พยัคฆ์สาวจ้าวดวงใจ เล่ม 2

ตอนที่ 2: ตอนที่22 ทำมาค้าขาย

👁️ 7 อ่าน
22px

ซานซานพำนักอยู่ที่บ้านของเสี่ยเฟิงประหนึ่งเป็นบ้านของตนเอง

หลังจากพาลู่หลิ่งไปเที่ยวตลาดซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่และอาหารมากมายก็กลับเข้าบ้านหลังนี้แล้วเข้าครัวเพื่อทำอาหาร

เสี่ยเฟิงนั่งมองซานซานกับลู่หลิ่งเงียบๆ สีหน้าไม่เคยคลายทุกข์โศกเลยสักวัน ยิ่งได้เห็นสองแม่ลูกอยู่ด้วยกันก็ยิ่งคิดถึงบิดา

ตัวเขายามเป็นเด็กก็อยู่กับบิดาเช่นนี้ อยู่กันแบบสองคนพ่อลูกตลอดมา

หากเขาไม่เอาแต่เสียใจเรื่องผลการสอบขุนนาง บิดาก็คงไม่คิดหาทางแก้ไขโดยส่งเสริมเขาไปเป็นทหาร และยิ่งไม่ต้องแยกจากกันกระทั่งปล่อยบิดาให้ตายไปเช่นนั้น

“เจ้าไม่ควรยึดติดกับอดีตที่ผิดพลาด แค่จำไว้เป็นบทเรียน แล้วพากเพียรลุกขึ้นมา”

ซานซานเอ่ยกับเสี่ยเฟิงยามป้อนข้าวให้ลู่หลิ่ง ทว่าต่อมาเด็กน้อยก็อาศัยจังหวะยามมารดาเผลอคุยติดพัน ลอบเอื้อมมือเล็กๆ หยิบอาหารกินเอง เขี่ยผักให้เสี่ยเฟิงแล้วกินแต่เนื้อเป็ดย่าง  เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มป่อง

เสี่ยเฟิงมองผักในถ้วยข้าวตนเองพลางถอนหายใจ ดวงตาข้างที่ใช้การได้เหลือบขึ้นมองเนื้อเป็ดย่างชิ้นสุดท้ายอย่างอาลัยอาวรณ์ ลอบกลืนน้ำลายเล็กน้อย แล้วเอ่ยกับซานซานว่า  “ข้ากลายเป็นคนพิการไปแล้ว ไหนเลยจักกล้ายืนหยัดดุจเดิมได้”

ซานซานขมวดคิ้วหรี่ตา “เจ้าพิการส่วนใด?

“...”

ลู่หลิ่งกินอิ่มแล้วจึงลุกออกจากเก้าอี้ไปหยิบตั๊กแตนกับจิ้งหรีดที่ซานซานสานจากต้นกกและหญ้าคามากำเอาไว้ในมืออย่างละข้างด้วยคิดว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยง

แม่นางน้อยพาสัตว์เลี้ยงที่กำลังสั่นระริกในมือเล็กวิ่งเล่นที่โถงนอกห้องครัว เสียงตึกๆ ของฝ่าเท้าน้อยๆ กับเสียงหัวเราะคิกคักสดใสดังแทรกบทสนทนาเป็นระยะ

“ข้าตาบอดหนึ่งข้างอย่างไรเล่า” เสี่ยเฟิงก้มหน้าหลุบตา

ซานซานจ้องชายหนุ่มตรงหน้าเขม็ง กล่าวเสียงแข็ง

“ดวงตามีสองข้าง เสียไปหนึ่งข้าง ไม่นับว่าพิการ ภาพที่เห็นล้วนเทียบเท่าผู้อื่น หากเบื้องหน้าเจ้ามีโฉมสะคราญยืนอยู่สามคน เจ้าย่อมไม่เห็นแค่สองคน หากตรงหน้าเจ้าเป็นลูกสุนัข  ย่อมไม่เห็นเป็นลูกเสือ”

เสี่ยเฟิงนิ่งฟังเม้มปากเป็นเส้นตรง ไม่กล้าเอ่ยขัดอีก

ซานซานจึงเข้าเรื่องทันที ไม่มีเสียเวลา

“เหตุที่ข้าช่วยเหลือเจ้า แท้จริงแค่ไม่ต้องการขโมยกิจการของบ้านเจ้าอย่างหน้าไม่อาย อาศัยที่เจ้าเป็นคนในพื้นที่ มีความรู้ดุจนักปราชญ์ ผนวกความสามารถในการตีเหล็ก เจ้ากับข้าร่วมมือกัน ทำอาวุธออกมาขาย แบ่งกำไรกันกึ่งหนึ่ง ตกลงไหม?

