Artemis เทพสาวพิชิตเกม

ตอนที่ 2: แค่เปิดมาก็ได้เลเวลอัพครั้งมโหฬารเสียแล้ว

👁️ 2 อ่าน
22px

นี่เป็นการทำโทษที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุด!

ก็อยากจะพูดแบบนั้นอยู่หรอก แต่เอาเข้าจริงอาร์เทมีสก็ตระหนักว่าความคิดที่ว่าพ่ออาจส่งเธอมายังโลกแห่งเกมด้วยความสงสารนั้นช่างอ่อนหัดนัก อ่อนหัดเหลือเกิน

คุณรู้จักตัวละครตอนเริ่มต้นเกมใช่ไหม ที่ค่าความสามารถหรือ สเตตัสนั้นอยู่ในจุดต่ำสุดของต่ำที่สุดน่ะ เพียงแต่สภาพเธอตอนนี้เรียกว่าแย่กว่านั้นนิดหน่อย ไม่สิ นิดหน่อยที่ไหนกัน นี่มันซวยสุด ๆ เลยต่างหาก!

เพราะเมื่อเทียบกับสเตตัสผู้เล่นแรกเริ่มทั่วไปของเกมนี้แล้วนั้น เธอถือว่าแย่กว่าเอ็นพีซีซะอีก

[โจมตี:ศูนย์ ป้องกัน:ศูนย์ ความเร็ว:ศูนย์ เวทมนต์:ศูนย์ ความฉลาด:ศูนย์ แม่นยำ:ศูนย์ ปาฏิหาริย์:ศูนย์ งานฝีมือ:ศูนย์]

ไม่ว่าจะขยี้ตามองกี่ครั้งสเตตัสทั้งแปดของเธอก็คือศูนย์ นี่ไม่ใช่ว่าเป็นระดับที่แค่สะดุดบันไดล้มก็ตายแล้วงั้นหรือ แถมค่าพลังชีวิตก็ยังมีแค่สองเท่านั้น สอง!?! ชีวิตง่อย ๆ แบบนี้โดนมอนสเตอร์เยลลี่ที่ว่าห่วยแตกที่สุดในเกมพุ่งชนสองทีก็ดับแล้ว! แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าพิจารณาจากพลังป้องกันที่มีแล้วละก็ อาร์เทมีสคิดว่าต่อให้เธอเป็นฝ่ายไปเดินชนมัน เธอก็ยังตายเองอยู่ดี

และอย่างกับว่าไอเดียการลงทัณฑ์ของซูสจะยังไม่โหดร้ายพองั้นแหละ ท่านพ่อสุดที่รักยังส่งเธอมาโผล่กลางดันเจี้ยนที่พูดกันว่าโหดหินระดับต้น ๆ ของเกมอย่าง คลังสมบัติหุบเขามังกรทมิฬอีกต่างหาก และยัง ยังไม่จบ เธอยังมาตัวเปล่า เปล่าขนาดเรียกว่ามีแค่ยกทรงกับกางเกงในอย่างละตัวเท่านั้น ส่วนสเตตัสของทั้งสองชิ้นน่ะหรือ แน่นอนว่าก็ต้องศูนย์อยู่แล้ว!

เวลานี้เบื้องหน้าของอาร์เทมีสคือมังกรทมิฬเลเวลเก้าสิบ จัดว่าเป็นบอสใหญ่แรงค์บีของเกมเลยทีเดียว มังกรสูงสามสิบเมตร มีเกล็ดสีดำเป็นหนามแหลมทั่วตัว ปีกเหมือนค้างคาวพับเก็บบนหลังยามอยู่ในถ้ำ นัยน์ตาสัตว์เลื้อยคลานสีเหลืองเข้มดูโหดร้ายกระหายเลือด ลมหายใจที่พ่นออกมานั้นคือหมอกพิษบดบังทัศนวิสัยเบื้องบนให้ไม่ต่างอะไรจากเมฆพายุ

