พยัคฆ์สาวจ้าวดวงใจ เล่ม 2

ตอนที่ 3: ตอนที่23 จอมยุทธ์น้อย

👁️ 5 อ่าน
22px

เวลาผ่านไปช้าๆ ผู้คนยิ่งนานยิ่งหนาตา เบียดเสียดหนาแน่นวุ่นวาย

ในที่สุด ...ขบวนเสด็จที่รอคอยก็ปรากฏ เสียงแซ่ซ้องดังกระหึ่มกึกก้อง ชาวเมืองหมิงเวยพากันคุกเข่าลง ร้องสรรเสริญองค์รัชทาทยาทต้าถัง ผู้เปรียบประดุจเทพบนฟากฟ้าแต่เลือกย่ำพสุธาบนแดนมนุษย์ เพื่อบรรเทาทุกข์ทั่วสารทิศ

หากกล่าวตามจริง การที่ชาวประชาราษฎร์ต่างชื่นชมเพียงจ้าวเหว่ย ทั้งยังกล่าวถึงความเปี่ยมบารมีแผ่ไพศาลของเขายิ่งกว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเช่นนี้ นับว่าไม่เหมาะสมอยู่มาก                    

บุตรไม่อาจเหนือกว่าบิดา

จ้าวเหว่ยย่อมรู้ดีว่าการใดควรไม่ควร คำสั่งเคลื่อนทัพแม้เป็นเขาเสนอตัว ทว่าความจริงย่อมเป็นเพราะอำนาจแห่งพระราชดํารัสของพระบิดา เขาจึงให้หัวหน้าขบวนกล่าวคำนำแซ่ซ้องต่อพระองค์ไปจนสุดทาง ความหมายว่าอำนาจบารมีของจักรพรรดิอยู่สูงที่สุด แผ่ไพศาลยิ่งกว่าใคร ชาวบ้านจึงพร้อมใจเปลี่ยนมากล่าวคำสรรเสริญดังกึกก้องว่า  

ต้าถังจงเจริญ ขอฮ่องเต้ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี                                                                ขอบุญบารมีแห่งพระองค์ส่งให้จอมทัพชนะศึกครานี้

การกระทำของจ้าวเหว่ยล้วนอยู่ในพระเนตรของฮ่องเต้ทั้งสิ้น และพระองค์ก็ทรงเห็นชอบอย่างยิ่ง ทั้งยังมีพระประสงค์สละบัลลังก์ให้โอรสผู้นี้เต็มที่

เพียงแต่ขั้วอำนาจในราชสำนักยังไม่นิ่ง และจ้าวเหว่ยเองก็ปฏิเสธการเชื่อมสัมพันธ์กับสตรี โดยการออกนอกพื้นที่อยู่ร่ำไป เรื่องนี้ทำให้ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยระดับหนึ่ง จึงมิได้เร่งรัดอันใด ทรงรักษาฐานอำนาจภายในเอาไว้ด้วยองค์เองส่วนใหญ่ มีขั้วอำนาจของโอรสธิดาคานกันเองอีกส่วนหนึ่ง แล้วปล่อยให้ทั่วแคว้นเป็นฐานอำนาจภายนอกให้จ้าวเหว่ยไปเช่นนั้น

หากถึงเวลาที่พระองค์ทรงสละบัลลังก์เป็นไท่ซ่างหวงตามที่ปรารถนาก็คงไม่ต้องเป็นห่วงอันใดมาก เพราะยามนี้ถือได้ว่าต้าถังมีการจัดการและกระจายอำนาจที่ดีในรูปแบบหนึ่ง 

ซึ่งแน่นอน คนที่ต้องเหน็ดเหนื่อยที่สุดย่อมเป็นจ้าวเหว่ย

เมื่อหัวขบวนค่อยๆ เคลื่อนตัวมาใกล้ ผู้คนรอบด้านยิ่งถอยล่นเปิดทางให้อย่างรู้กาลเทศะ เห็นมีทหารม้าขึ้นหน้านำอยู่จำนวนหนึ่ง ทุกคนสวมชุดเกราะสีเงินยวง

ซานซานจ้องเขม็งอย่างตื่นเต้นอยู่บ้าง นางไม่เคยเห็น  เชื้อพระวงศ์อันสูงส่งมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชาติที่แล้วหรือชาตินี้

ยิ่งเป็นบุรุษที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเทพแห่งสงครามอย่างองค์รัชทายาทต้าถัง ก็ยิ่งยินดีที่จะได้เปิดหูเปิดตาสักครา

