สองปีผ่านไป จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้น ภพชาตินี้ที่มาเยือน นับได้ก็สี่ปีเกือบเข้าปีที่ห้าแล้ว
ซานซานในร่างชิงหลินยามนั้นอายุสิบห้าย่างสิบหก ผ่านมาจวบจนปีนี้จึงอายุได้ยี่สิบเอ็ดปีเต็มแล้ว
หญิงสาวพาธิดาตัวน้อยท่องหล้า ทั้งฟื้นฟูพลังปราณจนแข็งแกร่ง ทั้งฝึกฝนวิชายุทธ์จนแตกฉานภายในเวลาแค่ไม่นาน โดยไม่ต้องมีอาจารย์คอยสอนสั่ง เพราะว่าทุกสิ่งล้วนซึมลึกอยู่ในสมองจนตรึงแน่นไปถึงไขกระดูกตั้งแต่ชาติที่แล้ว
ตัวนางกาลก่อนเป็นถึงประมุขหญิงผู้ยิ่งใหญ่แห่งใต้หล้า ทั้งเป็นเจ้าสำนักเซียนหย่งสือ ดูแลมือสังหารและนักฆ่ามากมาย ทำงานลึกลับฝังตัวซ่อนเร้นให้องค์กรใต้ดินมาช้านาน
นางจึงแตกฉานวิชามารดั้งเดิมได้โดยง่าย ฝ่ามือมรณะ วิชาหมื่นพิษ วิชาไอมาร ปราณเทพสังหาร เคล็ดวิชานารีพิฆาต ไสยเวทย์มนต์ดำอำมหิต ทั้งยังแปรสภาพทุกสิ่งเป็นอาวุธสังหาร เรียกได้ว่ามีความสามารถรอบด้าน คืออัจฉริยะด้านวิทยายุทธอย่างแท้จริง เพียงแต่ว่า ยังมิเคยได้นำมาใช้เป็นเรื่องเป็นราว ลูกสมุนเช่นกาลเก่าก็ไม่มี ยังดีที่แผ่นดินต้าถังช่างสงบสุขยิ่งนัก
หมู่บ้านหรือเมืองต่างๆ ที่พวกนางสองแม่ลูกเดินทางผ่าน มักจะมีเรื่องราวขององค์รัชทายาทหนุ่มรูปงามผู้ทรงคุณธรรม เปรียบประดุจเทพผู้ปัดเป่าเภทภัย บรรเทาทุกข์เข็ญ ดูแลเหล่าประชาราษฎร์อย่างทั่วถึงอย่างเท่าเทียมตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภัยจากการคุกคามดินแดน ภัยสงครามระหว่างแคว้น ล้วนเป็นรัชทายาทผู้นี้ที่สละความสุขสำราญในพระราชวังหรูหรา เดินทัพขึ้นหน้าทั้งสิ้น
ซานซานจึงพาลู่หลิ่งใช้ชีวิตดั่งนกน้อยโผบินท่ามกลางนภากว้างที่มีมวลบุปผาสะพรั่ง นึกชื่นชมต้นเหตุแห่งความผาสุกผู้นี้อยู่ในใจ
หากมีโอกาสได้พบรัชทายาทผู้ทรงคุณธรรมค้ำจุนต้าถังคงจะดีไม่น้อย
แท้จริงแล้ว ซานซานและชาวประชาไพร่ฟ้าไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ว่าชาวเมืองที่อยู่อย่างสงบสุขทุกวันนี้ ในวังหลวงกลับร้อนระอุปานใด แย่งชิงความเป็นหนึ่งกันมากแค่ไหน เดินหมากขั้วอำนาจวุ่นวายไปหมด
ทว่าจ้าวเหว่ยย่อมรู้ดี เขาจึงแสดงฝีมือเต็มที่ทุกๆ ทาง
