ความเงียบที่ทอดตัวลงมาระหว่างบุรุษทั้งสองไม่ได้กินเวลาเนิ่นนาน ทว่าสำหรับเคน มันเชื่องช้าและชวนให้อึดอัด
"เรื่องเล่า..." พระอภัยมณีทวนคำนั้นเบาๆ รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าอันงดงาม ทว่าดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับกำลังทบทวนถ้อยคำเมื่อครู่
"น่านน้ำฝั่งตะวันตกของลังกาช่างกว้างไกลนัก ข้ามิเคยรู้มาก่อนว่าเรื่องเล่าของเกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทร จะเดินทางไปไกลถึงเพียงนั้น"
น้ำเสียงของเขาไม่มีความเย้ยหยัน ไม่มีการต้อนให้จนมุม มีเพียงความใคร่รู้ที่บริสุทธิ์และเฉียบคม
เคนสูดลมหายใจเข้าช้าๆ บังคับจังหวะหัวใจไม่ให้เต้นแรงไปกว่าเดิม เขาตระหนักแล้วว่าความผิดพลาดเพียงคำเดียว อาจสร้างแรงกระเพื่อมที่ไม่อาจควบคุมได้
"ท้องทะเลไม่เคยเก็บความลับไว้ได้ตลอดไป ท่านอภัยมณี" เคนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เลือกใช้ความคลุมเครือเป็นเกราะกำบัง
"เรื่องเล่ามักเดินทางไปกับกระแสน้ำและคำพึมพำของกะลาสีเสมอ"
พระอภัยมณีนิ่งมองเขาอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
"เช่นนั้นเอง" เขากล่าวพร้อมกับละสายตาออกไป
"ข้าคงประเมินความกว้างใหญ่ของมหาสมุทรต่ำเกินไป"
ชายผู้ถือปี่ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
เคนไม่รู้ว่าคำอธิบายนั้นเพียงพอจริงๆ หรือชายตรงหน้าเพียงเลือกที่จะไม่ซักไซ้ในเวลานี้
และเขาไม่คิดจะถามให้รู้แน่
ทว่าก่อนที่ความระแวดระวังในหัวของเคนจะขยายตัวไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังมาจากทางเชิงเขาเบื้องหลังอาศรม
สินสมุทรเป็นคนแรกที่หันไป เด็กหนุ่มวางผลไม้ในมือลงบนโขดหิน ก่อนยืดตัวขึ้นตรง
"ท่านอาจารย์" น้ำเสียงที่เมื่อครู่ยังแข็งกระด้างและพร้อมปะทะกับทหารลังกา ลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
พระอภัยมณีเองก็หยุดมือจากการจัดกระบอกน้ำและค้อมศีรษะลงอย่างสำรวม
ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นั้นแพร่ไปทั่วลานหินเร็วกว่าเสียงประกาศใด รังเกศแตะด้ามดาบตามสัญชาตญาณ
เมื่อเห็นคนแปลกหน้าก้าวออกจากแนวไม้ แต่เมื่อเห็นพระอภัยมณีและสินสมุทรแสดงความเคารพ เขาก็ปล่อยมือ แม่ทัพแห่งลังกาค้อมศีรษะให้ชายชราตามมารยาทของผู้มาเยือน
ร่างของผู้มาใหม่เดินฝ่าความร่มครึ้มของแมกไม้ออกมา เป็นชายชราผู้หนึ่งในชุดผ้าเปลือกไม้สีซีดจาง รูปร่างผอมเกร็ง แผ่นหลังตั้งตรง หนวดเคราสีขาวหงอกยาวจรดทรวงอก เท้าเปล่าทั้งสองข้างเหยียบย่ำลงบนเศษใบไม้แห้งและพื้นดิน
ชายชราเดินผ่านคนเจ็บโดยไม่รีบร้อน สายตาของเขาหยุดตามผ้าพันแผล กระบอกน้ำ และกองเสบียงที่เพิ่งถูกจัดขึ้น เคนลอบสังเกตชายผู้นี้อย่างละเอียด เขาไม่เห็นสิ่งใดผิดธรรมชาติในตัวชายคนนี้เลย ไม่มีแสงสว่างวาบ ไม่มีบรรยากาศที่หนักอึ้ง ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ แผ่ซ่านออกมา และด้วยเหตุบางอย่าง... นั่นกลับทำให้เขาระวังตัวมากขึ้น
พระโยคีมองคนเจ็บบนลานหิน ก่อนทอดสายตาไปยังรังเกศ
"ทะเลส่งผู้รอดชีวิตมาที่นี่อีกแล้วหรือ"
