พยัคฆ์สาวจ้าวดวงใจ เล่ม 2

ตอนที่ 4: ตอนที่24 นักฆ่า

👁️ 8 อ่าน
22px

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในถ้ำพร้อมอาหารเต็มอ้อมแขน

ซานซานพลันขมวดคิ้วแน่น มองกวาดจนทั่วบริเวณอยู่สองรอบก็ยังไม่พบตัวบุตรสาว กระทั่งเสือดาวหิมะก็ยังหายตัวไป

แม้นางจะคิดว่าลู่หลิ่งคงให้อาหู่พาไปเที่ยวเล่นซุกซนด้านนอกไม่ไกล แต่สัญชาตญาณแห่งมารดาไม่เคยธรรมดา พริบตาต่อมาซานซานก็พลิกกายพุ่งทะยานด้วยหัวใจที่เต้นระรัว

ใช้เวลาราวหนึ่งเค่อ หญิงสาวก็พบร่องรอยอันน่าสงสัย  เบื้องหน้าในระยะสายตามีซากศพคนตาย ทั้งทหารอาภรณ์แดงและคนชุดดำนอนสิ้นชีพกระจายเกลื่อน

ไม่ไกลกันจึงได้เห็นขลุ่ยหยกหักสองท่อน ยังมีมีดสั้นของลู่หลิ่งตกอยู่ทั้งสองเล่ม และเสือดาวนอนจมกองเลือดสีแดงฉาน

“อาหู่!

ซานซานตระหนกวูบ คล้ายหัวใจดิ่งลงเหวทันใด

เสือดาวหิมะเห็นเจ้านายมาแล้วก็ส่งเสียงครางอย่างยินดี

“หลิ่งเอ๋อร์เล่า?” ซานซานถามพลางโรยยาใส่แผลให้อาหู่

กำลังวังชาของอาหู่คล้ายถูกเพิ่มฉับพลัน มันลุกขึ้นยืน ฝืนความเจ็บจนขาสั่น ก่อนจะพยายามกระโจนตัวตามกลิ่นไป

 

กลางป่าฝั่งหนึ่งห่างจากจุดเข่นฆ่าออกมาราวครึ่งลี้

นักฆ่าเหลือพวกพ้องทั้งสิ้นแปดคน สี่คนถูกพิษจนไม่อาจเดินทางต่อแม้ครึ่งก้าว ได้แต่นอนครวญครางอยู่กลางทาง

หนึ่งในสี่คนคือพี่ใหญ่ในกลุ่มนักฆ่า อีกหนึ่งคนคือกุนซือสำคัญของกลุ่ม อีกสองคนยังเป็นพี่น้องคลานตามกันมา

พวกมันจึงยังไม่อาจสังหารเป้าหมายให้ตายในดาบเดียว

สิ่งที่จำต้องทำคือจับสตรีทั้งสองนางและเด็กน้อยเอาไว้ เพื่อบีบเค้นเอายาแก้พิษ

คนเป็นพี่ใหญ่ทนอาการเจ็บปวดจากการถูกพิษสั่งเสียงแหบต่ำ “ตบสั่งสอนมันให้หนัก จนกว่ามันจะมอบยาถอนพิษให้”

ลูกน้องรับคำสั่งเสียงเหี้ยมตามด้วยเสียบตบดังเพียะ

ลู่หลิ่งร้องไห้งอแง เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล เพราะถูกชายชุดดำตบตีข่มขู่เอายาถอนพิษไปหลายที

เด็กหญิงรู้ดีว่าหากมอบสิ่งนั้นให้พวกมันง่ายๆ คงยากจะมีชีวิตรอด นางจึงร่ำไห้อย่างเดียว ทนถูกตีต่อไป

“เจ้าชั่ว หยุดทำร้ายเด็กนะ”

หนึ่งในหญิงสาวด่ากราดพยายามเข้าไปดึงลู่หลิ่งออกมาจากฝ่ามือหยาบกร้านของชายชุดดำ

หญิงสาวอีกคนที่ยืนไม่ไกล รีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

“หากเด็กน้อยเป็นอะไรไป พวกเจ้าย่อมไม่ได้ยาถอนพิษ ยามนี้ยาพิษย่อมสำคัญกว่าเงินค่าจ้างที่พวกเจ้าจะได้จากการฆ่าข้ามิใช่หรือไร?

