พยัคฆ์สาวจ้าวดวงใจ เล่ม 2

ตอนที่ 6: ตอนที่26 คำรายงาน

👁️ 5 อ่าน
22px

หลายเดือนมาแล้วที่ซานซานตัดสินใจพาลู่หลิ่งออกจากถ้ำแล้วติดตามหลี่กุ้ยเฟยโดยเลือกเป็นเพียงนางกำนัลคนสนิท

นางปล่อยอาหู่อยู่ในถ้ำ ไม่คิดพรากสัตว์ร้ายจากป่าใหญ่ ข่าวที่พระสนมคนโปรดถูกลอบทำร้าย ได้รับการสืบสาวไปตามขั้นตอนของวังหลวง ความจริงเป็นเช่นใดซานซานไม่รู้แม้แต่น้อย

 

 

นางรู้แค่ว่าลู่หลิ่งเป็นเด็กฉลาด เรียนรู้เร็ว คุ้นชินกับชีวิตพระราชวัง ในเวลาอันสั้นก็พูดจากับคนชั้นสูงได้คล่องแคล่วน่าฟัง ได้ร่ำเรียนในสำนักศึกษาของพระราชวัง ได้กินอิ่มนอนหลับ ได้รับของมีค่า มีเสื้อผ้าดีๆ สวมใส่ ได้เล่นสนุกซุกซนสมวัย

และที่สำคัญ ตัวนางมียังเบี้ยหวัดเอาไว้ใช้จ่าย ชีวิตดูมีความหมายไม่น้อย

ซานซานในชาตินี้ทำตัวดีมีคุณค่ายิ่งนัก เพราะมีลูกแล้ว จะกระทำการใด ย่อมต้องคิดให้มาก รอบคอบเข้าไว้

หากมารดาทำตัวไม่ดี ชีวิตบุตรสาวย่อมยากจะสงบสุข

อีกอย่าง ชีวิตในวังหลวงแห่งนี้นับว่าดีมาก หลี่กุ้ยเฟยเอ็นดูลู่หลิ่งไม่น้อย ตัวนางเองก็มีสหายหลายคนที่พูดจาถูกคอ หนึ่งในนั้นมีนางกำนัลคนหนึ่ง นามว่าซูเหยา อายุราวสิบเก้าปี นิสัยสัตย์ซื่อ วาจานุ่มละมุน รับหน้าที่เป็นแม่นมช่วยเลี้ยงดูลู่หลิ่ง  ซานซานกับซูเหยาจึงสนิทสนมกันดุจพี่น้อง

 

ตำหนักฮุ่ยเยี่ยนคือตำหนักส่วนตัวของหลี่กุ้ยเฟย

ฮ่องเต้ทรงมีสนมนับพันคอยปรนนิบัติรับใช้ไม่ซ้ำหน้า หากไม่รู้ว่าใครบ้างที่ได้รับความโปรดปราน ให้สังเกตจำนวนครั้งที่พระองค์ทรงย่างพระบาทเข้าหา แต่นั่นก็ไม่เสมอไป

ทางที่ดีควรสังเกตชื่อตำหนัก

หากฮ่องเต้ทรงพระราชทานตำหนักที่เป็นนามเจ้าของเต็มส่วน ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าอยู่ตำแหน่งใดในพระทัย แต่เพราะเป็นที่โปรดปรานตลอดกาลต่างหาก

ถึงแม้จะโปรดปรานสนมอื่นด้วย แต่อาจไม่จีรังเท่าการคงอยู่ของชื่อตำหนัก ต่อให้ฮ่องเต้ไม่เสด็จมาหา แต่กลับแสดงออกถึงความรักใคร่ให้เป็นที่ประจักษ์ได้ไม่ยากเย็น

น่าเสียดาย หากสนมคนใดได้รับความรักมากเกินไป                                                   ก็มักจะมีถูกปองร้าย อายุสั้นก็มาก ปราศจากความสุขก็ไม่น้อย

แต่นั่นกลับมิใช่ปัญหาสำหรับซานซาน

เมื่อเจ้านายเป็นที่โปรดปราน ข้าทาสบริวารย่อมได้รับความเป็นอยู่ที่ดี ซานซานคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ติดตามหลี่กุ้ยเฟย

