สวมร่างฆ่า - Agent of Death

ตอนที่ 5: ตอนที่ 5: บลัดดี้แมรี่

👁️ 1 อ่าน
22px

“ผลตรวจเทียบภาพสเก็ตช์กับฐานข้อมูลออกมาแล้ว” เจ้าหน้าที่สตีเวนสันวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้อง ความตื่นเต้นทำให้เขาไม่สนใจจะเคาะประตูด้วยซ้ำ สตีเวนสันโผล่เข้ามาแทรกการพูดคุยสั้น ๆ ระหว่างนอเดนส์กับหัวหน้าแผนก เจ้าหน้าที่หญิงฟิอานน่า นอเดนส์ชำเลืองมองผู้มาใหม่ด้วยนัยน์ตาคมกริบอย่างตำหนิ แต่ชายผมขาววัยใกล้เกษียณกลับหัวเราะออกมา เขาเบรกนอเดนส์ที่กำลังจะตำหนิสตีเวนสันด้วยการบอกว่าตนหมดเรื่องพูดพอดีและขอตัวไปประชุมกับนายพลต่อ

อะไรยะ!” หญิงผมสีน้ำตาลเปลือกไม้รวบหางม้าสั้นแหวหลังจากหัวหน้าแผนกติดตามอาชญากรออกจากห้องไปเรียบร้อยแล้ว “พรวดพราดเข้ามาแบบนี้ไม่รู้จักมารยาทหรือไง เห็นหรือเปล่าว่าฉันกำลังติดประชุมอยู่-”

“คุณต้องดูนี่” สตีเวนสันไม่สนใจหญิงสาว โบกแฟ้มในมือก่อนยื่นส่งให้หล่อน “รู้แล้วว่าฆาตกรของเราเป็นใคร”

นอเดนส์สูดหายใจเสียงดังทันทีที่เห็นเอกสารในแฟ้ม “แมรี่ สปริงฟีลด์” หล่อนเงยหน้า ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าความรู้สึกคุ้นเคยตอนที่ได้เห็นภาพสเก็ตช์ครั้งแรกนั้นคืออะไร แม้ตนจะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลคดีของแมรี่เมื่อ 2 ปีก่อน ทว่าสำหรับเจ้าหน้าที่แผนกฆาตกรรมทุกคนต่างล้วนรู้จักกับฆาตกรต่อเนื่องรายนี้เป็นอย่างดี

แมรี่ สปริงฟีลด์หรือที่รู้จักกันดีในฉายา บลัดดี้แมรี่คือฆาตกรที่ออกไล่สังหารเหยื่อตั้งแต่ปี 2024 ถึง 2027 โดยมีรูปแบบวิธีการฆ่าด้วยมีดเลาะกระดูกและทรมานเหยื่อจนกว่าจะขาดใจตายไปเอง จุดเด่นที่ทำให้หล่อนได้ฉายาเลือดโชกนี้นั้นก็มาจากสภาพที่เกิดเหตุที่เต็มไปด้วยเลือดสาดกระจายประหนึ่งผืนผ้าใบที่หล่อนจงใจใช้มันสร้างงานศิลปะอันวิปลาสขึ้นมาก็ไม่ปาน เหยื่อของบลัดดี้แมรี่มีตั้งแต่เด็กประถมจนถึงคนชรา หล่อนสังหารทุกคนโดยไม่สนใจว่าชายหรือหญิง จะชาวบ้านธรรมดาหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทั่งหล่อนไปชำแหละอัยการเข้านั่นแหละ การตอบโต้ของฝั่งเจ้าหน้าที่จึงรุนแรงขึ้นถึงขีดสุด หล่อนถูกจับตัวได้ในเดือนมิถุนายนปี 2027 ซึ่งในเวลานั้นหล่อนมีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น

แรงจูงใจการฆ่าของบลัดดี้แมรี่อยู่ที่ เลือด โดยแมรี่ สปริงฟีลด์ได้อธิบายความคลั่งไคล้ต่อเลือดกับจิตแพทย์และนักวิเคราะห์ไว้ว่าเหมือนกับความรู้สึกยามคลื่นทะเลซัดถูกฝ่าเท้าบนผืนทราย เพียงแต่เลือดที่สาดกระเซ็นนั้นให้ความรู้สึกดีกว่ากันมาก

