22px

ผ่านไปหลายวัน ฉันเริ่มคุ้นชินกับการมีกลุ่มแชทนั้นอยู่ในชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิดเอาไว้ เหมือนกลับว่ามันกลายเป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่เปิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติเวลาปลดล็อกหน้าจอ ตื่นนอนตอนเช้าฉันก็เลื่อนดูข้อความทักทายของน้ำฝน กลางวันก็มีโอมส่งอะไรมาเตือนสั้นๆ ตกเย็นพิมก็มักจะทักมาถามว่าวันนี้เหนื่อยไหม ความรู้สึกขนลุกที่เคยมีตอนแรกยังไม่หายไปไหนหรอก มันแค่จมลงไปอยู่ข้างล่างของความเคยชิน เหมือนเสียงแอร์ในห้องที่ดังอยู่ตลอดจนหูเราเลิกได้ยินมัน

คืนวันพุธฉันนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น เปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเสียงประกอบโดยไม่ได้ดูจริงจัง มือข้างหนึ่งถือช้อนตักข้าวผัดที่สั่งมากินคนเดียว อีกมือก็ถือโทรศัพท์ เลื่อนดูฟีดโซเชียลไปเรื่อยเปื่อยจนโทรศัพท์สั่นขึ้น กลุ่มเพื่อนสนิท 2019 ขึ้นมาบนหน้าจอ ฉันเปิดดูด้วยความเฉยชา ไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนวันแรกๆ อีกแล้ว

“จำได้ไหมว่าครั้งนั้นใครเป็นคนชวนไปทะเล” น้ำฝนพิมพ์ขึ้นมาก่อน ไม่ได้ทักฉันโดยตรง แต่ดูเหมือนพูดกับใครในกลุ่ม

“ก็ฉันไง จะเป็นใครได้” โอมตอบกลับทันที น้ำเสียงในตัวอักษรฟังดูหงุดหงิดเล็กน้อย

“โกหก เธอไม่เคยชวนใครไปไหนเลยสักครั้ง เป็นฉันเองที่จองรถตู้ จองที่พัก แล้วก็ลากทุกคนไป” น้ำฝนพิมพ์ยาวขึ้น มีอิโมจิถอนหายใจต่อท้าย

ฉันวางช้อนลง มองข้อความสองข้อความนั้นด้วยความงุนงงปนขำ พวกเขากำลังเถียงกันเรื่องอะไรก็ไม่รู้ที่ฉันไม่มีความทรงจำเลยแม้แต่น้อย แต่จังหวะการโต้ตอบมันก็เร็วและเป็นธรรมชาติจนฉันอดยิ้มไม่ได้ เหมือนได้อ่านบทสนทนาของเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่งที่ทะเลาะกันเรื่องไร้สาระในวงเหล้า

“จำผิดหมดเลย ตอนนั้นฉันเป็นคนขับรถต่างหาก แล้วก็โดนเธอบ่นตลอดทางว่าขับช้าเหมือนเต่า” โอมพิมพ์ต่อ

“ก็ขับช้าจริงๆ นี่นา จะให้พูดยังไง” น้ำฝนสวนกลับทันที

พิมกระโดดเข้ามาแทรก “หยุดเถอะ สองคนนี้ทะเลาะเรื่องเดิมทุกที ใครจองรถก็อีกเรื่องหนึ่ง ใครขับก็อีกเรื่องหนึ่ง จะทะเลาะทำไมนักหนา”

“ก็เขาจำผิด” น้ำฝนพิมพ์ พร้อมอิโมจิยักไหล่

“เธอนั่นแหละจำผิด” โอมย้อน

ฉันนั่งอ่านข้อความไล่ลงมาเรื่อยๆ นิ้วเลื่อนหน้าจอโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากขยับเป็นรอยยิ้มเล็กๆ มันตลกดี การได้เห็นคนสามคนในโทรศัพท์เถียงกันเรื่องเก่าๆที่ไม่มีสาระอะไรเลย ราวกับดูละครตลกสั้นๆ ที่เปิดฟรีให้ดูอยู่ในมือ ฉันพิมพ์แซวเข้าไปโดยไม่ทันคิด

“ทะเลาะกันได้ทุกเรื่องจริงๆ นะพวกเธอ”

ไม่มีใครตอบฉันทันที ข้อความของฉันลอยอยู่ตรงนั้นเฉยๆ เหมือนถูกมองข้าม แล้วน้ำฝนกับโอมก็ยังคุยกันต่อไปราวกับฉันไม่ได้พิมพ์อะไรเลย

“อย่างน้อยฉันก็จำได้ว่าตอนนั้นฝนตกหนักมาก แล้วทุกคนวิ่งเข้าไปหลบใต้ชายคาร้านอาหารทะเล” น้ำฝนพิมพ์ต่อ

“จำได้ จำได้ ตอนนั้นเสื้อเปียกหมดเลย” พิมรีบตอบรับ เหมือนอยากดึงบทสนทนาให้กลับมาเป็นเรื่องสนุกอีกครั้ง

