Artemis เทพสาวพิชิตเกม

ตอนที่ 5: เธอเกือบตายด้วยสกิลเคาน์เตอร์ของตัวเอง Part กลาง

👁️ 2 อ่าน
22px

“บ้าชะมัด นี่สินะที่เรียกว่าสเตตัสแม่นยำเท่ากับศูนย์น่ะ” อาร์เทมีสหอบหายใจ เธอหลบหลังต้นไม้มหึมาต้นหนึ่งในหลายต้น ป่าให้ความรู้สึกมืดทึบวังเวงทั้งน่าหวาดหวั่นราวกับจะมีผีโผล่ออกมาตลอดเวลา เพียงแต่อาร์เทมีสรู้ดีว่าสิ่งน่ากลัวที่สุดที่นี่ตอนนี้หาใช่มอนสเตอร์ประเภทกลุ่มก้อนพลังงานไม่

ลำต้นตำแหน่งความสูงเท่าศีรษะของเธอระเบิดออก เทพีทิ้งตัวลงแนบร่างนอนคว่ำไปกับพื้นทันเวลาที่กิ้งก่าพิษโจมตีมาด้วยหางทรงพลังพอดิบพอดี อาร์เทมีสดีดตัวไปข้าง ๆ หลบต้นไม้ที่หักโค่นลงมา พร้อมกันนั้นก็ใช้สกิลดาบ เพลิงพิโรธโจมตีสวนกลับไป กระนั้นลูกไฟกลับลอยไปตกหลังจากที่ศัตรูคลานหลบไปเรียบร้อยแล้วจนเกิดเป็นหลุมพื้นดินละลายเดือดปุด ๆ  ทว่าสำหรับเป้าหมายแล้วนั้นไม่แม้จะเฉียดฉิวสักนิด

อาร์เทมีสไม่ได้ออกวิ่ง เธอแค่กระโจนหลบไปยังต้นไม้ที่ใกล้ที่สุด นั่นก็เนื่องจากค่าสเตตัสความเร็วอันน่าสมเพชที่มีนั่นเอง ซึ่งหากวิ่งแข่งกันตรง ๆ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแค่สามวินาทีแรกเธอก็โดนสอยร่วงเรียบร้อยแล้ว

ครั้งต่อมากิ้งก่าพิษโจมตีโดยการพ่นของเหลวใส่ พิษเข้มข้นส่งกลิ่นเหม็นแสบจมูกเหมือนพลาสติกไหม้ละลายเนื้อไม้ทันทีที่สัมผัส ส่วนหนึ่งนั้นกระเซ็นถูกศอกซ้ายของเทพี ทำเอาเธอกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด นี่ก็เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกอย่างที่บิดาของเธอใส่ใจในการลงทัณฑ์ครั้งนี้ แม้ตัวเกมรุ่งอรุณแห่งผู้กล้าจะใส่ความรู้สึกเจ็บปวดเข้ามาด้วยเพื่อให้ผู้เล่นสามารถได้รับประสบการณ์การผจญภัยที่ ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดก็ตาม แต่ว่ากันตามจริงแล้วความเจ็บปวดเหล่านี้อย่างมากก็แค่เพียงหนึ่งในห้าสิบของความรู้สึกจริงเท่านั้น(อ้างอิงตามข้อมูลผู้พัฒนาเกม) นอกจากนี้ในสถานการณ์ที่ได้รับความเสียหายรุนแรง อย่างการโดนพิษ ถูกเผา ไปจนถึงการตาย ความรู้สึกเจ็บปวดจะถูกตัดออก และแทนที่ด้วยสภาพทางกายภาพอื่น ๆ ที่สื่อถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น ภาพที่มองเห็นพร่ามัวไม่ก็เปลี่ยนเป็นสีแดง ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวไปจนถึงสูญเสียประสาทสัมผัสตั้งแต่หนึ่งชนิดจนถึงทั้งหมด เป็นต้น

ทว่าสำหรับอาร์เทมีสนั้น นับตั้งแต่ถูกมังกรทมิฬฆ่า นั่นก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าซูสได้แก้ไขระบบความเจ็บปวดจนไม่ต่างอะไรจากโลกแห่งความจริง ช่างเป็นพ่อที่โหดร้ายเหลือเกิน