รังเกศก้าวออกมาเบื้องหน้า คุกเข่าลงข้างหนึ่งตามธรรมเนียมทหาร
"ข้าพระพุทธเจ้า รังเกศ แม่ทัพแห่งกองเรือลาดตระเวนลังกา ขอประทานอภัยที่ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของท่านโดยมิได้บอกกล่าว" รังเกศกล่าวอย่างหนักแน่น
"พวกเราเผชิญพายุและหมอกหลงทิศ มีคนเจ็บและผู้รอดชีวิตที่ต้องการการพักฟื้น ข้าขออนุญาตนำเรือบดทยอยลำเลียงคนเจ็บและเสบียงบางส่วนขึ้นมาตั้งค่ายพักพิงชั่วคราวริมชายหาด จนกว่าท้าวสิลราชและผู้บาดเจ็บจะพร้อมเดินทางต่อ"
พระโยคีทอดสายตามองรังเกศ นัยน์ตาสีขุ่นมัวของชายชราสงบนิ่ง
"คนเจ็บพักได้" พระโยคีกล่าว น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่มั่นคง
"อย่าตัดไม้เกินจำเป็น อย่าล่าสัตว์เพื่อความสำราญ และอย่าให้อาวุธของพวกท่านสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้ที่อยู่ที่นี่"
ชายชรามองสบตาแม่ทัพแห่งลังกา
"หากทำได้ เกาะแก้วแห่งนี้ก็มีที่ให้พวกท่าน"
"เป็นพระคุณอย่างยิ่ง" รังเกศค้อมศีรษะ
ทว่าสายตาของพระโยคีไม่ได้หยุดอยู่ที่รังเกศ ชายชราค่อยๆ หันใบหน้ามาทางเคน
เคนรู้สึกกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอเกร็งขึ้น เขาพยายามรักษากิริยาของตนให้สงบนิ่งที่สุด
พระโยคีมองเคนอยู่ครู่หนึ่ง
"องค์ชายเดินทางมาไกล"
เคนสูดลมหายใจแผ่วเบา
"จากลังกาถึงที่นี่ ย่อมไกลอยู่แล้ว" เขาตอบ
ชายชราไม่แสดงสีหน้าใดๆ ที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจหรือการจับผิด
"ระยะทางมิได้วัดด้วยทะเลเพียงอย่างเดียว"
พระโยคีทอดสายตาไปยังผ้าพันแผลบนแขนของทหารผลึกที่นอนอยู่ใกล้ๆ
"บางคนเดินทางเพียงไม่กี่วัน ก็กลับมาไม่เหมือนคนเดิมแล้ว"
เคนยืนนิ่ง เขาไม่รู้ว่าชายชราหมายถึงอะไร และนั่นคือส่วนที่เลวร้ายที่สุด มันอาจเป็นเพียงคำพูดของคนที่เห็นผู้รอดชีวิตจากพายุมานับไม่ถ้วน
หรืออาจไม่ใช่
"ร่างกายที่เหนื่อยล้ายังรู้จักร้องขอให้พัก ใจของคนกลับดื้อดึงกว่านั้นมาก"
พระโยคีละสายตาจากทหารบาดเจ็บ กลับมามองเคนอีกครั้ง
"พักเสียบ้าง องค์ชาย คนที่ไม่ยอมพักย่อมตัดสินใจผิดได้ง่าย"
เคนไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ เขาเลือกที่จะปกป้องตัวเองด้วยความเงียบ เพราะทุกคำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกไป อาจกลายเป็นหลักฐานที่มัดตัวเขาเอง
พระโยคีละสายตาจากเคนและเดินต่อไปยังแคร่ของท้าวสิลราช รอบลานหิน งานที่ค้างอยู่ค่อยๆ ดำเนินต่อ กะลาสีกลับไปยกน้ำ หมอเรือก้มลงหาคนเจ็บรายถัดไป
เคนเพิ่งรู้ตัวว่าตนกลั้นหายใจอยู่ เขาผ่อนลมหายใจออกช้าๆ แล้วสายตาก็พบพระอภัยมณีที่ยืนอยู่อีกฟากของลาน ชายผู้ถือปี่ไม่ได้ถามอะไร เพียงมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปช่วยคนเจ็บต่อ
สุวรรณมาลีเองก็ละมือจากผ้าชุบน้ำครู่หนึ่ง นางมองตามหลังพระโยคี ก่อนจะปรายตามาทางเคน ทว่านางไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเช่นกัน
เคนไม่รู้ว่าพระอภัยมณีได้ยินคำของพระโยคีด้วยความหมายเดียวกับที่ตนได้ยินหรือไม่ หรือความหมายทั้งหมดนั้น มีอยู่เพียงในหัวของเขาเอง