รอจนทหารม้าเคลื่อนตัวผ่านไปซักพัก ตรงกลางขบวนพลันปรากฏบุรุษหนุ่มรูปงามนั่งสง่าอยู่บนอาชาศึกตัวใหญ่พันธุ์ดี

บุรุษหนุ่มผู้นี้มีคิ้วเข้มตาคม จมูกโด่งปากแดง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลามาก

เขาคือองค์รัชทายาทผู้เป็นจอมทัพนามจ้าวเหว่ย

 

แสงตะวันเรืองรองอาบไล้ชุดเกราะสีดำสนิทบนร่างเขา ส่องสะท้อนราศีเหนือหมู่มวลชวนมอง เรือนร่างสูงใหญ่อันน่าเกรงขามเปล่งประกายความเป็นสุภาพชนผู้เรืองอำนาจออกมา  บารมีแผ่ไพศาลไปทั่วอาณาบริเวณที่เคลื่อนผ่าน แผ่ซ่านความเป็นเอกบุรุษเหนือชั้น

ซานซานจับจ้องว่าที่องค์ราชันไม่วางตา เยี่ยงวีรสตรีที่ชมชอบวีรบุรุษผู้กล้า นัยน์ตาลุ่มลึกนึกชื่นชมโดยไร้เงื่อนไข ปราศจากความหลงใหลเฉกเช่นชู้สาว ถึงแม้ว่านางจักไม่เคยพบเจอใครที่มีรูปโฉมดุจเทพเซียนจำแลงเยี่ยงนี้มาก่อนก็ตาม

จากที่ได้ฟังเรื่องราวที่กล่าวถึงวีรกรรมความกล้าหาญและการเสียสละความสุขส่วนตัว แล้วเลือกเดินทางออกมาดูแลชาวประชาด้วยตนเองเสมอมา ทำให้ซานซานปลื้มรัชทายาทหนุ่มผู้นี้เหลือเกิน ในใจนางคิดว่า บุรุษผู้นี้ช่างเหมาะสมยิ่งนักที่จักเป็นโอรสสวรรค์ เป็นองค์จักรพรรดิผู้ปกปักษ์พิทักษ์แคว้น ไม่อาจมีใครอื่นแทนที่เขาได้ ราชันแห่งต้าถังต้องเป็นคนผู้นี้เท่านั้น

 

 

ส่วนลู่หลิ่งมองตามมารดาด้วยดวงตากลมโตไร้เดียงสา ทว่าสุกสกาวพราวระยับยากสงบ ผ่านไปซักพักสองมือเล็กก็ยกขึ้นแขนกางออก สาวน้อยร้องไห้กระซิกเบาๆ ร้องว่าจะเอาๆ ไม่หยุด ทว่ารอบด้านยามนี้ เสียงของชาวบ้านดังเกินไปจึงไม่มีใครได้ยิน แม้แต่ซานซาน

รัชทายาทหนุ่มรูปงามสูงศักดิ์ เป็นที่หมายปองของอิสตรี               ทั้งสูงส่งและห่างไกลปานนั้น ไม่มีสิทธิ์แม้คิดฝันที่จะได้เฉียดใกล้

ขบวนเสด็จอันเกรียงไกรค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านหน้าไป  ซานซานอุ้มลูกน้อยเอาไว้แนบอกอุ่น พวกนางแม่ลูกปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชนจนแทบจะถูกกลืนหาย

จ้าวเหว่ยบนหลังม้ารู้สึกชาวาบในอกอย่างประหลาด

เบื้องล่างของชายหนุ่มบนหลังม้าเต็มไปด้วยฝูงชนที่คุกเข่าคลาคล่ำเบียดเสียดแน่นขนัด มองไม่ออกว่าใครเป็นใคร

ภายใต้ใบหน้าคมสันเรียบนิ่ง ทั้งสุขุมทั้งเยือกเย็นปานนั้น                                 กลับบังเกิดคลื่นใหญ่สาดซัดอยู่ในใจ ไร้ที่มาที่ไปยากสงบ

เนตรมังกรกวาดมองไปรอบทิศโดยไม่รู้ตัว แต่ยังไม่อาจเห็นสิ่งใดที่สะกิดหัวใจในคลื่นมหาชนที่ล้นทะลักเต็มสองฝั่งถนน

