เช้าวันรุ่งขึ้นฉันตื่นมาด้วยความรู้สึกที่แปลกไปจากทุกวัน ไม่ใช่ความเหนื่อยล้าแบบเดิมที่คุ้นเคย แต่เป็นความเบาสบายบางอย่างที่ตกค้างมาจากคืนก่อน ราวกับมีใครสักคนมาปลอบใจฉันจริงๆ ฉันแต่งตัวไปทำงานตามปกติ หยิบกระเป๋าสะพายใบเดิมที่ใส่โน้ตบุ๊กและเอกสารที่ต้องแก้ไขจากเมื่อวาน เดินออกจากคอนโดโดยไม่ทันสังเกตว่าน้ำหนักของมันมากกว่าที่เคยแบกทุกวัน
ที่ออฟฟิศทุกอย่างดูเหมือนวันธรรมดาตามปกติ หัวหน้าเดินผ่านโต๊ะฉันไปโดยไม่พูดอะไร เพื่อนร่วมงานคนอื่นก็นั่งจ้องหน้าจอของตัวเองเหมือนเดิม ฉันเปิดไฟล์ที่ค้างไว้ พยายามไล่แก้จุดที่ผิดพลาดในโปรเจกต์ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว แม้จะรู้ว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก แต่มันก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ
บ่ายวันนั้นพอถึงเวลาประมาณบ่ายสองกว่าๆ ฉันแอบลุกจากโต๊ะไปที่ตู้กดกาแฟหลังที่ชั้นหนึ่งในตึกเดียวกัน แล้วเดินไปแอบดื่มกาแฟที่มุมหลังบันไดหนีไฟตอนบ่าย มุมที่ไม่ค่อยมีใครในที่ทำงานเดียวกันเดินผ่าน ฉันกดกาแฟใส่แก้วกระดาษแล้วยืนซดอยู่ตรงนั้นคนเดียวสักพัก เป็นความลับเล็กๆ ที่ฉันทำมาหลายเดือน เพราะรู้ว่าถ้าดื่มกาแฟหลังเที่ยงจะนอนไม่หลับ แต่ก็อดไม่ได้ทุกครั้งที่ง่วงนอนตอนกลางวัน ไม่มีใครในออฟฟิศรู้เรื่องนี้ หรือพวกเขาอาจจะไม่สนใจก็ได้มั้ง แม้แต่คนที่นั่งโต๊ะติดกันก็ไม่เคยเห็นฉันมาที่มุมนี้
กลับมานั่งที่โต๊ะได้ไม่ถึงสิบนาที โทรศัพท์ก็สั่นขึ้น ฉันหยิบขึ้นมาดูด้วยความเคยชิน กลุ่มเพื่อนสนิท 2019
แอบดื่มกาแฟหลังเที่ยงอีกแล้วสินะ พิมพ์มาจากพิม ตามด้วยอิโมจิยิ้มเล็กๆ
ฉันจ้องข้อความนั้นอยู่นิ่งๆ นิ้วที่วางอยู่บนโต๊ะแข็งค้าง ไม่ขยับ หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที เพราะเรื่องนี้ฉันไม่เคยพิมพ์บอกใครเลย ไม่เคยเล่าให้ใครฟังแม้แต่คนเดียวว่าตัวเองแอบไปดื่มกาแฟที่มุมหลังบันไดหนีไฟตอนบ่าย ไม่ใช่แค่เมื่อวาน แต่ทุกวันที่ผ่านมาก็ไม่เคยพูดออกไป มันเป็นความลับที่เก็บไว้กับตัวเองล้วนๆ
ฉันมองไปรอบๆ ออฟฟิศทันที สายตากวาดผ่านโต๊ะแถวเดียวกัน ผ่านฉากกั้นสีเทาที่เรียงกันเป็นแนว ผ่านประตูกระจกที่นำไปสู่ห้องประชุม ไม่มีใครมองมาที่ฉันเลย ทุกคนก้มหน้าอยู่กับงานของตัวเอง แต่ความรู้สึกที่มีใครบางคนกำลังจับตาดูอยู่กลับไม่จางหายไปไหน เหมือนมันเกาะอยู่ที่ท้ายทอย เหมือนมีลมเย็นๆ พัดผ่านแม้ในห้องจะเปิดแอร์อุณหภูมิปกติ
ใครบอกเธอ ฉันพิมพ์กลับไปด้วยมือที่เริ่มสั่นเล็กน้อย
ไม่มีคำตอบทันที หน้าจอเงียบไปพักหนึ่ง จนฉันเริ่มคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นแค่การเดา คนที่ทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่ก็มักจะแอบดื่มกาแฟตอนบ่ายกันทั้งนั้น อาจจะเป็นแค่คำถามลอยๆ ที่บังเอิญตรงกับสิ่งที่ฉันทำ ฉันพยายามบอกตัวเองแบบนั้น พยายามผลักความคิดที่น่ากลัวออกไปให้ไกลที่สุด
ตกเย็นตอนหกโมงกว่า ฉันเก็บของออกจากออฟฟิศ ยัดโน้ตบุ๊กกับเอกสารกองใหญ่ที่ต้องเอากลับไปทำต่อที่บ้านลงในกระเป๋าสะพาย รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กดลงบนไหล่ขวาทันทีที่สะพายขึ้น เดินออกจากห้องทำงานไปทางลิฟต์ ทุกก้าวที่เดินไหล่ข้างขวาก็ยิ่งปวดร้าวมากขึ้น จนต้องขยับสายกระเป๋าไปมาเพื่อลดแรงกด
