน่ะ แมรี่เกือบจะหลุดหัวเราะออกมาเสียแล้ว

“คำตอบก็คือใช่” เธอเอ่ย น้ำเสียงรื่นเริงไม่มีปิดบัง แมรี่แน่ใจว่าตัวตนของเธอในยามนี้คงทำฝ่ายนั้นแทบสติแตกเลยทีเดียว หญิงสาวโสโครกเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผล ในมือกำมีด ทั้งยังเพิ่งเดินออกมาจากอู่รถซึ่งตอนนี้ภายในนั้นคงเหลือเพียงตอตะโกพร้อมกับรอยยิ้มวิปลาส ดูยังไงก็ฆาตกรชัด ๆ

“ชะ ใช่... อะไร” สายตรวจนายนั้นถามเสียงสั่น

“ใช่ ฉันเป็นต้นเหตุของการระเบิดเมื่อกี๊เพราะดันเลือกฆ่าคนสิบเอ็ดคนในนั้นด้วยไฟฟ้า” แมรี่ตอบ “และก็ใช่ ฉันจะฆ่าคุณด้วยในอีก...”

ยังไม่ทันพูดจบดีเลย กระสุนก็พุ่งทะลุกลางอกหญิงสาว เสียงปืนทำลายความเงียบงันของถนนทั้งสาย ...นอกเหนือจากเสียงสะเก็ดไฟที่กำลังปะทุอยู่นะ แรงปะทะส่งแมรี่ลงไปนอนคอพับแน่นิ่งทันที

อะ อะ อะไรวะเนี่ยยย!!!” เจ้าหน้าที่นายนั้นร้องลั่น เขาเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าตนเองจะเผลอลั่นไกออกไปเช่นกัน ทว่ามันมีบางอย่างในแววตากับรอยยิ้มของหญิงสาวที่ทำให้เขาตระหนักถึงอันตรายยิ่งยวด

สายตรวจหนุ่มค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้ร่างบอบบางบนพื้นโดยไม่ลดความระวังลง มองเผิน ๆ หญิงสาวน่าจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็ยากจะบอกหากไม่ได้จับชีพจรดู

เขาใช้เท้าเขี่ยหัวเข่าแมรี่ แต่ก็ไม่มีการตอบสนองใด ๆ จากนั้นชายหนุ่มก็เปลี่ยนมาเตะแขนเธอเบา ๆ หญิงสาวก็ยังคงนอนอกเป็นรูอยู่อย่างนั้น เลือดไหลทะลักแบบที่ดูยังไงก็ไม่น่ารอด

แต่แล้วเปลือกตาที่ปิดอยู่ก็พลันเบิกโพลง

อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!” เจ้าหน้าที่หนุ่มกรีดร้อง แมรี่เองก็กรีดร้อง

ปฏิกิริยาตอบสนองของความกลัวทำให้เขาเลื่อนปากกระบอกปืนมาทางศีรษะเธอทันที ทว่ายังไม่ทันจะได้เหนี่ยวไก หญิงสาวก็กระเด้งตัวผลุงขึ้นมา ใช้มีดปักน่องขวาของชายหนุ่ม ไกปืนลั่นเปรี้ยงเฉียดใบหูแมรี่ไปนิดเดียว กระนั้นก็ส่งผลราวกับถูกค้อนหนัก ๆ เหวี่ยงฟาดศีรษะก็ไม่ปาน เสียงโหยหวนดังไม่รู้ของใครเป็นของใคร แมรี่ปล่อยหมัดออกไปมั่ว ๆ และก็เป็นความบังเอิญสุด ๆ ที่กำปั้นกระแทกเข้าเป้ากางเกงอย่างจัง

สายตรวจหนุ่มล้มตัวงอดิ้นพราด ๆ จุกจนร้องไม่ออก แมรี่เสียหลักหน้าทิ่มอยู่หลายรอบกว่าจะสามารถทรงตัวในท่าคลานได้ ซึ่งเธอไม่ยอมเสียเวลาที่จะมุ่งตรงไปหาอีกฝ่ายสักนิด

ตอนที่ชายหนุ่มลืมตาขึ้นก็พบว่าเธอคร่อมอยู่เหนือเขาแล้ว จากนั้นกำปั้นขวาก็ซัดลงมาที่โหนกแก้ม น่าแปลกที่ข้อมือผอม ๆ กลับมีเรี่ยวแรงมากถึงเพียงนี้ แค่หมัดแรกก็เพียงพอทำให้เขาเห็นดาวได้แล้ว แต่ไม่ทันไรหมัดที่สองก็ตามติดมา กระแทกจนหน้าหันกลับ จากนั้นก็หมัดที่สาม และสี่ และห้า และหก

ในที่สุดเขาก็เลิกนับมัน

แมรี่ต้องใช้พลังใจอย่างมากเพื่อรั้งตัวเองไม่ให้พลั้งมือฆ่านายตำรวจหนุ่มคนนี้จริง ๆ เธอเบนทิศทางหมัดของตนไปกระแทกกับพื้นคอนกรีตข้างศีรษะชายหนุ่ม จากนั้นก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด อย่างน้อยความเจ็บปวดก็ช่วยดึงสติเธอกลับมาจากความกระหายอันบ้าคลั่งได้ หญิงสาวหอบหายใจ ละสายตาจากใบหน้าแตกยับเงยมองท้องฟ้าเคลือบด้วยสีสันบาง ๆ ของเปลวเพลิง เธอคำรามยาว ๆ สามครั้งเพื่อปลดปล่อยความกราดเกรี้ยว

และเมื่อก้มกลับลงมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มอีกครั้ง แววฆาตกรก็อันตรธานไปจากประกายตาอันเจิดจ้าของเธอแล้ว

“คุณไม่ใช่ตำรวจเลวนี่หว่า! ถึงจะไม่ได้ใสสะอาดเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เพราะงั้นเก็บชีวิตเอาไว้ก่อนเถอะ” แมรี่เอียงคอคล้ายพิจารณาอีกฝ่ายอย่างใคร่รู้ จากนั้นริมฝีปากก็บิดโค้งเป็นรอยยิ้ม “พูดก็พูดเถอะ คุณควรขอบคุณฉันด้วยซ้ำสำหรับการซ้อมแค่ปางตายแบบนี้”

ตำรวจหนุ่มครางแผ่วราวกับแย้งว่าเขาไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่อเขาโดนเล่นซะแค่จะคงสติก็แทบไม่ไหวอยู่แล้ว

“มีดนั่นฉันให้เป็นของต่างหน้าแล้วกัน” แมรี่ชำเลืองมองมีดที่ปักคาน่องชายหนุ่มอยู่หลังจากลุกยืนขึ้นได้

เธอคิดว่าด้วยแผลที่ตนฝากไว้ให้น่าจะทำให้ตำรวจนายนี้ได้รับค่าชดเชย เหรียญเชิดชูหรือแม้แต่ลิขสิทธิ์หนังสืออัตชีวประวัติในฐานะผู้รอดจากฆาตกรต่อเนื่องอย่างเธอด้วยซ้ำ เผลอ ๆ อีกสักสิบยี่สิบปีข้างหน้า ไม่แน่ว่ามีดเล่มนี้อาจถูกประมูลไปโดยสาวกผู้คลั่งไคล้ฆาตกรโรคจิตและสร้างรายได้ให้รวยกันจนเขินไปเลยก็เป็นได้

แล้วแมรี่ก็โซเซจากไปพร้อมกับความรู้สึกราวกับตนเป็นนักบุญก็ไม่ปาน

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!