ในขณะที่แผงอกด้านซ้ายรู้สึกร้อนรนสั่นไหว จ้าวเหว่ยครุ่นคิดในใจ ศึกชายแดนครานี้ต้องสยบโดยไว จักได้มีเวลาตามหาใครบางคนได้นานขึ้น

 

หลังจากสิ้นสุดท้ายขบวน ทุกคนจึงลุกขึ้นยืนพร้อมเพรียงแล้วพากันกระจายตัวราวกับนัดหมาย

เพียงพริบตาเดียวสองฝากถนนคนบางตาไปกว่าครึ่ง ซานซานจึงคิดจะพาลู่หลิ่งไปเที่ยวต่อแล้วหาของกิน เมื่อก้มมองดูลูกน้อยในอ้อมแขน จึงเห็นเจ้าก้อนแป้งร้องไห้กระซิกๆ อยู่

“หลิ่งเอ๋อร์เป็นอะไรไป”

เด็กน้อยสะอื้นไห้ตอบเสียงสั่น “หลิ่งเอ๋อร์จะเอา”

แม่นางน้อยกล่าวพลางชี้ไปทางขบวนของรัชทายาท ปลายนิ้วมีเป้าหมายอยู่ตรงบุรุษสูงศักดิ์บนอาชาแกร่ง

เรียวคิ้วซานซานขมวดวูบ ถามบุตรสาวเสียงเครียด        “อย่าบอกนะว่าเจ้าอยากได้องค์รัชทายาทผู้นั้น”

ลู่หลิ่งพยักหน้าถี่ๆ แล้วเบ้ปากสะอื้นฮักๆ

ซานซานถึงกับกุมขมับ “ลูกแม่ นั่นมันเกินไปแล้ว”

ลู่หลิ่งได้ยินก็ร้องไห้งอแง ส่งเสียงดังว่า จะเอาๆ ไม่หยุด ผู้คนที่อยู่ใกล้ๆ พลันหัวเราะชอบใจในความไร้เดียงสาของเด็กหญิง มีสตรีแต่งกายงดงามนางหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า

“โธ่เอ๋ย! เจ้าอย่าดุลูกเลย ลองหันไปมองด้านนั้นเถิด”

ซานซานมองตามมือที่สะกิดแล้ววาดนิ้วชี้นั้น ก็เห็นสตรีหลายคนยืนเหม่อหน้าแดงบิดชายผ้า ปากก็พร่ำพรรณนาชื่นชมองค์รัชทายาทไม่หยุด บางคนถึงขนาดเอ่ยปากพร่ำเพ้อคล้ายละเมอว่าอยากได้ๆ อยากเข้าไปอยู่ในตำหนักบูรพา ไม่รู้ว่าสตรีนางใดจะเป็นผู้โชคดีได้เคียงข้างเอกบุรุษเช่นนี้ พวกนางต้องการใกล้ชิดพระองค์เหลือเกิน

ซานซานจึงหลุดหัวเราะออกมา

สตรีที่ชวนนางคุยยังคงเอ่ยต่อ “องค์รัชทายาทยังไม่แต่งพระชายา ไม่แปลกที่ผู้คนจะพากันหลงใหลถึงขั้นใฝ่ฝันหาอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ บุตรสาวของข้าก็ชอบเช่นกัน เพียงแต่วันนี้นางหลับกลางวันอยู่กับแม่นม จึงมิได้พามาชมด้วยกัน”

ซานซานเลิกคิ้วเล็กน้อย สนทนาด้วยดี “เกรงว่าบุตรสาวของท่านคงอายุใกล้เคียงบุตรสาวของข้ากระมัง”

“ไม่ผิดๆ เห็นเป็นเด็กเล็กก็อย่าได้ดูเบาเชียว อายุแค่นี้ก็รู้จักชมชอบบุรุษแล้ว”

ทั้งสองพากันหัวเราะชอบใจ คุยกันถูกคอไม่น้อย

ภายหลังซานซานจึงได้รู้ว่าสตรีนางนี้เป็นเจ้าของเหลาอาหารหาวชืออยู่อีกตรอกถนน นางจึงพาลู่หลิ่งมาอุดหนุนกินอาหารเสียเลย

“ข้ามีนามว่าจางเหริน เรียกอาเหรินได้เลย” จางเหรินเอ่ยกับซานซานอย่างเป็นกันเองพลางดูแลอาหารจนเต็มโต๊ะ

