“มีคนที่เป็นวีแบบพวกเราอีกเยอะไหม” แจ็คเดินตีคู่กับหญิงสาวมาตามทางเดินแคบโทรมภายในอาคารร้างซึ่งปรากฏว่าเป็นโรงพยาบาล ทั้งสองเพิ่งผ่านเก้าอี้รถเข็นผุพังบนชานพักบันไดชั้นสามมาหมาด ๆ ข้างหน้าเป็นประตูห้องผู้ป่วยเรียงรายสองข้างทางโดยแทบไม่มีบานไหนอยู่ในสภาพดีเลย
ซีบิลล์สั่นศีรษะ “ก็ไม่อยากขู่ให้กลัวหรอกนะ แต่วีที่ฉันรู้จักถ้าไม่ตายก็พากันกบดานเงียบกันหมด ...ส่วนใหญ่จะตายมากกว่า ก็อย่างที่บอก พราโซซินมีหน่วยล่าสังหารวีโดยเฉพาะ พวกเหนือมนุษย์น่ะ เจ้าพวกนี้บ้างก็มีพลังทัดเทียมกับวี ที่มากกว่าก็มี”
“งั้นทำไมเธอถึงไม่-”
“ซ่อนตัวน่ะหรือ” ซีบิลล์ผ่านเคาน์เตอร์หน้าห้องผู้ป่วยเด็กก่อนเลี้ยวซ้ายไปยังบันไดทางลง “ระหว่างเลือกอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ต้องคอยกังวลด้วยไม่รู้ว่าจะถูกฆ่าเมื่อไหร่กับลุยไปเลยอย่างระมัดระวัง นายคิดว่าอย่างไหนดีกว่ากันล่ะ ในเมื่อไม่ว่าทางไหนก็มีโอกาสตายเหมือน ๆ กันทั้งคู่”
“ลุยไปเลย” แจ็คพยักหน้า
“ใช่ไง เพราะอย่างน้อยก็มีโอกาสที่เราอาจทำสำเร็จ ในขณะที่การนั่งงอมืองอเท้าไม่ได้ช่วยอะไรเลย”
“แล้ว... จาฟาร์ นี่เขาเป็นวีด้วยหรือเปล่า”
“ไม่ ตานั่นก็แค่โลคอลบอร์นเท่านั้น หมายถึงผู้อาศัยธรรมดาที่เกิดในไนท์แมร์น่ะ ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นพ่อค้าที่มีความสามารถมากทีเดียว”
ทางออกจากอาคารร้างอยู่ชั้นล่างสุด ซีบิลล์พาเขาเลี้ยวก่อนถึงประตูหน้าซึ่งถูกล่ามโซ่เส้นเบ้อเริ่มไปยังทางเดินปีกขวาอาคาร หน้าต่างทุกบานต่างถูกตีไม้ปิดแน่นหนายกเว้นบานอยู่ไกลเกือบสุดทาง แจ็คเข้าใจว่ามันเป็นทางเข้าออกลับด้วยอีกด้านมีต้นไม้พุ่มใบหนาเติบโตบดบังอยู่
ทว่ายังไม่ทันจะได้ปีนออกไป หญิงสาวก็รั้งเขาไว้เสียก่อน
“เกือบลืมแน่ะ” หล่อนว่าพลางหยิบตลับสีดำจากกระเป๋าคาดเอว ซีบิลล์หมุนเปิดฝาออกจากนั้นควักเนื้อแว็กซ์มาเริ่มปาดใส่เส้นผมของแจ็คอย่างรวดเร็ว “ก่อนจะออกไป นายจำเป็นต้องปรับอะไรสักหน่อย”
“เอ๋ จำ- จำเป็นด้วยหรือครับ” แจ็คตกใจตัวแข็งทื่อที่จู่ ๆ หญิงสาวก็เข้ามาประชิด หล่อนเตี้ยกว่าเขาสักครึ่งฟุต ดวงตาสีฟ้าเฉียบคมที่จ้องเลยขึ้นไปยังผมยุ่ง ๆ ของเขานั้นกระจ่างใสประหนึ่งท้องฟ้าคิมหันต์ ฟันซี่ขาวกัดบนเรียวปากลิปสติกสีแดงเข้มทำแจ็ครู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา ที่สำคัญหล่อนมีกลิ่นหอมจาง ๆ เหมือนกุหลาบ แต่ก็คลับคล้ายคลับคลากลิ่นสายลมยามฝนกำลังจะมาในบางที