หญิงสาวไม่ปล่อยจังหวะให้ผู้ฟังปฏิเสธ นางล้วงสาบเสื้อหยิบกระดาษออกมาหลายแผ่นวางลงบนโต๊ะ

“นี่คืออาวุธที่ข้าคิดขึ้นมา เพียงแต่ฝีมือวาดภาพของข้าออกจะย่ำแย่สักหน่อย ดวงตาเพียงข้างเดียวของเจ้าย่อมแยกแยะรายละเอียดจนรู้แจ้งแล้ววาดออกมาให้สมบูรณ์โดยง่าย  จากนั้นก็ตีเหล็กตามรูป ดัดแปลงแก้ไขให้ได้ แขนขาฝ่ามือและเรี่ยวแรงกำลังรวมถึงทักษะการหลอมเหล็กของเจ้าย่อมไม่เกี่ยวกับดวงตาที่เสียไป สมองอันฉลาดปราดเปรื่องของเจ้าก็เช่นกัน ข้าเชื่อฝีมือเจ้า เข้าใจไหม?

ครานี้ริมฝีปากที่ขบกันแน่นของเสี่ยเฟิงเริ่มคลายออก เขาค่อยๆ เอ่ยแม้ยังไม่มั่นใจ “ข้า...ข้าจะลองดูขอรับ”

ซานซานตบโต๊ะเสียงดังจนเสี่ยเฟิงสะดุ้งเฮือก

“ไม่ใช่แค่ลองดู แต่ต้องลงมือทำเลย จากนั้นยังต้องเรียนรู้จากข้าสักสามกระบวนท่า เพื่อใช้ขายสินค้าได้กำไรงาม”

เรียวคิ้วคมพลันขมวด เสี่ยเฟิงมองซานซานอย่างโง่งม ไม่ค่อยเข้าใจนัก

แต่กระนั้นในสองเดือนต่อมา ชายหนุ่มที่ถูกคำพูดปลุกใจให้ฮึกเหิมทุกวันก็สามารถใช้ความเฉลียวฉลาดที่มีแก้ไขดัดแปลงภาพที่ไม่สมบูรณ์ของซานซานจนกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ดูสมจริงได้ในที่สุด

เสี่ยเฟิงเป็นบัณฑิตที่มีสติปัญญาเป็นเลิศอย่างหาตัวจับได้ยากทั้งยังได้รับความสามารถด้านการตีเหล็กจากบิดาผู้ล่วงลับ ซานซานให้รู้สึกเสมือนค้นพบแร่ทองคำอย่างไรอย่างนั้น เพราะเสี่ยเฟิงมีสมองอันปราดเปรื่องกว่าที่นางคิดเอาไว้มากนัก เขาสามารถหลอมเหล็กแล้วตีจนขึ้นรูปทรงตรงตามภาพของนางทุกประการ ยังไม่ลืมแยกแยะจนแตกฉานและใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ กระทั่งได้อาวุธอันสมบูรณ์แบบหน้าตาประหลาดหลากหลายมากมาย วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้กลางลานบ้าน แยกออกเป็นสองฝั่ง คือเอาไว้ขายกับใช้เอง

อาวุธแต่ละแบบ ทั้งบางเฉียบ ทั้งคมกริบ ทว่าบางอันกลับกลมเกลี้ยงงดงาม บางอันยังแหลมเล็กคล้ายไร้พิษสง                  

สรุปแล้วทั้งหมดไม่มีชนิดใดใหญ่โตพกพาลำบากเลย                            ทั้งยังติดกายได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติ ไม่ต้องเสี่ยงว่าเวลาเดินทางจักถูกคนของทางการเรียกตรวจค้น