แมรี่ถูกวิเคราะห์ว่ามีความฉลาดในระดับสูง ด้วยไอคิวสูงกว่า 150 ทำให้หล่อนสามารถวางแผนหลบหนีการจับกุมได้ถึงสามปี ขณะที่ลงมือสังหารเหยื่อไปกว่า 30 คนเท่าที่มีการบันทึกเอาไว้

หลังการพิจารณาคดี แมรี่ถูกวินิจฉัยว่ามีปัญหาทางจิตอย่างรุนแรงและถูกส่งไปบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่ง ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการเปิดเผยว่าการดำเนินการทั้งหมดเกิดจากการติดสินบนโดยญาติของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งผู้เป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งนั้นที่ต้องการตัวแมรี่ไปทรมานเสียเอง ประเด็นก็คือหนึ่งปีครึ่งหลังจากที่แมรี่ สปริงฟีลด์ได้รับการบำบัดอย่างทารุณ โรงพยาบาลแห่งนั้นก็เกิดเพลิงไหม้อย่างเป็นปริศนา และหลักฐานก็บ่งชี้ว่าหล่อนเสียชีวิตไปแล้วในเหตุการณ์นั้น

“เป็นไปได้ยังไง” นอเดนส์พึมพำ พลิกเอกสารแต่ละหน้าอ่านซ้ำไปซ้ำมาเหมือนยังเชื่อไม่ลงเท่าไหร่

“บางทีหล่อนอาจมีวิธีสร้างหลักฐานปลอมว่าตายแล้ว งั้นก็เป็นไปได้มากว่าเพลิงไหม้ที่โรงพยาบาลนั่นเป็นฝีมือหล่อนเพื่อที่จะหลบหนี”

“ไม่ ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก ถึงจะน่าสงสัยเหมือนกันก็เถอะ” นอเดนส์เบือนหน้าไปทางภาพถ่ายศพกับสถานที่เกิดเหตุบนกระดานคดีที่รับผิดชอบ ท่าทางของหล่อนทำให้สตีเวนสันอดไม่ได้ต้องหันไปเช่นกัน “ลองดูสิ นายสังเกตเห็นแบบแผนการฆ่าบนกระดานนี้หรือเปล่า”

“นั่นมันก็... เดี๋ยวนะ” สตีเวนสันตาโตเมื่อตระหนักถึงความจริงบางอย่าง

“เข้าใจแล้วใช่ไหม” หญิงสาวมองสีหน้าเพื่อนร่วมงานของตน “ลองไม่พูดชื่อแมรี่ออกมา นายจะคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือหล่อนหรือเปล่า”

“แต่นี่อย่างกับ... เป็นฆาตกรคนละคนยังไงยังงั้นเลยนะ”

“ใช่” นอเดนส์ถอนหายใจ “ที่แมรี่ สปริงฟีลด์ได้ฉายาว่าบลัดดี้แมรี่ก็เพราะความคลั่งไคล้ต่อเลือดของหล่อน ทว่ากับการฆาตกรรมทั้ง 37 รายตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นคนละเรื่องกันเลย ฆาตกรไม่ได้ยึดติดกับแบบแผนการฆ่า บลัดดี้แมรี่จะมีมีดเลาะกระดูกเป็นอาวุธคู่กาย ผิดกับแมรี่คนนี้ที่ลงมือด้วยอาวุธหลากหลายและใช้กระทั่งของที่ไม่น่าจะนำมาใช้เป็นอาวุธสังหารด้วยซ้ำ” หล่อนชี้ไปยังภาพหนึ่งซึ่งมีชายถูกมัดในสภาพเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง เหยื่อรายนี้ถูกสังหารด้วยการกรอกสมูทตี้ผลไม้ลงคอจนขาดอากาศหายใจตาย “โดยเฉพาะสถานที่เกิดเหตุ การลงมือของบลัดดี้แมรี่จะแสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถัน หล่อนต้องการใช้เวลากับเหยื่ออย่างเชื่องช้าโดยแน่ใจว่าจะไม่ถูกใครหรืออะไรขัดจังหวะ และจะต้องเต็มไปด้วยเลือดเสมอ เลือดคือองค์ประกอบสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้

“แล้วลองมาดูแมรี่คนนี้สิ” นอเดนส์พูดต่อ “ฆ่าโดยการรัดคอ ฆ่าด้วยไฟฟ้าแล้วเผาต่อ ฆ่าด้วยขวดปากฉลาม ถึงจะมีหลายครั้งที่ใช้มีดก็เถอะ แต่หล่อนดูจะไม่สนใจเรื่องการใช้เวลากับเหยื่ออีกแล้ว อย่างกับว่า...”