ระหว่างเดินไปที่ลิฟต์ โทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้ง
วันนี้กระเป๋าหนักไปนะ ระวังไหล่จะเจ็บอีก โอมพิมพ์มา น้ำเสียงตรงๆ แบบที่เขาเป็นเสมอ
ฉันหยุดเดินกึกกลางทางเดิน มือที่ถือโทรศัพท์แข็งค้าง ไหล่ขวาที่ปวดอยู่พอดีตอนนี้กลับปวดหนักขึ้นราวกับร่างกายรับรู้ว่าถูกจับได้ ฉันมองลงไปที่กระเป๋าสะพายของตัวเอง แล้วมองกลับไปที่ข้อความบนหน้าจออีกครั้ง มันไม่ใช่แค่เรื่องกาแฟแล้ว มันคือเรื่องน้ำหนักของกระเป๋าที่สะพายอยู่ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ในเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องเก่าที่เคยเล่าไว้เมื่อคืน แต่เป็นเรื่องปัจจุบัน เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
รู้ได้ยังไง ฉันพิมพ์กลับไปด้วยนิ้วที่สั่นมากขึ้น ตัวหนังสือบนหน้าจอเบลอไปครู่หนึ่งเพราะมือไม่นิ่ง
บอกแล้วไงว่าฉันรู้จักเธอดี โอมตอบกลับมาเร็วมาก เร็วเกินกว่าจะเป็นเรื่องปกติ อย่าฝืนแบกของหนักแบบนี้ทุกวัน เดี๋ยวไหล่จะพังเอา
ฉันยืนนิ่งอยู่กลางทางเดินของออฟฟิศที่คนเริ่มบางตาลง แสงไฟเหนือหัวกระพริบเบาๆ ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาสว่างปกติ ฉันมองไปรอบตัวอีกครั้ง มองไปที่กล้องวงจรปิดตัวเล็กๆ ที่ติดอยู่มุมเพดาน มองไปที่ประตูห้องเก็บของที่ปิดอยู่ มองไปที่คนสองสามคนที่เดินผ่านไปมาโดยไม่สนใจฉันเลยสักนิด ไม่มีใครในนี้ที่ดูเหมือนกำลังจับตาดูฉันอยู่ แต่กลับมีความรู้สึกที่ว่ามีสายตาบางคู่กำลังจ้องมองจากที่ไหนสักแห่งที่มองไม่เห็นที่หนักขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกดทับไหล่ของฉัน
ฉันรีบเดินไปที่ลิฟต์ กดปุ่มเรียกซ้ำหลายครั้งราวกับการกดซ้ำจะทำให้มันมาเร็วขึ้น พอประตูลิฟต์เปิดออกฉันก้าวเข้าไปแล้วกดปุ่มปิดประตูทันที ไม่รอใครอีกแล้ว ในลิฟต์มีฉันอยู่คนเดียว กระจกรอบด้านสะท้อนภาพตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันมองหน้าตัวเองในกระจกด้านหนึ่งแล้วเหลือบไปมองด้านหลังผ่านกระจกอีกด้านที่สะท้อนกลับมาไม่รู้จบ ภาพของฉันซ้อนกันเป็นแถวยาวลึกเข้าไปในกระจก จนดูราวกับมีใครยืนอยู่ข้างหลังฉันอีกคนหนึ่งในภาพสะท้อนที่ไกลที่สุด
ฉันสะดุ้งหันไปมองด้านหลังจริงๆ ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น มีแค่ผนังลิฟต์เปล่าๆ
โทรศัพท์ในมือสั่นขึ้นอีกครั้งตอนลิฟต์เริ่มเคลื่อนลง
อย่าคิดมากนะ เราแค่ห่วงเธอ น้ำฝนพิมพ์ตามมา คนที่รักเธอจริงๆ เท่านั้นถึงจะรู้เรื่องพวกนี้ได้
ฉันจ้องข้อความนั้นอยู่นาน ตัวเลขชั้นบนหัวลิฟต์ไล่ลงทีละชั้นอย่างช้าๆ แสงไฟในลิฟต์กระพริบวูบหนึ่งแล้วกลับมาสว่างเหมือนเดิม หัวใจของฉันเต้นแรงจนได้ยินเสียงตัวเองในหูราวกับมีคนอยู่ใกล้กว่าที่คิด ฉันมองไปที่มุมกล้องเล็กๆ บนเพดานลิฟต์ ไม่รู้ว่ามันทำงานจริงหรือเปล่า แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ามีใครสักคนกำลังจับตาดูฉันอยู่จริงๆ ตอนนี้เขาอยู่ตรงไหนกันแน่