พิษนี้มีฤทธิ์เป็นกรด แต่ก่อนที่มันจะย่อยแขนเธอขาดจากร่าง สกิล ต้านพิษของชุดคลุมหนังมังกรระดับต้นก็ทำงาน ความรู้สึกร้อนวาบแล่นจากหัวไหล่ลงไปถึงปลายนิ้ว แล้วความอบอุ่นนั้นจึงค่อยแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นซู่ซ่า น้ำพิษระเหยกลายเป็นไอทิ้งรอยปื้นสีม่วงเข้มน่าเกลียดของผิวหนังไหม้เกรียมเอาไว้

ใช่แล้ว เกมนี้ พิษชนิดกรดสามารถกัดกร่อนร่างกายผู้เล่นได้ โดยหากผู้เล่นนั้น ๆ ไม่มีสกิลต้านทานพิษ เวทรักษาอาการติดพิษหรือได้รับโพชั่นแก้พิษทันเวลา พิษจะค่อย ๆ ย่อยสลายร่างกายในเวลาที่กำหนด(ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของมอนสเตอร์ เช่นกิ้งก่าพิษตัวนี้ สกิลพิษจะอยู่ที่สิบวินาที) และถ้ากรณีเลวร้ายที่สุดอย่างการสูญเสียอวัยวะได้เกิดขึ้นก็จำเป็นต้องพึ่ง โพชั่นคืนร่างซึ่งทั้งมีราคาแพงและหายากมาก หรือไม่อีกตัวเลือกหนึ่งก็คือยอมตายและเสียค่าประสบการณ์ที่สะสมไว้หนึ่งในสาม เพื่อแลกกับร่างกายที่ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง

หญิงสาวโจมตีสวนกลับ และแน่นอนว่าครั้งนี้ก็พลาดอีกเช่นกัน เทียบกับการโจมตีก่อนหน้าถือว่าลูกไฟตกช้าไปราวสามวินาที

อาร์เทมีสคิดคำนวณอย่างรวดเร็วในใจระหว่างฝืนความเจ็บปวดกระโจนไปยังกองหินห่างไปทางซ้ายมือราวสองเมตร กรงเล็บกิ้งก่าพลาดถูกคิ้วด้านซ้าย เกิดเป็นบาดแผลขนาดเล็กประดับบนใบหน้าชั่วอึดใจหนึ่งก่อนที่มันจะหายไปเมื่อโพชั่นเพิ่มค่าพลังชีวิตทำงานขึ้นโดยอัตโนมัติ เธอสบถและหงายหลังกระแทกกับผิวขรุขระแหลมคมของหินก้อนใหญ่ รู้สึกได้ว่าค่าพลังชีวิตที่เพิ่งกลับมาเต็มเริ่มจะลดลงอีกแล้ว

การที่เธอยังสามารถรอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้นั้นก็เนื่องมาจากคอมโบสามอย่างประกอบกัน หนึ่งคือโพชั่นรักษาอาการบาดเจ็บจำนวนมหาศาล อย่างที่สองก็คือระบบเกมที่สามารถตั้งให้ตัวละครใช้ไอเทมหนึ่งชนิดได้โดยอัตโนมัติ จากค่าสเตตัสต่ำเตี้ยติดดินรวมทั้งค่าพลังชีวิตในระดับน่าสมเพชทำให้อาร์เทมีสไม่ลังเลที่จะตั้งค่าใช้โพชั่นรักษาเมื่อค่าพลังชีวิตลดลงเหลือสองในสาม เหลือ สองในสามนะ ไม่ใช่หนึ่งในสาม คิดเอาแล้วกันว่าด้วยสภาพที่แค่สะดุดบันไดล้มยังเสียเลือดได้ กลัวว่าถ้าขืนโดนโจมตีใส่ไปจัง ๆ ยังไม่ทันใช้โพชั่นก็ไปสวรรค์ซะก่อนแล้วน่ะสิ