ในขณะที่ซานซานฝีมือก้าวหน้า จ้าวเหว่ยก็มีฝีมือเลิศล้ำเช่นกัน ปีนี้เขาอายุยี่สิบสามย่างยี่สิบสี่ปีแล้ว นับเป็นหนุ่มแน่นวัยฉกรรจ์ แข็งแกร่งทรงพลัง ยากต่อต้าน ยากโค่นล้ม ยิ่งนานวันยิ่งหล่อเหลา ยิ่งดูตระหง่านมั่นคงดุจขุนเขา ทั้งสุขุมนุ่มลึกเยือกเย็น เป็นวีรบุรุษผู้กล้าทั้งชาญฉลาด ผลการศึกโดดเด่น ในมือมีอำนาจทางการทหาร ตัวเขายังมากบารมีครองใจประชาราษฎร์ทั่วแคว้น
การศึกแต่ละครั้ง ออกรบแต่ละครา ล้วนกำชัย ไม่เคยเพลี่ยงพล้ำ ระหว่างรบทัพจับศึกก็ออกตามหาภรรยาไปด้วย เมื่อปีที่แล้วยึดเมืองชายแดนได้สามเมือง ก็ออกตามหานางแทบพลิกแผ่นดิน
ทว่าน่าเสียดาย จ้าวเหว่ยไม่รู้ว่าซานซานไปมาไร้ร่องรอย สมกับเจ้าของตำนานกระบี่ไร้เงา เจ้าของยิ่งไร้นาม
และยิ่งไม่รู้ว่าซานซานมีลูกแล้ว
ยามนี้นางพร้อมลูกน้อยวัยสี่ขวบกว่า กำลังเดินทางเรื่อยมาใกล้ถึงเมืองหลวงหมิงเวยแล้ว
หวังเพียงว่า สองสามีภรรยาเมื่อพบพานเจอหน้า คงไม่ผิดใจกัน จนกระทั่งประมือแล้วพลั้งฆ่ากันตาย…
ห่างจากเมืองหลวงหมิงเวยไม่ไกล เป็นภูเขาสูงชันรายล้อมรอบด้าน
เพราะลักษณะที่ตั้งของวังหลวงแคว้นต้าถังเป็นเช่นนี้ ทำให้ศัตรูต่างแคว้นไม่อาจรุกรานได้โดยง่าย
หุบเขาทั้งหลายสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน ลักษณะคล้ายปราการแกร่งโอบล้อมปกป้องบ้านเรือนเอาไว้
รอบนอกห่างออกไปยังมีเมืองเล็กเมืองน้อย กระจายอำนาจการปกครองโดยเจ้าเมืองต่างๆ
มีเพียงหมู่บ้านผิงเหยียนเท่านั้นที่ทุรกันดารไปสักหน่อย ห่างไกลความเจริญอยู่มาก
แต่ก็ยังโชคดีที่คนของทางการเป็นพวกรักความยุติธรรม ดูแลชาวบ้านอย่างดี เคร่งครัดเจ้าระเบียบ
แค่เอ่ยว่าจะฟ้องกองปราบก็ไม่มีใครกล้าทำผิดแล้ว
ส่วนคนที่กล้าทำผิดเช่นซานซาน คนของทางการก็ไม่มีความสามารถมากพอที่จะตามจับได้
จางฉวนจึงเป็นบุรุษโชคร้าย ถูกกระทืบจนสืบพันธ์มิได้ แต่กลับไม่ได้รับความยุติธรรมอยู่คนเดียว
ถ้ำแห่งหนึ่งภายในหุบเขาใกล้เมืองหลวงหมิงเวย
ซานซานกับลูกน้อยลู่หลิ่งอาศัยถ้ำนี้เป็นที่พำนักชั่วคราว เพื่อบุตรสาวได้ชื่นชมธรรมชาติอันสวยงามอย่างใกล้ชิด
และเพื่อตัวนางได้ฝึกยุทธเดินลมปราณโคจรพลังวัตรผสานธาตุทั้งสี่โดยสะดวก
ลักษณะถ้ำอยู่ใต้แท่งหินขนาดใหญ่ ปากถ้ำมีน้ำตกคล้ายผ้าม่านขนาดใหญ่ปิดกั้นจากภายนอก เมื่อออกมายืนด้านนอกของถ้ำยังมีแอ่งน้ำงดงาม มีปลาแหวกว่าย มีธาตุน้ำรออยู่
สองแม่ลูกชอบหุบเขาแห่งนี้มากนัก มีทั้งธาตุดิน ธาตุน้ำ ออกนอกถ้ำไม่ไกลยังมีธาตุลม ตัวพวกนางเป็นคนธาตุไฟ เรียกได้ว่ารอบกายสี่ทิศแปดทางสามารถปรับสมดุลได้สิบสองชั่วยาม
