หากเป็นบุคคลทั่วไป การฝึกฝนจนกลายเป็นจอมยุทธ์มิใช่เรื่องง่าย
ทว่ากับสตรีเช่นซานซานที่สำเร็จวิชามารมาแล้วหนึ่งชาติ การมาอยู่ในร่างของสตรีอ่อนด้อยเช่นชิงหลินในชาตินี้กลับมิใช่อุปสรรคใหญ่
แรกเริ่มนางเพียรฝึกกล้ามเนื้อพื้นฐาน ควบคู่กับศึกษาสมุนไพร วิ่งขึ้นลงหุบเขา ออกกระบวนท่าทั่วไป ยืดหดเส้นเอ็นปรับสมดุลเลือดลมจนร่างกายแข็งแรงไม่ป่วยง่าย จากนั้นก็เลือกฝึกวิชาหมื่นพิษก่อนอย่างตั้งใจ
หลังจากคลอดลูกยังฟื้นฟูลมปราณได้อย่างประหลาด จากนั้นก็เริ่มฝึกวิชายุทธ์ข้ามขั้น ทดลองพิษด้วยตนเองทุกวัน ใช้พิษกระตุ้นกำลังภายใน
ฝีมือทำลายล้างมหาศาลจึงกลับมาได้เร็วมาก
ในถ้ำใต้แท่นหินได้ยินเสียงน้ำตกดังซู่ เย็นฉ่ำไปทั่ว
ลู่หลิ่งถูกผลัดผ้าทายาป้อนเนื้อย่างจนอิ่มหนำแล้วปล่อยให้หลับใหลบนผ้าป่านไปนานแล้ว โดยมีอาหู่หมอบอยู่ข้างๆ คอยเลียแก้มเลียมือกล่อมนอนไม่ห่าง
ไฟกองหนึ่งกำลังลุกโชนมอบความอบอุ่นให้ทุกคนในถ้ำ แสงเพลิงสีทองสาดส่องเสี้ยวใบหน้าของสตรีทั้งสามยามสนทนา เผยให้เห็นความจริงใจไร้กังขา ปราศจากการเสแสร้งใด
“ที่แท้ท่านก็คือพระสนมหลี่กุ้ยเฟย”
ซานซานอุทานอย่างตกใจไปทางสตรีงดงามตรงหน้า
นางจำได้ที่จางเหริน เสี่ยเฟิง และเว่ยลี่เคยเล่าเรื่องราวให้ฟังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในแคว้นหรือเรื่องในรั้วในวัง
ทุกเรื่องที่ทั้งสามคนนั้นเล่าให้ฟัง ยังทำท่าทางประกอบ ประหนึ่งเล่นงิ้ว เสมือนเป็นผู้ร่วมทุกเหตุการณ์ที่เล่ามา สมจริงยิ่ง
มารดาขององค์รัชทายาทแห่งต้าถังมีนามหลี่ฮุ่ยเยี่ยน หรือก็คือหลี่กุ้ยเฟย
แน่นอนว่าสามัญชนไม่อาจเอ่ยพระนามของราชนิกุล ซานซานเพียงคิดในใจอย่างรู้กาลเทศะ นางเอ่ยต่อ
“ในขณะที่รัชทายาททรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ ทรงตรากตรำทำเพื่อบ้านเมือง แต่คนชั่วกลับลอบแทงข้างหลัง บั่นทอนกำลังด้วยการลอบทำร้ายพระมารดากระนั้นหรือ?”
