เช้าตรู่วันต่อมา ท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาหม่น อากาศเย็นยะเยือกของฤดูใบไม้ร่วงลอยแทรกซึมเข้ามาตามรอยแตกของกำแพงดินเหนียว เสียงระฆังรวมพลของฝ่ายผลิตดังแว่วมาจากลานหมู่บ้าน เป็นสัญญาณว่าชาวบ้านสือหลินต้องเตรียมตัวออกไปทำงานแลกแต้มแรงงานแล้ว
ทว่าบนเตียงเตาที่เย็นเฉียบ ซูอวี้หลันกลับยังคงนอนนิ่ง
หลินเยว่ในร่างเด็กสาวเพิ่งจะดึงสติกลับออกมาจากมิติวิเศษ หลังจากได้นอนหลับสบายบนเก้าอี้นวดไฟฟ้าและตากแอร์จนฉ่ำปอด ร่างกายของเธอสดชื่นเต็มตื่น แต่จะให้เด็กรุ่นราวคราวนี้ลุกไปเกี่ยวข้าวหลังขดหลังแข็งท่ามกลางลมหนาวน่ะหรือ?
ฝันไปเถอะ! วันนี้แม่จะขอลาป่วย!
อดีตยอดนักขายรีบจัดการ ‘แต่งหน้าเอฟเฟกต์’ อย่างรวดเร็ว เธอหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่แอบใส่น้ำอุ่นจัดจากมิติเตรียมเอาไว้ เทใส่มือแล้วลูบชโลมไปทั่วหน้าผาก ลำคอ และเสื้อผ้าฝ้ายตัวบางจนเปียกชุ่ม ราวกับคนเหงื่อแตกพลั่กเพราะพิษไข้ขั้นรุนแรง จากนั้นก็เอานิ้วป้ายขี้เถ้าก้นเตามาแต้มใต้ตาเบาๆ ให้ดูหมองคล้ำ ปิดท้ายด้วยการล้มตัวลงนอนขดตัวสั่นเทา ดึงผ้าห่มผืนบางที่เหม็นอับคลุมโปงเอาไว้ครึ่งหน้า
ปัง! ประตูไม้ถูกถีบเปิดออกอย่างแรงตามคาด แม่เฒ่าซูเดินจ้ำอ้าวเข้ามาหมายจะกระชากผมหลานสาวคนโตให้ลุกขึ้นไปทำงาน แต่พอสายตาปะทะเข้ากับร่างที่นอนหอบหายใจรวยริน ใบหน้าซีดเซียว และเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก มือเหี่ยวย่นก็ถึงกับชะงักค้างกลางอากาศ
"คะ... ท่านย่า..." ซูอวี้หลันดัดเสียงแหบพร่า ประหนึ่งคนใกล้จะหมดลม
"ฉันปวดหัวเหลือเกินจ้ะ... ร้อนไปหมดเลย..."
แม่เฒ่าซูขมวดคิ้ว ลองเอื้อมมือไปแตะหน้าผากหลานสาว พอสัมผัสโดนความร้อนผ่าว (จากน้ำอุ่น) ก็รีบชักมือกลับทันทีราวกับถูกไฟลวก
"ไข้ขึ้นสูงขนาดนี้เลยเรอะ! นังตัวซวยเอ๊ย! ร่างกายอ่อนแอยังกับลูกเจี๊ยบ!" แม่เฒ่าซูสบถอย่างหัวเสีย
ไม่ใช่ว่าหล่อนห่วงใยหลานสาว แต่ในยุคนี้การใช้งานเด็กจนตายคาแปลงนาถือเป็นเรื่องใหญ่ หากหัวหน้าฝ่ายผลิตหรือพวกยุวชนทหารรู้เข้า ครอบครัวซูจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เผลอๆ จะโดนหักปันส่วนอาหารของทั้งบ้านอีกต่างหาก!
"ฉันขอโทษจ้ะท่านย่า... ฮึก..." ซูอวี้หลันแกล้งสะอื้น น้ำตาเม็ดใสกลิ้งหล่นจากหางตาอย่างน่าเวทนา
"เมื่อคืนฉันฝันเห็นยมบาล... ท่านบอกว่าฉันโดนหมูป่าชนจนวิญญาณหลุดไปครึ่งนึงแล้ว... ฉันคงอยู่หาแต้มแรงงานมารับใช้ท่านย่าไม่ได้อีกแล้ว..."