ห่างจากถ้ำแห่งนี้ยังมีวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางป่าไผ่ มีผู้ทรงศีลปฏิบัติธรรมอยู่มากมาย ให้รู้สึกอุ่นใจไม่เบา
เมื่อไม่นานก่อนหน้า ซานซานยังจับลูกเสือดาวหิมะได้ตัวหนึ่ง มันเพิ่งสูญเสียมารดาไปไม่นาน ศพแม่เสือไม่ทันเน่า ลูกเสือดาวหิมะตัวนี้หมอบตัวเฝ้าจนเน่าเหลือแต่โครงกระดูก ซานซานกับลู่หลิ่งก็เฝ้าลูกเสืออยู่อีกฝั่งหนึ่งอย่างใจเย็นเช่นกัน จากนั้นก็พามันมาอยู่ด้วยกันในถ้ำ
หลังโคจรลมปราณไปหนึ่งชั่วยาม ซานซานก็ผ่อนคลายร่างกายโดยการนั่งมองลู่หลิ่งเล่นกับลูกเสือดาวหิมะอยู่เงียบๆ
เห็นทั้งสองคล้ายก้อนแป้งสองก้อนกลิ้งไปด้วยกันบนพื้นดินในถ้ำก็นึกขันจนหลุดหัวเราะออกมา
เส้นเสียงของหญิงสาวกังวานใสหากใครมาได้ยินคงคิดว่านางต้องมีความสุขมากเป็นแน่
แท้จริงย่อมไม่ผิดนัก! เพราะซานซานในยามนี้มีความสุขกับชีวิตเหลือเกิน
ได้ฝึกยุทธ ได้ท่องหล้า ได้อยู่กับลูกน้อยไร้เดียงสา สำเร็จสรรพวิชาโดยง่าย
และที่สำคัญ ไม่ต้องรอคอยใครด้วยใจคะนึงหาอย่างทรมาน ไม่ต้องทนกับความรู้สึกเงียบเหงาว่างเปล่าอีกต่อไป
เหย่หนิวสำหรับซานซานยามนี้ คือบุรุษน่ารังเกียจ ทิ้งลูกทิ้งเมีย ไม่น่าจดจำเลยสักนิด
ซานซานปล่อยให้ลู่หลิ่งเล่นจนเหนื่อย แล้วปล่อยให้หลับกลางวันโดยมีลูกเสือดาวหิมะหมอบตัวเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ทั้งยังคอยแลบลิ้นเลียแก้มนุ่มนิ่มแดงเรื่อเลียมืออวบอิ่มเพื่อกล่อมนอนตลอดเวลา แมลงตัวใดล้วนไม่กล้าเข้าใกล้เด็กน้อยผู้หลับใหลอยู่บนหญ้าฟาง
ระหว่างนั้น ซานซานจึงสำรวจเสื้อผ้าติดกายทั้งของตนและของบุตรสาว พบว่าเปรอะเปื้อนฝุ่นดินและหม่นหมองเต็มที จึงคิดจะพากันลงเขาไปเที่ยวตลาดเพื่อหาซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่
นางเป็นสตรีที่ไม่ค่อยห่วงความงามเท่าใด ผิดกับลู่หลิ่งที่แสดงออกตั้งแต่แบเบาะว่าให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้มาก ทุกครั้งที่พาไปเที่ยวตลาดผ้า แม่นางน้อยมักจะเลือกแต่ผ้าสีสันสดสวย ของเล่นงดงาม กระทั่งมีผู้ใหญ่ใจดีคิดอยากจะอุ้มนาง ยังต้องมีรูปโฉมเลิศล้ำ เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน มิเช่นนั้นอย่าหวังว่าจะได้อุ้ม