แต่นั่นมิใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป เพราะว่าวันนี้ตำหนักของหลี่กุ้ยเฟยได้รับข่าวดีว่าองค์รัชทายาทเดินทางกลับมาถึงประตูเมืองแล้ว ก่อนยามเซิน[1] ย่อมถึงประตูพระราชวังแน่นอน งานเลี้ยงต้อนรับถูกจัดขึ้นที่ตำหนักส่วนกลางข้างท้องพระโรง

และหากมีงานเลี้ยงย่อมมีการแสดงของสาวงาม

สตรีหลายนางใช้งานเลี้ยงของพระราชวังไต่เต้าเข้าเป็นสนมนางใน เป็นอนุชายา เป็นภรรยาขุนนาง เป็นสตรีชั้นสูงที่สูงยิ่งกว่าเดิม ทว่าซานซานกลับคิดต่าง เพราะว่านางอยากได้เงินรางวัลจากการแสดงความสามารถต่างหาก

ภายในห้องพักผ่อนของหลี่กุ้ยเฟย หญิงสาวจึงตั้งใจจัดดอกไม้ใส่แจกันหยกอย่างสวยงามที่สุดเพื่อมอบให้หลี่กุ้ยเฟย หวังประจบเอาใจ หมายมาดขึ้นแสดงเพลงพิณในงานเลี้ยงวันนี้

“เจ้าดีดพิณเป็นด้วยหรือ?

หลี่กุ้ยเฟยถามเสียงเบามาก พระนางนั่งอยู่ที่โต๊ะทรงเตี้ยริมหน้าต่าง โดยมีเด็กน้อยลู่หลิ่งเล่นจนเหนื่อยฟุบหลับเป็นก้อนกลมอยู่ข้างๆ ใบหน้านุ่มนิ่มแดงเรื่อมีดวงตาที่กำลังหลับพริ้ม ปากจิ้มลิ้มสีชมพูคล้ายเคี้ยวขนมตุ้ยๆ อยู่ในฝันอย่างมีความสุข จึงไม่ประสงค์พูดคุยเสียงดัง

“หม่อมฉันพอมีฝีมืออยู่บ้างเพคะ” ซานซานตอบกลับเสียงเบาเช่นกัน นางนั่งปักดอกไม้ใส่แจกันอยู่เยื้องไปทางด้านหลังของหลี่กุ้ยเฟย

ยี่ซินที่คอยปรนนิบัติรับใช้หลี่กุ้ยเฟยอยู่อีกฝั่งถามอย่างตรงไปตรงมา “สตรีที่ขึ้นแสดงล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน ตัวเจ้ามีลูกแล้ว ผ่านการมีสามีแล้ว จักขึ้นแสดงทำไม?

ซานซานตอบกลับเสียงนุ่ม ซ่อนแววเจ้าเล่ห์มิดชิด

“ใบหน้าของข้าอาจไม่งามเท่าใครเขา ไม่สูงส่ง ไม่ยั่วยวน แต่ขอแค่ได้ขึ้นแสดงเถิด เงินรางวัลย่อมไม่พลาด ข้าจะนำมาแบ่งปันให้พี่ซินด้วย”

ยี่ซินขมวดคิ้วมุ่น “มั่นใจปานนั้น”

“แน่นอน”

หลี่กุ้ยเฟยอดมิได้จนต้องคลี่ยิ้มออกมา เอ่ยปากอนุญาตในที่สุด “หากเจ้ามีฝีมือก็ย่อมได้ ข้าไม่คิดปิดกั้น”

“ขอบพระทัยเพคะ” ซานซานแย้มยิ้มเบิกบาน

จังหวะนั้นนางกำนัลหน้าห้องก็เดินเข้ามายอบกายคารวะแล้วกล่าวรายงาน “ทูลพระสนม องครักษ์อู๋ต้องการมาส่งข่าวขององค์รัชทายาทเพคะ”

“ให้เขาเข้ามา” หลี่กุ้ยเฟยนิ่งคิดชั่วครู่ ดวงตาหงส์ทอดมองลู่หลิ่ง อึดใจก็โบกมือเอ่ยอีกครา

