เสียงนาฬิกาปลุกดังโหยหวน ชายหนุ่มโซซัดโซเซลุกขึ้น นัยน์ตาแทบเปิดไม่ได้ขณะที่เขางมหาทางไปห้องน้ำในความมืด จากนั้นไม่นานนักแสงไฟก็สว่างขึ้น ต้องใช้เวลาสักพักกว่าสายตาจะปรับเข้ากับแสงหม่น ๆ ของหลอดนีออนเก่า ๆ ได้ เผยให้เห็นชายวัยยี่สิบกลาง ๆ หน้าตายับยู่ยี่จากการตรากตรำสะท้อนบนกระจกเหนืออ่างล้างหน้า ขอบตาคำคล้ำ ผมยาวรุงรัง ผิวหนังแห้งผากดูแก่กว่าอายุจริงเนื่องจากขาดการบำรุงบวกกับการที่ต้องเจอกับแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวัน
รถไฟแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ยืน ท้องไส้ของเขาปั่นป่วนด้วยความหิวทั้งยังเหมือนท้องจะเสียอีกด้วย ชายหนุ่มกัดฟันทนจนกระทั่งรถไฟไปถึงสถานีปลายทางเพื่อจะพบว่าบัตรผ่านเข้าบริษัทของเขามีปัญหา ไหนจะห้องน้ำที่พร้อมใจกันเต็มทุกห้องโดยไม่ได้นัดหมายอีก
ตอนที่เขากำลังจะกินข้าวเช้าตอนเวลาเกือบ 10 โมง เอกสารกองใหญ่ก็หล่นโครมลงบนโต๊ะ ซึ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าคนที่เพิ่งทุ่มงานมาให้อีกตั้งเบ้อเริ่มหาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอ้หัวทุ่งหมาหลง หัวหน้าจอมโยนงานผู้มีเอกลักษณ์เป็นศีรษะสะท้อนแสงตัวดีนั่นเอง
“มัวแต่เหม่อลอยอะไรอยู่! บริษัทจ้างให้เอ็งเข้ามาทำงานนะ! ไม่ใช่ให้มานั่งลอยหน้าลอยตาทำหน้าโง่เง่าแบบนี้!” ไอ้หัวทุ่งหมาหลงตวาดจนคนในแผนกต่างหันมองมาเป็นสายตาเดียวกัน “แล้วก็ทั้งหมดนี่ขอเสร็จก่อนบ่าย 2 เข้าใจไหม!”
ชายหนุ่มค่อย ๆ วางแซนวิชในมือลง จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน
รถไฟช่วงเย็นยิ่งโหดร้ายกว่าตอนเช้าเสียอีก เขาต้องรอรถถึง 3 ขบวนกว่าจะได้ขึ้น และเมื่อขึ้นมาแล้วก็ต้องเจอกับสถานะปลากระป๋องที่แค่หายใจยังลำบาก ซ้ำร้ายยังมีกลิ่นเหงื่อไคล้หมักหมมทั้งวันของผู้โดยสารที่ผสมปนเปกันมั่วไปหมดคอยทรมานด้วยอีกต่างหาก
หลังถึงบ้าน ชายหนุ่มได้แต่กินข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อที่ห่วยแตกไร้รสชาติ จนอาบน้ำเสร็จ เขาก็หมดแรงพอดี ไม่อาจทำสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ ได้
เสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้อง ชายหนุ่มโซซัดโซเซลุกขึ้น นัยน์ตาแทบเปิดไม่ได้ขณะที่เขางมหาทางไปห้องน้ำในความมืด จากนั้นไม่นานนักแสงไฟก็สว่างขึ้น ต้องใช้เวลาสักพักกว่าสายตาจะปรับเข้ากับแสงหม่น ๆ ของหลอดนีออนเก่า ๆ ได้ เผยให้เห็นชายวัยยี่สิบกลาง ๆ หน้าตายับยู่ยี่จากการตรากตรำสะท้อนบนกระจกเหนืออ่างล้างหน้า ขอบตาคำคล้ำ ผมยาวรุงรัง ผิวหนังแห้งผากดูแก่กว่าอายุจริงเนื่องจากขาดการบำรุงบวกกับการที่ต้องเจอกับแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวัน
รถไฟแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ยืน ท้องไส้ของเขาปั่นป่วนด้วยความหิวบวกกับความอึดอัดของอาการท้องผูก ชายหนุ่มกัดฟันทนจนกระทั่งรถไฟไปถึงสถานีปลายทาง กระเพาะอาหารมีอาการแสบแปลก ๆ
ตอนที่เขากำลังจะกินข้าวเช้าตอนเวลาเกือบ 10 โมง เอกสารกองใหญ่ก็หล่นโครมลงบนโต๊ะ ซึ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าคนที่เพิ่งทุ่มงานมาให้อีกตั้งเบ้อเริ่มหาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอ้หัวทุ่งหมาหลง หัวหน้าจอมโยนงานผู้มีเอกลักษณ์เป็นศีรษะสะท้อนแสงตัวดีนั่นเอง
“อายุตั้งเท่าไหร่แล้วแต่ทำงานไม่ได้เรื่อง! อย่างนี้คิดว่าสมควรจะได้เลื่อนขั้นหรือเปล่าน่ะ! หา!” ไอ้หัวทุ่งหมาหลงตวาดจนคนในแผนกต่างหันมองมาเป็นสายตาเดียวกัน “แล้วก็ทั้งหมดนี่ขอเสร็จก่อนบ่าย 2 ครึ่งเข้าใจไหม!”
ชายหนุ่มค่อย ๆ วางแซนวิชในมือลง จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน
รถไฟช่วงเย็นยิ่งโหดร้ายกว่าตอนเช้าเสียอีก เขาต้องรอรถถึง 3 ขบวนกว่าจะได้ขึ้น และเมื่อขึ้นมาแล้วก็ต้องเจอกับสถานะปลากระป๋องที่แค่หายใจยังลำบาก ซ้ำร้ายยังมีกลิ่นเหงื่อไคล้หมักหมมทั้งวันของผู้โดยสารที่ผสมปนเปกันมั่วไปหมดคอยทรมานด้วยอีกต่างหาก
หลังถึงบ้าน ชายหนุ่มได้แต่กินข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อที่ห่วยแตกไร้รสชาติ จนอาบน้ำเสร็จ เขาก็หมดแรงพอดี ไม่อาจทำสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ ได้
เสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้อง ชายหนุ่มโซซัดโซเซลุกขึ้น นัยน์ตาแทบเปิดไม่ได้ขณะที่เขางมหาทางไปห้องน้ำในความมืด จากนั้นไม่นานนักแสงไฟก็สว่างขึ้น ต้องใช้เวลาสักพักกว่าสายตาจะปรับเข้ากับแสงหม่น ๆ ของหลอดนีออนเก่า ๆ ได้ เผยให้เห็นชายวัยยี่สิบกลาง ๆ หน้าตายับยู่ยี่จากการตรากตรำสะท้อนบนกระจกเหนืออ่างล้างหน้า ขอบตาคำคล้ำ ผมยาวรุงรัง ผิวหนังแห้งผากดูแก่กว่าอายุจริงเนื่องจากขาดการบำรุงบวกกับการที่ต้องเจอกับแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวัน
รถไฟแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ยืน ท้องไส้ของเขาปั่นป่วนด้วยความหิวบวกกับความอึดอัดของอาการท้องผูก ชายหนุ่มกัดฟันทนจนกระทั่งรถไฟไปถึงสถานีปลายทาง กระเพาะอาหารมีอาการแสบแปลก ๆ ในหัวปวดตุบ ๆ ราวกับจะระเบิด
ตอนที่เขากำลังจะกินข้าวเช้าตอนเวลาเกือบ 10 โมง เอกสารกองใหญ่ก็หล่นโครมลงบนโต๊ะ ซึ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าคนที่เพิ่งทุ่มงานมาให้อีกตั้งเบ้อเริ่มหาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอ้หัวทุ่งหมาหลง หัวหน้าจอมโยนงานผู้มีเอกลักษณ์เป็นศีรษะสะท้อนแสงตัวดีนั่นเอง
“ถ้าทำงานไม่ไหวออกลาออกไปซะ! อย่ามาทำท่าทางสำออยให้เห็น! พนักงานที่นี่ต้องมีศักยภาพ!” ไอ้หัวทุ่งหมาหลงตวาดจนคนในแผนกต่างหันมองมาเป็นสายตาเดียวกัน “แล้วก็ทั้งหมดนี่ขอเสร็จก่อนบ่ายโมงเข้าใจไหม!”