ซานซานจึงต้องรักษาผิวพรรณให้สะอาดเนียนนุ่มลื่นมือ แต่งตัวด้วยอารมณ์งดงาม แผลเป็นในร่างกายตรงส่วนใดก็ห้ามมี
ขี้ผึ้งที่ใช้ยังต้องทำขึ้นเอง มีส่วนผสมของหญ้าชนิดพิเศษฉางเชิงฉ่าว[1]ที่ช่วยปรับผิวให้ดูเอิบอิ่มนุ่มเนียน คงความอ่อนเยาว์เอาไว้ตลอดกาล
เดิมทีซานซานชอบปรุงยาพิษอย่างเดียว ทว่ายามนี้ยังต้องปรุงยาบำรุงผิว จากนิสัยที่ชื่นชอบการหาสมุนไพรอย่างเดียว ยังต้องเพิ่มการเฟ้นหาดินโคลนชนิดพิเศษเพื่อนำมาปรุงเป็นโคลนประทินโฉม ทั้งใช้เองและขายให้พอได้เงิน
หญิงสาวในชาตินี้มีนิสัยเปลี่ยนไปแตกต่างจากชาติก่อน ที่ไม่เคยใส่ใจต่ออาภรณ์ กระทั่งใบหน้าเกิดริ้วรอยน่าเกลียดก็ยังไม่คิดจะรักษา ทว่าตั้งแต่มีลูก รอยมดกัดก็ห้ามฝากไว้ นับประสาอันใดกับรอยแผลเป็น
อ้อ...ต้องประทินโฉมบำรุงผิวพรรณเสียหน่อย
ซานซานหยิบห่อผ้าที่เก็บสิ่งของเครื่องใช้ ตั๋วเงินและของมีค่าขึ้นมา หลังจากทาโคลนจิ่นฟู[2] จนหอมฟุ้งทั่วตัวก็คำนวณด้วยสายตาครู่หนึ่งพลางครุ่นคิดในใจ
น้ำมันทาผิวใกล้หมด เงินก็ใกล้หมด คงต้องหาเพิ่มแล้ว
ระหว่างรอลูกตื่นนอน ซานซานจึงเร่งคิดวิธีหาเงินอย่างรวดเร็ว
ใกล้หุบเขาแห่งนี้คือเมืองหลวงอันรุ่งเรืองขนาดใหญ่ ผู้คนล้วนมั่งคั่งร่ำรวย ส่วนใหญ่ยังเป็นขุนนาง เป็นบัณฑิต แน่นอนว่าพวกเขาไม่ไร้สมอง การหลอกลวงย่อมมิใช่เรื่องง่าย
ใต้หล้านี้มีทั้งผู้ฝึกยุทธและผู้ฝึกตบะ หากเลือกอย่างหลังย่อมต้องละแล้วซึ่งกิเลส ซานซานจึงเลือกฝึกเพียงอย่างแรกเท่านั้น นางไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นคนดี แต่คนชั่วยามทำชั่วยิ่งต้องระวัง จะทำชั่วแบบฟุ่มเฟือยได้อย่างไร ต้องค่อยๆ ทำเฉพาะเมื่อมีโอกาสเท่านั้น หากยังไม่มีโอกาสทำชั่ว ย่อมต้องทำดีไปก่อนเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยไร้กองปราบติดตาม
เมื่อใคร่ครวญเสร็จลู่หลิ่งก็ตื่นนอนพอดี
แม่นางน้อยพลิกตัวจากนอนหงายเป็นนอนคว่ำจนทับลูกเสือแล้วผงกหัวงุนงงครู่หนึ่ง จึงยกมือขยี้ตาเรียกสติคืน จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนมองหามารดา เมื่อได้สบประสานสายตากับเป้าหมายก็กางแขนสองข้างคล้ายลูกนกวิ่งตึกๆ มาที่ซานซาน
“ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว”
เด็กเล็กมีกิจวัตรแค่กินกับนอนแล้วเล่นซุกซน ยังไม่ลืมฝึกฝนร่างกายเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นวิชาออดอ้อน