“ช่างเถอะ องครักษ์อู๋พูดจาโผงผางเสียงดัง อาจรบกวนการหลับของหลิ่งเอ๋อร์  เจ้าเอากระดาษพู่กันให้เขาเขียนรายงานมาแล้วกัน”

“เพคะ”

นางกำนัลล่าถอยออกไป ไม่นานก็เดินกลับเข้ามาใหม่ พร้อมกระดาษยื่นส่งให้ยี่ซินนำมามอบแก่หลี่กุ้ยเฟย

ข้อความในกระดาษเขียนว่า รัชทายาทปลอดภัย ไร้ริ้วรอยตำหนิ ไม่บาดเจ็บอันใด และกำลังจะเข้าเฝ้าพระมารดาทันที

ซานซานที่นั่งอยู่ทางด้านหลังเห็นกระดาษแผ่นนั้นพลันหรี่ตานิ่งค้าง นางมิได้สนใจคำรายงาน หากแต่กำลังสนใจลายมือ

นั่นมิใช่ลายมือเดียวกับจดหมายสะบั้นรักหรอกรึ?

ด้วยไม่มีความลับปกปิด ทั้งยังเคยเล่าสู่กันฟังโดยละเอียด ซานซานจึงล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา

ของแทนใจจากสามี ซานซานทำลายไปหมดแล้วก็จริง แต่กระดาษแผ่นนี้กลับเก็บไว้อย่างดีเป็นที่สุด

หญิงสาวส่งให้ยี่ซินช่วยพิสูจน์

ยี่ซินรับไปดู ยังไม่ลืมส่งให้เจ้านายร่วมประเมิน เมื่อเห็นข้อความ ทั้งหลี่กุ้ยเฟยและยี่ซินต่างพากันมีสีหน้าเศร้าใจ ตัดพ้อไม่หยุดว่าเป็นถ้อยวาจาที่โหดร้ายยิ่งนัก ตัดสายใยรักได้สะบั้นสิ้น เป็นชายแบบใดกันถึงได้ใช้วิธีต่ำช้าเยี่ยงนี้ โหดร้ายที่สุด

ซานซานจึงหรี่ตา บอกเสียงเนือยว่า

“ทุกท่านช่วยดูลายมือได้ไหม? ความหมายของประโยคที่ใช้ตัดรอนข้าอย่างไร้เยื่อใยเยี่ยงคนไร้ค่านั่น โปรดละทิ้งไปเถิด...”

ถึงแม้ว่าผิวเนื้อกระดาษจะต่างกัน หากแต่ลายมือเหมือนกันยิ่ง   

“ไม่ผิด! ลายมือเดียวกัน”

หลี่กุ้ยเฟยกับยี่ซินเอ่ยปากพร้อมเพรียง ยามนี้ไม่มีใครสนใจคำรายงานบนกระดาษเรื่องรัชทายาทเลย

ซานซานเอ่ยพึมพำ แววตาคมกริบ สาดประกายข่มขวัญ “ที่แท้ เหย่หนิวของข้า ก็คือองครักษ์ของรัชทายาทรึ?

 “เขาคงปลอมตัวไปทำภารกิจลับกระมัง” ยี่ซินช่วยพินิจ

“เป็นไปได้...” หลี่กุ้ยเฟยยังร่วมวิเคราะห์

ซานซานได้ข้อสรุปทันที

“เป็นถึงคนสนิทของรัชทายาท สกุลย่อมใหญ่โตไม่ธรรมดา เบี้ยหวัดยิ่งได้มากโข จะเลี้ยงดูภรรยาสักคนมิได้เชียวรึ? จำต้องทิ้งลูกเลยหรือไร? ข้าขอไปดูหน้าสักหน่อยเถิด”

จบคำก็ลุกขึ้นทันใด ยังไม่ลืมทำความเคารพหลี่กุ้ยเฟย แล้วเดินออกจากห้องไปเลย

เพราะที่ผิงเหยียน สามีใช้วิชาแปลงโฉม ซานซานจึงไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา ครานี้นับเป็นโอกาสอันดี

ได้เห็นหน้าชายชั่วเต็มสองตา!