ชายหนุ่มค่อย ๆ วางแซนวิชในมือลง จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน
รถไฟช่วงเย็นยิ่งโหดร้ายกว่าตอนเช้าเสียอีก เขาต้องรอรถถึง 3 ขบวนกว่าจะได้ขึ้น และเมื่อขึ้นมาแล้วก็ต้องเจอกับสถานะปลากระป๋องที่แค่หายใจยังลำบาก ซ้ำร้ายยังมีกลิ่นเหงื่อไคล้หมักหมมทั้งวันของผู้โดยสารที่ผสมปนเปกันมั่วไปหมดคอยทรมานด้วยอีกต่างหาก
วันนี้ใครบางคนตดออกมา
หลังถึงบ้าน ชายหนุ่มได้แต่กินข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อที่ห่วยแตกไร้รสชาติ จนอาบน้ำเสร็จ เขาก็หมดแรงพอดี ไม่อาจทำสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ ได้
วันเสาร์ เขานอนหมดแรงอยู่กว่าครึ่งวัน และครึ่งวันหลังก็ทำได้แค่นั่งไถหน้าจอโทรศัพท์มือถือปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
วันอาทิตย์ ชายหนุ่มต้องเคลียร์งานบ้านที่ค้างคา ซักผ้า ตากผ้า ทำความสะอาดห้อง ครึ่งวันของเขาหมดไปกับงานบ้านที่ทำออกมาก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ เขานอนหมดแรงในช่วงบ่าย และได้ฤกษ์ลงมือทำงานอดิเรกอย่างการเขียนนิยายตอนประมาณ 6 โมงเย็น ก่อนที่เขาจะต้องรีบนอนตอน 3 ทุ่มเพื่อจะสามารถตื่นเช้าไปทำงานในวันรุ่งขึ้น
เสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้อง ชายหนุ่มโซซัดโซเซลุกขึ้น นัยน์ตาแทบเปิดไม่ได้ขณะที่เขางมหาทางไปห้องน้ำในความมืด จากนั้นไม่นานนักแสงไฟก็สว่างขึ้น ต้องใช้เวลาสักพักกว่าสายตาจะปรับเข้ากับแสงหม่น ๆ ของหลอดนีออนเก่า ๆ ได้ เผยให้เห็นชายวัยยี่สิบกลาง ๆ หน้าตายับยู่ยี่จากการตรากตรำสะท้อนบนกระจกเหนืออ่างล้างหน้า ขอบตาคำคล้ำ ผมยาวรุงรัง ผิวหนังแห้งผากดูแก่กว่าอายุจริงเนื่องจากขาดการบำรุงบวกกับการที่ต้องเจอกับแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวัน
รถไฟแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ยืน ท้องไส้ของเขาปั่นป่วนด้วยความหิวบวกกับความอึดอัดของอาการท้องผูก ชายหนุ่มกัดฟันทนจนกระทั่งรถไฟไปถึงสถานีปลายทาง กระเพาะอาหารมีอาการแสบแปลก ๆ ในหัวปวดตุบ ๆ ราวกับจะระเบิด เขานึกอยากให้รถไฟเกิดพังหรืออะไรสักอย่าง เพื่อจะได้มีข้ออ้างไม่ต้องเข้าบริษัท
ตอนที่เขากำลังจะกินข้าวเช้าตอนเวลาเกือบ 10 โมง เอกสารกองใหญ่กว่าปกติสามเท่าก็หล่นโครมลงบนโต๊ะ ซึ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าคนที่เพิ่งทุ่มงานมาให้อีกตั้งเบ้อเริ่มหาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอ้หัวทุ่งหมาหลง หัวหน้าจอมโยนงานผู้มีเอกลักษณ์เป็นศีรษะสะท้อนแสงตัวดีนั่นเอง
“แค่เห็นหน้าเอ็งกูก็เซ็งแล้วเว้ย! ช่วยทำหน้าทำตาให้มันดูร่าเริงหน่อย! นี่ที่ทำงานนะ ไม่ใช่นรก!” ไอ้หัวทุ่งหมาหลงตวาดจนคนในแผนกต่างหันมองมาเป็นสายตาเดียวกัน “งานวันนี้เร่งมาก ถ้าไม่เสร็จภายในวันนี้ก็ไม่ต้องกลับบ้าน!”
