“ข้าจะได้รีบจัดการให้จบ... บรรพชนของข้ารอจิบชาอยู่”
สิ้นคำกล่าวของกู้เหอ บรรยากาศบนลานประลองที่เพิ่งเงียบสงบพลันตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง
รอยยิ้มสุภาพบนใบหน้าของเย่เฟิงแข็งค้างไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่ความเย็นเยียบจะพาดผ่านแววตาของเขา ทว่าในพริบตาเดียว เขาก็ปรับสีหน้ากลับมาเป็นศิษย์อัจฉริยะผู้สง่างามดังเดิม
“ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดี คุณชายกู้” เย่เฟิงเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาแต่ดังก้องกังวานไปทั่วลานประลอง
“แต่ดูเหมือนการเอาชนะได้เพียงหนึ่งกระบวนท่า จะทำให้เจ้าหลงลืมไปว่า โลกของผู้ฝึกตนนั้นกว้างใหญ่เพียงใด ในเมื่อเจ้ายืนกรานเช่นนั้น ข้า เย่เฟิง จะขอเป็นตัวแทนสำนักกระบี่ไท่หยวน ชี้แนะความแตกต่างระหว่าง ‘วาสนาชั่วข้ามคืน’ กับ ‘อัจฉริยะที่แท้จริง’ ให้เจ้าเห็นเอง!”
บูม!
ทันทีที่สิ้นคำพูด พลังปราณที่บริสุทธิ์และหนาแน่นผิดจากผู้ฝึกตนรุ่นเดียวกันก็ระเบิดออกจากร่างของเย่เฟิง กลิ่นอายของเขาพุ่งทะยานขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของคนรุ่นเยาว์ คลื่นพลังที่แผ่ขยายออกมากดทับจนศิษย์สายนอกที่อยู่รอบลานประลองหลายคนถึงกับหน้าซีดและต้องก้าวถอยหลัง
บนอกของเย่เฟิงเรืองแสงสีขาวพิสุทธิ์จางๆ ทะลุผ่านเสื้อคลุม มันคือพลังที่หล่อเลี้ยงมาจาก ‘กระดูกศักดิ์สิทธิ์’ ที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งทำหน้าที่สูบฉีดให้พลังปราณของเขาบริสุทธิ์ หนาแน่น และฟื้นฟูเร็วกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันอย่างมาก!
กู้เหอหรี่ตาลง เขาสัมผัสได้ทันทีว่าคนตรงหน้าแตกต่างจากหนิงเสวี่ยราวฟ้ากับเหว
“เข้ามา”
กู้เหอตั้งท่า เปลวเพลิงสีทองของกายาเพลิงอีกาทองคำถูกบีบอัดไว้ใต้ชั้นผิวหนังจนกล้ามเนื้อส่องประกายสีทองจางๆ
เย่เฟิงไม่รอช้า ร่างของเขาเลือนหายไปกลายเป็นภาพติดตา ความเร็วของเขาก้าวข้ามขีดจำกัดของศิษย์ทั่วไป พริบตาเดียวก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้ากู้เหอ พร้อมกับฟาดฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยปราณบริสุทธิ์เข้าที่กลางอก หมายจะกระแทกกู้เหอให้กระเด็นตกจากลานประลองในกระบวนท่าเดียว เพื่อกู้หน้าให้สำนักอย่างรวดเร็วที่สุด!
กู้เหอไม่ได้ลนลาน ประสบการณ์จากการถูกกู้หมิง ‘อัด’ ตลอดสามวันทำให้ร่างกายของเขาจดจำวิธีรับมือได้โดยสัญชาตญาณ เขาสืบเท้าถอยหลังครึ่งก้าวเพื่อลดแรงปะทะ ก่อนจะบิดเอวส่งหมัดขวาที่อัดแน่นด้วยเพลิงอีกาทองคำสวนกลับไปที่ข้อมือของเย่เฟิงอย่างแม่นยำ
ปัง!
เสียงปะทะดังกึกก้อง คลื่นพลังปราณสีขาวและเปลวเพลิงสีทองกระแทกเข้าหากันจนเกิดลมกรรโชกแรง
กู้เหอถูกแรงสะท้อนกลับดันจนต้องถอยหลังไปสามก้าว พื้นหินใต้ฝ่าเท้าเกิดรอยแตกร้าว ในขณะที่เย่เฟิงถอยไปเพียงก้าวเดียว
‘พลังปราณของเจ้านี่หนาแน่นมาก!’