ท่าทางตรงไปตรงมาและไร้จริตมารยาของซานซาน                                               แม้จะแตกต่างจากมารยาทอันพึงปฏิบัติของข้าหลวงในวังไปบ้าง ทว่าหลี่กุ้ยเฟยไม่เคยถือสา ทั้งยังชมชอบที่นางเป็นเช่นนี้

หากเปรียบเทียบระหว่างสนมของฮ่องเต้ คุณหนูสูงศักดิ์ หรือใครก็ตามที่มีอำนาจคอยบีบบังคับ ซานซานก็นับได้ว่าเป็นสตรีที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจระดับหนึ่ง ไม่ต้องพึงระวังตัวเฉกเช่นอยู่ต่อหน้าสตรีนางอื่น

ฝีมือหรือก็ฉกาจ มีลูกก็กล้าหาญน่ารัก สรุปแล้วซานซานคือหยกงามในป่าใหญ่ ลู่หลิ่งยิ่งเป็นเทพธิดาตัวน้อยที่หลี่กุ้ยเฟยมีวาสนาได้พบพาน

นางเอื้อมมือนุ่มลงมาลูบเบาๆ บนศีรษะเล็กๆ ของลู่หลิ่ง ซึ่งไม่ต่างจากองค์หญิงน้อยที่กำลังนอนหลับตัวกลมอยู่เบื้องหน้า

“พระสนมจะให้หม่อมฉันตามซานซานไปหรือไม่เพคะ”                                                ยี่ซินถามขึ้น ด้วยเห็นถึงอารมณ์เดือดดาลของซานซาน จึงเกรงว่าอีกฝ่ายจะก่อเรื่องรุนแรงในตำหนัก

หลี่กุ้ยเฟยเพียงแย้มยิ้มแล้วเอ่ย “ปล่อยสามีภรรยาเขาคุยกันเองเถิด หากฝ่ายชายผิด ฝ่ายหญิงมีสิทธิ์จัดการได้เต็มที่ อะไรที่เสียหายค่อยซ่อมแซมภายหลัง”

นี่คือความรู้สึกแท้จริงของสตรีผู้หนึ่งที่มีสามีมากรัก หลี่กุ้ยเฟยนึกอิจฉาซานซานยิ่งนัก ที่แสดงอารมณ์เยี่ยงนั้นได้

 

หน้าประตูเรือนรับรองภายในตำหนักฮุ่ยเยี่ยน

อู๋เจี๋ยส่งข่าวเสร็จแล้วแต่ยังคงไม่ไปไหน เขากำลังยืนคุยอยู่กับซูเหยา ซึ่งเป็นหญิงสาวคนรักตั้งแต่นางเข้าวังมา

ชายหนุ่มเกิดตระกูลใหญ่ฝั่งหลี่กุ้ยเฟยซึ่งนับเป็นญาติฝ่ายมารดาของรัชทายาทจ้าวเหว่ยจึงได้ติดตามอีกฝ่ายตั้งแต่เยาว์วัย ส่วนซูเหยาเป็นหลานสาวของยี่ซินคนสนิทของหลี่กุ้ยเฟย สกุลไม่นับว่าด้อย ทั้งสองจึงมีโอกาสได้เจอกันบ่อยๆ กระทั่งใกล้ชิดสนิทสนม กลายเป็นคู่หมาย อยู่ในสายตาเจ้านาย

ต้าถังให้อิสระเรื่องระหว่างชายหญิง พระราชวังยิ่งไม่เคยปิดกั้นเรื่องหัวใจระหว่างบ่าวรับใช้ อู๋เจี๋ยให้รู้สึกดียิ่งนัก

ขอเพียงซูเหยาอายุครบยี่สิบตามกฎนางกำนัลที่สามารถขอปลดตนเองออกไปแต่งงานได้ เขาจะส่งเกี้ยวแปดคนหามไปรับนางเข้าจวนทันที

“เหยาเอ๋อร์ ข้ามีของมาฝากเจ้าด้วยนะ”

ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบปิ่นไม้ออกมา เป็นปิ่นไม้ที่เขานั่งสลักเป็นเพื่อนองค์รัชทายาทเมื่อหลายคืนก่อน ยามที่พระองค์ทรงคิดถึงภรรยา

อู๋เจี๋ยยิ้มกว้างนัยน์ตากรุ่มกริ่ม ยามบรรจงปักปิ่นลงบนเรือนผมดำขลับของซูเหยา เขาเอ่ยเสียงเบาทว่าหนักแน่น

“วันหน้าข้าจะมอบปิ่นหยกให้เจ้านะ”

ซูเหยาก้มหน้าหลุบตา เขินอายที่สุด “ขอบคุณเจ้าค่ะ”

ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนิทสนมโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามุมหนึ่งไม่ไกลกำลังมีมหันตภัยคืบคลาน

ซานซานกำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นดังกร๊อบ โกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แววตาเต็มไปด้วยไอสังหาร ไฟโทสะลุกโหมท่วมตัว

ภาพหนึ่งผุดขึ้นจนเต็มสมอง ครานั้นเหย่หนิวก็ปักปิ่นไม้ให้นางเช่นนี้ บอกว่าคราวหน้าจะมอบปิ่นหยกให้เช่นกัน  

ที่แท้เหย่หนิวก็มิได้มีนางคนเดียว แต่เขากลับมีคนรักรออยู่ที่วังหลวงแห่งนี้

ทั้งคนทั้งคำสัญญานั่น บัดซบสิ้นดี!

ซานซานตัดสินใจปรากฏกาย คำรามลั่น

“เหย่หนิว!

ผลที่ได้คืออู๋เจี๋ยหันตามเสียงนั้น เมื่อเขาเห็นเป็นซานซาน ก็แตกตื่นเบิกตาโพลง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวใหญ่ ตกใจอย่างที่สุด  อุทานเสียงหนึ่ง

“ชิงหลิน!

ท่าทางตื่นตระหนก สีหน้าซีดเผือด ยังเรียกนามถูกต้อง  ยิ่งตอกย้ำกับซานซานอย่างยิ่ง

นางเข้าใจไม่ผิดจริงๆ

 

 

 

 

 

ตำหนักหยางซิน

หลังจากมอบหมายให้อู๋เจี๋ยไปส่งข่าวต่อพระมารดา                                          จ้าวเหว่ยก็พาร่างสูงในชุดเกราะปีกเหล็กสีดำเดินเข้ามาในห้องส่วนตัว ขันทีคนสนิทนามอู๋เจิ้งพลันถลันตามเข้ามาอย่างรู้หน้าที่

อู๋เจิ้งคือน้องชายของอู๋เจี๋ย ทั้งสองคือบ่าวคนสนิทของจ้าวเหว่ย คนหนึ่งติดตามนอกวัง คนหนึ่งดูแลรับใช้ในตำหนัก คอยสืบข่าวความเคลื่อนไหวต่างๆ ภายในราชสำนัก

เมื่อนายเหนือหัวพาร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในตำหนัก                                 อู๋เจิ้งก็รีบเดินตามทุกย่างก้าว ยังไม่ลืมนำม้วนกระดาษภาพบรรดาสาวงามที่ได้รับจากมหาขันทีประจำองค์จักรพรรดิมาคลี่อย่างถนอมแล้วเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเพื่อกางออกเบื้องหน้ารัชทายาท ให้อีกฝ่ายได้เลือกเฟ้นถนัดถนี่

อู๋เจิ้งรู้ดี ไม่ว่าจะเลือกมาเป็นแค่สาวใช้อุ่นเตียงหรือเป็นอนุชายาเคียงหมอนไม่เคยอยู่ในความคิดของรัชทายาทหนุ่ม                 เขาแค่ทำหน้าที่คลี่ม้วนกระดาษและบรรยายสรรพคุณก็เท่านั้น

 

 

 