เรื่องราวซับซ้อนวุ่นวายแย่งชิงและแว้งกัดตลบหลังในราชวังสูงส่งไม่ต่างอันใดกับสำนักต่างๆ ในยุทธภพเลยสักนิด ซานซานล้วนเข้าใจได้ถ่องแท้ และด้วยความที่รู้สึกถูกชะตากับวีรบุรุษผู้เป็นเทพแห่งสงครามอย่างรัชทายาทต้าถัง นางจึงเอ่ยวาจาได้น่าฟังนัก ทั้งยังอาจหาญกล้าวิเคราะห์เสียทะลุปรุโปร่ง ไม่มองสีหน้าผู้ใดสักนิด
“เกรงว่าพระสนมคงเป็นที่โปรดปรานด้วยกระมัง ผู้คนถึงได้อิจฉาคิดโค่นล้ม สะบั้นเพียงหนึ่งแพ้ทั้งกระดาน หมากตานี้พระสนมกับองค์รัชทายาทคงค้ำชูกันอยู่อย่างเหนียวแน่นสินะ พระชายาในตำหนักบูรพาก็ยังไม่มีสักคน อำนาจหนึ่งยืนนิ่งย่อมยากเย็น ช่างน่าเห็นใจ”
หลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือและใช้เวลาพูดคุยกันครึ่งค่อนคืน ความคุ้นชินระหว่างกันจึงบังเกิด ความถือสาจึงไม่มี เหล่าจอมยุทธ์ในใต้หล้าล้วนแล้วแต่มีกิริยาเปิดเผยจริงใจเช่นนี้
ความชาญฉลาดของซานซานต้องตาหลี่กุ้ยเฟยไม่น้อย และด้วยได้เห็นฝีมือการต่อสู้อันร้ายกาจ รู้สึกได้ว่าชาตินี้ทั้งชาติคงปลอดภัยไร้กังวล
ยี่ซิน นางกำนัลข้างกายหลี่กุ้ยเฟย จึงเอ่ยปากในที่สุด
“องค์รัชทายาทของพวกเรายิ่งนานวันยิ่งเกรียงไกร บารมีแผ่ไพศาล ไพร่ฟ้ายิ่งนานวันยิ่งสรรเสริญ เกรงว่าคงมีพวกคิดร้ายเกิดขึ้นไม่เว้นวัน อันตรายรอบด้านยากหลีกพ้น มิสู้แม่นางซานติดตามพระสนมเข้าวัง สร้างคุณงามความดีอีกสักครา”
ยี่ซินคือคนสนิทของหลี่ฮุ่ยเยี่ยนตั้งแต่อยู่ตระกูลเดิมก่อนเข้าวัง ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน รู้ใจกันที่สุด ประโยคที่นางเอ่ยล้วนเป็นพระประสงค์ของเจ้านาย ที่ได้นัดหมายกันมาโดยตลอดว่าหากต้องการรับคนติดตามที่เป็นสตรี ล้วนต้องผ่านการทดสอบพื้นฐานนี้ หาได้บังอาจกล่าวคำเกินหน้าที่นางกำนัลคนสนิทไม่ “แม่นางซานเห็นเป็นเช่นไร สนใจเข้าวังกับพวกเราหรือไม่?”
ซานซานขมวดคิ้วครุ่นคิด “ก็ไม่เลวนะ เป็นนางกำนัลติดตามพระสนม มีเบี้ยหวัด มีที่พัก อืม...”
เห็นท่าทางคิดไม่ตกของซานซาน ยี่ซินก็ยิ่งคลี่ยิ้มกว้าง ในใจคิดว่าการได้ติดตามเชื้อพระวงศ์มิใช่เรื่องง่าย โอกาสเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นบ่อยๆ จึงเอ่ยกลั้วหัวเราะ “เจ้ามักน้อยเกินไปแล้ว ความสามารถของเจ้าได้เป็นถึงองครักษ์หญิงด้วยซ้ำ”
ซานซานได้ฟังเพียงเลิกคิ้ว เอ่ยเสียงเรียบเรื่อย
“แม้ว่าข้าจะเป็นชาวยุทธ ทว่าระบบเมืองหลวงมิใช่ไม่รู้ การเข้าเป็นองครักษ์หญิงในวังหลวง เงินเบี้ยหวัดได้มากกว่านางกำนัลเล็กๆ ก็จริง แต่ต้องผ่านการทดสอบอันหนักหน่วง”
ซึ่งการทดสอบหาใช่ปัญหาสำหรับนางไม่ ที่เป็นปัญหาคือประวัติความเป็นมาต่างหาก นางมิใคร่ให้ใครล่วงรู้ตัวตนว่ามาจากไหนลูกใครสกุลใด เพราะนั่นอาจนำอันตรายที่มองไม่เห็นไปสู่ครอบครัวหาน ทั้งอาจมีปัญหายิบย่อยอันน่ารำคาญใจ
เพราะที่ผ่านมา ระหว่างทางที่ท่องยุทธ์ไปทั่ว นางบังเอิญได้ 'ฆ่าคน' ปะไร!