นางกระโดดขึ้นมาบนตักของมารดา เอาแก้มกลมๆ ถูไถกับใบหน้าเนียนนุ่มของซานซาน แขนเล็กโอบรัดรอบคอ
“ท่านแม่เจ้าขา ธิดาของท่านทรมานแย่แล้ว ท้องนี้กำลังจะทะลุ เพราะไม่มีอาหารใส่ลงไป ใกล้ตายแล้วเจ้าค่ะ”
ซานซานมีหรือจะปฏิเสธ นางมีความคิดจะเข้าเมืองเป็นทุนเดิม จึงไม่เสียเวลาหาของในป่ามาให้ลูกกิน อาหารดีๆ ในโรงเตี๊ยมไยมิใช่เป้าหมายหลัก
“อาหู่[3] เจ้ารอข้ากับหลิ่งเอ๋อร์อยู่ในถ้ำ ห้ามไปซุกซนที่ใด”
หญิงสาวหันไปสั่งการลูกเสือดาวประหนึ่งสั่งบ่าวรับใช้ เห็นมันหมอบตัวยืดคอหัวตั้งจ้องเขม็งก็เข้าใจเอาเองว่ามันรับคำ จึงอุ้มลูกแนบอกหยิบห่อผ้าที่มีเงินอยู่แล้วเดินออกจากถ้ำไป
สัตว์ร้ายย่อมต้องอยู่ในป่า นางจึงไม่อาจพาลูกเสือติดตามเข้าเมืองไปด้วยได้
ใช้เวลาเหินกายทะยานไม่นาน ซานซานก็พาลู่หลิ่งมายืนนิ่งอยู่ยอดไม้ริมชานเมือง หลังจากโรยตัวลงมาที่พื้นดิน ก็ได้ยินเสียงสดใสเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าอยากเดินเองเจ้าค่ะ”
“หลิ่งเอ๋อร์ไม่หิวแล้วหรือ?”
แม่นางน้อยทำตาใสแจ๋วยกยิ้มขัดเขินพวงแก้มแดงปลั่ง รู้เลยว่าอยากเที่ยวนอกป่ามากกว่าจึงอ้างว่าหิว
ซานซานใช้นิ้วเคาะเบาๆ ที่ปลายจมูกสาวน้อยอย่างนึกเอ็นดู “เจ้าเล่ห์นักเชียว”
เจ้าก้อนแป้งจึงหัวเราะเสียงใสนึกชอบใจที่ถูกรู้ทัน
สองฝั่งข้างทางบริเวณชานเมืองอันรุ่งเรืองมีเพียงต้นไม้และบ้านเรือนประปราย ไม่มีผู้คนพลุ่งพล่านวุ่นวาย เหมาะแก่การวิ่งเล่นไม่อันตรายต่อเด็กเล็ก
หญิงสาวจึงปล่อยเจ้าตัวนุ่มนิ่มน้อยที่ปากบอกว่าเดินแต่กลับไม่เคยเดิน วิ่งเป็นอย่างเดียว ให้กางแขนร่าเริงไปตามทาง นางเพียงเดินตามหลังอย่างใจเย็น
สายตาพลันเหลือบไปเห็นบ้านหลังหนึ่งซึ่งไม่เล็กไม่ใหญ่ ไม่มีรั้ว ตัวเรือนไม่น่าสนใจ เพียงแต่สิ่งของที่วางระเกะระกะอยู่ที่ลานโล่งหน้าบ้านกลับปลุกปั่นความคิดของซานซานให้ตื่นตัว
ลานนี้มีโรงไม้ฝั่งซ้าย โรงเหล็กฝั่งขวา มีเตาหลอมเก่าคร่ำ ทั้งสองโรงมีขนาดเล็กกะทัดรัด เหมาะสมสำหรับคนเดียวเข้าไปทำงาน รอบด้านมีเหล็กวางอยู่เล็กน้อย คล้ายถูกตีขึ้นรูปเอาไว้ครึ่งๆ กลางๆ แล้วก็ไม่เคยถูกจับขึ้นมาทำต่อเป็นนาน
ทุกสิ่งที่เห็นบ่งบอกได้ว่าเจ้าของบ้านเคยเป็นช่างตีเหล็ก ขึ้นรูปมีดดาบ แต่กลับมีเหตุให้เลิกล้มกิจการกลางคัน
ช่างน่าสนใจ...