อาร์เทมีสคิดถึงตัวละครที่เธอเคยเล่น ตอนที่เธอพักการเล่นเกมนี้เพื่อเปลี่ยนไปเล่นมายคราฟต์ ตัวละครของเธอก็มีเลเวลสูงสุดที่หนึ่งร้อยห้าสิบแล้ว เรียกว่าแค่สะบัดดาบทีเดียวก็บั่นคอเจ้ากิ้งก่ายักษ์นี่ได้ง่าย ๆ

ทว่าความเป็นจริงนั้นโหดร้ายเสมอ เธอได้กลับมาเผชิญกับมันอีกครั้งในสภาพที่แย่ยิ่งกว่าผู้เล่นใหม่เสียอีก

แม้จะมีองค์ความรู้ต่าง ๆ ภายในเกมเยอะแค่ไหนก็ตาม แต่ความรู้พวกนั้นก็ไม่ได้รองรับผู้เล่นเลเวลศูนย์อย่างเธอนี่นา!

มังกรทมิฬคล้ายปล่อยให้เธอมีเวลาสำรวจสเตตัสต่าง ๆ อันสุดแสนน่าสมเพชของตนจนพอใจ และเมื่ออาร์เทมีสสิ้นหวังจนถึงขีดสุด มันก็ปล่อยไฟอย่างเบาใส่เธอจัง ๆ

อาร์เทมีสคิดว่าเธอตายเพราะความร้อนทั้งที่ไฟจริงยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ

1

เทพและเทพีไม่เคยตาย อย่างมากที่สุดก็คือการได้สัมผัสประสบการณ์ใกล้ดับสูญจากพลังทำลายล้างระดับดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกเท่านั้น และอาร์เทมีสก็ไม่เคยคิดฝันว่าตนจะได้มารับรู้ประสบการณ์นี้ในสักวันเสียด้วย ยิ่งกว่านั้นนี่ยังเป็นการตายในเกมที่ผิดกับที่เธอคิดไว้ลิบลับ หากเป็นปกติละก็ ยามเมื่อผู้เล่นถูกฆ่าตายละก็ พวกเขาก็จะถูกวาร์ปส่งกลับไปยังเมืองสุดท้ายที่เคยไปในสภาพเสียค่าประสบการณ์ไปหนึ่งในสาม

เพียงแต่ไม่ใช่แค่เธอไม่ถูกส่งไปยังเมือง เธอยังเผชิญความเจ็บปวดจากการตายอย่างสมจริงซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ผู้ผลิตเกมนี้ไม่ได้ใส่เข้ามาในตัวเกมอีกต่างหาก

อาร์เทมีสกลับมาเกิดที่จุดเดิมทันที ในสภาพเดิมที่สเตตัสทั้งหมดมีแต่ศูนย์ ครั้งที่สองนั้นเธอถูกอุ้งเท้าตะปบตาย

ในครั้งที่สิบสาม อาร์เทมีสพอจะเริ่มจับจุดได้บ้างแล้ว เธอข่มความเจ็บปวดที่ยังหลงเหลืออยู่ วิ่งจี๋ตรงไปยังทางออกทันทีที่เกิดใหม่ แต่ขอโทษเถอะ เธอประมาทสเตตัสความเร็วเท่ากับศูนย์มากไปหน่อย มันเหมือนกับเธอเคลื่อนที่แบบสโลว์โมชั่นนั่นแหละ ไม่นานนักเจ้ามังกรก็จับเธอกลืนเข้าท้องเรียบร้อย

ในครั้งที่สี่สิบ เธอพยายามเก็บไอเทมของผู้เล่นอื่นที่เข้ามาตายในถ้ำแห่งนี้(ในเกมนี้เมื่อผู้เล่นตาย นอกจากไอเทมที่มีค่าสูงสุดสามชิ้นแล้ว ไอเทมนอกจากนั้นทั้งหมดก็จะตกอยู่ในจุดที่เขาหรือเธอเสียชีวิต และเมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร ไอเทมเหล่านี้จึงจะปรากฏให้ผู้เล่นอื่นสามารถเก็บไปใช้ได้) เธอหยิบได้ดาบเพลิงลาวาแรงค์บี ซึ่งนับว่าเป็นของหายากทีเดียว ก่อนจะตะหนักว่าเธอไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากระดับเลเวลไม่ถึงนั่นเอง