นอกจากเหล็กยังมีวัตถุดิบที่เป็นเครื่องเงิน เสี่ยเฟิงใช้ความรู้ความสามารถที่มี ดัดแปลงหล่อหลอมพวกมันอย่างลงตัว  ซานซานล้วนออกค่าใช้จ่ายซื้อหาให้ก่อน เมื่อขายได้กำไรค่อยจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย

เสี่ยเฟิงที่ไม่คิดจะกู้หนี้ยืมสินใคร ยามนี้จึงมีหนี้สินติดตัวมากมาย และเจ้าหนี้ยังดูแลเขาอย่างดี ดั่งพี่สาวคลานตามกันมา

เมื่อสินค้ามีพร้อมขาย ร่างกายพ่อค้าจึงต้องพร้อมยิ่งกว่า

ซานซานฝึกกระบวนท่ารุกรับป้องกันตัวให้เสี่ยเฟิงอย่างดุเดือด กระทั่งคล่องแคล่วว่องไวประสานกันได้อย่างลงตัวไม่มีผิดพลาด จึงพากันออกสู่ตลาดกลางเมือง

 

ตลาดกลางเมืองหลวงหมิงเวยรุ่งเรืองคึกคักอย่างยิ่ง

ผู้คนสัญจรคับคั่ง มีร้านค้ามากมายทั้งสองฝั่งซ้ายขวา                                          มีหอสุรา โรงน้ำชา เหลาอาหารตั้งตระหง่านเรียงราย โรงเตี๊ยมทั้งใหญ่ทั้งสูงมีหลายชั้นยิ่งนัก

เสี่ยเฟิงเลือกทำเลที่ดีที่สุดสำหรับตั้งร้านแผงลอย ปูเสื่อไม้ไผ่ลงบนพื้นดิน วางเรียงอาวุธที่ทำขึ้นอย่างบรรจง ท่าทางราวบัณฑิตกำลังจัดระเบียบพู่กันบนกระดาษก็ไม่ปาน

วันนี้ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวสะอาด ดวงตาที่มืดบอดมีหน้ากากเงินปิดเอาไว้ครึ่งซีก เผยวงหน้าเพียงครึ่ง เห็นเพียงดวงตาข้างหนึ่งกับจมูกโด่งสันรับริมฝีปากบางเฉียบ

ลักษณะคล้ายจอมยุทธ์หนุ่มที่ปลอมตัวเป็นนักปราชญ์ ท่วงท่าองอาจสง่างามมาก

หน้ากากเงินเป็นซานซานทำให้เสี่ยเฟิงด้วยตนเอง เนื่องจากเขาไม่มีความมั่นใจที่จะออกสู่สายตาผู้คน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นพ่อค้า แค่เดินออกนอกบ้านยังไม่กล้า แต่เมื่อสวมหน้ากากแล้วใส่ชุดใหม่ ความมั่นใจจึงเพิ่มขึ้นมา

ตั้งร้านยังไม่ทันเสร็จ ก็มีสตรีวัยสะพรั่งมายืนรอซื้อแล้ว

เสี่ยเฟิงยังคงเป็นบุรุษหนุ่มวัยสิบแปดที่มีลักษณะบัณฑิตใจสงบดุจธาราไหลเอื่อย ซานซานจึงอุ้มลู่หลิ่งยืนมองนิ่งนาน                                    

แม้อยากขายของเต็มที แต่ก็ต้องปล่อยให้ชายงามเป็นที่หมายปองของหญิงงามต่อไป

สาเหตุที่มีสตรีสนใจรอซื้อนั้น แท้จริงหาใช่ความสง่างามของเสี่ยเฟิงอย่างเดียวไม่ แต่เป็นเพราะหน้าตาของอาวุธมากมายที่ทำมาขายด้วย