หญิงสาวยิ้มรับไมตรีไม่มีปฏิเสธ “เรียกข้าว่าซานซาน ส่วนลูกข้า ลู่หลิ่ง นี่น้องชายข้า เสี่ยเฟิง” นางแนะนำจนไปถึงสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งที่นั่งร่วมโต๊ะด้วย หัวคิ้วจึงเลิกขึ้น นึกแปลกใจนัก

เสี่ยเฟิงรีบแนะนำต่อทันที “นางมีนามว่าเว่ยลี่ขอรับ เรียกลี่เอ๋อร์ก็ได้” จบคำก็ยกยิ้มเก้อเขิน แม่นางเว่ยลี่ก็ก้มหน้าเอียงอาย

ซานซานจึงเข้าใจได้ เพราะแม่นางเว่ยลี่คือคนเดียวกับที่ทักทายเสี่ยเฟิงก่อนหน้าระหว่างรอขบวนเสด็จมา ทั้งสองคงเบียดเสียดกันจนสานสัมพันธ์ช่วงเวลาชุลมุน

นับว่าบ้านเมืองแห่งนี้ให้อิสระเรื่องชายหญิงเหลือเกิน พบพานเจอหน้า ถูกชะตาคบหา ไม่ต้องผ่านผู้ใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ เสี่ยเฟิงที่ไม่มีใคร ก็คงสร้างครอบครัวได้ไม่ยากเย็น

ซานซานจึงกำชับเสียงอ่อนโยน “อาเฟิง เจ้าต้องขยันให้มากๆ แล้วล่ะ จะได้มีเงินแต่งงานเร็วๆ”

เมื่อประโยคนี้กล่าวจบ สองชายหญิงก็มองหน้ากัน                                                   บิดชายผ้าเกือบขาดฉีกกระจาย

การกินอาหารเต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่นเป็นกันเอง ทั้งหมดสนทนาอย่างออกรสออกชาติ

ซานซานในชาตินี้ไม่คิดสร้างศัตรู การผูกมิตรเป็นเรื่องที่ดีกว่าผูกอาฆาตมากนัก ทั้งยังได้รับรู้เรื่องราวหลากหลายโดยไม่ต้องสืบหา ทำให้สามารถปรับตัวกับผู้คนต่างเมืองต่างถิ่นดีเยี่ยม

ทั้งจางเหริน เสี่ยเฟิง และเว่ยลี่ ล้วนเป็นคนในพื้นที่และมีอายุแตกต่าง จึงมีประสบการณ์เรื่องเล่าเกี่ยวกับต้าถังมากมาย

หนึ่งในหัวข้อสนทนายังมีเรื่องขององค์รัชทายาทต้าถัง นามถังจ้าวเหว่ย ผู้ที่อยู่กลางขบวนอันยิ่งใหญ่เพื่อเดินทางไกลไปปกปักษ์พิทักษ์แคว้นให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขเมื่อครู่ใหญ่ที่ผ่านมา

พระองค์เป็นบุรุษผู้ยอดเยี่ยมเหนือผู้ใด เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวประชาแคว้นต้าถัง เป็นที่เคารพรักจากราษฎรอย่างแท้จริง ผู้คนล้วนกล่าวว่าจ้าวเหว่ยรักประชาชน ไม่ถือตัวว่าเป็นราชนิกุล ทั้งบรรเทาความทุกข์ยาก และรับฟังความคิดเห็นของราษฎร เมื่อเสด็จออกข้างนอกก็มักจะได้รับการต้อนรับและเสียงแซ่ซ้องให้กำลังใจแน่นขนัดเต็มสองฝั่งข้างทาง

ความสามารถนี้สั่นคลอนใต้หล้า เห็นว่าเมื่อสองปีก่อนยังยกทัพรวบสามเมืองที่ยากจนค้นแค้นเข้ามาในปกครองต้าถัง เพื่อดูแลเองอย่างทั่วถึง

ซานซานนั่งฟังเพลิดเพลินคิดแค่เพียงว่าคนผู้นี้ไม่เลวเลย

เมื่อลู่หลิ่งกินอิ่มก็เริ่มซุกซน แม่นางน้อยจึงวิ่งเล่นกับบุตรสาวของจางเหรินที่มีอายุไล่เลี่ยกัน

ซานซานเห็นลูกมีเพื่อนเล่นจึงปล่อยไปเช่นนั้น สั่งอาหารเพิ่มแล้วนั่งกินอย่างใจเย็น

จางเหรินยิ่งยินดีเพราะได้ค้าขาย

เสี่ยเฟิงยิ่งปรีดาเพราะได้นั่งสนทนากับคนงาม

“ท่านแม่”

ลู่หลิ่งวิ่งตึกๆ กลับมาหาซานซาน มือเล็กยกกระดาษที่มีหมึกวาดอักษรขึ้นสูง โอ้อวดเต็มที่

“หลิ่งเอ๋อร์เขียนเอง ได้พี่สาวสอน งามหรือไม่?