อ๊าคคค ไอ้พ่อเฮงซวย!!!” เธอตะโกนสุดเสียง ตอนที่ถูกบดขยี้ด้วยหางที่ฟาดลงมา

พอการตายขึ้นครั้งที่หนึ่งร้อย อาร์เทมีสก็ตระหนักได้ในที่สุดว่านี่ถือการลงโทษของซูสจริง ๆ เธอจะต้องถูกมังกรทมิฬระยำนี่ฆ่าตายครั้งแล้วครั้งเล่าไปชั่วนิรันดร์อย่างไม่ต้องสงสัย ได้เรียนรู้ความรู้สึกของการเป็นมนุษย์อย่างที่พ่อมักชอบนำมาเปรียบเทียบกับเธอในช่วงร้อยปีให้หลัง

เจ้าเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากเกินไปจนสูญเสียสำนึกในฐานะเทพีไปแล้ว ซูสมักพูดเช่นนี้

เธอค่อย ๆ จมสู่ความสิ้นหวัง กระทั่งหมดความคิดที่จะดิ้นรนและปล่อยให้ตัวเองตายไปอย่างเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่า

นึกให้ออกสิว่าเจ้าเป็นผู้ใด

เสียงหนึ่งดังขึ้นในความมืดมิด

ใครกัน

จงนึกให้ออกว่าเจ้าคือใคร

พูด... อะไรน่ะ...อาร์เทมีสคิดตอบด้วยความคิดอันเลือนราง

เจ้าคือใครกัน เสียงทรงอำนาจนั้นยังคงดังอีก

ข้าไม่... เข้าใจ

ข้าบอกให้เจ้าคิด! คิดสิ คิด

คราวนี้ไม่มีเสียงความคิดตอบมาจากอาร์เทมีสอีก ในระหว่างที่การตายยังคงดำเนินต่อไปเป็นครั้งที่หนึ่งพันสามร้อยหกสิบสอง

เฮ้อ! ข้าคือซ- เอ้ย เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอกนะอาร์เทมีส เจ้าคือเทพเจ้านะ ให้ตายสิ! ฟังให้ดีนะอาร์ตี้ เทพเจ้าน่ะไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดก็คือเทพเจ้า เข้าใจไหม ข้า เอ่อ... เจ้าไม่ได้ถูกยึดพลังอำนาจไปทั้งหมดสักหน่อย เอิ่ม แต่จะพูดว่าสามารถใช้ได้เต็มที่ก็ไม่ถูก ยังไงก็ตาม เลิกทำตัวเหยาะแหยะและทำตัวให้สมกับสิ่งที่เจ้าเป็นได้แล้ว!!! ’

เทพเจ้า... ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน... ก็คือ... ในความงุนงง อาร์เทมีสค่อย ๆ คิดตามคำพูดนั้น

ความหมายของมันค่อย ๆ ซึมเข้ามาในสมองที่แหลกเละและฟื้นกลับคืนมาทุก ๆ สิบวินาที

ตัวข้าน่ะ...

ข้าน่ะ...

ข้าก็คือ...

เทพเจ้า!!!

นัยน์ตาสีม่วงอาเมทิสต์สว่างวาบทันทีที่ร่างของเธอก่อตัวกลับมาเป็นครั้งที่หนึ่งพันสี่ร้อยพอดีเป๊ะ เธอกลิ้งตัวหลบกรงเล็บนิ้วชี้ที่ใหญ่พอบดขยี้มนุษย์หกคนได้พร้อมกันอย่างฉิวเฉียด รู้สึกได้ถึงค่าพลังชีวิตที่ค่อย ๆ ลดลงจากการกระแทกพื้นขรุขระ(ขอเถอะ โดนพื้นโจมตีแล้วเลือดลดเนี่ยนะ?) ก่อนที่เธอจะดีดตัวขึ้นมาอยู่ในท่าคุกเข่าลงข้างหนึ่ง อาร์เทมีสชูมือขึ้นยังทิศทางสู่สรวงสวรรค์

ในเมื่อเธอคือเทพเจ้า ถ้าเช่นนั้นละก็...