ชายหนุ่มค่อย ๆ วางแซนวิชในมือลง จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน
รถไฟช่วง 4 ทุ่มแตกต่างจากช่วงเย็นลิบลับ ผู้โดยสารมีอยู่ทว่าไม่มากเท่าไหร่ กระนั้นความสิ้นหวังที่แผ่ออกมาจากสีหน้าของแต่ละคนนั้นก็สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
ชายหนุ่มผล็อยหลับทั้งที่ยังไม่ถึงบ้านด้วยซ้ำ
2
แมรี่ สปริงฟีลด์สะดุ้งได้สติ เธอพยายามสูดหายใจเข้าทว่ากลับมีความเจ็บปวดรวดร้าวเสียดแทงขึ้นมาในลำคอ ความฝันเมื่อสักครู่เลวร้ายเหมือนตกนรก ยาวนานราวกับว่าเธอเพิ่งผ่านการใช้ชีวิตมาถึง 27 ปีเต็มยังไงยังงั้น
จากนั้นหญิงสาวก็เริ่มตระหนักถึงสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่
เธอนอนบนแอ่งของเหลวที่เริ่มเหนียวหนืด เลือดแดงฉานในปริมาณที่หากมาจากแหล่งเดียว คน ๆ นั้นก็คงตายไปเรียบร้อยแล้ว แต่ขอโทษแล้วกันที่มันเป็นเลือดของเธอทั้งหมด ...คิดว่านะ และเธอก็ยังคงมีชีวิตอยู่อีกด้วย สังเกตจากความเจ็บปวดที่แทบทำให้เป็นลมล้มพับลงไปรอบที่สองได้
ทว่าแมรี่ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น ยิ่งกว่านั้นร่างกายของเธอเองก็ดูจะไม่ต้องการเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน หญิงสาวกัดฟันลุกขึ้นโดยอาศัยเพียงความกระหายการฆ่าฟันเป็นแรงขับดัน ฉับพลันเธอได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายจากด้านหลัง ความทรงจำก่อนหน้าหวนคืนกลับมาในทันใด
ชายสามคน ไม่สิ เหลือแค่สองแล้วจากการที่เธอใช้กรรไกรทิ่มทะลุเบ้าตา หมอนั่นนอนคอพับหลังพิงกำแพงอยู่ไม่ไกลนัก คงเป็นเพื่อนแหละที่ลากไปไว้ที่นั่น คนที่เหลือต่างก็อยู่ในสภาพไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ คนหนึ่งถูกกัดหูขาดในระหว่างต่อสู้กัน อี๋ ทีนี้ก็อธิบายเศษเนื้อกรุบ ๆ กรอบ ๆ ที่ค้างอยู่ในปากเธอได้แล้วสินะ ส่วนอีกคนซึ่งโชคร้ายกว่ากันเยอะโดนเธอแทงเข้าไปหนึ่งมีดที่ตอนนี้ยังปักคาต้นแขนขวาเขาอยู่เลย นอกจากนี้เธอยังจัดการหั่นนิ้วกลาง นางกับก้อยของหมอนั่นทิ้งเสียด้วย
บอกตามตรงว่าเจ้าสามตัวนี่ไม่ใช่แผนการของเธอ แต่มันจำเป็นด้วยหรือ สำหรับเธอแล้วไม่ว่าจะวางแผนหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้วก็มีเพียงฆ่าหรือไม่ฆ่าเท่านั้น
“อ๊าคคค!!! ผีหลอก!!!” หนึ่งในนั้นร้องเสียงหลง