 ซานซานยังไม่ทันได้ชื่นชม เสียงสดใสของแม่นางน้อยอีกคนก็ดังขึ้น “น้องหลิ่งฉลาดมากๆ เลย ข้าสอนแค่ครั้งเดียว เขียนได้ตั้งหลายตัวเจ้าค่ะ”

หลิ่งเอ๋อร์หัวเราะร่าเริง “ข้าชอบเขียนที่สุด”

บุตรสาวจางเหรินตบไหล่ “ชอบเขียนแสดงว่าชอบเรียน”

“อื้ม...ข้าชอบเรียนที่สุด”

“ชอบเรียนก็ต้องได้เรียน”

“อื้ม...เรียนที่ใด?

“ก็สำนักศึกษาอย่างไรเล่า”

“สำนักศึกษารึ?

“ใช่!

“คือที่ใด?

“โอ...เจ้าไม่รู้ได้อย่างไร?

“ข้าไม่รู้”

“เฮ้อ! ช่างเถอะๆ มานี่”

เด็กหญิงทั้งสองคุยกันเสร็จก็จับมือวิ่งตึงๆ จากไป

ซานซานได้แต่มองตาม ไม่ทันได้เอ่ยปากสักคำ

ทว่าโดยที่ไม่มีใครรู้ นางได้จดจำคำพูดเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับไปคิดเสียมากมาย

 

หลังจากหาเงินร่วมกับเสี่ยเฟิงได้หอบใหญ่

ซานซานก็วาดแบบอาวุธให้เสี่ยเฟิงลงรายละเอียดเพื่อรอขึ้นรูปอีกหลายแผ่น ส่วนนางก็พาลู่หลิ่งกลับถ้ำหิน ปล่อยเจ้าของอย่างเสี่ยเฟิงได้ดูแลกิจการตีเหล็กบีบเครื่องเงินด้วยตนเองต่อไป  ยังไม่ลืมเพิ่มช่องทางการค้าระหว่างเมือง โดยการให้เสี่ยเฟิงติดต่อกับชิงหลิวผู้เป็นน้องชายที่ผิงเหยียน  

ห้าปีมานี้ชิงหลิวดูแลกิจการบ้านหานด้วยตัวเองทั้งหมด ฝีมือการค้าเก่งกาจไม่เบา ส่วนหานอี้ซวนกับเจียหรู๋ก็อยู่ตามประสาผู้เฒ่าเฝ้าบ้านไร้ปากเสียง

ชิงหลิวและเสี่ยเฟิงอายุสิบแปดปีเท่ากัน ระหว่างพวกเขาคือสหายวัยเดียวกัน เพียงพบหน้าก็เสวนาถูกคอ

คนหนึ่งเป็นพ่อค้าฝีมือดีมีเส้นสาย อีกคนหนึ่งฉลาดปราดเปรื่องมากความสามารถสรรสร้างสินค้าได้

เงินทองย่อมเพิ่มพูน ส่วนแบ่งยิ่งมากมาย ซานซานรับเงินปันผลจากเสี่ยเฟิงและชิงหลิว สองทางเลย  

ทว่าคนโลภอย่างนาง ยังคงรู้สึกว่ามันน้อยเสียเหลือเกิน

แท้จริงแล้วในใจของซานซาน คิดจะลงหลักปักฐานที่ใดสักแห่ง เพื่อลู่หลิ่ง นางจึงคิดจะซื้อบ้านสักหลัง หาอาชีพมั่นคงทำ ส่งลูกร่ำเรียนเขียนอ่าน มิให้น้อยหน้าผู้ใด

เพราะสองปีมานี้เด็กน้อยต้องติดตามมารดาเช่นนางเดินทางไปทั่ว ระหว่างทางก็พำนักที่โรงเตี๊ยมบ้าง วัดร้างบ้าง บ้านของชาวนาบ้าง คล้ายคนเร่ร่อนก็ไม่ปาน