“ลืมไปแล้วหรือไงว่านายกำลังใช้ร่างของใคร เจอโรม ซิลเวเรีย วัตต์ หรือฆาตกรมือควักผู้ขึ้นชื่อเรื่องการฆ่าเพื่อควักลูกตาเหยื่อไปสะสมไม่ก็ทำอะไรสักอย่าง” หล่อนพูด มือปาดเสยผมยาวของเขาให้ไปกองกันที่ด้านหลัง “ถึงเวลานี้คนส่วนใหญ่จะยังไม่รู้ว่าตัวจริงของฆาตกรมือควักคือนาย แต่ก็มีบ้างที่ระแคะระคายแล้วเหมือนกัน อย่างพวกมาเฟียที่พยายามฆ่านายก่อนหน้านี้ไง”
“ทำไมมาเฟียถึงต้องพยายามฆ่าผม เอ่อ... เจอโรมด้วยล่ะ”
“เรื่องมันยาวน่ะ เอาเป็นว่าเจอโรมดันไปฆ่าลูกสาวของลูอี้ ลิคาต้าน่ะสิ หมอนั่นเลยส่งสมุนตามรอยเส้นทางการลงมือมากระทั่งถึงโรงงานที่เจอโรมโดนรุมยิงแล้วนายมาเข้าร่างแทนนั่นแหละ โชคดีที่เบาะแสพาฉันตามไปถึงทันเวลาพอดี ไม่งั้นนายก็คงไม่ได้มาอยู่ที่นี่หรอก”
“แต่ตอนนั้นดูเหมือนคุณเองก็อยากจะฆ่าผม... ไม่สิ เจอโรมเหมือนกัน...”
“ไร้สาระน่า ถ้าตายฉันก็แย่สิ ฉันจะได้ค่าตอบแทนมากโขอยู่สำหรับการจับเป็นเจอโรมไปให้ผู้ว่าจ้าง ...ซึ่ง ...เวลานี้ก็เป็นไปไม่ได้แล้วละนะ ในเมื่อเจ้าของร่างนี้ก็ไม่ใช่เจอโรมอีกแล้ว แต่เป็นแจ็ค เวลลิงตัน” ซีบิลล์พูดต่อราวกับเกรงว่าเขาจะคิดมากว่าอาจถูกจับส่งไปขายทอดตลาดในฐานะฆาตกรต่อเนื่อง “เอาล่ะ เสร็จแล้ว อย่างน้อยผมเรียบ ๆ เปิดหน้าผากแบบนี้ก็น่าจะสะกิดความสนใจใครก็ตามที่ต้องการตัวเจอโรมได้น้อยลงละ”
“จับเป็นไปให้ผู้ว่าจ้าง...? คุณทำงานอะไรกันแน่”
“นักสืบน่ะ” หล่อนตอบ จากนั้นก็หยิบแว่นตาหน้าตาวินเทจมายัดใส่มือเขา “เอ้านี่ สวมไว้ซะ เดี๋ยวไว้ค่อยไปหาหมวกสักใบมาสวมเพิ่ม”
แจ็คสวมแว่นปลอมตัวตามที่อีกฝ่ายบอกอย่างว่าง่าย(ไม่ใช่แว่นสายตา) แล้วปีนหน้าต่างตามซีบิลล์ออกไปเพื่อพบกับสวนรกครึ้มที่ไม่ได้รับการตกแต่งมานานหลายปีนอกอาคาร บ่อเล็ก ๆ ปกคลุมด้วยตะไคร่จนมองไม่เห็นผืนน้ำข้างใต้ ม้านั่งไม้ผุเต็มไปด้วยวัชพืชและเห็ดรา แม้กลางวันจะสว่างไสวทว่าบรรยากาศสวนรอบโรงพยาบาลกลับมืดสลัวและหนาวเหน็บอย่างประหลาด
“พวกเรากำลังจะไปที่ไหนหรือ” เขาถามซีบิลล์ผู้ก้าวฉับ ๆ ลุยดงหญ้าสูงไปโดยไม่มีท่าทีกังวลอย่างใด
“ฉันหิวแล้ว” หล่อนตอบสั้น ๆ
แล้วพวกเขาก็โผล่พ้นจากสวนมืดทึมออกมาได้ในที่สุด ผ่านซี่รั้วขึ้นสนิมหักเป็นช่องพอมุดออกมาได้คือตรอกแคบติดกับอาคารสูงสี่ชั้นข้างเคียง ซีบิลล์ตรวจสอบความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผมเร็ว ๆ ก่อนกระดิกนิ้วบอกเขาให้ตามหล่อนออกจากตรอก ไปสู่ความสว่างสดใสราวกับได้หลุดมาอยู่อีกโลกยังไงยังงั้น
เขาหมายความตามนั้นเลยล่ะ ...อีกโลกหนึ่ง