ทว่าเพียงแต่สองอย่างนั้นจริง ๆ แล้วก็ยังไม่เพียงพอรับมือกับกิ้งก่าพิษได้หรอก ถ้าเธอไม่ได้สกิล กันกระแทกของเดรสปุยฝ้ายคอยกรองพลังโจมตีกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เอาไว้ให้ละก็ เธอคงตายไปตั้งแต่ร่วงตกหน้าผาแล้วละ

ถึงงั้นก็เถอะ การโจมตีแต่ละครั้งนี่ก็เรียกว่าค่าพลังชีวิตแทบจะลดเหลือศูนย์อยู่รอมร่อแล้ว

หากเธอคาดคะเนพลาดสักหนแล้วโดนโจมตีต่อเนื่องสองครั้งติด หรือบังเอิญดวงซวยโดนคริติคอลเข้าสักครั้ง อึ๋ย... ไม่อยากจะคิดเลยแฮะ ที่สำคัญเธอไม่รู้ว่าเมื่อตายแล้วตนจะกลับไปเกิดใหม่ในถ้ำคลังสมบัติหุบเขามังกรทมิฬหรือเกิด ณ จุดที่ตายตรงนี้เป๊ะ ๆ กันแน่ สมมติว่าหากเป็นอย่างหลังก็มีโอกาสได้ตายแบบวนลูปเหมือนครั้งมังกรทมิฬแหง รวมทั้งค่าประสบการณ์ที่อุตส่าห์ได้มาก็จะลดกลับไปจนเหลือแค่เลเวลศูนย์อีกด้วย

ปัญหาหลักนั้นได้แก่การโจมตีของเธอไม่มีความแม่นยำเอาเสียเลย ยิ่งกว่านั้นพลังป้องกันก็ไม่มากพอทนรับการโจมตีมากกว่าหนึ่งครั้งได้อีกต่างหาก อาร์เทมีสจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหนีไปเรื่อย ๆ ด้วยการกระโจนข้ามจากที่กำบังหนึ่งไปยังอีกแห่งในระยะไม่เกินสามเมตรเพื่อไม่ให้ได้รับผลจากความต่างชั้นของค่าสเตตัสความเร็วระหว่างเธอกับศัตรู

หนีตรง ๆ ก็ไม่ได้ สู้ประชิดตัวก็ไม่ไหว เกราะก็แสนจะบาง พลังชีวิตก็พอ ๆ กับมดปลวก ตลอดช่วงชีวิตหลายพันปีที่ผ่านมาอาร์เทมีสไม่เคยต้องตกอยู่ในสภาพบัดซบเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้ง นับว่านี่เป็นประสบการณ์แสนแปลกใหม่ที่ทำให้เธอนึกสาปแช่งบิดาตนให้เดินสะดุดลงหลุมนรกทาร์ทารัสไปเป็นล้าน ๆ รอบได้เลยทีเดียว

และความเจ็บใจเหนืออื่นใดก็เห็นจะเป็นเรื่องที่พลังเทพีได้จากเธอไปแล้วอย่างสมบูรณ์นั่นแหละ

ทว่าต่อให้ไม่มีคันศรประกายเงินแห่งโลกาวินาศอีกต่อไป ก็ใช่ว่าอาร์เทมีสจะยอมแพ้ง่าย ๆ ความเป็นนักล่าในตัวเธอถูกปลุกขึ้นอีกครั้งในห้วงความเป็นความตายหลังหล่นจากหน้าผา เทพีผู้สูญเสียพลังรอดมาได้หวุดหวิดด้วยค่าพลังชีวิตเหลือเพียงหนึ่ง