ซานซานเรียกลู่หลิ่งให้หยุดวิ่งทันที “หลิ่งเอ๋อร์ มาหาแม่”
เด็กน้อยแม้ซุกซนเหลือเกิน แต่ไม่เคยดื้อดึงกับมารดา นางหมุนตัวตีโค้งวิ่งวนกลับมาหา พวงแก้มแดงปลั่ง ยกยิ้มน่ารัก
ซานซานคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ตอบกลับ กล่าวเสียงนุ่ม
“แม่แค่อยากหาเงินเพิ่มสักหน่อย”
ลู่หลิ่งพยักหน้าหนักๆ หนึ่งครา ทำท่าเข้าใจทะลุปรุโปร่ง เบิกตากลมโตบริสุทธิ์ไร้เดียงสาจ้องมองมารดา พลางกางแขนสองข้างออก รอจนถูกอุ้มขึ้นจึงโอบแขนเล็กรอบคอมารดา ซุกซบอกอุ่นอย่างเชื่อฟัง
“มาเถอะ”
ซานซานอุ้มลูกน้อยแนบอกแล้วเดินเข้าบ้านตรงหน้าอย่างถือวิสาสะ
เมื่อเดินผ่านลานหน้าบ้านเข้ามาก็เจอประตูบ้านที่ปิดสนิท ลักษณะไม่รับแขก จึงคิดถึงมารยาทขั้นพื้นฐานขึ้นมาได้ นางเคาะประตูส่งเสียงเรียก
“มีคนอยู่หรือไม่?”
รออยู่เป็นนานก็ยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับ ทว่ากลับได้ยินเสียงไอโคลกหลายครั้งจากด้านใน
ในเมื่อเจ้าของบ้านไม่สะดวกเอ่ยคำเชื้อเชิญ ซานซานที่คิดว่าได้ทำตามมารยาทอันดับแรกไปแล้วโดยสมบูรณ์ ขั้นต่อมาจึงผลักบานประตูเข้าไปเสียเลย
บ้านหลังนี้มิได้มีห้องซับซ้อนอะไร ผนังมีมีดดาบธรรมดาแต่ฝีมือประณีตแขวนอยู่ เข้ามาก็เจอโถงเล็ก มีโต๊ะเก้าอี้ ปีกซ้ายเป็นครัว ปีกขวาเป็นห้องนอนเล็กๆ สองห้อง มองตรงไปคือระเบียงด้านหลัง ลักษณะบางส่วนคล้ายเรือนไม้ไผ่ริมลำธาร
ซานซานสลัดความคิดถึงเรื่องเก่าก่อน แล้วเดินเลี้ยวไปทางขวามือ เปิดประตูห้องทันที ห้องนี้มีชั้นหนังสือตั้งเรียงราย ข้างๆ ยังมีโต๊ะ หมึกพู่กันและกระดาษที่ฝุ่นจับหนาเตอะ
ดวงตาคู่หวานกวาดมองรอบห้องโดยละเอียดก่อนหยุดที่เตียงนอนกลางห้อง ซึ่งมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนอยู่
เจ้าของบ้านผู้ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำใด ทำได้เพียงนอนชะงักเบิกตาโพลงอย่างตกใจอยู่บนเตียง
ซานซานยืนตระหง่านมองเขานิ่งๆ เห็นสภาพชายบนเตียงแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าป่วยเรื้อรังเพราะไม่มีเงินรักษา
แน่นอนว่าหญิงสาวมิใช่หมอเทวดาที่ตกลงมาจากฟ้า เพียงแต่นางมีวิชาหมื่นพิษที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้
แต่กระนั้นทุกสิ่งย่อมมีสองด้านเสมอ ปลิดชีพได้ก็ยื้อเอาไว้ได้เช่นกัน สมุนไพรต่างๆ หากผสมกันดีๆ แล้วปรุงออกมา แทนที่จะฆ่าคนได้อย่างเดียว ยังช่วยเหลือคนได้ถูกโรคอีกด้วย
เมื่อใคร่ครวญเสร็จ ซานซานก็อุ้มลูกน้อยไปวางลงที่โต๊ะมุมหนึ่งซึ่งตั้งอยู่มุมห้องห่างจากเตียงนอนราวห้าก้าว
“หลิ่งเอ๋อร์นั่งนิ่งๆ ห้ามซุกซน”
แม่นางน้อยพยักหน้าหงึกหงักรับคำแววตาจริงจังแน่วแน่ นั่งเป็นก้อนกลมๆ ก้อนหนึ่งอยู่บนโต๊ะอย่างเชื่อฟัง
ซานซานเดินเข้ามาใกล้ชายบนเตียงนอน พิจารณาใบหน้าซีดขาวราวกระดาษอย่างจาบจ้วงโดยละเอียด ชั่วครู่ต่อมายังนั่งลงบนขอบเตียง เอื้อมเรียวนิ้วลงจับชีพจรให้เขา ผ่านไปอีกครู่หนึ่งจึงเอ่ยพึมพำ
“ไร้ปราณ ปราศจากวรยุทธ ผ่านการต่อสู้มาอย่างหนัก บาดเจ็บภายใน บอบช้ำสะสม เลือดลมติดขัด ตาบอดหนึ่งข้าง”
นางสรุปอาการผู้ป่วยอย่างรวดเร็วรวบรัด โดยไม่สนใจสายตาเจ้าของร่างที่เหลือกถลนแทบออกมานอกเบ้า
ซานซานถามเสียงเรียบ “เจ้าเคยเป็นทหารรึ?”