ที่น่าสนใจคือบนเสื่อไม้ไผ่ที่ควรมีเพียงมีดพร้ากระบี่ดาบวางเรียงราย แต่กลับมีอาวุธที่หน้าตาคล้ายเครื่องประดับงดงามวางอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นปิ่นปักผม ถุงหอม  คันฉ่องส่องหน้า แหวนสวมนิ้ว กำไลใส่ข้อมือ สร้อยคล้องคอ ยังมีสายรัดเอว กระพรวน ตลับแป้งชาด และอื่นๆ อีกหลากหลาย ที่ล้วนแล้วแต่มิใช่แค่มีดดาบดาษดื่นธรรมดา

เนื่องจากอาวุธมิได้จัดเป็นสินค้าที่ผู้คนทั่วไปให้ความสนใจ โดยเฉพาะสตรีเพศ กระทั่งบุรุษยังมิใคร่จะไยดี หากมิใช่พวกทหาร มือปราบ นักฆ่าหรือผู้ฝึกยุทธ์ เกรงว่าสักชิ้นก็คงจะขายได้ยากยิ่ง ซึ่งอันที่จริงแล้ว จำพวกบุรุษที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่ไม่จำเป็นต้องมาเดินซื้อหาอาวุธในตลาดด้วยซ้ำ

เพราะพวกทหารและมือปราบย่อมได้รับสวัสดิการจากกรมในสังกัด นักฆ่ายิ่งไม่ต้องพูดถึง คนประเภทนี้ไม่ซื้อหาอาวุธโจ่งแจ้งอยู่แล้ว ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ให้ความสำคัญกับอาวุธประจำกาย พวกเขาชอบทำขึ้นเองเสียส่วนใหญ่

เมื่อเป็นเช่นนั้น กลุ่มเป้าหมายย่อมเป็นชาวบ้านธรรมดา

ซานซานจึงแปลงโฉมให้เสี่ยเฟิงเป็นบุรุษหนุ่มผู้หล่อเหลาสง่างามน่าคบค้า และอาวุธล้วนสะดุดตาน่าซื้อหา

เมื่อเสี่ยเฟิงจัดร้านเสร็จ ซานซานก็พาลู่หลิ่งไปวางเอาไว้ที่ตั่งด้านหลัง สั่งเสียงนุ่ม “หลิ่งเอ๋อร์ นั่งรอนิ่งๆ ตรงนี้ ห้ามลงมา เมื่อได้เงินแล้ว แม่จะพาเจ้าไปเที่ยว ซื้อเสื้อผ้า ซื้อของเล่น”

แม่นางน้อยย่อมเชื่อฟัง เพราะมือข้างหนึ่งมีพุทราเชื่อม มืออีกข้างยังมีน้ำตาลปั้นรูปสัตว์ต่างๆ หลายอัน กินจนแก้มป่อง ยุ่งจนมือเป็นระวิง นางไม่ว่างไปซนที่ใดจริงๆ

ซานซานวันนี้สวมชุดสีแดงโดดเด่นเพื่อเป็นมงคลต่อการค้า แต่งหน้าทาชาดสีอ่อนหวานเผยความงามล้ำหยาดเยิ้มเพื่อดึงดูดสายตา ยามชายผ้าต้องลมจนสะบัดพลิ้วไหว จึงแลดูอรชรอ้อนแอ้นและอ่อนแอยิ่ง ทั้งงดงามทั้งบอบบางน่าทะนุถนอมเป็นที่สุด

เรือนผมม้วนเก็บเรียบร้อยปักปิ่นเงินเอาไว้ ลำคอมีสร้อยถักห้อยอยู่ ข้อมือมีกำไล ข้อนิ้วมีแหวน ข้อเท้ามีกระพรวนเงิน สายรัดเอวยังมีถุงหอมสีเหลือง ทั่วตัวตกแต่งด้วยเครื่องประดับพร้อมขาย นางเดินขึ้นหน้ามาสองก้าวยืนเด่นกลางถนน ตบมือเสียงดัง ส่งเสียงกังวานก้อง ร้องเรียกลูกค้า  

“พี่น้องชายหญิง วันนี้ข้ามีของดีมาขาย ไม่ดีไม่ขาย”