จงมาเพื่อข้า คันศรประกายเงินแห่งโลกาวินาศ!!!

ที่ไหนสักแห่งบนโอลิมปัส ซูสเลิกคิ้วหันไปมองอะพอลโลที่ซบหน้ากับฝ่ามือด้วยความอับอาย “น้องสาวเจ้าตั้งชื่อแบบนั้นให้กับอาวุธเทพของตัวเองงั้นหรือ”

“บางทีเธออาจเล่นเกมมากเกินไป” อะพอลโลตอบอู้อี้

ซูสนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนเบือนหน้ากลับไปจดจ่อกับหน้าจอทีวีพลาสม่าในห้องนั่งเล่นวิหารแห่งเทพสายฟ้าต่อ “หวังว่าเจ้าคงไม่ตั้งชื่อแบบนั้นกับธนูของเจ้าด้วยหรอกนะ”

โดยที่ไม่มีใครเห็น อะพอลโลเขี่ยเท้าไปมากับพื้นอย่างร้อนตัว

กลับไปยังโลกในเกมอีกครั้ง แสงสีเงินยวงสาดส่องลงมายังร่างอาร์เทมีสทั้งที่อยู่ภายในถ้ำ พริบตาถัดมาภายในมือนุ่มนิ่มก็มีคันธนูไททาเนียมปรากฏอยู่ ซึ่งเธอก็ไม่รอช้าง้างสายเปล่าจนสุดทันที มังกรทมิฬหมุนตัวกลับมาส่งเสียงคำรามกราดเกรี้ยว มันกำลังจะพ่นไฟออกมา

อาร์เทมีสปล่อยสายธนู จากนั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น เมื่อแสงทั้งหมดทั้งมวลภายในถ้ำต่างหลั่งไหลมารวมตัวกันเกิดเป็นลูกธนูบอบบาง ความมืดมิดห่มคลุมสถานที่กว้างขวางแห่งนี้ชั่วขณะยามที่ลูกธนูเหินทะยานตรงไปยังปากอ้าจนสุดของมังกรทมิฬ เปลวเพลิงเริ่มปะทุออกมาบางส่วนทว่าก็หาใช่คู่ต่อกรของลูกศรซึ่งอัดแน่นด้วยอำนาจแห่งเทพีไม่ อัคคีแตกกระจายออก เปิดทางให้ลำแสงเข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรง

มังกรทมิฬดูแปลกใจชั่วครู่ จากนั้นร่างของมันก็พองขึ้นและพองขึ้น ขณะที่แถบค่าพลังชีวิตของมันในคลองจักษุของอาร์เทมีสก็ลดลงฮวบฮาบ ไม่ถึงสามวินาที พลังชีวิตของมันก็เหลือไม่ถึงหนึ่งในสาม

และยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นมังกรทมิฬก็ระเบิด

2

เช่นเดียวกับมอนสเตอร์ทั่วไปในเกม ที่เมื่อตายมันจะสลายหายไป(เกมนี้ไม่มีอนิเมชั่นตายแล้วเลือดสาด) แสงสว่างยังคงไม่คืนกลับสู่ถ้ำมังกรในทันที จึงทำให้เทพีสามารถเห็นสิ่งที่เรียกว่า ค่าประสบการณ์ อย่างชัดเจน ค่าประสบการณ์ในเกมนี้มีสภาพเป็นวัตถุเปล่งแสงเรืองรองสีเหลืองนวลรูปร่างคล้ายดาวห้าแฉกบ้าง หกแฉกบ้าง ซึ่งพวกมันจะกระจายออกจากร่างที่สลายหายไปของมอนสเตอร์ โดยจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับเลเวลของมอนสเตอร์นั้น ๆ

ค่าประสบการณ์ทั้งหมดของมังกรทมิฬที่มากมหาศาลสำหรับผู้เล่นมือใหม่ถูกดึงเข้ามาในทุกอณูกายของอาร์เทมีส เธอรู้สึกถึงอำนาจอันอบอุ่นเอ่อล้นในร่าง ด้วยปริมาณค่าประสบการณ์เพียงนี้ก็น่าจะสามารถทำให้เลเวลของเธอขึ้นได้ถึง...