โดยไม่รอคำตอบ นางกวาดสายตามองไปทั่วร่างของชายบนเตียงนอน เปิดแขนเสื้อของเขาขึ้น เห็นแขนท่อนบนไร้มัดกล้าม ออกจะเหี่ยวแห้งไปบ้าง ความตึงแน่นก็ไม่เข้ากับอายุไปสักหน่อย จึงเอ่ยต่อ
“บอบบางเยี่ยงบัณฑิตแต่เลือกเป็นทหาร แล้วก็ซมซานกลับบ้านสินะ”
ประหนึ่งนักพรตผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน ซานซานล้วนคาดเดาได้ถูกต้องทุกสิ่ง
แท้จริงชายผู้นี้อายุเพียงสิบแปดปี ด้วยความทะนงตนว่าฉลาดเลิศล้ำ จึงเลือกเส้นทางบัณฑิต เดิมทีควรมีชีวิตอันรุ่งโรจน์ แต่สอบไม่ติดขุนนาง จึงเคยฆ่าตัวตาย แต่ไม่เป็นผล กระทั่งบิดาที่เป็นช่างตีเหล็กอยากให้เป็นทหาร เขาจึงเปลี่ยนไปสมัครทหารตามใจบิดา ออกรบร่วมศึกกับกองทัพอยู่สองปีก็บาดเจ็บสาหัสถูกหามกลับบ้านมา
แต่ใครจะคาดคิดว่ายามนั้นเขาที่พาร่างอ่อนแอซมซานกลับมาก็ได้เจอบิดาเสียชีวิตทั้งๆ ที่ยังนั่งตีเหล็กอยู่หน้าเตาไฟ ท่วงท่าคล้ายคนเป็นลม แม้สิ้นใจแล้วแต่ร่างกายของบิดายังคงอบอุ่น มิได้เย็นชืด เห็นได้ชัดว่าเพิ่งตายไม่นานก่อนเขากลับมา
เขาจึงตรอมใจนับแต่นั้น เงินที่มีก็นำมาทำศพบิดาจนสิ้น จากนั้นก็นอนป่วยอย่างเดียวดาย หมดเรี่ยวหมดแรงไปหาหมอ แม้แต่จะทำงานสานต่อบิดาก็ไม่อาจทำได้
ชายผู้นี้มีนามว่า เสี่ยเฟิง
บิดาของเสี่ยเฟิงเป็นเด็กกำพร้า จึงไม่มีต้นตระกูลและยิ่งไม่มีญาติที่ใด ความรู้ติดตัวไม่มากจึงเลือกอาชีพตีเหล็กตามกำลังแรงกาย เมื่อแต่งภรรยาเข้าบ้านมา นางก็ตายหลังจากคลอดเสี่ยเฟิงแค่ไม่นาน
ตัวของเสี่ยเฟิง ตั้งแต่เด็กจนโตก็ตีเหล็กกับบิดา แต่ด้วยชอบอ่านเขียนจึงร่ำเรียนหมายเป็นบัณฑิตแล้วสอบขุนนาง
บิดาล้วนสนับสนุน แต่เมื่อเสี่ยเฟิงสอบไม่ผ่านแล้วคิดสั้น บิดาจึงหาทางออก โดยการส่งเสริมให้ไปเป็นทหารแทน
หากมีความดีความชอบทางการทหาร ย่อมนับได้ว่าเป็นคนของราชสำนักเช่นกัน
เรื่องเหล่านี้ซานซานได้ฟังจากปากเสี่ยเฟิงหลังจากถือวิสาสะรักษาอาการป่วยเรื้อรังให้เขา จนเริ่มดีขึ้นในสามเดือนต่อมา ผิวเนื้อตึงแน่นยิ่งขึ้น แม้ไม่มีมัดกล้ามแต่ก็แข็งแรงขึ้นมาก มีเพียงดวงตาข้างหนึ่งที่บอดสนิทไม่อาจรักษาได้
สองแม่ลูกนั่งฟังเขาเล่าเท้าความประหนึ่งนั่งฟังนิทาน