เสียงนี้ทำผู้คนเริ่มสนใจ หลายคนพากันหยุดเดินเพื่อมุงดู

ซานซานกล่าวคำเชื้อเชิญต่อด้วยท่าทางผ่าเผยจริงใจ

“ถึงแม้บ้านเมืองสงบสุขแท้จริง ทว่ารอบกายอาจไม่ใช่ เช่นนั้นไยมิใช่ปกป้องตนเองด้วยสองมือ”

นางหมุนตัวเดินรอบทิศประชิดผู้คนที่รายล้อมเรียกทุกสายตาให้มองนิ่งที่นางแล้วว่าต่อ “เป็นหญิงยิ่งต้องมีพกติดกาย เป็นชายยิ่งต้องซื้อเอาใจภรรยา เป็นบิดายิ่งต้องมอบให้บุตรสาว”

กล่าวจบก็เดินมาหยุดข้างเสี่ยเฟิงที่ยืนรออยู่ตรงหน้าร้าน ตบหน้าอกตนเองเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าจักสาธิตให้ทุกท่านดู”

จากนั้นเสี่ยเฟิงผู้หล่อเหลาพลันกลายร่างเป็นชายกักขฬะคิดล่วงเกินหญิงงาม

แน่นอนว่าซานซานคือหญิงงามที่กำลังถูกดูหมิ่น

โดยกระบวนท่าแรก เสี่ยเฟิงคิดจับมือซานซาน กลับถูกนางพลิกฝ่ามือแล้วกำหมัดงอข้อนิ้ว แหวนเงินผสมเหล็กที่สวมอยู่พลันมีหนามเล็กๆ โผล่ออกมา ชั่วพริบตาฝ่ามือหยาบกระด้างของเสี่ยเฟิงก็มีเลือดไหลอาบจนต้องรีบหดมือกลับไม่กล้าตอแย

เขาร้องเสียงดังลั่นคล้ายเจ็บปวดมากมายเหลือคณา เรียกสายตาจากผู้คนที่เดินผ่านไปมาพากันหยุดมองเพิ่มมากขึ้น

กระบวนท่าต่อมาเสี่ยเฟิงคิดจะลวนลามซานซานด้วยการโอบกอด หญิงสาวทำท่าหวาดกลัว ดิ้นหนีลนลาน ท่าทางดุจสาวน้อยบอบบางไร้เดียงสา ชาวบ้านที่มุงดูพากันลุ้นระทึกเอาใจช่วยแม่นางผู้อ่อนแอ

กระทั่งเด็กน้อยลู่หลิ่งที่นั่งตัวกลมอยู่บนตั่งยังมองมารดาจนตาค้าง พุทราเชื่อมเกือบติดคอ

ยามนี้เสี่ยเฟิงและซานซานประหนึ่งกำลังเล่นงิ้วฉากใหญ่ พวกเขาวิ่งไล่วิ่งหนีอยู่ในวงล้อมของผู้คน

เสี่ยเฟิงไล่ต้อนซานซานอย่างหื่นกระหาย อีกฝ่ายทำท่าหนีตายระส่ำระส่ายเนื้อตัวสั่นเทา น่าสงสารเหลือเกิน

เมื่อสบจังหวะ หญิงสาวผู้ถูกรุกรานก็ดึงปิ่นออกมาจากมวยผม ปิ่นเงินอันเล็กเมื่อถูกดึงกระชากพลันยาวยื่นสะท้อนแสงวูบวาบ พร้อมจ้วงแทงให้ทะลุเนื้อหนัง ยังมีกำไลที่ข้อแขนเมื่อดึงสลักยังกลายเป็นมีดสั้นเหมาะมือยิ่ง

สร้อยคอเมื่อถูกกระชากยังกลายร่างเป็นเชือกมีหนาม ทั้งเหนียวทั้งแข็ง สะบัดส่งไปไม่ต่างจากแส้พิฆาตฟาดกระหน่ำ

สายรัดเอวเมื่อถูกกระตุกจนหลุดออก ยังกลายเป็นดาบอ่อนซ่อนความคมกริบ ทั้งพลิ้วทั้งสะดวกใช้งาน

กระพรวนตรงข้อเท้าเมื่อซานซานเตะส่งออกไป พลันมีลูกกระพรวนอันเล็กๆ นับสิบหลุดจากกระพรวนอันใหญ่พุ่งทะลักสาดกระจายใส่เบ้าตา