หญิงสาวตระหนักในวินาทีนั้นว่าเธอต้องทิ้งความคิดว่าตนเป็นเทพเจ้าไปเสียและเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้ด้วยสถานะ เกมเมอร์ต่างหาก ทั้งหมดนี่มันก็แค่เกม(ที่ออกแบบมาเพื่อทรมานเธอโดยเฉพาะ) ให้ตายสิ หลายสิบปีมานี้เธอเคลียร์เกมมากกว่าเกมเมอร์หน้าไหนเคยทำมาแล้วนะ(แน่นอน เพราะเทพีไม่ต้องกิน นอน เข้าห้องน้ำแล้วก็พักผ่อนนี่นา) จะว่าไปแล้ว เจ้าเกมรุ่งอรุณแห่งผู้กล้าเนี่ย เธอก็เคยไปเยือน ณ จุดสูงสุดมาแล้ว สำหรับผู้เล่นระดับเซียนเช่นเธอ การต้องมาตายด้วยกรงเล็บพิษโง่ ๆ ของ Poison Monitor Komodo เลเวลสี่สิบห้านั้นไม่ต่างอะไรกับการถูกผู้เล่นรุมโจมตีใส่แล้วโดนปลิดชีพด้วยธนูดอกสุดท้ายของนู้บหน้าโง่เลเวลไม่เกินห้าเลยสักนิด

นับว่าอาร์เทมีสยังโชคดีที่ถูกส่งมายังเกมที่ตนมีประสบการณ์เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเธอจึงรู้ว่าแม้สถานการณ์จะดูยังไงก็สิ้นหวังเช่นนี้ที่จริงแล้วก็ยังมีโอกาสชนะได้อยู่

สิ่งนั้นเรียกว่า แพทเทิร์น หรือ รูปแบบการโจมตี นั่นเอง

หากเธอหนีต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยวิธีนี้ กิ้งก่าพิษจะโจมตีใส่ทุก ๆ สิบวินาที ขณะที่การโจมตีของเธอจะตกถึงเป้าหมายช้าไปราวสองวินาที ดังนั้นกุญแจแห่งชัยชนะของศึกครั้งนี้จึงอยู่ที่การคาดคะเนระยะกับองศาการโจมตีสวนกลับนั่นเอง

และมันก็เกือบจะสมบูรณ์แล้ว

“เพลิงพิโรธ! เพลิงพิโรธ! เพลิงพิโรธ!” อาร์เทมีสจู่โจมออกไปติดต่อกัน เธอลงมือเกือบจะพร้อมกับที่กิ้งก่าพิษเข้าประชิดตัว เทพีหมุนตัวฉับพลัน หงายหลังทิ้งร่างลงกระแทกพื้นพร้อมระเบิดเปลวเพลิงใหญ่เท่าลูกบาสเก็ตบอลออกไปสามลูกติดกัน กิ้งก่ายักษ์คล้ายล่วงรู้แผนการของเธอ มันเบี่ยงตัวในชั่ววินาทีสุดท้ายหลบรอดลูกไฟสองลูกไปได้หวุดหวิด ทั้งยังแลกด้วยน้ำพิษพ่นใส่หน้าอีก

อาร์เทมีสกรีดร้อง รู้สึกราวกับตั้งแต่ตาขวาลงมาถึงขากรรไกรล่างกำลังลุกไหม้ กระนั้นเธอก็ไม่ยอมให้จังหวะทองที่ต้องแลกมาด้วยการโจมตีพลางหลบหนีเกือบสิบห้านาทีและหมดโพชั่นรักษาอาการบาดเจ็บไปนับร้อยขวดต้องเสียไป

พริบตาถัดมาเธอกัดฟันกรอดแล้วฝืนถีบตัวพลิกมาเป็นนอนคว่ำในท่าเตรียมพร้อมแล้วลืมตาขึ้น ภาพที่เห็นมีเพียงด้านซ้ายเพียงข้างเดียว หัวใจเธอพลันหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม

พลาด! สกิลของเธอพลาดไปถึงสามครั้งเลย!?!