กู้เหอลอบประเมินในใจ
‘แถมการไหลเวียนยังต่อเนื่องไม่มีสะดุด สมกับที่มีของวิเศษซ่อนอยู่ในร่าง’
เย่เฟิงเองก็หรี่ตาลงด้วยความประหลาดใจ รอยยิ้มเย่อหยิ่งในใจของเขาเริ่มสั่นคลอน
เขาคิดว่าฝ่ามือเมื่อครู่ที่มีความบริสุทธิ์หนุนหลัง น่าจะทำให้คนที่เพิ่งได้วาสนาอย่างกู้เหอปลิวไปแล้ว แต่กู้เหอกลับอ่านจังหวะเท้าของเขาออก และเลือกโจมตีสกัดที่ข้อมือเพื่อลดทอนพลังทำลายได้อย่างหมดจด!
“เจ้ามีดีแค่อ่านจังหวะหลบงั้นหรือ?” เย่เฟิงแค่นเสียง ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าใส่อีกครั้ง คราวนี้เขาแปรเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือ หมัด และลูกเตะพุ่งเข้าหากู้เหอประหนึ่งพายุฝน
กู้เหอไม่ได้ตอบโต้ด้วยการสาดเพลิงมั่วซั่ว เขาปิดกั้นการรั่วไหลของพลัง ใช้เพียงสายตาที่เฉียบคมและการเคลื่อนไหวที่กระชับที่สุดในการปัดป้องและสวนกลับ ทุกครั้งที่หมัดสีทองของเขาปะทะกับพลังปราณของเย่เฟิง เปลวเพลิงจะระเบิดออกเฉพาะจุด สร้างความรำคาญและเผาผลาญปราณของเย่เฟิงไปทีละน้อย
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ทั้งสองแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันนับสิบครั้งอย่างสูสีดุเดือด!
ศิษย์รอบลานประลองต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่มีใครคาดคิดว่ากู้เหอจะสามารถต่อกรกับเย่เฟิง ศิษย์อัจฉริยะอันดับหนึ่งของพวกเขาได้อย่างสูสีถึงเพียงนี้!
บนอัฒจันทร์ ผู้อาวุโสหลายคนเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด
“การเคลื่อนไหวของเด็กตระกูลกู้คนนั้นมันกระชับผิดปกติ... แทบไม่เปิดช่องว่างง่ายๆ เลย ใครเป็นคนสอนเด็กคนนี้กัน?” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวอย่างตื่นตระหนก
“นี่คือสิ่งที่ตระกูลกู้ซ่อนไว้มาตลอดงั้นหรือ?”
ณ ริมลานประลอง กู้หมิงยังคงนั่งเอนหลังจิบชาอย่างสบายใจ เขามองดูการแลกเปลี่ยนกระบวนท่าของกู้เหอพลางพยักหน้าเบาๆ
‘ถือว่าหัวไม่ทึบ รู้จักใช้วิธีอ่านจังหวะเข้าสู้แทนที่จะบ้าพลังแลกตรงๆ’
กู้หมิงประเมินในใจ
‘แต่กระดูกศักดิ์สิทธิ์ของไอ้เด็กเย่เฟิงนั่นก็ทำงานได้ดี ปราณบริสุทธิ์และฟื้นตัวได้รวดเร็ว หากยืดเยื้อต่อไป กู้เหอที่เป็นฝ่ายตั้งรับย่อมเสียเปรียบ’
บนลานประลอง เย่เฟิงเริ่มสูญเสียความเยือกเย็น ยิ่งต่อสู้นานเท่าไร เขายิ่งรู้สึกเหมือนกำลังชกเข้าใส่ก้อนหินที่แหลมคม กู้เหอไม่ได้มีพลังกดข่มเขา แต่การรับมือของกู้เหอนั้นน่ารำคาญและเจาะไม่เข้าจนน่าหงุดหงิด!
‘ข้าคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนัก! ข้ามีกระดูกศักดิ์สิทธิ์ติดกาย! ข้าจะมาเสียเวลาสู้สูสีกับขยะที่เพิ่งลืมตาอ้าปากได้อย่างไร!’