“นึกอยากฆ่าเมื่อไหร่ก็ลงมือทันที” สตีเวนสันต่อประโยคที่นอเดนส์นิ่งไปเหมือนนึกหาถ้อยคำไม่ออกอยู่ชั่วขณะ

“หล่อนไม่ได้วางแผนอะไรเลย” หญิงสาวส่ายหน้า “ซึ่งนำมาสู่คำถามว่า นี่คือบลัดดี้แมรี่คนนั้นจริง ๆ หรือ”

“บางทีหล่อนอาจปรับเปลี่ยนแบบแผนของตัวเอง”

“จากฆาตกรอัจฉริยะที่ระมัดระวังสุดขีดมาเป็นกุ๊ยในบาร์เหล้าน่ะหรือ” นอเดนส์นิ่วหน้า “แค่เรื่องเลือดก็ผิดแล้ว จากหลักฐานทั้งหมดที่มีไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความคลั่งไคล้ต่อเลือดอย่างที่หล่อนเคยบอกไว้เลย มันมีฆาตกรต่อเนื่องที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้ด้วยหรือ”

“ไม่แน่ว่าคงมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นในเหตุไฟไหม้ระหว่างการหลบหนีของหล่อนไม่ก็หลังจากนั้น หล่อนอาจเสียความทรงจำก็ได้ใครจะรู้” แม้จะพูดเช่นนั้น ทว่าสตีเวนสันก็ไม่ค่อยจริงจังกับความคิดตนเท่าไหร่ อันที่จริงตอนนี้เขามึนงงกับข้อมูลที่ได้มากกว่าจะสามารถวิเคราะห์ด้วยหลักเหตุผลโดยไม่เอาพล็อตหนังเข้ามาเอี่ยวด้วยซ้ำ

“ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปอะไรได้” นอเดนส์จ้องรูปถ่ายใบหน้าสะท้อนความวิปริตผ่านรอยยิ้มของแมรี่ สปริงฟีลด์เขม็ง มองตรงเข้าไปในดวงตาฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตราวกับต้องการจะล้วงมือไปควานหาความจริงในสมองบิดเบี้ยวของฝ่ายนั้นหากว่าทำได้ “เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะให้คำตอบพวกเราได้ก็มีแค่ตัวแมรี่เองเท่านั้นแหละ”

1

แก! ไอ้ตัวขี้เกียจ! รู้นะว่าแอบเข้ามาอู้ในห้องน้ำน่ะ!” เสียงนั้นประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงมา “อยากถูกไล่ออกใช่ไหม! รีบ ๆ ไสหัวไปทำงานให้เสร็จได้แล้ว!!! งานไม่เสร็จวันนี้ห้ามกลับบ้านเด็ดขาด!

แมรี่สะดุ้งตื่น ครู่ใหญ่ที่เธอไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนระหว่างชีวิตเก่ากับชีวิตใหม่ซึ่งดูจะเส็งเคร็งพอกัน หญิงสาวมองไปรอบ ๆ จากนั้นจึงมาหยุดที่ฝ่ามือทั้งหยาบและสกปรกของตน เธอจำได้แล้ว หลังจากโซซัดโซเซออกจากป่ากระทั่งเจอจุดพักรถ เธอก็แอบโดยสารมากับรถขนหินจนถึงเขตชานเมือง จากนั้นจึงเดินเท้าต่อมาหมดแรงที่นี่ ในเพิงโทรม ๆ ในเขตโรงงานร้างที่ไม่จำเป็นต้องมีฆาตกรต่อเนื่องก็น่ากลัวมากพออยู่แล้ว