"หุบปาก! อย่ามาพูดเรื่องอัปมงคลแต่เช้านะ!" แม่เฒ่าซูตวาดแหว
"แต่บ้านเราขาดแต้มแรงงานไม่ได้นะจ๊ะ" ซูอวี้หลันช้อนตาปรือๆ ขึ้นมอง แววตาแฝงความไร้เดียงสาขั้นสุด
"เมื่อวานฉันเห็นน้องเยว่เล่อกินไข่ต้มบำรุงไปตั้งครึ่งลูก หน้าตาก็มีเลือดฝาด... ให้น้องไปช่วยตัดหญ้าหมูแทนฉันสักวันเถอะนะจ๊ะ ไม่งั้นสิ้นปีนี้ครอบครัวเราต้องอดตายแน่ๆ"
ประโยคนี้แทงใจดำแม่เฒ่าซูเข้าอย่างจัง! ใช่แล้ว... ปันส่วนธัญพืชคือสิ่งสำคัญที่สุดของบ้าน!
หญิงชราหันขวับ สะบัดหน้าเดินตึงตังออกจากห้อง ตรงดิ่งไปยังห้องนอนของลูกชายคนรองทันที
"สะใภ้รอง! นังเยว่เล่อ! ตื่นเดี๋ยวนี้!"
เสียงตะโกนของแม่เฒ่ามหาภัยดังลั่น ซูเยว่เล่อที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่ใต้ผ้าห่มหนานุ่ม สะดุ้งผวาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย
"ท่านย่า... มีอะไรหรือจ๊ะ เพิ่งจะเช้าเอง..." เด็กสาววัยสิบสี่ขยี้ตา
"นังอวี้หลันไข้ขึ้นสูงจนลุกไม่ขึ้น วันนี้แกต้องแบกตะกร้าไปตัดหญ้าหมูที่ตีนเขาแทนพี่แก!" แม่เฒ่าซูออกคำสั่งเด็ดขาดพลางเท้าเอว
"อะไรนะจ๊ะ!" ซูเยว่เล่อเบิกตาโพล่ง ความงัวเงียกระเจิดกระเจิง
"แต่... แต่ฉันยังป่วยอยู่นะจ๊ะท่านย่า! ฉันหน้ามืด..."
"ป่วยบ้าอะไร! เมื่อวานแกเพิ่งสวาปามไข่ต้มไปไม่ใช่รึไง! เสียงก็ดังฟังชัด หน้าตาก็อิ่มเอิบ รีบลุกไปล้างหน้าแล้วคว้าตะกร้าไปทำงานซะ! ถ้าวันนี้แกหาแต้มแรงงานไม่ได้สักแต้ม ก็ไม่ต้องไปกินข้าวที่โรงอาหารคอมมูน!"
แม่เฒ่าซูผู้เห็นแก่ผลประโยชน์ของบ้านเป็นอันดับหนึ่ง สั่งเสร็จก็เดินกระแทกส้นเท้าออกไป ทิ้งให้ซูเยว่เล่อนั่งอ้าปากค้างอยู่บนเตียง ส่วนผู้เป็นแม่ก็ได้แต่อ้ำอึ้ง ไม่กล้าปริปากเถียงแม่สามีแม้แต่คำเดียว
"กรี๊ด! นังพี่บ้า! นังตัวซวย!" ซูเยว่เล่อกระทืบเท้าเร่าๆ ร้องไห้กระซิกๆ แต่ก็ต้องจำใจลุกไปหยิบเสื้อกันหนาวเก่าๆ มาใส่ เพราะขืนดื้อแพ่ง มีหวังถูกงดอาหารจริงๆ
ทางด้านซูอวี้หลันที่แง้มประตูแอบดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ลอบยิ้มร้ายกาจจนตาหยี
หึ! ป่วยทิพย์มาตั้งนาน วันนี้แกจะได้ลิ้มรสความปวดหลังของการเป็นนางทาสบ้างล่ะ ยัยดอกบัวขาวเอ๊ย!
...