หลังจากใคร่ครวญลึกซึ้งจึงโบกมือปฏิเสธ “ช่างเถิด...พวกท่านจ่ายเงินรางวัลที่ช่วยเหลือกันก็พอ ข้าไม่เข้าวังหรอก”
ยี่ซินจับกระแสความคิดที่อีกฝ่ายแสดงออกว่าไม่ชอบเรื่องยิบย่อยอันน่ารำคาญ จึงรีบกล่าวอย่างเอาใจ หวังหยั่งเชิง
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่? เจ้าช่วยเหลือพระสนมซึ่งเป็นถึงพระมารดาขององค์รัชทายาท สามารถใช้เส้นสายตรงนี้โดยไม่ต้องเข้ารับการทดสอบเพราะอำนาจรับคนเป็นสิทธิ์ของพระองค์อยู่แล้ว แค่เจ้าเข้าทางองค์รัชทายาทเท่านั้น”
ยี่ซินขยับเข้าใกล้ซานซานเล็กน้อย พลางกระซิบอย่างกระตือรือร้นว่า “ไม่แน่ว่าเจ้าอาจเข้าตารัชทายาทในสักวัน มีสตรีนับหมื่นพันต้องการเข้าใกล้พระองค์ ทว่าแม้แต่ชายผ้าก็ยังไม่เคยมีใครได้สมใจปรารถนา ข้าคิดว่าเจ้าอาจจะได้เป็นถึงคนสนิทของรัชทายาทด้วยซ้ำ สนใจหรือไม่เล่า?”
การสนทนาของสองสตรีมิใช่ว่าเจ้านายอย่างหลี่ฮุ่ยเยี่ยนจะไม่ได้ยิน ทว่านางยังคงปราศจากวาจาแม้ครึ่งคำ เพียงเงียบฟังบ่าวคนสนิทด้วยกิริยาเรียบนิ่ง รอว่าสตรีตรงหน้าจักตอบเยี่ยงไร
เห็นซานซานเพียงเลิกคิ้ว สีหน้าราบเรียบ ไร้คลื่นสั่นไหว แค่นเสียงเฮอะเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“พี่ซินกล้าหลอกล่อข้าด้วยบุรุษรูปงามสูงส่งเชียวรึ?”
ประโยคดุดันของซานซาน ยี่ซินหาได้รู้สึกเสียหน้าไม่ เพราะยิ่งสนทนายิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายเปิดเผยจริงใจ นางจึงคลี่ยิ้มกว้างกล่าวอีกว่า “ไม่ว่าใครที่ได้เจอองค์รัชทายาทย่อมคลั่งไคล้หลงใหลถึงขั้นเพ้อฝันทั้งนั้น อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่ชื่นชอบพระองค์เหมือนสตรีอื่น ข้าไม่เชื่อหรอก”
ซานซานได้ฟังถึงกับหลุดหัวเราะเสียงใส “แน่นอนว่าข้าไม่ใช่ข้อละเว้น ข้าทั้งชื่นชมและเลื่อมใสพระองค์เชียวล่ะ แต่หากข้าเข้าหาพระองค์จริง เกรงว่าต่อให้เปลื้องผ้าตรงหน้าก็คงมิได้ผลกระมัง ข้าเป็นสตรีที่ถูกสามีทิ้งเชียวนะ บุตรสาวก็มีแล้วทั้งคน”
หญิงสาวเอ่ยได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะก่อนหน้าถูกถามอย่างตรงไปตรงมาจากยี่ซิน ว่าทำไมจึงอยู่กับบุตรสาวแค่สองคนในถ้ำเช่นนี้ สามีไปไหน เหตุใดไม่อยู่ด้วยกัน และคำถามอีกมากมายร้อยพันเกี่ยวกับสามี ประหนึ่งสอบถามเพื่อคัดเลือกเป็นสนมเข้าวัง