ทว่าขณะที่ร่างกายกำลังจะตอบสนองด้วยการพุ่งหนีต่อ สมองก็ประมวลผลภาพตรงหน้าในเสี้ยววินาที

เธอไม่ได้พลาด... แม้มันจะหลบสกิลสุดท้ายไปได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพลิงบางส่วนกระแทกใส่ลำตัวช่วงบนด้านซ้าย ส่งผลให้กิ้งก่าพิษหมุนคว้างร่วงหล่นจากกลางอากาศพร้อมเสียงร้องแหลมด้วยความเจ็บปวด

ชั่วขณะหนึ่ง อาร์เทมีสประหลาดใจยิ่งยวด เธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าสกิลเพลิงพิโรธจะรุนแรงถึงขนาดนี้ อย่าลืมว่าความต่างเลเวลระหว่างเธอกับศัตรูนั้นเทียบเท่ากับจำนวนเลเวลที่อีกฝ่ายมีเลยทีเดียว ซึ่งตามปกติแล้ว ถ้าเลเวลห่างกันมากกว่ายี่สิบ นั่นก็พอทำให้ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าทำดาเมจในการโจมตีได้แค่หนึ่งเท่านั้น(หรือถ้าร้ายกว่าก็คือโจมตีไม่เข้าเลย)

ที่จริงเธอก็ไม่ได้หวังว่าสกิลของตนจะทำอะไรกิ้งก่าพิษได้หรอก หากแต่เป้าหมายแท้จริงนั้นได้แก่การหยุดการเคลื่อนไหวอีกฝ่ายต่างหาก เนื่องด้วยสกิลโจมตีส่วนใหญ่ในเกมนี้สามารถขัดจังหวะตัดคอมโบรวมไปถึงหยุดการเคลื่อนไหวได้แทบทั้งสิ้นในกรณีที่ใช้ถูกจังหวะ

กระนั้นเพลิงพิโรธกลับทำให้เกล็ดสีเขียวอมม่วงสลายเป็นผุยผงไปทั้งแถบ กล้ามเนื้อแดงสดไหม้ดำเป็นตอตะโก ทว่าก็หลังจากเนื้อหนังส่วนหนึ่งหลอมละลายไปแล้วด้วยนะ เพียงพริบตาเดียว ขาหน้าข้างซ้ายก็แทบจะขาดหลุดจากร่าง หลอดค่าพลังชีวิตเหนือร่าง Poison Monitor Komodo เลเวลสี่สิบห้าตัวนั้นลดฮวบฮาบลงถึงหนึ่งในสาม

ซึ่งเป็นความเสียหายเกินความคาดหมายถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ พูดก็พูดเถอะ การโจมตีเมื่อครู่นั้นเทียบได้กับผู้เล่นที่เลเวลสี่สิบเลยทีเดียวเชียวละ

เพียงแต่นี่ไม่ใช่จุดประสงค์ของเธอ เป้าหมายแท้จริงของเธอน่ะก็คือ...

ตายซะ!” อาร์เทมีสคำราม ดวงตาขวาค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมามองเห็นได้อีกครั้งแม้จะยังมัวเสียจนแยกรายละเอียดใด ๆ ไม่ได้เลยก็ตาม เธอถีบตัวกระโจนไปทางที่กิ้งก่าพิษล้มลงสุดแรง ใบดาบยาวหนึ่งเมตรสีดำสนิทพลันส่องประกายสีส้มก่อนที่เปลวเพลิงจะลุกโชติช่วงขึ้นตอนที่เธอตวัดวาดมาจากด้านหลัง “ดาบเกล็ดมังกร สกิลเพลิงพิโรธ!!!

แม้ความต่างระหว่างเลเวลจะเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะทั้งหมด กระนั้น รุ่งอรุณแห่งผู้กล้าก็ยังมีเงื่อนไขชัยชนะอีกอย่างที่น้อยคนนักจะรู้ นั่นก็คือที่ตัวอาวุธก็มีความแข็งแกร่งของตัวมันเองเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นไอเทมดรอปจากมังกรทมิฬเลเวลเก้าสิบ เมื่อนำมาใช้กับมอนสเตอร์ในระดับต่ำกว่า มันก็จะมีดาเมจอันเป็นค่าต่างระหว่างความแข็งแกร่งของอุปกรณ์กับศัตรูเกิดขึ้นด้วย เพียงแต่ในกรณีปกตินั้น ค่าความต่างนี้มักไม่เป็นที่สังเกตของผู้เล่นเท่าไหร่ นั่นก็เป็นเพราะไม่มีใครอยู่ในสถานะแบบเดียวกับอาร์เทมีสในตอนนี้ยังไงละ อาวุธทั่วไปภายในเกมจะถูกกำหนดเลเวลขั้นต่ำในการใช้เอาไว้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้เล่นเลเวลน้อย ๆ จะไม่สามารถใช้อาวุธระดับสูงได้อย่างแน่นอน