ชายชุดดำอีกคนหนึ่งแค่นเสียงเฮอะ นึกรำคาญเต็มที่จึงเดินเข้ามาคำรามลั่น “มัวชักช้าอยู่ได้ ฆ่าพวกมันเสียก็สิ้นเรื่อง”

ลู่หลิ่งจึงส่งเสียงเล็กๆ ยื้อเวลาสุดชีวิต “หากฆ่าท่านป้า พวกเจ้าอีกสี่คนก็ต้องตายอย่างไร้ทางรักษา ยาแก้อยู่กับท่านแม่ ไม่นานก็มาแล้ว ฮือ” จบคำก็ร้องไห้น้ำตาไหลพราก น่าเวทนานัก

ชายชุดดำเจ้าของอุ้งมือที่รั้งคอเสื้อลู่หลิ่งอยู่เอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าเด็กนี่กำลังถ่วงเวลา ฉลาดเสียจริง” มันเหวี่ยงเจ้าก้อนแป้งจนกระเด็นไปรวมกับสตรีอีกสองคนอย่างเอือมระอา

ชายอีกคนถามเสียงเครียด “พี่รองเชื่อนังเด็กนี่รึ?

“ฮึ! มันมียาพิษก็ต้องมียาถอนพิษ ถูกตีขนาดนี้แล้วยังไม่นำออกมา แสดงว่าอยู่ที่มารดามันจริงๆ รอไปก่อน”

ทว่าชายอีกคนที่ฟังอยู่นานพลันพุ่งเข้ามาทางเด็กหญิง  “ข้าขอสั่งสอนอีกสักทีเถอะ กล้าเล่นลูกไม้ใส่พี่ใหญ่”

ลู่หลิ่งถูกกระชากคอเสื้ออย่างแรง มิอาจหลบได้ทัน                            ทั้งตกใจและเจ็บแปลบ จึงร้องไห้จ้า

ทว่าพริบตาตรงคอเสื้อของเด็กน้อยคงเหลือแต่ฝ่ามือหยาบหนากับเลือดกระฉูดแดงฉานติดเสื้อ ส่วนลำตัวหายไป

เจ้าของฝ่ามือผู้นี้ถูกดึงกระชากขึ้นไปบนต้นไม้ ดิ้นพล่านขลุกขลักค้างเติ่งอยู่บนนั้น ที่ลำคอมันมีเชือกเถาวัลย์รั้งเอาไว้จนลิ้นจุกปากตาถลน รอความตายกลืนกินอย่างทรมาน

ไม่นานก็ได้ยินเสียงลำคอของมันหักดังกร๊อบ เพราะขยับแขนที่ถูกตัดด้วยความเจ็บปวดรุนแรงเกินไป ยังผลให้ตายเร็วอย่างที่สุด

ชายอีกสองคนยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกกระชากจากมือปริศนาจนกระเด็นออกห่างจากลู่หลิ่งไปไกลหลายจั้ง

ตรงจุดที่มันทั้งสองตกกระแทกพื้นดิน มีร่างระหงของซานซานรอรับอยู่แล้ว ด้วยดาบโค้งเงาจันทร์ที่เสี่ยเฟิงตีขึ้นมา

นางสะบัดดาบในมือทั้งสองข้างเพียงพรึบเดียว หัวของชายชุดดำทั้งด้านซ้ายและด้านขวาพลันสะบั้นในพริบตา พวกมันยังไม่ทันได้อ้าปากร้องด้วยซ้ำ

“ท่านแม่!

ลู่หลิ่งร้องเรียกมารดา น้ำตาไหลนองเต็มสองแก้ม

อาหู่ที่ติดตามซานซานมารีบกระโจนเข้าหาเด็กน้อยทันที

คนชุดดำที่เหลืออีกห้าคนเบิกตาโพลงอย่างคาดไม่ถึง

พวกมันเห็นสตรีนางหนึ่งในชุดสีนวลดูเรียบง่ายไร้พิษสง  ดวงหน้านวลผ่องกระจ่างใสเผยความอ่อนหวานเช่นสตรีทั่วไป  เรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นมีเพียงร่มกันแดดคันเล็กเหน็บเอว สองมือมีแค่ดาบโค้งรูปจันทร์เสี้ยวถือเอาไว้อย่างละข้าง  

ทว่ากลับฆ่าคนในพริบตา ชนิดที่มองไม่ทัน

“เจ้า!” คนหนึ่งอุทานขึ้น “เจ้าเป็นใคร เหตุใด....”

