หลังจากวันนั้น บรรยากาศระหว่างเตมีย์กับอินทัช
ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เล็กน้อยเสียจนถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ด้วยกันมานาน
คงแทบไม่ทันสังเกต
เตมีย์ยังคุยเหมือนเดิม
ยังกวนประสาทเหมือนเดิม
ยังบ่นเรื่องงาน เรื่องรถ เรื่องคนในโรงพักให้ฟังเหมือนเดิม
แต่บางอย่างหายไป
เวลาเดินสวนกันในบ้าน
เขาจะขยับหลบให้ก่อน
เวลานั่งดูโทรทัศน์ด้วยกัน จากที่เคยนั่งเบียดจน
ไหล่แทบชนกัน ก็เว้นที่ตรงกลางไว้เล็กน้อย
แม้แต่ตอนอินทัชเดินเข้าครัวพร้อมกัน
เตมีย์ยังถอยออกหนึ่งก้าวแล้วผายมือ
“มึงไปก่อน”
อินทัชชะงัก
“อะไร”
“ก็ให้มึงเดินก่อน”
เขามองหน้าเพื่อนอย่างสงสัย
“มึงแปลก ๆ นะ”
“กูเนี่ยนะ”
“อืม”
เตมีย์หัวเราะกลบเกลื่อน
“คิดมาก”
แล้วเดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อินทัชมองตามอยู่ครู่หนึ่ง
เขาไม่รู้ว่าเตมีย์เป็นอะไร
แต่ไม่กี่วันต่อมา สิ่งที่ชัดที่สุดก็คือ—
อีกฝ่ายไม่มานอนห้องเขาแล้ว
ไม่มีเสียงเปิดประตูตอนดึก
ไม่มีคำว่า คืนนี้กูนอนด้วย
ไม่มีแขนหนัก ๆ พาดลงบนเอวตอนกลางคืน
เตียงกลับมาเป็นของอินทัชคนเดียวอย่างที่ควรจะเป็นตั้งนานแล้ว
และแปลกดี
ทั้งที่เขาเคยคิดมาตลอดว่าควรวางระยะห่างให้ชัดกว่านี้
พอเตมีย์เป็นฝ่ายถอยออกไปจริง ๆ
กลับกลายเป็นเขาที่รู้สึกถึงพื้นที่ว่างนั้นชัดเจนที่สุด
อินทัชพลิกตัวมองหมอนอีกใบที่ว่างอยู่ ก่อนหลับตาลง
แบบนี้ก็ดีแล้ว
เพื่อนกันควรมีระยะ
ควรเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ
.......................................................
แต่ขณะที่เตมีย์ถอยออกจากระยะที่เคยใกล้เกินไป
เขากลับเริ่มสนใจเรื่องของอินทัชมากกว่าเดิมอย่างน่าประหลาด
จากที่เมื่อก่อนแทบไม่เคยถามว่าใครโทรมา
ตอนนี้แค่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นก็เงี่ยหูฟังโดยอัตโนมัติ
เย็นวันหนึ่ง อินทัชนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะกินข้าว โ
ทรศัพท์ที่วางข้างมือสั่นขึ้น
“ครับ”
น้ำเสียงที่ใช้รับสายสุภาพกว่าตอนคุยกับเขาหลายระดับ
เตมีย์ที่กำลังเปิดตู้เย็นอยู่ชะงักไปนิดหนึ่ง
“อ๋อ ได้ครับ”
อินทัชยิ้มบาง ๆ
“พรุ่งนี้เจอกันครับ”
เตมีย์ปิดตู้เย็นดังปึก
“ใคร”
อินทัชเหลือบมอง
“อะไร”
“ใครโทรมา”
“หมอที่โรงพยาบาล”
“คนไหน”
“มึงจะรู้ไปทำไม”
เตมีย์เดินมานั่งฝั่งตรงข้าม
“ไอ้เด็กคนนั้นหรือเปล่า”
อินทัชถอนหายใจ
“น้องหมอเขามีชื่อ”
“เออ คนที่เอาของขวัญมาให้มึงนั่นแหละ”
“ใช่”
เตมีย์พยักหน้าเหมือนรับข้อมูลไปอย่างนั้นเอง ก่อนพูดขึ้น
“กูยังไม่เข้าใจเลยว่ะ”
“อะไรอีก”
“ผู้ชายแบบมึงมันมีอะไรให้น่าสนใจวะ”
อินทัชเงยหน้าจากเอกสาร
“ว่าไงนะ”
“ก็วัน ๆ อยู่แต่กับหนังสือ งานก็เยอะ หน้าก็นิ่ง พูดก็ไม่กี่คำ”
เตมีย์ส่ายหน้า
“น่าเบื่อจะตาย เขาชอบมึงเข้าไปได้ยังไง”
อินทัชมองหน้าเพื่อนนิ่ง ๆ อยู่เสี้ยวนาที
“แล้วมึงไม่น่าเบื่อเลยนะ ไอ้หมีควาย”
“กูตรงไหนน่าเบื่อ”
“ใช้แต่แรง ปากก็หมา อารมณ์ก็ร้อน”
“อย่างน้อยกูก็ไม่นั่งอ่านตำราตอนวันหยุด”
“อย่างน้อยกูก็มีสมองให้อ่าน”
“ไอ้หมอ!”