ขันทีกล่าวนอบน้อม “ในบรรดาสาวงามเหล่านี้ ยังได้รับสิทธิ์ในการขึ้นแสดงความสามารถอันสูงส่งแห่งค่ำคืนต้อนรับพระองค์ด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ ทุกคนล้วนเป็นคุณหนูสกุลใหญ่ทั้งนั้น มีพรสวรรค์ รูปโฉมโดดเด่น เป็นที่เลื่องชื่อระบือไกล เป็นดรุณีวัยแรกแย้มราวดอกไม้เบ่งบานสะพรั่ง อย่างคุณหนูนางนี้ดุจดอกไม้หลากสีสัน คุณหนูนางนี้ดั่งดอกพุดตาน คุณหนูอีกคนไม่ต่างจากเบญจมาศ อีกนางยังคล้ายดอกกล้วยไม้ ยังมีที่แข็งแกร่งอ่อนหวานราวดอกเหมยแยกกลีบกลางหิมะโปรย อ่า...คุณหนูผู้นี้ประหนึ่งกระต่ายน้อยแสนซน อีกคนยังคล้ายม้าน้อยแสนพยศ     โอ้...สตรีผู้นี้เขียนเอาไว้ว่าตนเองเปรียบประดุจดอกท้อซึ่งกลายร่างเป็นผลท้อแล้วโดยสมบูรณ์กำลังสุกพอดิบพอดีพร้อมกิน”

ยิ่งอ่านยิ่งสนุกสนาน อู๋เจิ้งให้รู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจ                                     สีหน้ายิ่งนานยิ่งเหมือนงิ้วเข้าไปทุกที

และยังคงอีกเช่นเคย ที่จ้าวเหว่ยไม่แม้แต่จะชายตาแล

ใบหน้าคมคายยังคงเรียบเฉย เนตรมังกรคมเข้มมิได้ฉายแววอารมณ์อันใดออกมาเลย

ทุกคราที่จ้าวเหว่ยกลับเข้าวัง เสด็จพ่อก็มักจะสรรหาสตรีเอาไว้รอต้อนรับเช่นนี้ โดยมิได้บีบบังคับเขาให้ต้องแต่งชายา  นับเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า ระหว่างเขากับเสด็จพ่อ

หลังจากอ่านรายนามพร้อมสรรพคุณของสาวงามเสร็จ                ก็เข้ามาถึงห้องด้านในพอดี อู๋เจิ้งนำภาพวาดของมวลบุปผาไปวางไว้ที่โต๊ะด้านหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ แล้วหันมาถอดชุดเกราะให้นายเหนือหัวเพื่อเปลี่ยนฉลองพระองค์ พร้อมรายงานข่าวคราวการเคลื่อนไหวต่างๆ ของพระราชวังไปด้วยอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม ท่าทางตั้งอกตั้งใจสีหน้าจริงจังไม่เหมือนงิ้วเช่นคราแรก  

ในบรรดาข่าวทั้งหลาย เรื่องของมารดาสำคัญที่สุด และเพื่อมิให้ข่าวสำคัญของหลี่กุ้ยเฟยกลบข่าวอื่นๆ จนหมด อู๋เจิ้งจึงเรียงลำดับรายงานเรื่องของพระนางเอาไว้หลังสุดเสมอ

 

 

 

 

 

“ครั้งนี้ฝ่าบาทมิได้เสด็จไปด้วย เนื่องจากสนมที่กำลังมอบความโปรดปราน บังเอิญไม่สบาย เกรงว่าครรภ์จะมีปัญหา พระสนมหลี่กุ้ยเฟยจึงเดินทางไปไหว้พระขอพรให้รัชทายาทเพียงผู้เดียว เหตุการณ์ลอบสังหารถูกสืบสาวจนจับผู้เกี่ยวข้องได้แล้ว พบว่าเป็นคนของพระสนมฟู่ที่กำลังตั้งครรภ์ นางต้องการครอบครองความโปรดปรานเพียงผู้เดียว ทว่ายามถูกลงทัณฑ์นางกลับปฏิเสธจนวาระสุดท้ายพ่ะย่ะค่ะ”

ร่างสูงยืนฟังด้วยท่าทางนิ่งขรึมพลางวิเคราะห์เสียงเรียบ “เป็นไปได้ว่าคนร้ายตัวจริงมิใช่นาง”