ซานซานครุ่นคิดหนักหน่วงอยู่บนต้นไม้ยอดภูเขา จากจุดที่นางอยู่ยามนี้ สามารถมองเห็นผังเมืองทั้งเมืองได้โดยง่าย  สายตาจึงมองกวาดไปทั่วเมืองหลวง เพื่อหาสถานที่ดีเยี่ยม เตรียมจะพำนักถาวร

เมืองยิ่งรุ่งเรือง ผู้คนยิ่งมั่งคั่ง มากความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นขุนนางใหญ่โต หรือทำอาชีพวาณิชธรรมดา พวกเขาล้วนส่งเสริมการศึกษาให้บุตรธิดา ไม่เหมือนผู้คนชนบทห่างไกล

ซานซานในชาติที่แล้วก็เป็นคนชอบศึกษาหาความรู้ เพียงแต่นางไม่ชอบบทกวี ร่ายกลอน ยิ่งไม่ชอบเย็บปักถักร้อย

สิ่งที่ชอบที่สุดคือร่ำเรียนวิทยายุทธ ฝึกฝนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด คิดค้นเคล็ดวิชาชั่วช้า กระทั่งผงาดทะยานเหนือน่านฟ้า เป็นเจ้าสำนักผู้ร่ำรวย เงินที่ได้จากการรับจ้างฆ่าคนมีมากมายนัก ใช้เท่าใดก็ไม่หมด

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็ได้แต่ส่ายหน้า นึกเสียดายไม่เบา

หญิงสาวกลับมาครุ่นคิดเรื่องหาบ้านอยู่กับบุตรสาวต่อ นางทะยานกายจากยอดไม้หนึ่งไปยังอีกยอดไม้หนึ่งไปเรื่อยๆ โดยปล่อยให้ลู่หลิ่งเล่นอยู่กับอาหู่ในถ้ำหินอันปลอดภัย

 

ทางฝั่งหนึ่งในถ้ำใต้แท่นหิน ลู่หลิ่งกำลังขี่หลังอาหู่เล่นซนไปทั่ว

บัดนี้อาหู่มิใช่ลูกเสือดาวหิมะตัวเล็กๆ อีกแล้ว เพราะว่าซานซานไปอยู่ในเมืองเสียเนิ่นนาน มันที่เป็นสัตว์โตเร็วอยู่แล้วจึงตัวใหญ่ผิดหูผิดตา พละกำลังก็มีเพิ่มขึ้นมาก

ทว่ายังคงจดจำกลิ่นของสองแม่ลูกได้ดี โดยเฉพาะกลิ่นของลู่หลิ่ง

ขณะกำลังขี่หลังเสือ สาวน้อยลู่หลิ่งก็มองซ้ายมองขวา เห็นมารดายังไม่กลับมา จึงกระซิบกับสหาย

“อาหู่ ข้าอยากออกไปเล่นข้างนอก”

ถึงแม้อาหู่จะฟังภาษามนุษย์ไม่เข้าใจ แต่เท้าเล็กๆ ที่ตีตะปบตรงก้นผสานกับมือน้อยๆ ที่บิดหูไปมา เพื่อสั่งให้มันเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามทิศทางที่ต้องการ ไม่นาน ...มันก็พาลู่หลิ่งออกมายืนนิ่งอยู่นอกถ้ำแล้ว

เด็กน้อยหัวเราะชอบใจ เปล่งเสียงกังวานใสเบิกบานยิ่ง  อาหู่เห็นเช่นนั้นก็พานางกระโจนวิ่งเล่นไปทั่ว

แท้จริงแล้วอาหู่คือเสือตัวผู้ น่าเกรงขามเป็นที่สุด

และระหว่างที่มันอยู่ตามลำพัง มันยังท่องเที่ยวไปทั่วป่า สร้างอาณาเขตของตนเองได้กว้างขวางนัก

ทั้งสองคือสัตว์ป่ากับเด็กน้อยช่างกระตือรือร้นกับการหนีเที่ยวยิ่งนัก พริบตาเดียวก็ออกมาไกลโข

สัญชาตญาณของพยัคฆ์คือการปกป้อง ลู่หลิ่งย่อมปลอดภัยไร้กังวล

ชั่วขณะที่ลู่หลิ่งบอกให้อาหู่พากลับถ้ำ พลันได้ยินเสียงคนกรีดร้องขอความช่วยเหลือ และเสียงต่อสู้ดังกึกก้องไปทั่วป่า

เด็กน้อยเป็นคนอยากรู้อยากเห็น จึงบิดหูตะปบก้นอาหู่ไปยังทิศทางต้นเสียงทันที เมื่อพ้นพุ่มไม้ใหญ่ จึงเห็นได้ชัดเจนยิ่ง