คำถามยังไม่ทันจบ กลับได้ยินเสียงเยียบเย็นของสตรี

“ไม่ใช่นักฆ่ากระจอกก็แล้วกัน”

ในจำนวนของพวกมันที่เหลืออยู่ มีแค่คนผู้เดียวที่ไม่ถูกยาพิษ คนเป็นพี่ใหญ่ที่ถูกยาพิษรีบเอ่ยสั่งการเสียงแหบ “เจ้าสิบ! เหตุการณ์พลิกผัน รีบส่งสัญญาณเรียกพวกเรามา”

เจ้าสิบที่ว่ารีบส่งสัญญาณธนูไฟระเบิดขึ้นบนฟ้า

ซานซานยกยิ้มเย็นชา “นักฆ่าที่รับงานมีส่วนแบ่งชัดเจน หากเรียกพวกมา เงินคงแบ่งยากแล้วล่ะ”

ชายชุดดำหาได้ฟังคำ เพียงครู่เท่านั้นก็มีเสียงเคลื่อนไหวรอบทิศ นักฆ่ามากมายพลันปรากฏกายดำมืด

พวกมันพากันโรยตัวลงมาจากน่านฟ้าประดุจภูตผีปีศาจ  นับได้ราวสิบกว่าคน มิรู้ว่าก่อนหน้ามุดหัวอยู่มุมใด

ท่ามกลางกลุ่มชายชุดดำยืนทะมึนที่รายล้อมรอรับคำสั่งจากพี่ใหญ่ของพวกมัน ซานซานเพียงยืนนิ่ง หรี่ตา ถามเสียงเรียบ  “เป้าหมายของพวกเจ้าคงสูงศักดิ์น่าดู ค่าจ้างต้องแพงมากแน่ๆ”

คนเป็นพี่ใหญ่อ่อนแรงเอนหลังพิงต้นไม้ ฝ่ามือขวากุมอกด้านซ้ายอย่างเจ็บปวดเพราะพิษกำลังกระจายทั่วร่าง

มันพยายามแค่นเสียงแหบพร่า “ฝีมือแม่นางไม่ธรรมดา สนใจแบ่งกับพวกเราไหม  แค่เอายาถอนพิษให้ข้าเท่านั้น แล้วเราจะปันส่วนให้”

หญิงสาวยกยิ้ม “เศษเงินน่ะรึ? เฮอะ! แค่ค่าทำแผลให้บุตรสาวข้า เกรงว่าทองคำพันชั่งหมื่นตำลึงยังไม่พอกระมัง”

เมื่อก่อนยามรับงานสังหาร นางคือคนคุมเงินและเป็นคนแบ่งให้ลูกสมุน ไหนเลยจักเคยรับส่วนแบ่งจากใคร

และที่สำคัญ พวกมันบังอาจตบตีลู่หลิ่ง!

ชั่วอึดใจซานซานพลันดีดตัวขึ้นสูง ดึงร่มคันเล็กจากเอวด้านหลัง แล้วเหวี่ยงไปทางกลุ่มของบุตรสาว

ร่มคันนี้คือหนึ่งในอาวุธสังหารที่ซานซานออกแบบคร่าวๆ แล้วให้เสี่ยเฟิงเค้นสมองปรับเปลี่ยนเพิ่มประโยชน์จากกันแดดฝน

ร่มกางออกแล้วหมุนอยู่กลางอากาศ สาดกระจายเข็มพิษออกรอบทิศเป็นวงกว้าง เพื่อปกป้องสตรีสามคนและเสือดาว มิให้ใครย่างเท้าเข้ากล้ำกราย

คนชุดดำที่ไม่ทันตั้งตัวย่อมหลบไม่ทัน ถูกพิษจากร่มไปอย่างช่วยไม่ได้

ส่วนพวกที่เหลือ ซานซานเพียงพุ่งตัวอ้อมมาตลบหลัง

รอบในมีเข็มพิษพุ่งกระจายปลิดชีพผู้คนในพริบตา                                                         รอบนอกของเหล่าชายชุดดำมีซานซานลอบสังหารครอบคลุม เรียกได้ว่าหนึ่งล้อมสิบ นางพลิกกายปราดเปรียว สองแขนไขว้กัน สองมือกำดาบเสี้ยวจันทร์

ดาบโค้งสองอันประกบเข้าด้วยกันกลับผสานเป็นหนึ่ง ร่างระหงหมุนตัวด้วยกระบวนท่าวายุคลั่ง แล้วสะบัดออกสุดแขน ตวัดดาบอย่างแรง ใบไม้แห้งรอบด้านยังกลายเป็นใบมีดคมกริบปลิวว่อน สังหารผู้คนจนทั่ว ดาบแยก กายแยก เลือดสาดกระจายซ่านเซ็น