ผิดกับดาบเกล็ดมังกรเล่มนี้ ไม่รู้ว่าต้องพึ่งโชคขนาดไหนกัน มันถึงเป็นอาวุธที่ไม่มีกำหนดเลเวลขั้นต่ำของผู้ใช้ เรียกว่าเป็นการดรอประดับหนึ่งในล้านเลยก็ว่าได้

ทีแรกอาร์เทมีสประเมินว่าเธอน่าจะต้องโจมตีสามถึงสี่ครั้งจึงจะฆ่าอีกฝ่ายได้ แต่พอเห็นความเสียหายจากสกิลก่อนหน้านี้แล้ว แค่ดาบเดียวก็พอแล้ว!

1

ร่าง Poison Monitor Komodo สลายเป็นจุดพิกเซลเล็ก ๆ ก่อนจางหายไป ขณะที่ค่าประสบการณ์หลั่งไหลเข้ามายังเทพี แม้ค่าประสบการณ์ที่ได้รับจะต่างจากมังกรทมิฬราวฟ้ากับเหว กระนั้นสำหรับผู้เล่นใหม่ก็จัดว่ามหาศาลอยู่ดี

แน่นอนว่าในกรณีของอาร์เทมีส นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หลอดค่าประสบการณ์หลักสิบล้านของเธอแทบไม่ขยับด้วยซ้ำ

[ได้รับ: เนื้อติดพิษx5 แผ่นเกล็ดกิ้งก่าx7]

เธอถอนหายใจ ช่างเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย กว่าจะฆ่ามันได้เธอก็ต้องทุ่มสุดตัว หมดโพชั่นรักษาไปเป็นร้อยขวดในครั้งเดียว ทว่าดูสิ่งที่ดรอปออกมาสิ ขยะ... ขยะชัด ๆ

เนื้อติดพิษจำเป็นต้องกำจัดพิษเสียก่อนถึงจะนำมาปรุงอาหารได้ ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะเล่นเกมนี้กี่รอบต่อกี่รอบ สำหรับเธอแล้วเจ้าสิ่งนี้ก็น่าขยะแขยงเกินกว่าจะกินได้ ส่วนแผ่นเกล็ดกิ้งก่าเป็นส่วนประกอบสร้างอาวุธกับเครื่องสวมใส่ แต่ยังไงก็เทียบดาบเกล็ดมังกรกับเสื้อผ้าที่สวมอยู่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ดี

“ช่างเถอะ ยังไงก็เก็บไว้ก่อนแล้วกัน ไม่รู้ว่าวันไหนอาจต้องใช้” อาร์เทมีสพึมพำ นอกจากนี้พวกมันก็ใช่จะเกะกะอะไรสักหน่อย ในเมื่อกระเป๋าของเธอยังมีพื้นที่เหลือเฟือ(กัดฟันพูด)

หลังจากใช้เวลาจัดการสิ่งต่าง ๆ อยู่สักพัก เทพียืดตัวขึ้น เตรียมพร้อมเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านอีกฟากของป่า

“เอาล่ะ ทีนี้ก็ได้เวลา-” เธอพูดได้แค่นั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปพบกับตานับร้อย ๆ คู่สะท้อนวาววับท่ามกลางความมืดสลัวภายในป่า พวกมันปรากฏรายล้อมรอบทิศทาง ทั้งบนพื้นดิน ทั้งเกาะกับลำต้นและแฝงตัวตามสุมทุมพุ่มไม้ มองดูคร่าว ๆ แล้วก็น่าจะสักสามสิบคู่เป็นอย่างน้อย

นัยน์ตาเหล่านั้นเป็นของ Poison Monitor Komodo เลเวลสี่สิบห้า

“ฉิบ... หาย... ล่ะ...” อาร์เทมีสเผลออ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!