รอจนกระทั่งคนในบ้านซูพากันแบกจอบแบกเสียมออกไปรวมตัวที่ลานหมู่บ้านจนหมด ซูอวี้หลันก็กระเด้งตัวลุกจากเตียง ล้างหน้าล้างตาเช็ดคราบขี้เถ้าออกจนสะอาดสะอ้าน เธอหยิบตะกร้าสะพายหลังใบเก่า แล้วเดินผิวปากอารมณ์ดีหลบเลี่ยงสายตาผู้คน มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกทันที
แสงแดดยามสายเริ่มสาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้ เมื่อไปถึงจุดนัดพบที่ริมลำธาร ซูอวี้หลันก็เห็นร่างสูงใหญ่กำยำของจ้าวฉือยืนพิงต้นไม้อยู่ก่อนแล้ว เขายังคงสวมชุดทหารสีเขียวขี้ม้าตัวเดิม ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงแฝงความดุดัน ทว่าข้างเท้าของเขามีตะกร้าสานใบใหญ่ที่ปิดทับด้วยใบกล้วยอย่างมิดชิดวางอยู่
"อรุณสวัสดิ์ พี่ใหญ่จ้าว!" เด็กสาวร้องทักเสียงใสแจ๋ว เปลี่ยนสรรพนามให้ดูสนิทสนมขึ้นตามวิสัยแม่ค้า
จ้าวฉือปรายตามองเด็กสาวที่ดูมีน้ำมีนวลและเดินเหินคล่องแคล่ว ผิดกับเด็กบ้านซูที่โดนรังแกจนผอมโซคนเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยทักทายตอบ เพียงแต่ใช้ปลายเท้าเขี่ยตะกร้าใบนั้นไปตรงหน้าเธอเบาๆ
"ไก่ฟ้าสองตัว... สมุนไพรห้ามเลือดอีกสองกำใหญ่... แล้วก็มีสมุนไพรโสวอูหัวขนาดกลางอีกหนึ่งหัว" จ้าวฉือรายงานผลประกอบการด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบราวกับรายงานผู้บังคับบัญชา
ซูอวี้หลันตาลุกวาว รีบเปิดใบกล้วยดูทันที
โอ้โห! อีตาพี่หมีนี่มันเครื่องจักรล่าสัตว์ชัดๆ! เพิ่งผ่านไปคืนเดียว หาของมาได้เยอะขนาดนี้เลยหรือเนี่ย! แบบนี้แต้มฉันพุ่งกระฉูดแน่!
"ยอดเยี่ยม! ฝีมือพี่ใหญ่จ้าวไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังจริงๆ!" ซูอวี้หลันฉีกยิ้มกว้างจนแก้มปริ ก่อนจะยืดอกขึ้น
"ในเมื่อพี่เอาของดีมาให้ตามสัญญา หุ้นส่วนอย่างฉันก็มี 'สินค้าล้ำค่า' มาให้พี่เอาไปปล่อยในตลาดมืดเหมือนกัน!"
พูดจบ เด็กสาวก็เอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกางเกงผ้าฝ้ายปะชุนของตัวเอง แต่ความจริงคือแอบดึงของที่เตรียมไว้ออกมาจากมิติ
ซูอวี้หลันยื่นห่อกระดาษสีน้ำตาลหยาบๆ ขนาดเท่าฝ่ามือไปตรงหน้าชายหนุ่ม
จ้าวฉือรับมาด้วยความงุนงง น้ำหนักมันเบาหวิว เขาค่อยๆ แกะกระดาษสีหมองคล้ำนั้นออก เผยให้เห็นก้อนสี่เหลี่ยมสีขาวขุ่นที่มีเนื้อเนียนละเอียด... และทันทีที่แกะออก กลิ่นหอมละมุนของดอกไม้ที่หอมหวานและสดชื่นก็ลอยเตะจมูกทันที!
"นี่มัน..." จ้าวฉือเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความนิ่งขรึมพังทลายลงชั่วขณะ
"สบู่หอม?"
ในยุค 70 ที่ทุกอย่างต้องแลกด้วยคูปองนี้ สบู่ถือเป็นของฟุ่มเฟือยขั้นสุด ชาวบ้านทั่วไปใช้แค่ขี้เถ้า หรืออย่างดีก็สบู่ซักผ้าก้อนแข็งๆ เหม็นๆ แม้แต่ในสหกรณ์ของตัวอำเภอ ก็ไม่มีสบู่ที่เนื้อเนียนละเอียดและหอมฟุ้งขนาดนี้ขาย
สบู่ก้อนนี้... ทั้งสีสันและกลิ่นหอมที่หรูหรา เขาเคยเห็นแค่ตอนไปทำภารกิจคุ้มกันที่บ้านพักของนายทหารระดับสูงในเมืองหลวงเท่านั้น!