“ไม่ใช่ผี” แมรี่กล่าวเสียงแหบแห้งพร้อมกับดึงมีดทำครัวที่เสียบทะลุลำคออยู่ออกดังสวบ พนันว่าภาพนั้นคงสยองไม่น้อย “แค่ฆ่าไม่ตายเท่านั้น”
ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดอะไรเยิ่นเย้ออีก แมรี่อยากฆ่าพวกเขา ขณะที่ชายทั้งสองก็ต้องการรอดจากกระท่อมกลางป่านี่ไปโดยยังมีชีวิต บัดนี้ความคิดเรื่องการล่อหญิงสาวมาทำมิดีมิร้ายในกระท่อมร้างก็ดูจะเป็นการกระทำโง่เง่าที่สุดที่พวกเขาเคยตัดสินใจแล้วแน่นอน หากพวกเขาไม่หน้ามืดกับยาย... โสโครกนี่แต่แรกแล้วเลือกกลับไปดูสตรีมมิ่งทีวีกันแทน เอเตรียนก็คงไม่ต้องมาสังเวยชีวิตอยู่ที่นี่แล้ว
แมรี่หัวเราะเสียงแหลมก่อนพุ่งใส่ชายผมสีบลอนด์ ความหน้าตาดีของเขาทำให้เธอนึกอยากถลกหนังหน้านั่นออกมาสวมเป็นหน้ากากอย่างไรชอบกล เธอมีความสุขยิ่งนักกับประกายความหวาดกลัวที่สะท้อนในดวงตาคู่งามเหล่านั้น ความผิดพลาดใหญ่หลวงก็คือการปล่อยให้ความกลัวครอบงำนี่แหละ ผิดกับเธอที่ความกลัวเดียวในยามนี้มีเพียงช่วงชีวิตก่อนหน้าในฝันอันห่างไกลเท่านั้น และมันก็ไม่มีผลอะไรกับเธออีกต่อไป!
มีดเสียบทะลุตับ น่าจะเป็นตับนะถ้าหญิงสาวเข้าใจไม่ผิด แขนล่ำ ๆ เหวี่ยงกระแทกหน้าผากส่งเธอที่ยังมึนงงจากการเสียเลือดอย่างหนักล้มหงายหลังลงไปนับดาว ระหว่างนั้นชายหน้าหล่อหุ่นนักกีฬาผู้เหลือหูเพียงข้างเดียวเดินเซถอยหลัง โดยมีด้ามมีดประดับบนลำตัว หมอนั่นกรีดร้องโหยหวน ตาเบิกโพลงจ้องอาวุธที่ฝังในร่าง ตื่นตระหนกแทบขาดใจ
ชายอีกคนอาศัยจังหวะนี้จู่โจมเธอ นับว่าฉลาด แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับน่าทึ่งอะไร เอาเป็นว่าถ้าเธอเป็นเขานะ เธอจะเลือกหันหลังหนีในตอนที่ยังมีโอกาส ถามจริงเถอะ สู้กับฆาตกรที่โดนมีดปักคอแต่ยังลุกกลับขึ้นมาได้เนี่ย คิดว่ามีโอกาสชนะสักเท่าไหร่กันเชียว
ทั้งเข่าทั้งน้ำหนักตัวกดลงมาเต็มท้อง แมรี่รู้สึกราวกับอวัยวะภายในทำท่าจะพุ่งย้อนกลับขึ้นมาทางปากยังไงยังงั้น ชายหนุ่มบีบคอเธอด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ลำพังแค่ถูกจับกระแทกครั้งแรก คอบอบบางแถมยังมีแผลฉกรรจ์ก็ทำท่าจะหักครึ่งเสียแล้ว หญิงสาวตอบโต้โดยสัญชาตญาณ เธอชกด้ามมีดที่ปักทะลุแขนขวาของฝ่ายตรงข้ามในมุมที่ฉีกปากแผลให้กว้างขึ้น จากนั้นอาศัยจังหวะชะงักใช้มือบีบเป้าชายหนุ่มสุดแรงทั้งกระชากออก แม้มันจะไม่ขาดออกมาจริง ๆ กระนั้นก็สร้างความเสียหายถึงขั้นหยุดการเคลื่อนไหวฝ่ายนั้นได้ แมรี่ข่มความเจ็บปวดพลิกตัวนอนคว่ำ เอื้อมไปกระชากมีดจากแขนและใช้มันปาดคอเขา