หนึ่ง

เฮ่ย! ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย!?!” เทพีร้องออกมา

แต่ไม่ว่าจะมองหน้าต่างค่าสเตตัสกี่ครั้งต่อกี่ครั้งมันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า เลเวลของเธอขยับแค่จากศูนย์ขึ้นมาเป็นหนึ่งเท่านั้น ขณะที่ค่าอื่น ๆ นั้น...

[ท่านมีแต้มเพิ่มค่าสเตตัสอยู่ หนึ่งแต้ม ไม่ทราบว่าจะเพิ่มที่ความสามารถด้านใดดี]

หน้าต่างคำถามปรากฏขึ้นตรงหน้าเทพี ยิ่งตอกย้ำความน่าอดสูของตนขึ้นไปอีก

“แต้มเดียวเนี่ยนะคะ ท่านพ่อ” เธอเงยหน้ามองเพดานถ้ำ นี่มันช่างทรมานกันเหลือเกิน “ช่างเถอะ ในเมื่อนี่เป็นการลงทัณฑ์กันก็ไม่จำเป็นต้องคิดให้มากนักหรอก”

อาร์เทมีสกำลังจะกดใช้แต้มเพิ่มค่าจำนวนหนึ่งแต้มให้กับปาฏิหาริย์ตอนที่มีหน้าต่างใหม่โผล่ขึ้นมาแทน

[ท่านสามารถใช้แต้มเพิ่มค่าสเตตัสให้กับค่าสเตตัสความมืดของท่านได้]

“สเตตัส ความมืด งั้นหรือ” อาร์เทมีสพึมพำพลางพยายามนึกถึงรายละเอียดของเกม รุ่งอรุณแห่งผู้กล้าที่ตนรู้จัก ทว่าจนแล้วจนรอดเธอก็นึกไม่ออกอยู่ดีว่าไอ้เจ้าสเตตัสความมืดที่ว่านี่มีอยู่ในเกมด้วย “หรือเกมมีอัพเดตกันนะ”

เธอเรียกหน้าต่างบันทึกการอัพเดตขึ้นมาไล่อ่านดูคร่าว ๆ แต่ก็ไม่มีการอัพเดตไหนเกี่ยวข้องกับค่าสเตตัสใหม่นี้เลย

“เอาไงก็ได้” เธอเลือกตอบตกลงหน้าต่างนั้น “แค่แต้มเดียวก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้”

[สเตตัสความมืด: 0->1]

[เรียนรู้ สกิล ดูดซับขั้นต้น’]

“สกิลดูดซับขั้นต้นงั้นหรือ” อาร์เทมีสอ่าน “ไหนลองดูซิว่าเป็นยังไง”

เธอเรียกใช้สกิล ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“งี่เง่าชะมัด ไร้ประโยชน์จริง ๆ ขอบคุณนะคะท่านพ่อ” เทพีกระแทกเสียง

จากนั้นอาร์เทมีสก็เลิกสนใจกับสกิลใหม่ นั่นก็เพราะภายในคลังสมบัติหุบเขามังกรทมิฬ แห่งนี้คือคลังสมบัติตามชื่อของมันเลยน่ะสิ! ทั้งสมบัติดั้งเดิมของเกม ไปจนถึงไอเทมของผู้เล่นจำนวนมากที่พร้อมใจกันมาตาย ณ ถ้ำแห่งนี้ พอคิดเรื่องนี้เท่านั้น ตาเธอก็ถึงกับลุกวาว เลเวลหนึ่งแล้วทำไม ขอแค่มีสมบัติพวกนี้เท่านั้น เธอก็รวยจนไม่รู้จะรวยยังไงแล้วน่ะสิ

ยิ่งกว่านั้น บริเวณกลางถ้ำก็ยังมีหีบสมบัติสีม่วงเข้มตั้งอยู่ หีบสมบัตินี้คือไอเทมที่ดรอปจากมอนสเตอร์ที่เพิ่งตาย ยิ่งเป็นมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งขนาดไหน รางวัลในหีบสมบัติก็จะยิ่งล้ำค่าเท่านั้น