จิตใจของเย่เฟิงเริ่มบิดเบี้ยว รอยยิ้มสุภาพที่เคยประดับบนใบหน้าหายไปจนหมดสิ้น แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้าย รังสีอำมหิตจางๆ เริ่มแผ่ออกมาจากร่างอย่างไม่อาจควบคุมได้
‘ข้าต้องบดขยี้มัน! ทำให้มันยอมสยบอยู่แทบเท้าข้า!’
เย่เฟิงถอยร่นออกไปสิบจั้งเพื่อทิ้งระยะห่าง มือขวาของเขาคว้าด้ามกระบี่ที่ห้อยอยู่ข้างเอว
ชิ้ง!
เสียงกระบี่ถูกชักออกจากฝักดังกังวานใส ทว่ามันกลับมาพร้อมกับแรงกดดันที่ทำให้บรรยากาศบนลานประลองหนักอึ้งดุจมีหินผากดทับลงมา!
แสงสีขาวบริสุทธิ์จากกระดูกศักดิ์สิทธิ์ที่กลางอกของเย่เฟิงสว่างวาบขึ้นถึงขีดสุด พลังปราณมหาศาลถูกสูบฉีดเข้าสู่ตัวกระบี่จนมันเปล่งแสงเจิดจ้า
ผู้อาวุโสบนอัฒจันทร์หลายคนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง!
“นั่นมัน... อย่าบอกนะว่า!
“วิชากระบี่อมิตรา! และกลิ่นอายความกดดันระดับนั้น... ขั้นที่ 4! เป็นไปได้อย่างไร! เขาเพิ่งอายุเท่านี้ กลับสามารถฝ่าฟันทำความเข้าใจวิชาลับขั้นที่ 4 ของสำนักได้แล้ว!”
แม้แต่ศิษย์รอบลานประลองก็ยังรู้สึกถึงความหวาดหวั่นจากก้นบึ้งของวิญญาณ วิชากระบี่อมิตราคือหนึ่งในวิชาประจำสำนักที่ทรงพลังที่สุด เป็นไพ่ตายที่ศิษย์ทั่วไปไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้อง และขั้นที่ 4 คือระดับที่แสดงให้เห็นแล้วว่าเย่เฟิงก้าวข้ามขอบเขตรุ่นเยาว์ไปอย่างแท้จริง!
ร่างของเย่เฟิงทะยานขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย สายตาที่มองลงมายังกู้เหอเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าที่ปิดไม่มิดอีกต่อไป
“กู้เหอ! จงภูมิใจเสียเถอะที่บีบให้ข้าใช้กระบวนท่านี้ได้!” เย่เฟิงคำรามเสียงดังก้อง
“ตายซะ!”
“วิชากระบี่อมิตรา ขั้น 4... ดับสูญสิ้นสรรพสิ่ง!”
เย่เฟิงตวัดกระบี่ฟันลงมาอย่างเกรี้ยวกราด!
พลังปราณมหาศาลควบแน่นกลายเป็นเงากระบี่โปร่งแสงขนาดยักษ์ยาวกว่าสิบจั้ง ฟาดฟันลงมาจากฟากฟ้าหมายจะผ่าร่างของกู้เหอและลานประลองให้แยกเป็นสองซีก! อำนาจทำลายล้างของมันก้าวข้ามมาตรฐานของศิษย์รุ่นเยาว์ไปไกล!
กู้เหอเงยหน้ามองเงากระบี่ยักษ์ที่กำลังบดขยี้ลงมา หัวใจของเขาหล่นวูบ ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายที่ลอยเข้ามากระทบผิวหน้า
วิชานี้... หากเขารับด้วยกายาเพลิงอีกาทองคำเพียงอย่างเดียว เขาต้องถูกฟันจนร่างแหลกเหลวเป็นแน่!
กู้เหอสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด ความสงบนิ่งกลับคืนสู่ดวงตาของเขาอีกครั้ง
‘ในเมื่อเจ้าใช้ไพ่ลับของสำนัก... ข้าก็จะตอบแทนด้วยไพ่ใบสำคัญที่บรรพชนมอบให้!’
