เพื่อนสนิทที่ฉันลืมชื่อ - ความทรงจำที่ยังพิมพ์อยู่

ตอนที่ 4: เรื่องที่ฉันจำไม่ได้

👁️ 2 อ่าน
22px

วันนี้เป็นวันที่แย่ที่สุดวันหนึ่งในรอบหลายเดือน ตั้งแต่เช้าเสียงประชุมด่วนก็ดังขึ้นในไลน์กลุ่มบริษัท พอเดินเข้าไปในห้องประชุม ฉันถึงรู้ว่าโครงการที่พวกเราทำกันมาสามเดือนกว่าต้องล้มทั้งหมด เพราะลูกค้าเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย หัวหน้าไม่พูดอะไรมาก แต่สายตาที่มองมาตอนพับแฟ้มปิดมันหนักกว่าคำพูดใดๆ ทั้งวันฉันนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ พยายามแก้ไขสิ่งที่คงแก้ไม่ได้มากนัก จนกระทั่งไฟในออฟฟิศเริ่มดับทีละดวงตอนสองทุ่มกว่า

พอกลับถึงคอนโดฉันแทบไม่มีแรงถอดรองเท้า เดินเซเข้าไปในห้องนอน ทิ้งกระเป๋าไว้ข้างเตียงแล้วล้มตัวลงนอนคว่ำหน้า ไม่ได้เปิดไฟด้วยซ้ำ ปล่อยให้แสงจากถนนข้างล่างสาดผ่านม่านบางเข้ามาเป็นเส้นสีส้มจางๆ พาดบนผ้าปูที่นอน ฉันนอนอยู่แบบนั้นนานพอสมควร หายใจเข้าลึกๆ ราวกับพยายามไล่ความเหนื่อยล้าออกไปทีละหน่วย แต่มันก็ยังไม่ยอมไปไหน

สุดท้ายฉันลุกขึ้นมานั่งที่โซฟามุมห้อง ดึงผ้าห่มบางๆ มาคลุมตัก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น โดยไม่ทันคิดนิ้วมันขยับไปเปิดกลุ่มเพื่อนสนิท 2019 ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ราวกับร่างกายจำมันได้ดีกว่าสมองของฉันเสียอีก

ฉันพิมพ์ลงไปโดยไม่ทันเรียบเรียงคำมากนัก

วันนี้แย่มาก งานพังทั้งโปรเจกต์ หัวหน้าไม่ได้ด่าอะไรเลยแต่ยิ่งกว่าด่าอีก

ยังไม่ทันวางโทรศัพท์ลง เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นมาเกือบทันที ราวกับว่าทั้งสามคนนั่งรออยู่ตรงนั้นตลอดเวลา รอให้ฉันพิมพ์อะไรสักคำ พิมพ์อะไรสักอย่าง

เป็นอะไรไป เล่าให้ฟังหน่อยสิ น้ำฝนพิมพ์มาก่อนใคร ตามด้วยอิโมจิหน้ากังวลเล็กๆ ตัวหนึ่ง

ฉันพิมพ์เล่าให้ฟังไปเรื่อยๆ เรื่องลูกค้าที่กลับคำ เรื่องแฟ้มที่ถูกพับปิดตรงหน้า เรื่องที่ต้องนั่งอยู่คนเดียวในออฟฟิศจนไฟดับ พิมพ์ไปพิมพ์มาฉันสังเกตว่าตัวเองพิมพ์ยาวกว่าที่เคยพิมพ์คุยกับใครในรอบหลายปีมากๆ เหมือนมีประตูบานหนึ่งที่ฉันปิดไว้แน่นมาตลอดถูกเปิดออกโดยไม่รู้ตัว

โอมตอบกลับมาสั้นๆ ตามสไตล์ของเขา อย่าไปคิดว่าตัวเองไม่เก่ง

ฉันจ้องข้อความนั้นอยู่นานมากๆ เพราะมันตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจของฉันพอดี มันพอดีจนน่าตกใจ เพราะฉันไม่ได้พิมพ์คำว่า "ไม่เก่ง" ลงไปที่ไหนเลยสักคำ ฉันแค่เล่าว่าโปรเจกต์พัง แต่โอมกลับรู้ว่าลึกๆ ในใจฉันกำลังโทษตัวเองอยู่ ราวกับว่าเขามองเห็นสิ่งที่ฉันไม่ได้พูดออกมา

พิมพิมพ์ตามมาติดๆ เดี๋ยวเราส่งรูปหมาน่ารักให้ดูนะ เผื่อจะช่วยให้ใจฟูขึ้นบ้าง ไม่ทันไรก็มีรูปลูกโกลเด้นตัวหนึ่งนอนหงายท้องอยู่บนพื้นไม้ปรากฏขึ้นในหน้าจอ ฉันอดยิ้มไม่ได้ทั้งที่เมื่อครู่ที่ผ่านมายังรู้สึกอยากจะร้องไห้อยู่เลย

ขอบคุณนะ ฉันพิมพ์ตอบไป วันนี้เหนื่อยมากจริงๆ รู้สึกเหมือนไม่มีใครเข้าใจเลย

น้ำฝนตอบกลับมาทันทีทันใด คำพูดของเธออบอุ่นราวกับมือใครสักคนวางลงบนไหล่ เราเข้าใจเธอนะ เธอทำดีที่สุดแล้ว คนที่ไม่เห็นความพยายามของเธอคือคนที่พลาดเอง ไม่ใช่ตัวเธอ