หญิงสาวทำเช่นนั้นฝ่ากลุ่มคนชุดดำตั้งแต่คนแรกจนถึงคนสุดท้าย คนร้ายทั้งหลายออกกระบวนท่าแรกยังไม่ทันครบถ้วนก็ถูกกระบวนท่าเดียวของซานซานกลืนกินไปสิ้น

 

 

ร่มยังไม่ทันหยุดหมุนจนตกลงบนพื้นดิน คนชุดดำก็ร่วงกราวราวใบไม้แห้ง เลือดพุ่งกระฉูดสาดกระเซ็น แขนขาขาดกระเด็นไร้ทิศทาง แต่ละคนตายไปในลักษณะกำลังเงื้อดาบอยู่กลางอากาศ ยังไม่ทันฟาดด้วยกระบวนท่าแรกด้วยซ้ำ

ครานี้คนพี่ใหญ่พลันเบิกตาโพลง ปากอ้าตะลึงลาน                 แข็งทื่อไปทั้งร่าง

เจ้า..." เส้นเสียงสั่นพร่าเอ่ยอย่างยากลำบาก "บอกข้ามาเจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่ เป็นคนสำนักใดไยแย่งงานข้าหรือท่านเจ้าสำนักไม่ไว้ใจข้า จึงส่งเจ้ามา

พูดพลางส่ายหน้าพลาง สติใกล้ฟั่นเฟือนเต็มที มันมองออกว่ากระบวนท่าที่สตรีปริศนาใช้ ล้วนเป็นวิชาวายุคลั่งที่อาจารย์สอนสั่ง ทว่ากลับเหนือชั้นยิ่งกว่า รวบรัดยิ่งกว่า กระทั่งยังรู้สึกได้ว่าที่ได้ร่ำเรียนมาคล้ายกับผิดเพี้ยนไม่ครบกระบวนท่า อาวุธยิ่งไม่อาจเทียบชั้น

ซานซานสะบัดมือส่งผ้ายาวยื่นไปรับร่มกลับมา ด้วยเกรงว่าร่มจะหยุดหมุนแล้วตกใส่สตรีและเด็กกับเสือดาวพร้อมเข็มพิษ   ระหว่างนั้นนางพลางเดินข้ามศพสดๆ ที่นอนตายเกลื่อนมาทางชายชุดดำเจ้าของคำถาม

หญิงสาวแค่นหัวเราะเย็นชา เกรงว่าเจ้าสำนักของเจ้าคงเป็นรุ่นหลานของอาจารย์ปู่ของปู่ของปู่ของ 'อาจารย์ย่า' อย่างข้ากระมัง เพราะมันไม่มีสิทธิ์สั่งการข้า!

ประโยคของซานซานไม่ผิด เพราะกลุ่มนักฆ่าใช้วิชาที่นางคิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ชาติที่แล้ว

เกรงว่าเจ้ากลุ่มนี้คงเป็นนักฆ่ารุ่นตกทอดมาหลายชั้น เคล็ดวิชาที่ใช้จึงไม่อาจเทียบเท่าปรมาจารย์อย่างนาง

หญิงสาวไม่เสียเวลาเสวนามากความ นางสาดอาวุธลับเข้าใส่คนชุดดำที่เหลือทั้งหมด บางคนตาหลุด บางคนหูแหว่ง บางคนคอขาด แล้วแต่ว่าพวกมันจักถูกอาวุธรูปดาวแปดแฉกกระแทกตรงส่วนใด แต่ที่แน่ๆ ไม่มีใครหลบพ้นสักคน

ส่วนชายชุดดำที่ถูกพิษก่อนหน้า ซานซานย่อมใจดีเพิ่มพิษที่รุนแรงกว่าให้ มันผู้นั้นจะได้ตายโดยไว ไม่ทรมานนานนัก

และคนสุดท้ายก็คือพี่ใหญ่

ซานซานมอบความตายให้มันอย่างถึงใจ

ดาบหนึ่งสะบั้นแขนดิ้นพล่าน ดาบสองสะบั้นขาสิ้นท่า ดาบสามสะบั้นเอวเมือกเหลวหลั่งไหล ดาบสุดท้ายตัดเส้นเลือดใหญ่สะบั้นคอขาดกระเด็นไกลหลายจั้ง  

ดวงตาบนหัวที่หลุดลอยเบิกกว้างเบ้าถลนปากอ้าพะงาบ เห็นมันยังทำท่าจะร้องขอชีวิต ทว่ากลับไม่ทันเสียแล้ว...