ทิศทางตามต้นเสียง ลู่หลิ่งได้เห็นว่าเบื้องหน้ากำลังมีกลุ่มคนชุดดำหลายสิบคน กำลังเข่นฆ่าบุรุษชุดแดงคล้ายชุดทหารที่เคยเห็นเมื่อหลายวันก่อน

เบื้องหลังการสังหารคือสตรีสองนางกำลังนั่งตัวสั่นกอดกันแน่น คนหนึ่งส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่หยุด

สาวน้อยลู่หลิ่งขมวดคิ้ว นึกถึงประโยคหนึ่ง

คุณธรรมค้ำจุนโลกา

กับอีกประโยคว่า นางมารกลับใจ

ทั้งสองประโยคคือตัวอักษรเรียงรายที่มารดาสอนให้นางฝึกพู่กันจนคล่องแคล่วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา คล้ายกับต้องการย้ำเตือนจากก้นบึ้งในหัวใจใครกระนั้น

ลู่หลิ่งจ้องเขม็งที่กลุ่มคนตรงหน้า การเข่นฆ่าเช่นนี้มิใช่ว่าไม่เคยเจอ ตลอดการเดินทางมิใช่ว่าไม่เคยประจันหน้าโจรป่า ยิ่งไม่ใช่ว่าไม่เคยช่วยใครจากการรุมทำร้าย มารดาของนางยามฆ่าคนยังแบกนางเอาไว้บนแผ่นหลัง เห็นชัดเจนยิ่งกว่าใคร

“อาหู่ ข้ามองไม่ถนัด” เด็กน้อยตะปบเท้าที่ก้นเสือดาวหิมะเพื่อให้เข้าไปดูใกล้กว่านี้ เผื่อช่วยอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย

และเพราะบริเวณนี้คือส่วนหนึ่งของอาณาเขตอันกว้างขวางที่อาหู่แผ่ขยายอำนาจไว้ มันจึงกระโจนตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว หาได้เกรงกลัวไม่ มันหวงแหนอาณาเขตยิ่ง เสียงฆ่าฟันดังสนั่นหวั่นไหวจึงเป็นการกระตุ้นสัญชาตญาณให้เสือดาวหิมะคำรามลั่น แม้จะไม่ดังมาก ทว่าก็สามารถข่มขวัญผู้คนได้

ลู่หลิ่งบังคับใบหูอาหู่ให้ไปยืนปกป้องสองสตรีไร้หนทางสู้ มันก็เชื่อฟัง เสือดาวหิมะจึงกระโจนตัวเข้ามายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคนงามทั้งสอง โดยมีสาวน้อยนั่งอยู่บนหลัง แลดูงดงามน่าเกรงขามไม่เบา

การต่อสู้เบื้องหน้ายังคงดำเนินไป ยิ่งนานชายในชุดทหารยิ่งปราชัย คนชุดดำยิ่งขยับเข้ามาใกล้ เสียงดาบแกว่งไกว ทั้งว่องไวและคุกคาม ยิ่งนานยิ่งเสียดแทงแก้วหู

อาหู่หมอบตัวกับพื้นดินให้ลู่หลิ่งลงจากหลัง

เด็กน้อยจึงยืนเบื้องหน้าสาวงาม โดยมีเสือดาวหิมะยืนตระหง่านอีกชั้นหนึ่ง กางกั้นเภทภัยที่กำลังกล้ำกรายเหล่าสตรี

เจ้าก้อนแป้งในชุดสีชมพูอ่อนหวาน บนศีรษะหวีเกล้าเป็นมวยสองข้าง ผมดำขลับทรงหน้าม้าน่ารัก แก้มชมพูอวบอิ่ม ผิวขาวผ่องนุ่มนิ่ม สองเท้าเล็กยืนนิ่ง สองแขนกางออกผงาดกล้า ในมือน้อยๆ มีมีดพับข้างละเล่ม สะบัดเบาๆ ก็ยาวยื่น ขยายการปกป้องออกไปราวหนึ่งฉื่อ[1]

สตรีทั้งสองผู้กำลังถูกปองร้ายจึงได้รับการคุ้มครองเช่นนี้  พวกนางเบิกตากว้างแทบถลน คนสองคนที่เป็นผู้ใหญ่ถึงกับลืมกรีดร้องกันเลยทีเดียว