กระทั่งลู่หลิ่งอ้าปากเล็กจิ้มลิ้มหาวหนึ่งครั้งแล้วพริ้มตาหลับไปในอ้อมแขนของซานซาน เสี่ยเฟิงจึงหยุดปากมิกล้าเล่าต่อ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการรบกวนการหลับใหลของเด็กน้อย
หญิงสาวพลันบังเกิดความคิดในใจว่าเสี่ยเฟิงเคยเป็นบัณฑิต แม้จะสอบไม่ผ่านการเป็นขุนนางเลยสักครา หากแต่ความรู้คงเยอะพอควร และนิสัยของคนประเภทนี้คงมีความรู้เรื่องกระดาษไม่มากก็น้อย
ซานซานจึงอุ้มลูกน้อยลุกขึ้นแล้วพาไปวางลงบนเตียง ห่มผ้าอย่างนุ่มนวล แล้วกลับมานั่งที่เดิม ล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบเอากระดาษสีเปลือกไข่ออกมาแล้วยื่นให้เสี่ยเฟิง
ที่โต๊ะมุมห้อง ทั้งสองนั่งอยู่บนเก้าอี้ หันหน้าเข้าหากัน เสี่ยเฟิงมีสีหน้าแปลกประหลาด แววตาซับซ้อน เขาอ่านข้อความในกระดาษครู่หนึ่งจึงเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ พึมพำคล้ายเสียใจว่า “ที่แท้ พี่สาวก็ถูกตัดรอนอย่างโหดร้ายถึงเพียงนี้ โอ...ไม่น่าเลย”
ซานซานพลันหรี่ตา เดือดดาลขึ้นมา “ข้ามิได้ให้เจ้าอ่าน ข้าให้เจ้าพิจารณาเนื้อกระดาษ ว่าเคยพบเห็นที่ใดต่างหาก!”
“...!?”
ด้วยเพราะเป็นพวกที่ชื่นชอบกระดาษ เห็นเป็นไม่ได้ มักจะหยิบจับมาขีดเขียนร่ำไป กระดาษชนิดต่างๆ แบบใดเขียนดี แบบใดเขียนลื่นไหล เสี่ยเฟิงล้วนแยกแยะได้ และยิ่งเคยเป็นทหารสื่อสารประจำกองทัพต้าถังยังเคยได้รู้จักกระดาษที่พวกเขาใช้ติดต่อส่งสาร จึงสรุปได้ไม่ยาก
“เนื้อกระดาษชนิดนี้ มีความยืดหยุ่นดี น้ำหมึกซึมได้รวดเร็ว ข้อความไม่ลบเลือนหรือผิดเพี้ยน ทำลายให้สิ้นซากได้ง่ายดายยิ่ง ผู้ที่มีสิทธ์ใช้กระดาษนี้ติดต่อส่งข่าวสารคือองครักษ์ของวังหลวง”
ซานซานฟังด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แววตาทอประกายลึกล้ำระบายความซับซ้อนยากคาดเดาห้วงอารมณ์
อันที่จริง เหตุที่นางรักษาอาการป่วยให้เสี่ยเฟิงก็เพื่อจะหาลู่ทางทำเงินอย่างถูกต้อง โดยการสานต่อกิจการตีเหล็กเท่านั้น
นางเป็นคนชอบเรื่องศาสตราวุธ การขึ้นรูปอาวุธยิ่งถนัด ส่วนเรื่องที่มาของกระดาษสะบั้นรักแผ่นนี้มิได้อยู่ในแผนแต่แรก
ทว่า ...การรู้เอาไว้ย่อมดีไม่น้อย
นางจะได้ตามไปกระทืบไม่ผิดคน!