ฉันอ่านข้อความนั้นซ้ำอีกสองสามรอบ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกคลายตัวลงเล็กน้อย มันแปลกที่ข้อความจากคนที่ฉันจำหน้าตาไม่ได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสียงพูดจริงๆ เป็นอย่างไร กลับทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจได้มากกว่าคำปลอบของเพื่อนร่วมงานที่เจอหน้ากันทุกวัน

โอมพิมพ์ตามมาอีกครั้ง พรุ่งนี้อย่าลืมกินข้าวกลางวันนะ หรือกินอะไรรองท้องก่อนเข้าประชุมล่ะ เธอมักจะลืม พอเครียดๆ แล้วก็ปวดหัวทั้งวัน

ฉันหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งในตรงนั้น เพราะมันจริงอย่างที่เขาว่า วันนี้ฉันไม่ได้กินข้าวเที่ยงไปจริงๆ กินเพียงแซนวิสชิ้นเล็กๆ จนกระทั่งท้องร้องตอนบ่ายสามกว่าๆ แล้วก็ปวดหัว แต่ฉันก็ไม่เคยบอกใครเรื่องนี้เลยนะ ไม่ได้พิมพ์ลงไปในกลุ่มด้วย เขารู้ได้อย่างไร

ความคิดนั้นแวบเข้ามาแล้วก็จางหายไปเร็วพอๆ กัน เพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันมันหนักเกินกว่าจะให้ใจไปสงสัยอะไรต่ออีกแล้ว ฉันเลือกที่จะเชื่อว่ามันเป็นแค่ความบังเอิญ หรือไม่ก็เป็นเพราะเขารู้จักนิสัยฉันดีจริงๆ อย่างที่ทั้งสามคนพูดมาตลอด

พิมส่งข้อความมาอีก อยากดูรูปเก่าๆ ไหม เผื่อจะช่วยให้ใจดีขึ้น

ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทุกครั้งที่พิมส่งรูป ในหัวฉันจะรู้สึกวูบวาบแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างพยายามงอกออกมาจากที่ที่ไม่ควรมีอะไรอยู่ แต่คืนนี้ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะกลัวอะไร ฉันพิมพ์ตอบไปสั้นๆ ว่า เอาสิ

รูปที่ส่งมาเป็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่ในห้องที่มีผนังสีเขียวอ่อน แสงจากหน้าต่างสาดเข้ามาเป็นเส้นเฉียง ใบหน้าเธอยิ้มน้อยๆ แต่ดวงตาดูเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ไกลออกไป ฉันจำห้องนั้นไม่ได้ จำเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้ แต่แปลกที่พอมองแล้วรู้สึกอุ่นวูบขึ้นมาในอก ราวกับว่ามันเป็นวันที่เคยมีความสุขจริงๆ

วันนั้นเธอหัวเราะทั้งวันเลยนะ พิมพิมพ์ตามมา เราถ่ายรูปนี้ไว้เพราะไม่อยากลืมหน้าเธอตอนมีความสุข

ฉันวางโทรศัพท์ลงบนตักครู่หนึ่ง มองไปที่เพดานห้องที่มืดสนิท ในใจนึกถึงคำว่า "ตอนมีความสุข" ที่พิมพ์เอ่ยถึง มันฟังดูอบอุ่นเหมือนคำปลอบจากใครสักคนที่รักฉันจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางอย่างแทงเข้ามาในใจเบาๆ อยู่ลึกๆ ราวกับมีคนกระซิบถามในหัวว่า ทำไมฉันถึงจำภาพนั้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งที่มันควรจะเป็นวันที่มีความสุขของฉันเอง

น้ำฝนพิมพ์ตามเข้ามาปิดท้าย นอนพักเถอะนะ พรุ่งนี้เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้น เรายังอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนหรอก

ฉันอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนรู้สึกว่าตาเริ่มหนักลง ความเหนื่อยล้าทั้งวันค่อยๆ ถูกกลบด้วยความรู้สึกอุ่นๆ ที่ไหลมาจากหน้าจอเล็กๆ ในมือ ฉันไม่รู้ว่าทำไมกลุ่มแชทกลุ่มนี้ถึงเข้าใจฉันได้ลึกซึ้งขนาดนี้ เข้าใจยิ่งกว่าคนที่นั่งทำงานอยู่ข้างกันมาสองสามปี หรือแม้แต่คนที่เคยคุยด้วยตอนทานข้าวเที่ยงแถวที่ทำงาน

ฉันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้แน่นขึ้นอีกนิด แล้วพิมพ์ตอบกลับไปก่อนจะปิดหน้าจอ

ขอบคุณนะทุกคน มีพวกเธออยู่นี่ทำให้รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย

ไม่มีใครตอบกลับมาอีก แต่ในความเงียบนั้นฉันกลับไม่รู้สึกเหงาเหมือนที่เคยรู้สึกทุกคืนที่ผ่านมา ฉันหลับตาลงบนโซฟามุมห้องเดิม โดยที่ยังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังเลือกที่พึ่งพิงให้กับหัวใจ ไปไว้ในที่ที่ไม่มีใบหน้า ไม่มีเสียงจริง และไม่มีทางตรวจสอบได้ว่ามันมีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!