ฉันจ้องหน้าจอนิ่งอยู่พักหนึ่ง รอยยิ้มที่เพิ่งมีอยู่บนหน้าเริ่มจางลงทีละน้อย มีบางอย่างในจังหวะการคุยของทั้งสามคนที่ทำให้รู้สึกแปลกๆ พวกเขาไม่ได้พิมพ์หากันเหมือนคนสามคนที่นั่งอยู่คนละที่ คนละบ้าน คนละเวลา มันไหลลื่นเกินไป ต่อเนื่องเกินไป เหมือนประโยคที่พูดออกมาจากปากเดียวกันแต่แบ่งบทบาทกันพูดคนละส่วน

ฉันเลื่อนกลับขึ้นไปอ่านตั้งแต่ต้นอีกครั้ง อ่านช้าๆ คราวนี้ ไม่ได้อ่านแบบผ่านๆ เหมือนตอนแรก น้ำฝนพูดถึงรถตู้ โอมพูดถึงการขับรถ พิมพูดถึงฝนที่ตก เรื่องราวเดียวกัน มุมมองต่างกัน สามมุมของเหตุการณ์เดียว เหมือนคนคนเดียวเล่าเรื่องเดียวกันซ้ำสามครั้งจากมุมมองที่ต่างกันออกไป แล้วแยกออกมาเป็นสามเสียง

ความคิดนั้นแล่นผ่านหัวฉันเบาๆ ก่อนที่ฉันจะรีบผลักมันออกไป บอกตัวเองว่าคิดมากไปเองล่ะมั้ง เป็นเพื่อนสนิทกันก็คงจำเหตุการณ์เดียวกันได้ทั้งสามคนอยู่แล้ว คงไม่แปลกอะไร

“เอาน่า อย่าทะเลาะกันเลยนะ” พิมพิมพ์อีกครั้ง คราวนี้ส่งรูปมาด้วย เป็นรูปทะเลสีฟ้าใส มีเงาคนสามสี่คนยืนเรียงกันตรงชายหาด หันหลังให้กล้อง มองไม่เห็นหน้าใครชัดเจน “ดูสิ วันนั้นสวยจะตาย”

“สวยจริง แต่ก็เปียกจนตัวสั่นเลย” น้ำฝนตอบ

“ใครบอกให้วิ่งลงทะเลตอนฝนตกล่ะ” โอมพิมพ์แซว

“เธอไงตะโกนชวนก่อน” น้ำฝนย้อนกลับทันที

ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ คนเดียวในห้องนั่งเล่น เสียงหัวเราะของตัวเองดังก้องแปลกๆ ในความเงียบของคอนโด ทีวีที่เปิดทิ้งไว้ยังฉายข่าวเบาๆ อยู่มุมจอ แต่ฉันไม่ได้ฟังอะไรจากมันเลย ความสนใจทั้งหมดจมอยู่กับหน้าจอเล็กๆ ในมือ

แต่แล้วจู่ๆ ความหนาวก็วิ่งขึ้นมาตามแขน ไม่ใช่เพราะแอร์ที่เปิดอยู่ในระดับปกติ แต่เป็นความหนาวที่ผุดจากข้างในตัว ฉันหยุดหัวเราะกลางคัน มองข้อความที่กำลังไหลอยู่บนหน้าจออีกครั้ง สังเกตเห็นบางอย่างที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน จังหวะการเถียงของน้ำฝนกับโอม มันคล้ายกับเสียงที่ดังอยู่ในหัวฉันเองบางครั้ง เวลาที่ฉันลังเลใจเรื่องอะไรสักอย่าง เสียงหนึ่งในหัวจะบอกให้ทำ อีกเสียงจะคอยยับยั้ง แล้วก็มีอีกเสียงหนึ่งคอยห้ามทั้งสองฝ่ายไม่ให้ทะเลาะกันต่อ เหมือนที่พิมกำลังทำอยู่ตอนนี้

มือของฉันเริ่มเย็น นิ้วที่วางอยู่บนหน้าจอแข็งค้าง ฉันมองไปรอบห้อง แสงจากทีวียังกะพริบสลับไปมาบนผนัง เงาของเฟอร์นิเจอร์ทอดยาวในมุมที่คุ้นเคย ไม่มีอะไรผิดปกติในห้องเลยสักนิด แต่ความรู้สึกว่าเสียงของการโต้เถียงกันในโทรศัพท์นั้นไม่ได้มาจากคนสามคนที่อยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่เหมือนกลับดังก้องอยู่ในหัวฉันเองมากกว่าจะมาจากหน้าจอ มันทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนขึ้นมาทันที

ฉันวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะกลางหน้าโซฟา หันไปมองข้าวผัดที่กินค้างไว้ในกล่อง ควันร้อนๆที่เคยลอยขึ้นจากกล่องในตอนแรกจางหายไปหมดแล้ว ฉันนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ฟังเสียงแอร์อยู่เบาๆ ฟังเสียงข่าวจากทีวีที่ไม่มีความหมายอะไรกับฉันอีกต่อไป และในความเงียบนั้น มือของฉันเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจ ราวกับอยากรู้ให้แน่ใจว่าบทสนทนาที่กำลังไหลอยู่นั้นจะหยุดลงหรือดำเนินต่อไปโดยไม่มีฉันอยู่ในนั้นเลย

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!