แน่นอนว่าซานซานไม่อาจทำตัวเป็นสตรีบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทั้งยังด่ากราดสาดความชั่วช้าของสามีอย่างเหย่หนิวให้ฟังอย่างละเอียดและเปิดเผยมากๆ ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นหลอกให้รักแล้วก็จากไป ร้างเยื่อใย ไร้ไมตรี ทิ้งลูกทิ้งเมียไม่ไยดี เห็นแก่ตัว ชั่วช้า และต่างๆ นานา อีกมากมาย
หลี่กุ้ยเฟยและยี่ซิน ไม่มีใครล่วงรู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางของบุรุษที่ชื่อเหย่หนิวผู้นั้น พวกนางพากันนึกเห็นใจซานซานจนน้ำตาไหลไปรอบหนึ่ง
กระทั่งซานซานเจ้าของเรื่องราวยังต้องเป็นฝ่ายปลอบใจทั้งสองอยู่เป็นนาน
ยี่ซินคลี่ยิ้มเต็มวงหน้า เย้าอีกประโยคว่า “เจ้าช่างไร้ใจ”
ซานซานตอบรับอย่างอารมณ์ดี “ผิดแล้วๆ ข้ามีหลายใจต่างหากเล่า สามีเก่าไม่ดี ข้าก็กำลังจะหาสามีใหม่ เพียงแต่ยังหาที่ถูกใจไม่เจอเท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้ อย่าว่าแต่องค์รัชทายาทเลย เกรงว่าชายใดก็คงไม่คิดเข้าใกล้ข้าให้ต้องแปดเปื้อนแล้ว”
ถ้อยวาจานี้เรียกเสียงหัวเราะให้บังเกิดได้ไม่ยาก ทั้งยี่ซินและซานซานสนทนาต่อคำกันได้ถูกคอยิ่ง
และนี่คือการผ่านบททดสอบขั้นพื้นฐานเรียบร้อย…
เมื่อได้เห็นท่าทางเปิดเผยจริงใจ มิได้เสแสร้งแม้เพียงนิด ไม่ปรากฏความมักใหญ่ใฝ่สูงอันใดให้เห็น ทั้งแววตายังปราศจากความหลงใหลได้ปลื้มเช่นชู้สาวต่อบุตรชายของตน หลี่กุ้ยเฟยจึงรู้สึกพึงพอใจไม่น้อย ท้ายที่สุดพระนางก็เอ่ยปากเสียงนุ่ม
“หากเจ้าไม่รังเกียจ ในฐานะผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตกัน ข้าต้องการตอบแทนเจ้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
เสียงนี้ทำเอาซานซานกับยี่ซินต้องหยุดหัวเราะเพื่อรับฟัง
หลี่กุ้ยเฟยนิ่งเงียบชั่วครู่ ปรายตามองไปทางลู่หลิ่ง
แม่นางน้อยปล่อยผมสยายยามหลับฝัน พวงแก้มที่เคยนวลเนียนอมชมพูระเรื่อบัดนี้มีรอยแดงเพราะถูกคนร้ายตีหลายที ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีแดงจัดที่ยกยิ้มได้น่ารักยิ่งนัก มีรอยแตกเลือดซึม ผิวขาวผ่องอวบอิ่มมีรอยช้ำ วงหน้ามีดวงตาที่กลมโตบริสุทธิ์สดใสกำลังถูกเปลือกตาปิดทับเอาไว้ ขนตายาวดำขลับงามงอนวูบไหวเบาๆ ตามแสงไฟ นางนอนขดตัวจนกลายเป็นก้อนแป้งกลมๆ ทนความหนาวอยู่ข้างเสือดาวหิมะ
ตัวเล็กปานนั้น แต่กลับกล้าหาญคิดปกป้องผู้ใหญ่
หลี่กุ้ยเฟยอดมิได้ที่จักยกยิ้มอ่อนโยนวาดไปถึงดวงตา ในใจนึกเอ็นดูลู่หลิ่งอย่างที่สุด ยิ่งมองก็ยิ่งหวนคิดถึงบุตรชายของตนเมื่อครั้งเยาว์วัย โครงหน้าวงคิ้วของเด็กน้อยไร้เดียงสาผู้นี้พาให้บังเกิดความรู้สึกผูกพันสายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