ประหนึ่งได้ย้อนเวลากลับไปสู่ห้วงหนึ่งในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ก็ไม่ปาน แต่ก็เป็นหนังสือแปลก ๆ ที่พยายามยัดรวมอนาคตเข้ามาด้วย ตึกรามบ้านช่องดูเป็นทรงเก่าแก่อย่างกับอยู่ในช่วงจุดสูงสุดของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมอย่างยุควิกตตอเรียไม่ก็ยุคทองชุบของอเมริกาก็ไม่ปาน สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดเป็นตึกสไตล์โบราณสูงสามถึงสี่ชั้นหลากสีสันตั้งเรียงรายไปตามถนนสายกว้าง มันมีอาคารสีแดงอิฐ สีชมพูอ่อน สีฟ้าพาสเทล สีเหลืองกลีบทานตะวัน ไกลออกไปน่าจะเป็นเขตโรงงานมีปล่องควันสูงพ่นหมอกสีหม่นออกมาอย่างหนาแน่น
กระนั้นในความโบราณกลับมีเทคโนโลยีที่ดูขัดกันผสมผสานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย อาคารแต่ละหลังมีท่อโลหะสามถึงสี่สายต่อจากทางเท้าด้านหน้าฝังเข้าไปในผนังคอนกรีต ท่อเหล่านี้ไม่ได้มีพื้นผิวทึบตลอดทั้งเส้น ส่วนที่โปร่งใสราวกับแก้วสามารถมองเห็นกระแสพลังงานบางอย่างคล้ายไฟฟ้าทว่ามีสีสันสดใส ทั้งสีม่วงสด ชมพูจ้าและสีทองอร่าม ซึ่งพวกมันเคลื่อนไหวจากด้านนอกเข้าสู่ข้างในที่พักอาศัย
บนถนนปราศจากรถยนต์ ยานพาหนะขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวได้แก่รถราง ตรงกลางจัตุรัสมีอุปกรณ์จักรกลประกอบด้วยฟันเฟืองขนาดใหญ่โผล่พ้นพื้นอิฐสีเทาเข้มขึ้นมาคอยจัดการสับเปลี่ยนเส้นทางของรถรางซึ่งถนนเส้นหนึ่ง ๆ จะมีสองขบวนวิ่งสวนทางกัน เสียงดนตรีกรุ๊งกริ๊งอย่างกับรถขายไอศกรีมคลอด้วยเสียงโกร่งกร่างกึงกังยามรถไฟหนึ่งตู้แล่นผ่านไปด้วยความเร็วไม่มากนัก ตู้ขบวนประกอบด้วยชิ้นส่วนโลหะสีทองหม่นเนื่องจากความเก่าแก่กับแผ่นไม้เคลือบเงาวับ บนหลังคาติดตั้งเครื่องจักรขับเคลื่อน เชื่อมต่อกับสายระโยงรยางค์ทว่าเป็นระเบียบมีแสงสีม่วงอมชมพูวิ่งปราดเป็นระลอก ๆ อย่างรวดเร็ว ป้ายโฆษณาด้านข้างเป็นรูปหน้าผู้หญิงทำผมฟู ๆ ดูโบราณกำลังยิ้มกว้าง พร้อมกับข้อความ ‘ลิควิดพลาสม่า พลังงานแห่งอนาคต’ เขียนไว้ด้านข้าง
บรรดาผู้โดยสารบนนั้นก็เช่นเดียวกับที่กำลังเดินบนทางเท้าไม่ก็ขับจักรยานบนถนน พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าย้อนยุค ผู้ชายสวมสูทสีเข้มเป็นหลัก มีบ้างที่แต่งกายด้วยชุดสีสดใสคล้ายชุดดรัมเมเยอร์ ขณะที่ผู้หญิงเป็นแฟชั่นประมาณกิบสันเกิร์ลไม่ก็เสื้อแขนยาวพร้อมคอร์เซตทำนองนั้น ท่อนล่างมีทั้งกระโปรงทิ้งชายจับระบายดูซับซ้อน หรือจะเป็นกางเกงขายาวกระชับรัดกุมแบบนักผจญภัยก็มี
“โว้ว นี่มัน...” แจ็คอุทานออกมา ตะลึงงันกับภาพที่เห็นจนพูดอะไรไม่ออก
“ขอต้อนรับสู่ไนท์แมร์ชั้นเอดเลอร์” ซีบิลล์ว่า “สถานที่ที่อดีตกับอนาคตมาบรรจบกันพอดิบพอดี”