อาร์เทมีสหวังให้มันเป็นอาวุธหรือไม่ก็เครื่องป้องกันเจ๋ง ๆ ที่ตัวละครเลเวลหนึ่งอย่างเธอสามารถใช้ได้ เธอไม่อยากเดินออกไปจากที่นี่แบบตัวเปล่าพร้อมด้วยสมบัติมากมาย เช่นนั้นก็เหมือนหมูรอให้ผู้เล่นอื่นมาฆ่าชิงสมบัติไปน่ะสิ!

เธอค่อย ๆ เปิดหีบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะพบว่าภายในนั้นก็คือ

[ดาบเกล็ดมังกรระดับต้น สกิล ติดพิษ’]

[ชุดคลุมหนังมังกรระดับต้น สกิล ต้านพิษ’]

[เดรสปุยฝ้าย สกิล ต้านเวทมนตร์’]

[รองเท้าแตะสายลม สกิล เคลื่อนที่เร็ว’]

“นะ นี่มัน...” อาร์เทมีสตาโตกว่าเดิม ก่อนรีบเก็บไอเทมทั้งหมดขึ้นมาสวมใส่ทันที เสื้อผ้าปรากฏบนร่างในชั่วพริบตาที่เธอใช้คำสั่งสวมใส่

เวลานี้เทพีหาใช่เด็กหญิงโลลิอีกต่อไปแล้ว อาร์เทมีสในเกมนี้มีรูปร่างเป็นหญิงสาววัยสิบหกสิบเจ็ดปี ผมสีเงินยวงยาวถึงบั้นเอว ดวงตาสีม่วงสว่างไสวคมเข้มชวนค้นหา ใบหน้าเผยเสน่ห์สาวแรกแย้มให้ความรู้สึกดุดันและสง่างาม ลำคอระหงโผล่พ้นผ้าคลุมหนามสีดำที่ปกปิดตั้งแต่บริเวณกระดูกไหปลาร้าลงมาถึงเนินอกก่อนที่มันจะเฉียงออกไปทางด้านหลัง ตัวผ้าคลุมยาวประมาณข้อพับเข่าทว่าก็ไม่ได้สร้างความเกะกะในการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

แม้จะเรียกว่าเดรสปุยฝ้าย แต่มันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกพลิ้วไหว กลับกันเลย เนื้อผ้าของมันดูราวตัดเย็บขึ้นจากหนังสังเคราะห์หนักอึ้งสีแดงกับดำเข้ากันดีกับกับผ้าคลุม ด้านหน้าประดับด้วยกระดุมสี่เม็ด ส่วนกระโปรงคล้ายนำผ้าหลาย ๆ ผืนมาซ้อนกัน ยาวเลยเข่าขึ้นมาเกือบหนึ่งฝ่ามือ แต่ทั้งที่ภายนอกเหมือนจะไม่น่าใส่สบาย ความรู้สึกยามสวมใส่นั้นกลับไม่ต่างจากชุดผ้าโปร่งบางเบายังไงยังงั้น

ดาบยาวหนึ่งเมตรเสียบในฝักเรียบ ๆ อยู่ทางด้านหนังโดยยึดกับเข็มขัดเส้นหนา

ขณะที่รองเท้าแตะเป็นสไตล์ที่อาร์เทมีสคุ้นเคยยิ่ง โดยใช้ริบบิ้นสีดำพันท่อนขาขึ้นมาประมาณครึ่งน่อง

อาร์เทมีสชักดาบออกมา ดาบเกล็ดมังกรมีรูปร่างแบบเดียวกับดาบสปาตาร์ ด้ามทองเหลืองจับกระชับ ใบดาบกว้างให้ความรู้สึกแข็งแรง มันเป็นโลหะแวววาวสีดำสนิทราวกับหินออบซิเดียน

ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้ทำอะไร ในตอนนั้นเองบางสิ่งก็เกิดขึ้น!

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!