กระเพาะส่งเสียงโครกคราก “อาหาร...” เธอพึมพำ

สายตามากมายต่างมีเป้าหมายอยู่ที่จุดเดียว ทั้งสายตารังเกียจเดียดฉันท์ สายตาสมเพชเวทนา สายตาเย้ยหยัน เสียงซุบซิบคล้ายมีคล้ายไม่มีลอยตามลมจากตรงไหนสักแห่งรอบตัว ไม่ว่าจะเสียงหรือสายตาก็ล้วนไม่ต่างจากภูตผีที่ไม่อาจมองเห็นหรือสัมผัสยามตั้งใจทว่ากลับสามารถแน่ใจได้ว่าพวกมันมีอยู่ ไม่นานนักความสงสัยของหญิงสาวก็ได้รับคำตอบเมื่อเธอเดินมาถึงร้านตัดชุดแต่งงาน ซึ่งบานกระจกใสข้างหน้าสะท้อนให้เห็นเงาจาง ๆ ของตนบนนั้น

ผมเผ้ารุงรังสังกะตัง ฝุ่นสีขาวจากรถขนส่งหินเมื่อคืนกับขี้โคลนแห้งแข็งเปรอะตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดเดรสสีน้ำตาลตัวเก่าเปื่อยยุ่ยจนไม่อาจจินตนาการสมัยที่มันเพิ่งออกจากโรงงานตัดเย็บได้เลย กางเกงยีนส์เป็นสิ่งเดียวที่เหมือนจะอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดแต่ก็หาความสะอาดไม่ได้ รองเท้าผ้าใบเหลือเพียงข้างซ้ายข้างเดียวส่งผลให้ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยรอยแตกน่าเกลียด พูดได้ว่าเธออยู่ในโหมดคนจรจัดแบบจัดเต็มขนาดที่ว่าเผลอ ๆ คนไร้บ้านในเมืองนี้อาจยังดูดีกว่าเสียอีก

ถึงอย่างนั้นก็ยังนับว่าโชคดีที่ฝุ่นโคลนช่วยบดบังรอยเลือดกระทั่งดูไม่ต่างจากการที่เธอลงไปกลิ้งในแอ่งน้ำขยะมาแทนที่จะเป็นที่เกิดเหตุฆาตกรรม

ผู้คนรังเกียจเธอ แมรี่สบายใจกับความคิดนี้ยิ่งนัก ด้วยไม่มีใครอยากเข้าใกล้ก็แปลได้ว่าโอกาสที่พวกนั้นจะหาเรื่องใส่ตัวก็ยิ่งน้อยลง

ท้องส่งเสียงเตือนหนักหน่วงอีกครั้ง หญิงสาวสอดส่ายสายตาหาถังขยะ แต่ไหงหายังไงก็ไม่เจอสักทีนะ คนที่นี่เขาไม่กินไม่ใช้อะไรกันเลยหรือไง จะว่าไปแล้วตั้งแต่เริ่มเข้ามาในเขตเมือง เธอก็ยังไม่เจอร้านอาหารเลยสักร้าน ต่อให้เป็นเพิงโง่ ๆ ก็ตาม

บ้าเอ๊ย มันต้องมีบ้างสิ แมรี่หวังว่าจะเจอร้านอาหารขนาดกลางสักร้าน เธอไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนใจบุญอยู่แถวนั้น ทว่าเพราะด้านหลังร้านอาหารพวกนี้จะมีถังขยะที่เต็มไปด้วยบุฟเฟ่ต์ต่างหาก สมมติว่าเธอไม่โดนไล่ตะเพิดซะก่อนนะ

“รอเดี๋ยว!” เสียงผู้หญิงดังขึ้น แต่แมรี่ไม่ได้ยินในทีแรก “นี่! รอเดี๋ยวสิ!”

“เธอพูดกับฉันหรือ” แมรี่พบว่ามีเงาสายหนึ่งขยับมาขวางเธอ

“ใช่แล้ว ฉันพูดกับเธอนั่นแหละ”

เบื้องหน้าแมรี่คือหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ ประเภทที่คนเขาเรียกว่าพังก์หรืออะไรทำนองนั้น ผมย้อมเขียวสดใสไถข้างเกรียนเหลือด้านบนยาวราวหนึ่งคืบทำเป็นทรงหนาม หล่อนทารอบตาเสียดำปี๋ เจาะห่วงทั้งปีกจมูกกับริมฝีปาก แต่งกายด้วยเสื้อยืดสีดำแขนกุดอวดลายแทททูเต็มแขนซ้าย เข็มขัดหนังตกแต่งด้วยปลอกกระสุนไรเฟิลตลอดเส้นคาดทับกางเกงยีนส์ขาสั้น ท่อนขาออกจะอวบนิดหน่อยรัดถุงน่องตาข่าย รองเท้าเป็นบู๊ทหนังส้นเตี้ยตกแต่งด้วยกระดุมเงิน