กู้เหอหลับตาลงเสี้ยววินาที
‘วิชาร่างทองคำอีกาจักรพรรดิ... เปิด!’
วูบ!
ทันใดนั้นเอง กลิ่นอายของกู้เหอพลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง!
เปลวเพลิงสีทองที่เคยอัดแน่นอยู่ใต้ผิวหนัง ไม่ได้ลุกโชนรุนแรงขึ้น แต่มันกลับแปรสภาพ! เปลวเพลิงเหล่านั้นไหลเวียนและควบแน่นจนกลายเป็นอักขระโบราณสีทองอร่ามที่ปรากฏสลักลึกลงบนชั้นผิวหนังทั่วทั้งร่างของเขา!
ความร้อนแรงที่เคยแผดเผาหายไป แทนที่ด้วย ‘แรงกดดันอันแสนหนักหน่วงและสูงส่ง’ เป็นความรู้สึกที่ทำให้ประสิทธิภาพของกายาเพลิงอีกาทองคำถูกดึงออกมาในระดับที่ก่อนหน้านี้ไม่อาจเทียบได้!
แม้จะไม่มีการตะโกนประกาศชื่อวิชาระดับจักรพรรดิ แต่ผู้อาวุโสระดับสูงทุกคนในสำนักกระบี่ไท่หยวนต่างใจเต้นระรัว พวกเขาสัมผัสได้จากสัญชาตญาณเบื้องลึกว่า วิชาที่กู้เหอกำลังใช้อยู่นี้... มีความลึกล้ำเหนือกว่าวิชากระบี่อมิตราขั้นที่ 4 ของสำนักพวกเขาอย่างทิ้งห่าง!
กู้เหอลืมตาขึ้น นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีทองคำเปล่งประกาย ร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิวทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถทะลวงภูเขาได้
กู้เหอไม่หลบ ไม่ถอย เขากำหมัดขวาที่ถูกห่อหุ้มด้วยอักขระสีทอง แล้วชกสวนขึ้นไปบนฟ้า ปะทะกับเงากระบี่ยักษ์ที่กำลังฟาดฟันลงมาตรงๆ!
“แตกไปซะ!”
เปรี้ยงงงงงงงงง!
เสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางลานประลอง! คลื่นกระแทกพัดกระจายออกไปเป็นวงกว้างจนศิษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต้องรีบกางม่านปราณป้องกันตัว
ในวินาทีที่หมัดของกู้เหอปะทะกับเงากระบี่อมิตรา... ไม่มีการต่อต้านอย่างสูสีใดๆ ทั้งสิ้น
เงากระบี่ยักษ์อันน่าเกรงขามของเย่เฟิง... ถูกทำลายด้วยกำลังมหาศาลจนเกิดรอยร้าว และแตกสลายกลายเป็นเศษละอองแสงสีขาวร่วงหล่นลงมาประหนึ่งเศษกระจกในพริบตา!
“เป็นไปไม่ได้!!!”
เย่เฟิงเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด เลือดในกายตีกลับอย่างรุนแรงจากการที่วิชาถูกทำลาย
ทว่ากู้เหอไม่ปล่อยให้เย่เฟิงได้มีเวลาตื่นตะลึง ร่างของเขาทะยานฝ่าละอองแสงสีขาวขึ้นไปปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าเย่เฟิงราวกับภูตผี
หมัดขวาที่ยังคงหลงเหลือพลังทำลายล้างพุ่งกระแทกเข้าที่กลางอกของเย่เฟิงอย่างจัง!
กร๊อบ!
เสียงกระดูกซี่โครงหักดังลั่น พร้อมกับแสงสว่างของกระดูกศักดิ์สิทธิ์ที่อกของเย่เฟิงวูบดับลงชั่วขณะ!
“อ๊ากกก!”
เย่เฟิงกระอักเลือดคำโต ร่างของเขาลอยกระเด็นพุ่งหลาวลงมากระแทกกับพื้นลานประลองหินอย่างรุนแรงจนเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่ ฝุ่นควันลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
การต่อสู้จบลงแล้ว... หลังจากการยกระดับเปิดเผยไพ่ใบสำคัญ กู้เหอก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งการโจมตีในการปิดฉากอัจฉริยะอันดับหนึ่งลงอย่างสมบูรณ์!
