ร้านอาหารที่เตมีย์พามาเป็นร้านเดียวกับที่อินทัชเคยบ่นว่าอยากลองอยู่หลายครั้ง
อาหารดี บรรยากาศก็ดี
ถ้าไม่นับว่าอีกคนเอาแต่คุยโทรศัพท์กับแฟนอยู่เกือบครึ่งมื้อ
“ครับหนู”
เตมีย์คีบอาหารเข้าปากไปด้วย พูดกับปลายสายไปด้วย
“กินแล้ว พาไอ้อินมากินข้าวอยู่”
อินทัชก้มหน้ากินของตัวเองเงียบ ๆ
ไม่ได้โกรธ
อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับโกรธแล้ว
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งจนแทบกลายเป็นเรื่องปกติ
เตมีย์มีแฟน
แพรวคบกับมันมาเกือบปีแล้ว ถือว่านานพอสมควรเมื่อเทียบกับความสัมพันธ์หลายครั้งที่ผ่านมาของเตมีย์
อินทัชรู้จักเธอ
เคยกินข้าวด้วยกันหลายครั้ง
และต้องยอมรับว่าแพรวเป็นคนน่ารัก ไม่มีอะไรให้เขาเกลียดได้เลย
เพราะฉะนั้นเวลาที่แฟนโทรมา เตมีย์จะรับ
แฟนอยากคุย เตมีย์จะคุย
แฟนอยากเจอ เตมีย์ก็ไปหา
มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนเป็นแฟนกัน
ถ้าถามว่าอีกฝ่ายผิดตรงไหน อินทัชก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน
คนผิดอาจเป็นเขาเองเสียมากกว่า
ที่นั่งอยู่ตรงนี้แล้วคาดหวังอะไรเกินกว่าสถานะที่ตัวเองมี
“พรุ่งนี้เหรอครับ ได้ เดี๋ยวพี่ดูอีกที”
เตมีย์หัวเราะกับอะไรบางอย่างที่ปลายสายพูด ก่อนจะหันมามองอินทัช
“มึงเอาอะไรเพิ่มไหม”
“ไม่”
“แน่นะ”
“อืม”
คนถามพยักหน้า แล้วกลับไปคุยโทรศัพท์ต่อ
อินทัชก้มลงตักอาหารเข้าปาก
รสชาติดีอย่างที่คิดไว้
แค่ไม่อร่อยเท่าตอนที่ยังไม่ได้มา
บางทีของบางอย่างก็เป็นแบบนี้
เฝ้ารอมานาน พอได้มาจริง ๆ กลับไม่ได้รู้สึกดีอย่างที่คิด
................................................
เมื่อกลับถึงบ้านก็เกือบสามทุ่ม
อินทัชขึ้นไปอาบน้ำก่อนเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน
ส่วนเตมีย์บอกว่าจะดูข่าวอยู่ข้างล่าง
แต่พอเขาเปิดประตูห้องนอนออกมาจากห้องน้ำ
สิ่งแรกที่เห็นกลับไม่ใช่เตียงว่างอย่างที่ควรเป็น
เตมีย์นอนแผ่อยู่บนนั้นเรียบร้อยแล้ว
อินทัชหยุดเช็ดผม
“มึงมานอนทำไม”
อีกฝ่ายหันมามอง ก่อนขยับตัวชิดเข้าไปด้านในราวกับเป็นห้องตัวเอง
“เมื่อคืนมึงไม่กลับ กูไม่ได้นอนกับมึง”
“แล้ว?”