อาหู่ค่อยๆ ย่ำเท้าทั้งสี่ขึ้นหน้า รอจังหวะเข้าขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยว ในขณะที่ลู่หลิ่งค่อยๆ ก้าวเท้าถอยหลัง เมื่อถึงตัวของหญิงงามทั้งสอง นางจึงยื่นมีดสั้นในมือให้

“พวกท่านถือเอาไว้ก่อน”

คล้ายกับถูกฝากของ หญิงทั้งสองรับเอาไว้อย่างลังเล เห็นเด็กน้อยตัวเล็กหันมามองด้วยดวงตากลมโตบริสุทธิ์สัตย์ซื่อ  นางยกยิ้มน่ารัก กำชับเสียงใสว่า “มีดสั้นจะช่วยคุ้มครองท่าน อย่าให้ปลายมีดถูกพวกเดียวกันก็พอ มันมีพิษ”

กล่าวจบก็เดินขึ้นหน้า ไปยืนเคียงข้างเสือดาวหิมะ

จังหวะนั้นชายชุดดำคนหนึ่งก็พุ่งทะยานฝ่าทหารออกมา มันชี้กระบี่มาทางสตรีงดงามทั้งสอง ลู่หลิ่งส่งเสียงดัง “อาหู่!

เสือดาวพลันกระโจนตัวรวดเร็วแยกเขี้ยวยกเท้าใส่ชายชุดดำในพริบตา ลู่หลิ่งดึงขลุ่ยหยกอันเล็กที่ข้างเอว เป่าสุดแรง

ชายชุดดำผู้นั้นเสียหลักล้มลงกลิ้งไปหลายตลบก่อนจะพบว่าตนเองกำลังจะถูกเสือขย้ำ จึงหลบเลี่ยงถอยล่นไปตั้งหลัก

อาหู่เองก็ถอยหลังมาตั้งหลักที่ลู่หลิ่งเช่นกัน ทว่าพริบตานั้นคนชุดดำอีกฝั่งพลันทะยานกายเข้ามา ครานี้มาถึงสอง

ลู่หลิ่งกระโดดมายืนอยู่กับหญิงสาวทางด้านหลัง อาหู่แยกเขี้ยวกระโจนขึ้นหน้า เป็นแนวป้องกัน

การต่อสู้ยิ่งดุเดือดเลือดพล่าน เป้าหมายคือสตรีงดงาม ไม่เปลี่ยน พวกนางกรีดร้องไม่หยุด เสียงดาบยามฟาดฟันกระทบกันดังลั่น

อาหู่ส่งเสียงคำรามขู่กรรโชกรุนแรงเข้าโรมรัน เสียงขลุ่ยของลู่หลิ่งยิ่งดังสะท้อนก้องป่า ฝ่าเสียงทั้งหลายไม่ขาดสาย

เด็กน้อยพยายามส่งสัญญาณให้มารดา โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองออกมาซุกซนไกลเกินไป

“ระวัง!

สตรีคนหนึ่งที่ด้านหลังแผดเสียงดังลั่นไปทางเสือดาว ลู่หลิ่งมองตามก็เห็นอาหู่ถูกดาบฟันที่กลางหลังจนเลือดสาด

“อาหู่!

เด็กน้อยร้องเสียงหลง เขวี้ยงขลุ่ยหยกใส่เจ้าของดาบอย่างเดือดดาล ยังผลให้ขลุ่ยอันนั้นกระแทกหัวชายชุดดำจนหักกลางลำ มีผงสีขาวกระจายคลุ้ง คนร้ายที่ฟันอาหู่กับอีกคนซึ่งอยู่ใกล้กันพลันทรุดฮวบ ถูกพิษจากขลุ่ยไปเต็มๆ

เมื่อเสือดาวหิมะล้มลง ลู่หลิ่งจึงถอยหลังกรูดไปรวมตัวกับสตรีทั้งสอง เห็นชายชุดดำคนหนึ่งพุ่งร่างเข้ามาอย่างโมโหร้าย

เด็กน้อยดึงมีดสั้นจากหญิงคนที่ใกล้ที่สุดแล้วปาใส่ชายชุดดำ ผลที่ได้คือคนร้ายถูกพิษไปอีกคน

แน่นอนว่ากลุ่มผู้ร้ายยังไม่หมด นับได้ก็ราวสิบกว่าคน  แต่อาวุธเหลือแค่มีดสั้นหนึ่งเล่มเท่านั้น

 



[1] หนึ่งฉื่อ ราวๆ 1 ฟุต

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!