สาวพังก์กวักมือเรียกเธอ ขณะที่ในปากเคี้ยวหมากฝรั่งหงับ ๆ ไม่หยุด “มานี่สิ”

“มีอะไรหรือเปล่า” แมรี่ถามอย่างระมัดระวัง ท่าทีนั้นหากเป็นคนทั่วไปคงคิดว่าเธอกำลังหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้ายโดยคนแปลกหน้า อย่างเช่นคนจรจัดที่มักถูกพวกวัยรุ่นกวนเมืองไล่ทำร้าย แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นมันคนละเรื่องกันเลย

ท้องร้องโครกครากเสียงดัง สาวพังก์ชี้มือมาพร้อมรอยยิ้ม “กำลังหิวอยู่ใช่ไหมล่ะ รอตรงนี้ประเดี๋ยวนะ”

แมรี่ยืนมองหล่อนไขกุญแจแล้วหายเข้าไปในร้านหนังสือการ์ตูน ไฟในร้านสว่างขึ้นเผยให้เห็นชั้นวางที่เต็มไปด้วยคอมิกส์กับของเล่นประเภทที่เธอเคยนึกอยากได้จนตัวสั่นสมัยเด็ก ๆ แต่ไม่เคยมีวาสนาดีพอจะหาซื้อมาครอบครอง ช่างน่าประหลาดเหลือเกินที่แม้จะฆ่าคนมานับไม่ถ้วนขนาดเกือบจำตัวเองไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่อาจตัดใจจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างหนังสือการ์ตูนได้

ไม่นานนักสาวพังก์ก็กลับออกมาพร้อมกล่องพลาสติกใส่แซนด์วิชทำเองสองชิ้น

“ตอนนี้ฉันมีแค่นี้แหละ คงพอช่วยให้หายหิวได้บ้าง” หล่อนเอ่ยพลางเปิดกล่องพลาสติกแล้วยื่นแซนด์วิชชิ้นหนึ่งมาให้ ซึ่งแมรี่ไม่ยอมเสียเวลาสักนิดเอื้อมไปคว้ามายัดปากเคี้ยวกร้วม ๆ แทบจะทันที “ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนี้ก็ได้ ฉันไม่เอาคืนหรอก”

แมรี่ชะงักเล็กน้อย จากนั้นจึงลดความดุเดือดในการกินลง “ขอบคุณ” เธอพูดอู้อี้เนื่องจากมีอาหารอัดเต็มปาก

“ไม่ต้องคิดมาก คนเราก็ต้องช่วย ๆ กันอยู่แล้ว” สาวพังก์ว่าต่อ “ว่าแต่เอานี่ไปด้วยนะ”

แมรี่ก้มมองสิ่งที่อีกฝ่ายยื่นส่งมาให้ก็พบว่านั่นไม่ใช่อาหารหรือเศษเงินอย่างที่นาน ๆ ทีจะมีคนโยนให้เธอเพราะนึกสงสารขึ้นมา ทว่าเป็นหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่ง

“ฉันเห็นสายตาที่เธอมองหนังสือในร้านเมื่อกี๊นี้เลยคิดว่าคงอยากได้สักเล่ม แต่โทษทีนะที่ฉันคงไม่สามารถเลือกเล่มที่จะให้เธอได้เพราะยังไงฉันมันก็เป็นแค่พนักงานร้านกระจอก ๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง”

แมรี่ไม่รู้จักเรื่องที่สาวพังก์อุตส่าห์หยิบติดมือมาให้ ที่สำคัญนี่ยังเป็นของใหม่ยังไม่ได้แกะพลาสติกออกเลย แมรี่ส่ายหน้าโดยไม่ละสายตาจากหนังสือการ์ตูนในมืออีกฝ่าย ท่าทีคล้ายอยากจะรับไว้แต่ก็ไม่กล้า

“รับไปสิ ฉันช่วยเธอได้แค่นี้แหละ”