พระนางผินหน้าไปทางซานซานแล้วเอ่ยต่อ
“บุตรสาวของเจ้าน่ารักน่าชังปานนั้น ทั้งเฉลียวฉลาดและหาญกล้า มีน้ำใจมีบุญคุณยิ่งใหญ่ยากจะลืม วันนี้นางมีโอกาสได้ช่วยเหลือข้า ภายภาคหน้าไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นคนสำคัญของแว่นแคว้น สร้างคุณงามความดี สร้างความชอบให้แก่แผ่นดิน มีความชอบมากมายให้มารดาได้ภาคภูมิใจ นางควรได้รับการเลี้ยงดูในเรือนหรู พรั่งพร้อมด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณชั้นดี อาหารเลิศรส ร่ำเรียนศาสตร์ศิลป์ทุกแขนง ข้าทาสบริวารรับใช้รายล้อม หากเจ้าพร้อมติดตาม ข้ายินดีมอบสิ่งมีค่าที่สุดให้บุตรของเจ้า”
เมื่อประโยคนี้ถูกกล่าวจบ ซานซานพลันตาเบิกโต
ตัดสินใจได้ทันที
ชายแดนทางใต้หน้าด่านเทียนเหมิน
ศึกปราบปรามชนเผ่ารุกรานสิ้นสุดลงแล้ว ผลกำชัยตกเป็นของฝ่ายจ้าวเหว่ยดังคาด ทว่าชนเผ่าพวกนี้ทั้งป่าเถื่อนต่ำช้าและเจ้าเล่ห์เพทุบายเหนือชั้น ต้องเหน็ดเหนื่อยซ้อนแผนหลายขั้นกว่าจะชนะศึกได้ ทั้งยังต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและหยดเลือดมากมาย ทหารบาดเจ็บสาหัสนับไม่ถ้วน กระทั่งองค์รัชทายาทยังต้องนอนรักษาตัวในเรือนพักของจวนเจ้าเมืองถึงสามวัน
ห้องพักหรูหรา เครื่องเรือนประณีตครบครัน ผ้าม่านถูกรวบผูกไว้สองฝั่งข้างเตียง บนเตียงหนานุ่มบุรุษหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังเหยียดตรงคงความสง่างามน่าเกรงขาม สีหน้าเย็นชา สายตาล้ำลึกดุจก้นทะเลสาบ แม้กรำศึกหนักติดต่อกันหลายวัน แต่กระนั้นความหล่อเหลากลับมิได้ลดทอนลงเลย
จ้าวเหว่ยปรายสายตามองเจ้าของมือนุ่มนิ่มที่กำลังเอื้อมขึ้นมาแตะบนเรือนกายเปล่าเปลือยท่อนบนของเขา ได้ยินเสียงแว่วหวานกล่าวแผ่วเบาให้รู้สึกรัญจวนใจ
“รัชทายาททรงนอนลงเถิดเพคะ หม่อมฉันจะปรนนิบัติให้อย่างดี จะไม่หนีไปไหนทั้งนั้นเพคะ”
เจ้าของวาจาน่าฟังนี้ทำท่าทางเอียงอาย ขบกลีบปากล่างจนแดงก่ำ ลมหายใจสะดุดเป็นบางครั้ง คล้ายตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่ง นางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงยั่วยวนความหมายลึกซึ้ง “ขอพระองค์ทรงเมตตาหม่อมฉันด้วยเพคะ เพราะนี่คือครั้งแรก” ยิ่งเอ่ยใบหน้างดงามนวลผ่องยิ่งแดงปลั่งดั่งผลอิงเถา
“เจ้าเป็นใคร?”