สายลมโชยแผ่ว พัดพากลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เหม็นสาบสางจนน่าสะอิดสะเอียน ร่างระหงยืนตระหง่านท่ามกลางซากศพ แผ่กลิ่นอายมรณะอันเย็นยะเยือก

ความเย็นเยียบนี้คล้ายอาวุธร้ายตัดขั้วหัวใจสะบั้นชีพผู้คนที่บังอาจเข้ามาใกล้ ช่างเป็นภาพให้ชวนประหวั่นพรั่นพรึง และเหลือเชื่อในคราเดียวกัน  

“ท่านแม่”

ลู่หลิ่งเห็นคนชั่วตายหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ จึงลุกวิ่งตึกๆ โผหามารดา อ้าแขนออก กระโดดโถมทั้งตัวใส่ แล้วร้องไห้จ้า

หญิงสาวเห็นลูกบาดเจ็บมีบาดแผลมีเลือดออก สองแก้มบวมแดง ร่ำไห้ฮักๆ จนตัวสั่น จึงใจอ่อนยวบ ความคิดจะตำหนิความซุกซนของลูกก่อนหน้าจึงตกไป นางดุไม่ออกแม้ครึ่งคำ

“หลิ่งเอ๋อร์ ไม่เป็นไรแล้ว”

ซานซานเอ่ยเสียงนุ่ม แววตาอ่อนโยน กอดลูกแนบอก ลูบหลังปลอบประโลมด้วยความรักใคร่สุดหัวใจ ภาพของสตรีเลือดเย็นที่ฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมเมื่อครู่คล้ายไม่เคยเกิดขึ้น

เดิมทีสตรีสองคนที่ได้รับความช่วยเหลือจากลู่หลิ่งยังคงรู้สึกหวาดเกรงต่อซานซานอยู่มาก ความอำมหิตชนิดดาบเดียวปลิดชีพนับสิบชีวิต ทำพวกนางผวาเยือกไม่กล้ากระทั่งร้องอุทาน 

ทว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายปลอบลูกอย่างอ่อนโยนเช่นนั้น ความหวาดหวั่นพลันตกไปสิ้น พวกนางค่อยๆ พยุงตัวกันยืนขึ้น แล้วเดินเข้ามาร่วมปลอบเด็กน้อยลู่หลิ่งด้วย

มีเพียงอาหู่ที่หมอบอยู่ไม่ยอมขยับเพราะเจ็บแผลมาก

หนึ่งในสองสตรีแย้มยิ้มแล้วเอ่ยกับซานซาน “แม่นาง ขอบคุณเจ้ามาก บุญคุณช่วยชีวิตใหญ่หลวงนัก”

ซานซานเหลือบตามองสตรีทั้งสอง เห็นคนหนึ่งใส่อาภรณ์หรูหรา ใบหน้าหมดจดงดงาม กิริยาแลดูสูงส่งสะดุดตา อายุราวสามสิบปลายๆ

ส่วนอีกคนคล้ายสาวใช้ประจำกาย อายุไล่เลี่ยกัน

“พวกท่านคงมาไหว้พระที่วัดบนเชิงเขาฝั่งนั้นกระมัง”

สตรีที่เป็นบ่าวเอ่ยตอบ “ไม่ผิด! พระสนมของข้าเดินทางมาไหว้พระเพื่อขอพรต่อสิ่งศักดิ์ให้คุ้มครองบุคคลสำคัญ ไม่คิดเลยว่าจะเจอกับคนชั่วที่อุกอาจปานนั้น ช่างไม่เกรงกลัวอาญา!

ซานซานลูบหลังลู่หลิ่งจนเด็กน้อยหยุดร้องไห้ไปแล้ว ยามนี้กำลังอ้าปากหาวปรือตาง่วงงุนเพราะเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก  นางจึงตัดบทว่า

“เอาเถิด! ตะวันตกดินแล้ว จากตรงนี้หากกลับไปที่วัดก็ค่อนข้างห่างไกลมาก คืนนี้พวกท่านสามารถไปพักในที่ของข้าได้”

โดยไม่รอคำตอบรับหรือปฏิเสธอันใด ซานซานกระชับอ้อมกอดอุ้มลู่หลิ่งหมุนกายเดินนำหน้า อาหู่รีบลุกขึ้นแล้วไล่ตาม สตรีทั้งสองมีเพียงต้องหอบกระโปรงยกขึ้นแล้วก้าวเท้าไปยังทิศทางเดียวกันเท่านั้น

 

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!