“หลักฐานล้วนชี้ชัดว่าเป็นนางพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวเหว่ยรับฟังอย่างมีสติมิได้เชื่อถือทั้งหมด “บางทีคนร้ายอาจใช้แผนยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัวกระมัง หมากตานี้ตายไปหนึ่ง ยังนับว่าคุ้มค่า”

อู๋เจิ้งไม่กล้าออกความคิดเห็นเพียงถอดชุดเกราะออกจากร่างแกร่งแล้วรายงานต่อ

 

 

“เรื่องราวยังสืบจนพบว่าเชื่อมโยงกับองค์ชายรอง หลักฐานแน่นหนายากปฏิเสธ องค์ชายรองเองก็ยอมรับเสียงแข็งทั้งยังประกาศกร้าวว่าตนเหมาะสมกับบัลลังก์ทอง ฝ่าบาททรงพิโรธหนักถึงขั้นถอดยศองค์ชายรองแล้วสั่งเนรเทศให้ไปชายแดนตะวันตกพร้อมตระกูลฝั่งมารดาทั้งหมด ยังผลให้องค์ชายที่เหลือพากันสงบเสงี่ยมเก็บตัวเงียบเชียบนับแต่นั้นพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวเหว่ยได้ฟังพลันหรี่ตา “เห็นได้ชัดว่าผู้ร้ายตัวจริงต้องการล้างกระดานหมากเพื่อต่อกรกับข้าอย่างเปิดเผยในไม่ช้า”

เดิมทีองค์ชายรอง จ้าวหยาง เป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับจ้าวเหว่ยมาโดยตลอด องค์ชายที่เหลือก็ใช่ย่อย มิรู้ได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นเสือหมอบมังกรซ่อน

อู๋เจิ้งบรรจงถอดชุดเกราะอย่างพินอบพิเทา

“วันที่พระสนมถูกล่อหลอกให้ออกจากที่พำนักไปไกลห่างวัดหลายลี้ หมายทำร้ายที่กลางป่าลึกลับ โชคดียิ่งนักที่ได้รับความช่วยเหลือจากเด็กน้อยน่ารักคนหนึ่ง”

เรียวคิ้วจ้าวเหว่ยเลิกขึ้นเล็กน้อย “เด็กหรือ?

อู๋เจิ้งถือชุดเกราะที่ถอดออกจากร่างใหญ่นำไปขึงบนแท่นไม้อย่างนุ่มนวลเป็นระเบียบ แล้วนำชุดสีน้ำเงินเข้มประคองกลับมาสวมใส่บนกายสง่าพลางเอ่ยปากรายงานต่อ

“แท้จริงเป็นบุตรสาววัยสี่ขวบของจอมยุทธ์หญิงเร่ร่อนคนหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ มารดาของแม่นางน้อยมีฝีมือฉกาจมาก สังหารนักฆ่าจนหมดสิ้น ช่วยชีวิตพระสนมเอาไว้ได้ พระนางจึงเมตตาให้ติดตามเข้าวัง ทั้งแม่ทั้งลูกพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวเหว่ยรับฟังด้วยท่าทางเรียบเฉย ใบหน้าไร้อารมณ์เหมือนเคย เขาเดินไปนั่งลงที่โต๊ะมุมห้อง อู๋เจิ้งรีบตามมารินน้ำชา

กระแสเสียงของรัชทายาทหนุ่มยังคงเนิบช้า หาได้ใส่ใจ

“จอมยุทธ์หญิงผู้นี้เป็นใครมาจากไหนไว้ใจให้อยู่ข้างกายเสด็จแม่ได้หรือไม่?

อู๋เจิ้งส่งถ้วยชาอุ่นให้เจ้านายดื่มก่อนค้อมกายตอบคำ  “นางมีนามว่าซานซาน มาจากหมู่บ้านผิงเหยียนพ่ะย่ะค่ะ”

พรวด! จ้าวเหว่ยถึงกับสำลักน้ำชา

อู๋เจิ้งยกชายผ้าขึ้นซับใบหน้าตนเองที่เปียกชุ่ม



[1] ยามเซิน คือเวลาประมาณ 15.00-16.59 น.

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!