ในถุงหอมยังมีสมุนไพรเม็ดละเอียด เมื่อเปิดปากถุงผ้าแล้วสะบัดออกให้สัมผัสกับอากาศภายนอกก็พลันเกิดระเบิดไฟ

เสี่ยเฟิงหลบหลีกทุกอาวุธลับด้วยกระบวนท่าที่ได้ฝึกฝน แต่กระนั้นเพื่อความสมจริงยังต้องยอมให้เกิดบาดแผลมีเลือดไหลรินออกมาบ้าง แล้วค่อยกลับไปรักษาทายาที่บ้าน

ยามนี้รอบด้านของซานซานและเสี่ยเฟิงเต็มไปด้วยผู้คน  มีทั้งหญิงสาว ทั้งหญิงแก่ ทั้งชายหนุ่ม ชายแก่เต็มไปหมด                                 พวกเขามองสองชายหญิงตรงหน้าด้วยความคิดหลากหลาย

ในความคิดบรรดาหญิงสาววัยสะพรั่ง พวกนางคิดได้ว่า แม้จะไม่ต้องไปเผชิญกับโจรผู้ร้ายหรือไปออกศึกรบราฆ่าฟัน                                               แต่ในชีวิตประจำวันล้วนได้เจอกับพวกหนุ่มเจ้าสำราญที่คิดจะลวนลามสาวงามอยู่บ่อยๆ ยังไม่นับรวมพวกอันธพาลที่เป็นลูกหลานขุนนางซึ่งไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ใช้อำนาจกดข่มพวกนางอย่างไม่ไยดีต่อศีลธรรม

ในขณะที่บรรดาบุรุษที่แต่งงานแล้วก็คิดว่าควรซื้อไปฝากภรรยาเพราะว่ามันสวยดี ส่วนบุรุษที่ยังไม่แต่งภรรยาก็คิดว่าควรนำไปเป็นของกำนัลเพื่อมัดใจสาวงาม

ยังมีอีกหลายคนที่คิดจะซื้อไปฝากบุตรสาวที่เฝ้าถนอม ยามต้องจำยอมปล่อยพวกนางให้ห่างไกลตา

หลังจากนั้นความวุ่นวายก็บังเกิด เมื่อผู้คนต่างกรูเข้ามาซื้ออาวุธงดงามกันอย่างล้นหลาม เรียกว่าเก็บเงินแทบไม่ทัน

เพียงครึ่งชั่วยาม ตรงหน้าของเสี่ยเฟิงก็เหลือแค่เสื่อไม้ไผ่ ปราศจากอาวุธใดให้เห็นอีกต่อไป แต่มีเงินวางอยู่กองหนึ่ง

ชายหนุ่มยิ้มจนตาหยีปากแทบฉีกถึงใบหู หันมาบอกกับเจ้าก้อนแป้งที่นั่งบนตั่งนิ่งๆ ตั้งแต่ต้นจนจบว่า

“พี่เฟิงจะพาหลิ่งเอ๋อร์ไปเที่ยวให้ทั่วเมืองหลวงเลย”

พวงแก้มกลมป่องของสาวน้อยแดงระเรื่อ ปากจิ้มลิ้มขบเม้มน้อยๆ นางเบิกตากลมโตจ้องมองอย่างรอคอยมาตั้งนานแล้ว

 

เมืองหลวงหมิงเวยกว้างใหญ่จริงๆ

หากบอกว่าทำเลก่อนหน้าถือว่าดีแล้ว ยิ่งเดินเข้ามาตรงใจกลางของความรุ่งเรืองก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงมีมากกว่าชนบทหลายเท่าตัว น่าอยู่อาศัยเป็นที่สุด

สองฝั่งข้างทาง มีแต่โรงเตี๊ยมหลายชั้น ร้านผ้าขนาดใหญ่ โรงเหล้าหลายคูหา เหลาอาหารโออ่า ร้านค้าเครื่องประดับงดงาม   