อินทัชหลุดหัวเราะ
เตมีย์มองรอยยิ้มนั้นไปชั่วขณะ ก่อนรีบแซะต่อ
“เออ หัวเราะไปเหอะ ระวังเด็กมันเบื่อแล้วทิ้งมึง”
“ถ้าเขาจะทิ้งก็เรื่องของกู”
“แล้วอย่ามาร้องไห้ให้กูปลอบนะ”
อินทัชเลิกคิ้ว
“ใครเขาจะให้มึงปลอบ”
“เฮ้ย เมื่อก่อนกูโดนทิ้งมึงยังให้นอนด้วยเลย”
“นั่นมึงหน้าด้านเข้าห้องกูเอง”
“ไม่ได้เรียกหน้าด้าน”
เตมีย์ยืดตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างไม่สะทกสะท้าน
“เขาเรียกพักใจ”
อินทัชเงียบไป
คำพูดธรรมดา ๆ นั้นกลับสะดุดอยู่ในใจอีกครั้ง
พักใจ
เขามองคนตรงหน้า
หลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เตมีย์อกหัก
ทะเลาะกับแฟน หรือเหนื่อยจนไม่อยากอยู่คนเดียว
มันจะมาหาเขา
นอนเตียงเดียวกับเขา
กอดเขา
บางครั้งก็พร่ำบ่นจนหลับไป
อินทัชเคยเผลอคิดเข้าข้างตัวเองอยู่หลายครั้ง
ว่าบางทีตัวเขาอาจพิเศษกว่าเพื่อนคนอื่นอยู่บ้าง
แต่สำหรับเตมีย์—
เขาคงเป็นแค่ที่พักใจจริง ๆ
ที่หนึ่งมีไว้ให้รัก
ส่วนเขา มีไว้ให้กลับมาเวลาที่เหนื่อยจากคนอื่น
อินทัชก้มหน้าลงมองเอกสารในมืออีกครั้ง
“งั้นก็ดีแล้ว”
เตมีย์ขมวดคิ้ว
“อะไรดี”
“เปล่า”
อินทัชพลิกหน้ากระดาษต่อ
ดีแล้วที่ช่วงนี้เตมีย์เริ่มเว้นระยะ
ดีแล้วที่ไม่มานอนกอดกันเหมือนก่อน
ดีแล้วที่เขาจะได้เลิกเข้าใจผิดกับเรื่องเล็ก ๆ พวกนั้นเสียที
เพราะบางทีระยะห่างที่เพิ่งเกิดขึ้น
อาจเป็นสิ่งที่ควรมีระหว่างพวกเขามาตั้งแต่แรก
อย่างน้อยมันคงช่วยเตือนอินทัชได้ว่า
ต่อให้เป็นที่ที่เตมีย์กลับมาหาทุกครั้งที่เจ็บ
เขาก็ยังไม่เคยเป็นคนที่อีกฝ่ายเลือกอยู่ดี