จ้าวเหว่ยถามเสียงขรึม หรี่ตาลงมองฝ่ามือที่บังอาจมาแตะต้องตัวเขา
เจ้าของฝ่ามือเห็นสายตาปานมีดคมจับจ้องประหนึ่งกำลังกรีดเฉือนข้อมือตน จึงชะงักค้างนิ่งงัน ค่อยๆ ดึงมือกลับ แล้วถอยหลังมายืนสำรวมอยู่ห่างจากเตียงนอนราวห้าก้าว กล่าวพึมพำว่า “หม่อมฉันจิ่วเมย บุตรสาวคนเล็กของเจ้าเมืองจิ่ว ได้รับมอบหมายให้มาดูแลองค์รัชทายาทจนกว่าจะหายดีเพคะ”
จ้าวเหว่ยโบกมือให้อีกฝ่ายหยุดพล่าม พลางเอ่ยเสียงต่ำ
“ข้าหายดีแล้ว กลับไปเรียนบิดาเจ้าตามนั้น ไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้าอีก”
แม่นางจิ่วเมยได้ฟังพลันแข็งค้างไปทั้งร่าง ความหวังที่จะได้ติดตามเข้าวังพังทลายไปสิ้น
“แต่...แต่ท่านพ่อบอกว่า หากหม่อมฉันดูแลพระองค์จนหายดี หม่อมฉันจะได้...” นางละล่ำละลักทวงความดีความชอบ
จ้าวเหว่ยลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง เขาตัวโตมากกว่าเมื่อห้าปีก่อนมากนัก เส้นเสียงที่เคยแหบพร่าเพราะลำคอถูกทำลายก็หายดีเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเปล่งวาจายามอารมณ์ดีจึงทุ้มต่ำน่าฟัง ทว่าหากอารมณ์ไม่ดีกลับทรงอำนาจปานฟ้าถล่ม
“ไสหัวไป!”
จิ่วเมยสะดุ้งเฮือก รีบรวบกระโปรงพร้อมวิ่ง มิทันได้ใส่ใจต่อจริตมารยา พลันนั้นอู๋เจี๋ยก็พุ่งพรวดเข้าประตูห้องมา กระแทกเข้ากับสาวงามจนล้มคว่ำ
หมดกัน!
“โอ๊ะ!” อู๋เจี๋ยถามอย่างใสซื่อหน้าตาย “แม่นางไยลงไปนอนแผ่น่าเกลียดเช่นนั้น”
บุตรสาวของท่านเจ้าเมืองยามนี้ ไม่มีเหลือสภาพสตรีชั้นสูงเลยแม้แต่น้อย นางล้มคะมำกระโปรงเปิดในท่วงท่าน่าอายต่อหน้าบุรุษถึงสองคน โอกาสที่จะได้เข้าวังหมดสิ้นแน่แล้ว
นางตะเกียกตะกายลุกขึ้นปิดหน้าร้องไห้วิ่งจากไปทันที
อู๋เจี๋ยยังคงยืนงง แต่ปากกลับบ่นพึมพำ “เป็นถึงคุณหนูสูงส่ง ช่างทำตัวไม่เหมาะสมเอาเสียเลย ต่อหน้าบุรุษแท้ๆ”
จ้าวเหว่ยหาได้สนใจใครไม่ เขาเดินไปหยิบชุดมาสวมด้วยตนเอง ไม่รอคนสนิทมาปรนนิบัติ ปากออกคำสั่งว่า
“เจ้าส่งข่าวผลการศึกแทนข้า แจ้งเสด็จพ่อว่าข้าบาดเจ็บ หากหายดีแล้วจะเดินทางกลับไปถวายรายงานต่อพระพักตร์”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู๋เจี๋ยก็เข้าใจได้ไม่ยาก แต่หากไม่ห้าม อีกฝ่ายย่อมออกไปทั้งๆ ที่บาดแผลยังไม่หายดี
องครักษ์หนุ่มจึงเดินขึ้นหน้าเข้ามายืนใกล้ๆ นายเหนือหัว สีหน้าเจ็บปวดยามเอ่ยปากขอร้อง