ลานประลองเงียบกริบจนได้ยินเสียงใบไม้ไหว
ทุกคนจ้องมองร่างของเย่เฟิงที่นอนจมกองเลือดอยู่ก้นหลุม เขายังไม่ตาย ดวงตายังคงเบิกโพลงด้วยความเจ็บปวดและความไม่ยินยอม ร่างกายกระตุกเกร็งพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่ความเสียหายที่ได้รับหนักหนาเกินกว่าจะฟื้นตัวและลุกขึ้นได้ในทันที
กู้เหอร่อนลงสู่พื้นลานประลองอย่างนุ่มนวล อักขระสีทองบนผิวหนังค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับพลังที่ถูกดึงกลับเข้าสู่ตันเถียน
เขาหอบหายใจเล็กน้อย ก้มมองเย่เฟิงที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น แววตาของกู้เหอมีความโล่งใจพาดผ่าน เขาสามารถลบคำสบประมาทได้แล้วอย่างแท้จริง
ในใจของกู้เหอเกิดความลังเลวูบหนึ่ง คำสอนของกู้หมิงเมื่อสามวันก่อนดังก้องขึ้นมา...
‘หากตัดสินใจแล้วว่าเป็นศัตรู ต้องกำจัดให้เด็ดขาด’
ทว่าเมื่อเขามองไปรอบลานประลอง มองเห็นสายตานับพันคู่ที่จับจ้องมา สัญชาตญาณของการประลองแลกเปลี่ยนก็ดึงรั้งเขาไว้ เย่เฟิงหมดสภาพแล้ว ผลแพ้ชนะประจักษ์ชัดเจนต่อหน้าสายตาคนทั้งสำนักไท่หยวน การลงมือสังหารคู่ประลองที่นอนไร้เรี่ยวแรงดูจะก้าวล่วงเส้นแบ่งที่เด็กหนุ่มยังไม่กล้าข้าม
‘เขาแพ้แล้ว การประลองจบลงแล้ว’ กู้เหอสรุปในใจ
เขาละสายตาจากร่างของเย่เฟิง หันหลังเดินกลับไปยังทิศทางที่กู้หมิงกำลังนั่งอยู่ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา เตรียมพร้อมที่จะรายงานผลงานให้บรรพชนรับทราบ
กู้เหอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะน้ำชา เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ประสานมือเตรียมจะเอ่ยปาก
“บรรพชน ข้าทำสำเร็จแล้วขอรับ—”
เพียะ!!!
ยังไม่ทันที่คำพูดจะจบประโยค ฝ่ามือของกู้หมิงก็ตวัดวูบ ฟาดเข้าที่หลังศีรษะของกู้เหออย่างจังจนหน้าคะมำพุ่งไปข้างหน้าเกือบเสียหลักล้ม!
กู้เหอยกมือกุมหัวด้วยความมึนงงและตกตะลึงสุดขีด เขาหันขวับกลับมามองกู้หมิงด้วยร่างกายที่แข็งค้าง
“บรรพชน! ทะ... ท่านตบข้าทำไมขอรับ?! ข้าชนะแล้วไม่ใช่หรือ!”
กู้หมิงวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า เขาลุกขึ้นยืน แววตาที่เคยดูเกียจคร้านและไร้อารมณ์ พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบและล้ำลึกจนกู้เหอต้องกลืนน้ำลาย
กู้หมิงก้าวเดินผ่านร่างของกู้เหอไปอย่างช้าๆ ก่อนจะหยุดยืนมองตรงไปยังหลุมประลองที่เย่เฟิงนอนบาดเจ็บอยู่
“ชนะ? เจ้าเรียกการหันหลังให้ศัตรูที่เพิ่งตั้งใจจะฟันเจ้าให้ขาดเป็นสองท่อนว่าการชนะงั้นหรือ?”
น้ำเสียงของกู้หมิงราบเรียบ ทว่ากลับดังก้องไปทั่วลานประลองที่เงียบสงัด
เขาปรายตามองกู้เหอข้ามไหล่ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้กู้เหอรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
“บทเรียนที่ข้าสอนเจ้าไปเมื่อสามวันก่อน... เข้าใจแค่ในหัว แต่ถึงเวลาจริงกลับไม่กล้าลงมืออย่างนั้นหรือ?”