อย่าว่าแต่ร้านค้าแผงลอยเลย กระทั่งร้านค้าที่เป็นเพิงไม้ก็ยังไม่มี

 

ซานซานซื้อชุดใหม่ เปลี่ยนมาใส่ชุดสีเขียวสดไร้ลวดลายแลดูเรียบง่ายเพราะไม่เน้นความโดดเด่นดึงดูดสายตาเช่นเมื่อครู่อีก เส้นผมม้วนขึ้นครึ่งศีรษะปักปิ่นเงินธรรมดา ปล่อยอีกครึ่งสยายเคลียไหล่ แลดูอ่อนหวานผสานความทะมัดทะแมงได้อย่างลงตัว

เจ้าก้อนแป้งน้อยได้ชุดใหม่เช่นกัน นางใส่ชุดสีชมพูสดใส บนศีรษะหวีเกล้าเป็นมวยสองข้าง ผมหน้าม้าตัดตรงเผยดวงตากลมโตอ่อนหวานไร้เดียงสา แก้มอมชมพูอวบอิ่มเคี้ยวขนมจนกลมพองตลอดเวลา สองเท้าเล็กทั้งขาวทั้งบอบบางใส่รองเท้าสีขาวสะอาดตา ไม่มีฝุ่นดินเปรอะเปื้อนสักนิด

เพราะผู้คนพลุ่งพล่านเกินไป ซานซานจึงอุ้มลูกน้อยแนบอกไว้แน่น ไม่ปล่อยให้ลู่หลิ่งได้วิ่งเล่นเลยสักครา

“วันนี้คึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนหนาตาเหลือเกิน ไม่แน่ว่ากำลังจะมีขบวนราชนิกุลเสด็จ หรือไม่ก็ท่านแม่ทัพกำลังเคลื่อนกองพลเดินขบวนผ่านทาง”

เสี่ยเฟิงเอ่ยปากอธิบายให้สองแม่ลูกฟังมาตามทาง

เพราะชุดเดิมเปื้อนเลือดไปแล้วเสี่ยเฟิงจึงอยู่ในชุดใหม่เช่นกัน เพียงแต่ยังคงเป็นชุดขาวดุจเดิมสวมหน้ากากเงินอันเดิม

ชายหนุ่มทำท่าองอาจสง่างามยามประเมินรอบด้านอย่างเรียบง่ายตามประสบการณ์เกี่ยวกับเมืองแห่งนี้  

ยามนี้รอบทิศมีแต่ชาวบ้านชาวเมืองออกมาชะเง้อคอคล้ายรอคอยบางสิ่งอยู่นอกเรือนเต็มไปหมด

หญิงสาวชุดสีฟ้าครามผู้หนึ่งที่ยืนเบียดเสียดอยู่ใกล้ๆ                                      ได้ยินคำพูดของเสี่ยเฟิงจึงมีน้ำใจช่วยแถลงไข

“วันนี้องค์รัชทายาทจะเสด็จผ่านทางนี้ พระองค์กำลังเดินทางไปปราบศึกชายแดนเจ้าค่ะ”

เมื่อได้รับคำตอบ เสี่ยเฟิงจึงหันหน้าไปมองหญิงคนนั้นด้วยสายตาลุ่มลึก พยักหน้าเบาๆ ยกยิ้มน้อยๆ เอ่ยเสียงทุ้มนุ่ม

“ขอบคุณแม่นาง”

แม่นางหน้าแดงก่ำ ยืนบิดตัวเอียงอาย ชายผ้าแทบขาด

ส่วนเสี่ยเฟิงให้รู้สึกภูมิใจยิ่งนัก ดวงตาที่บอดไปหนึ่งข้าง มิใช่อุปสรรคในการหาสตรีมาเคียงคู่เลยสักนิด

ชั่วอึดใจต่อมา จุดที่สามารถยืนมองขบวนเสด็จพร้อมกับผู้คนย่อมเป็นจุดนี้เท่านั้น เสี่ยเฟิงปักหลักยืนกับแม่นางชุดสีฟ้า ไม่ไปไหนทั้งสิ้น

ซานซานกับลู่หลิ่งมองชายหญิงตรงหน้าตาปริบๆ

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!