“องค์ชาย พระองค์จะทรงตามหาแม่นางชิงหลินอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ ห้าปีแล้ว องค์ชาย ...มันยาวนานถึงห้าปีแล้ว นางสะบั้นสัมพันธ์ด้วยการทำลายของแทนใจ การกระทำรุนแรงปานนั้น ยามนี้ย่อมมีสามีใหม่ไปแล้วแน่นอน พระองค์เลิกตามหานางเถิด ไม่มีนางก็ยังมีสตรีงดงามสูงส่งรอองค์ชายสานไมตรีไม่รู้เท่าไหร่”
ประโยคเหล่านี้อู๋เจี๋ยพูดออกมานับครั้งไม่ถ้วน เพื่อมิให้เจ้านายต้องเหน็ดเหนื่อยเกินไป เขาคุกเข่าเบื้องหน้าจ้าวเหว่ยเสียงดังพลั่ก ส่งความห่วงใยผ่านม่านน้ำตา
“องค์ชาย...กระหม่อมไม่อาจทนเห็นพระองค์ต้องทนลำบากเช่นนี้เลย ผู้อื่นแต่งงานมีชายาสูงศักดิ์เสพสมสุขสำราญบริหารอำนาจอยู่ในวังหรูหรา มีเพียงองค์ชายที่เป็นถึงรัชทายาทต้องรบทัพจับศึก ดูแลสารทุกข์สุกดิบทั่วแคว้น ไม่ยอมแต่งชายา”
เรื่องกระจายอำนาจก็ดี รวบอำนาจก็ใช่ ดึงขุนนางตระกูลใหญ่เข้าพวกเพื่อหนุนหลังด้วยสตรีงดงามเย้ายวนหลากหลายวิธีการ อู๋เจี๋ยพล่ามไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทว่ากลับไม่เคยเข้าหูของจ้าวเหว่ยเลยสักครา
องครักษ์หนุ่มโขกศีรษะอ้อนวอนเสียงเครือ
“องค์ชาย ทรงเลิกตามหานางเถิดพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรเสียนางก็ไม่มีทางกลับมาแล้ว นางไม่มีวันกลับมาหาท่านแล้ว...”
เมื่อประโยคนี้หลุดปากออกมา จ้าวเหว่ยพลันหลี่ตา
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
อู๋เจี๋ยถึงกับชะงักงันที่พลั้งเผลอ นิ่งค้างอยู่ในท่าคุกเข่าศีรษะจรดพื้น นึกหวาดหวั่นกับความจริงที่ปิดบัง สุดท้ายเขาก็ได้แต่ทำใจเพียงลำพัง กระทั่งตัดสินใจแน่วแน่ว่าควรบอกความจริงกับนายเหนือหัวสักที
ทว่า...ระหว่างคุกที่ชายแดนกับคุกในวังหลวง เขาขอเลือกสถานที่ถูกลงทัณฑ์ก่อนได้ไหมเล่า?
จ้าวเหว่ยเห็นอู๋เจี๋ยยังคงหมอบอยู่กับพื้นคล้ายแกล้งตายจึงเอ่ยเสียงเยียบเย็น “องครักษ์อู๋...”
น้ำเสียงห่างเหินเยี่ยงนี้บ่งบอกได้ดีว่าเจ้านายเริ่มสงสัยและเคลือบแคลง อู๋เจี๋ยจึงกลั้นใจบอกออกไป “กระหม่อมจะช่วยตามหาแม่นางชิงหลินจนสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
นี่คือความนัยว่า อู๋เจี๋ยเลือกการถูกลงทัณฑ์ที่คุกหลวง เพราะว่าเขาจะบอกความจริงทั้งหมดหลังจากกลับวังหลวงต้าถัง