"ถูกต้อง! สบู่หอมนำเข้า เกรดเดียวกับของปันส่วนพิเศษ!" ซูอวี้หลันยืดอกโม้หน้าตาย
ความจริงมันคือสบู่ในห้องน้ำบ้านเธอที่เอามาขูดโลโก้ออกแล้วห่อกระดาษใหม่นั่นแหละ
"ของหายากระดับนี้ พวกภริยาผู้นำในเมืองหลวงยังต้องเข้าคิวแย่งกัน พี่ลองจินตนาการดูสิว่า พวกคุณนายกระเป๋าหนัก หรือพวกลูกสาวเจ้าหน้าที่ในตลาดมืดอำเภอเรา จะยอมจ่ายเงินหยวนและตั๋วอุตสาหกรรมมากขนาดไหน เพื่อแลกกับความหอมที่ทำให้พวกหล่อนดูเป็นผู้ดีมีระดับขึ้นมาทันตาเห็น!"
จ้าวฉือสูดหายใจลึก กลิ่นหอมของมันช่างขัดแย้งกับเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อและป่ารกชัฏแห่งนี้เหลือเกิน
เขามองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นัยน์ตาสีนิลหรี่แคบลงอย่างจับผิด
ซูอวี้หลันคนนี้... เบื้องหลังของเธอต้องไม่ธรรมดา การที่เด็กสาวชาวนาตัวผอมกะหร่องสามารถหยิบของปันส่วนระดับนี้ออกมาได้หน้าตาเฉย แสดงว่าเธอต้องมีเส้นสายในตลาดมืด หรือไม่ก็มีขบวนการค้าของเถื่อนระดับมณฑลหนุนหลังอยู่แน่ๆ!
แต่สำหรับจ้าวฉือ ผู้ผ่านความเป็นความตายในสมรภูมิมาแล้ว เขาไม่สนหรอกว่าความลับของเธอคืออะไร ตราบใดที่ธุรกิจนี้ทำเงิน และเธอไม่ได้ทำร้ายใคร
"เธอกล้าเอาของมีค่าขนาดนี้มาให้ฉันนำไปขาย?" จ้าวฉือถามย้ำเพื่อความแน่ใจ น้ำเสียงจริงจังขึ้น
"คนทำธุรกิจร่วมกันก็ต้องมีความเชื่อใจสิพี่ใหญ่จ้าว!" ซูอวี้หลันเขย่งเท้าขึ้นตบไหล่หนาของเขาเบาๆ แววตาแม่ค้าฉายชัด
"ฉันให้พี่เป็นคนกำหนดราคาขายเลย โก่งราคาได้เต็มที่! ตลาดมืดไม่มีกฎเกณฑ์อยู่แล้ว ขายได้เท่าไหร่ เราแบ่งกันหกต่อสี่ตามสัญญา!"
จ้าวฉือพยักหน้าช้าๆ เขาห่อสบู่หอมก้อนนั้นกลับอย่างระมัดระวัง แล้วเก็บลงในกระเป๋าเสื้อทหารแนบอก รอยยิ้มบางๆ ที่แฝงความท้าทายปรากฏขึ้นบนใบหน้าดุดัน
"ตกลง... พรุ่งนี้เช้า ฉันจะเอา 'เงินหยวน' และ 'ตั๋วเนื้อ' มาให้เธอเตรียมรับไว้ได้เลย นังหนู"
ซูอวี้หลันยิ้มกว้างจนตาหยี มองแผ่นหลังกว้างของจ้าวฉือที่เดินแยกออกไปทางตัวอำเภออย่างอารมณ์ดี
ฮ่าๆๆ! หุ้นส่วนคนนี้นี่มันบ่อเงินบ่อทองชัดๆ ยัยลูกชังคนนี้กำลังจะรวยไม่รู้เรื่องแล้วโว้ย! อาเป่า เตรียมเปิดประตูโกดังมิติรอรับแต้มก้อนโตได้เลย!