การตายของเพื่อนทั้งสองทำให้ชายหูขาดเหมือนจะสติแตก ตอนที่แมรี่กลับขึ้นยืนอีกครั้งก็พบว่าเขาตัดสินใจโง่ ๆ อย่างการดึงมีดออกด้วยตัวเอง ไม่แน่ว่าเพื่อจะใช้มันสู้กับเธอหรือไม่ โอเค ถ้ามองมุมนั้นเธอก็ต้องบอกว่าเขาเสียสติไปแล้วแน่ ๆ แต่ถ้าคิดว่าเขาทำสิ่งนี้เพื่อหนีจากเธอละก็... ขอปรบมือให้กับความพยายามจริง ๆ
“อย่าเพิ่งหนีกันไปสิ” แมรี่เตะมีดในมือชายหนุ่มทิ้งพลางหันมองซ้ายขวาเพื่อหาอาวุธ วินาทีนั้นหญิงสาวเกิดความรู้สึกว่ามีดมันออกจะน่าเบื่อไปสักหน่อย นั่นไง เก้าอี้! เธอหวังว่าจะใช้ได้นะ
หากชายหนุ่มยังพอพูดได้ก็คงต้องพยายามร้องห้ามเป็นแน่เมื่อตระหนักว่าเธอตั้งใจจะใช้เก้าอี้ทำอะไรกับเขา
สิบนาทีเต็มที่แมรี่ใช้เวลากับเหยื่อรายนี้แม้ว่าเขาจะขาดใจตายไปตั้งแต่นาทีที่สองแล้ว เธอหอบหายใจ โยนเก้าอี้ที่พนักพิงชุ่มไปด้วยหยาดโลหิตทิ้งไปข้าง ๆ ดังโครม แมรี่ก้มมองเศษเละ ๆ ที่เคยเป็นศีรษะมนุษย์มาก่อนด้วยความเบื่อหน่าย เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนน่าจะเฉือนใบหน้าเขามาเก็บไว้เสียก่อนทว่าก็สายไปเสียแล้ว
“ช่างเถอะ” แมรี่พึมพำกับตัวเอง หันหลังให้กับร่างไร้ชีวิต ตรงไปยังประตูทางออกกระท่อม
แต่ก้าวไปได้แค่สองก้าวเท่านั้น เธอก็หน้ามืดล้มฟาดพื้นเสียก่อน
ไม่สิ หญิงสาวหาได้รู้สึกถึงแผ่นไม้เย็น ๆ ปะทะกับใบหน้าไม่ กลับกันเลย ใครบางคนยื่นแขนมารับเธอ ก่อนช่วยพลิกตัวหงายขึ้น ใครคนนั้นระมัดระวังพอใช้มือปิดตาแมรี่เพื่อรักษาความลึกลับของตัวตนของเขาหรือหล่อนเอาไว้ ถึงกระนั้นหญิงสาวก็รู้ดีว่าคนผู้นี้คอยติดตามเธอมานานแล้ว เป็นเจ้าของสายตาลึกลับที่มักรู้สึกได้ยามลงมือฆ่าคนนั่นเอง
ใครคนนั้นวางแมรี่ลงกับพื้น เธอได้ยินเสียงร้องเบา ๆ เป็นเพลงสปิริต อิน เดอะ สกาย ผู้หญิง!?! สตอล์กเกอร์ของเธอเป็นผู้หญิงงั้นหรือ! ทั้งยังมากล่อมเธอด้วยเพลงแนวศาสนาอีกต่างหาก มันอะไรกันละเนี่ย
หล่อนมีกลิ่นเหมือนกุหลาบ แต่เหนืออื่นใดก็คือกลิ่นคาวโลหิตจาง ๆ ที่สะกดความกระหายการฆ่าของแมรี่ลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือบางทีเธออาจแค่เหนื่อยเกินไปก็ได้ใครจะรู้
ที่แน่ ๆ ก็คือแมรี่หมดสติไปก่อนที่เจ้าตัวจะทันตระหนักเรื่องนั้นเสียอีก