ความรู้สึกท่วมท้นขึ้นในอก เป็นความซาบซึ้งใจแบบที่ไม่ได้เกิดกับเธอนานมากแล้ว ขณะที่ความรู้สึกอีกอย่างกลับเป็นความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะสัมผัสเลือดอุ่น ๆ ของหญิงสาวใจดีตรงหน้า

“ขอบคุณ” แมรี่พูดได้แค่นั้น ก่อนจะเบือนหน้าหนีจากภาพใบหน้าอาบเลือดของสาวพังก์อันเกิดจากจินตนาการดำมืดภายในใจของตน

2

ไม่เอาน่า ในเมื่ออยากจะฆ่าก็ฆ่าสิ มีดก็มีพร้อมอยู่แล้ว ร้านหนังสือการ์ตูนนั่นก็มีมุมอับเยอะแยะ กว่าตำรวจจะได้ดูกล้องวงจรปิดป่านนั้นเราก็เตลิดไปไหนต่อไหนแล้ว เรื่องนี้มีแต่ได้กับได้ จะมัวยึกยักอะไรอยู่

“ฉันไม่อยาก” แมรี่พึมพำ เดินดุ่ม ๆ ไม่มองใครไปตามทางเท้าท่ามกลางสายตารังเกียจของผู้คน

แกโกหก เรื่องของตัวเอง ตัวเองย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ แกอยากฆ่านังผู้หญิงสายดาร์กนั่น ใช่แล้ว แกอยากรู้สึกถึงเลือดอุ่น ๆ ของหล่อน ได้แหวกเครื่องในออกมาถือไว้ในมือ รับรู้ถึงหยาดโลหิตที่สาดกระเซ็น-

“ไม่ ฉันไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้น” แมรี่กัดฟัน

กลับไปกันเถอะ กลับไปเชือดหล่อนกัน ฉันรู้ว่าแกต้องการ ฉันรู้ว่าแกกระหาย ครั้งสุดท้ายที่เราได้ฆ่าใครมันนานแค่ไหนแล้ว หนึ่งวัน? สองวัน? นั่นตั้ง 48 ชั่วโมงเลยนะ 48 ชั่วโมงที่ไม่ได้เอามีดฝังในเบ้าตาใครนี่มันก็ไม่ต่างอะไรจากนรก

“เชื่อเถอะว่าฉันเคยเห็นนรกมาแล้ว!”

นั่นอะนะนรก ขอเถอะ อย่างแกมันก็แค่คนน่าเบื่อที่เกลียดชีวิตตัวเองเท่านั้นแหละ

หยุด… สักที!” แมรี่คำรามจนคนรอบ ๆ หันมามองเป็นสายตาเดียวกัน “ไม่มีประโยชน์ที่จะปั่นหัวฉันหรอก! ฉันไม่เหมือนแก! และจะไม่มีวันกลายเป็นแบบแก!!!

ของแบบนี้ให้เวลามันหน่อย เดี๋ยวก็เป็นไปเอง ความจริงฉันยังแปลกใจเลยนะที่แกยังกล้าพูดแบบนี้ได้อยู่ แต่ก่อนแกไม่เคยฆ่าใคร ขนาดหนูตัวใหญ่ ๆ ก็ยังไม่กล้า แล้วดูตอนนี้สิ แกทิ้งศพเกลื่อนกลาดตลอดทางอย่างกับจะแข่งกันงั้นแหละ ซึ่งฉันต้องบอกว่าน่าประทับใจทีเดียว

“ฉันฆ่าเฉพาะพวกคนเลวเท่านั้น” แมรี่เถียงเสียงอ่อย รู้ดีว่าเหตุผลของตนนั้นไร้น้ำหนักเพียงใด

จะคนเลวหรือไม่ ฆ่าก็คือฆ่าอยู่ดีนั่นแหละ คำถามคือแกสนุกกับมันหรือเปล่าล่ะ ไม่ แกไม่ต้องตอบหรอก แกก็รู้คำตอบของตัวเองดีแล้วนี่นา ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แกเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว!!!

แมรี่หยุดเดินกะทันหัน ก่อนจะหมุนตัวกลับไปมองยังเส้นทางที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งแม้จะมองไม่เห็นร้านหนังสือการ์ตูนแล้ว ทว่าสาวพังก์ในจินตนาการดำมืดของเธอก็ยังแจ่มชัดราวกับตนลงมือเชือดไปแล้วสด ๆ ร้อน ๆ ยังไงยังงั้น

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!