“กูนอนโซฟา ปวดหลังจะตาย”
อินทัชเลิกคิ้ว
“ก็สมควร”
“อ้าว”
“ใครใช้ให้มึงไปนอนโซฟา”
“ก็นั่งรอมึงไง ไอ้ห่า”
เตมีย์บ่น
“โทรก็ไม่รับ กลับอีกทีจะเจ็ดโมงเช้า
กูจะรู้ไหมว่ามึงเป็นอะไรหรือเปล่า”
“แล้วตอนนี้รู้แล้วก็กลับห้องมึงไป”
“ไม่กลับ”
“หมี”
“อะไร”
“นี่ห้องกู”
“รู้”
เตมีย์ตบที่นอนข้างตัวสองที
“กูจะนอนกับมึง”
อินทัชมองมันนิ่ง ๆ
อีกฝ่ายพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก
และนั่นต่างหากที่เป็นปัญหา
เขาถอนหายใจ ก่อนเดินไปแขวนผ้าเช็ดตัว
แล้วหยิบเสื้อยืดขึ้นมา
“ไม่ต้องใส่ก็ได้ ร้อนจะตาย”
อินทัชหันขวับ
“เรื่องของกู”
“เออ ๆ ดุฉิบหาย”
เตมีย์หัวเราะ ก่อนพลิกตัวนอนหงาย
สุดท้ายอินทัชก็โยนเสื้อกลับไว้ที่เดิม แล้วเดินมาทิ้งตัวลงบนอีกฝั่งของเตียง
“นอนแล้วก็เงียบ”
“ครับคุณหมอ”
ไฟหัวเตียงถูกปิดลง
ความมืดเข้าปกคลุมห้องได้ไม่ถึงนาที คนข้างตัวก็ขยับเข้ามาใกล้
แขนหนัก ๆ พาดลงบนเอวอย่างคุ้นเคย
อินทัชลืมตาขึ้นในความมืด
“หมี”
“หือ”
“ร้อน”
“ไม่ร้อน”
“กูร้อน”
“เดี๋ยวก็หาย”
พูดจบมันก็ขยับเข้ามาแนบกว่าเดิมเสียอีก
ใบหน้าซุกลงใกล้ต้นคอ สูดลมหายใจอยู่สองสามครั้ง
“เออ”
เตมีย์พึมพำเสียงง่วง
“ค่อยยังชั่ว”
“อะไรของมึง”
“ได้กลิ่นมึงแล้วสบายใจ”
อินทัชนิ่งไป
ประโยคนั้นเบามาก
เบาจนคนพูดคงไม่ได้คิดอะไรด้วยซ้ำ
แต่คนฟังกลับต้องหลับตาลงช้า ๆ
นี่ก็อีกแล้ว
เตมีย์พูดอะไรแบบนี้เสมอ
ทำอะไรแบบนี้เสมอ
แล้วสุดท้ายคนที่ต้องเก็บเอาไปคิดก็มีแค่เขาคนเดียว
ไม่นานลมหายใจข้างต้นคอก็สม่ำเสมอ
หลับแล้ว
อินทัชเหลือบตามองคนที่กอดตัวเองอยู่ ก่อนถอนหายใจยาว
คนที่บอกว่าปวดหลังจากการนอนโซฟา ตอนนี้หลับสบายเสียจนเริ่มมีเสียงกรนเบา ๆ
ส่วนเจ้าของเตียงกลับนอนไม่หลับ
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เตมีย์มักหาเหตุผลมานอนกับเขาเสมอ
อกหักบ้าง
ปวดหัวบ้าง
นอนไม่หลับบ้าง
เครียดจากงานบ้าง
หรือบางครั้งก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลย
แค่เดินเข้ามาแล้วบอกว่า
คืนนี้กูนอนด้วย
และอินทัชก็ยอมทุกครั้ง
แรก ๆ เขายอมเพราะอยากอยู่ใกล้
อยากได้ช่วงเวลาแบบนี้เอาไว้ให้นานที่สุด
แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไร
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี
เขาก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดนั้นถูกหรือเปล่า
เขาควรวางกรอบให้ชัดกว่านี้หรือไม่
ควรห้ามเตมีย์เข้ามานอน
ควรผลักแขนที่กอดอยู่ออก
ควรบอกว่าเพื่อนกันไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้
เพื่อนที่ไหนนอนกอดกันจนกลายเป็นเรื่องปกติ
เพื่อนที่ไหนจำกลิ่นกันได้
เพื่อนที่ไหนต้องมานอนด้วยเพียงเพราะ
อีกคนไม่กลับบ้านหนึ่งคืน
อินทัชก้มมองแขนที่พาดอยู่รอบเอวตัวเอง
ระยะห่างระหว่างเขากับเตมีย์ในตอนนี้แทบไม่มี
ตัวแนบกัน
ลมหายใจอยู่ใกล้กัน
แค่ขยับหน้าอีกนิดก็อาจสัมผัสกันได้
แต่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขากลับรู้ดีมาตลอดว่า
ไม่ว่าจะอยู่ใกล้แค่ไหน
ก็ไม่เคยใกล้พอ
เพราะคนที่กำลังกอดเขาอยู่หลับสนิทโดยไม่ต้องระวังอะไรเลย
ในขณะที่เขาต้องคอยเตือนตัวเองทุกคืนว่า
นี่คือเพื่อน
อินทัชหลับตาลงอีกครั้ง
บางทีสิ่งที่เขาควรทำไม่ใช่ถามว่า
เพื่อนแบบไหนถึงนอนกอดกันได้ขนาดนี้
แต่ควรถามตัวเองมากกว่า
ว่าเขาจะยอมเป็นเพื่อนแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน
บางทีสิ่งที่น่าขันที่สุดอาจไม่ใช่การที่เตมีย์ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเขา
แต่เป็นการที่ตัวเขาเองต่างหาก
ที่รู้อยู่เต็มอกว่าอีกฝ่ายคิดกับเขาแค่ไหน
แล้วยังเลือกอยู่ตรงนี้มาตลอด