“ตามแผนผังแล้ว ไนท์แมร์ที่เป็นพื้นที่อาศัยมีอยู่ 10 ชั้นด้วยกัน ได้แก่ เอดเลอร์ ไนท์ ไฟร์แฮร์ ไวเคานต์ เอิร์ล มาร์ควิส พรินซ์ อาร์ชดยุค คิง และเอ็มเพอร์เรอร์ โดยยิ่งอยู่สูงก็ยิ่งหมายความว่ามีอำนาจมากขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็พราโซซินที่ปกครองชั้นเอ็มเพอร์เรอร์นั่นเอง”
ซีบิลล์อธิบายระหว่างนำแจ็คไปตามทางเท้ากว้าง ๆ ผู้คนเดินขวักไขว่ แรก ๆ เขาค่อนข้างตื่นกับบรรยากาศไม่คุ้นเคยราวกับหลงเข้ามาร่วมงานแฟนซีไซไฟย้อนยุคโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน แต่แล้วอาการตื่นสถานที่ก็ค่อย ๆ ลดระดับลงบ้างหลังก้มมองตัวเองหลายครั้งว่าตนไม่ได้ดูแตกต่างไปจากคนอื่น ถึงอย่างนั้นเขากลับยังรู้สึกคล้ายถูกจ้องมองโดยสายตาจับผิดจากรอบข้างอยู่เลย
“เวลานี้เราอยู่ชั้นเอดเลอร์ซึ่งเป็นย่านพักอาศัยระดับล่างสุด เพราะงั้นทุกอย่างเลยดูจะปกติที่สุด จากที่เคยได้ยินมานะ” หล่อนว่าต่อ
ทั้งสองหยุดรอให้จักรยานคันหนึ่งวิ่งผ่านไปก่อน แจ็คพบว่าจักรยานในไนท์แมร์ไม่ใช่รถที่ใช้เท้าถีบเสียทีเดียว จริงอยู่ที่มันมีกะโหลกกับบันไดไว้ขับเคลื่อนด้วยแรงคน ทว่าตรงบริเวณด้านหลังที่ปกติจะเป็นเบาะไม่ก็ติดกล่องใส่ของนั้น สำหรับที่นี่เป็นจุดที่ใช้ติดตั้งเครื่องยนต์รูปร่างคล้ายตู้โทรศัพท์ทองเหลืองสูงราวศีรษะผู้ขับขี่ ตัวถังเครื่องยนต์มีช่องเปิดให้เห็นกลไกด้านในดู ๆ ไปแล้วก็ชวนให้นึกถึงภายในตัวเรือนนาฬิกายังไงยังงั้น และก็เช่นเดียวกับเครื่องจักรอื่น ๆ มันมีสายกับท่อคอยส่งพลังงานเรืองแสงสีสดใสไหลเวียนไปยังจุดต่าง ๆ ของอุปกรณ์ขับเคลื่อน บริเวณด้านขวาของกล่องเครื่องยนต์มีช่องบรรจุแท่งแก้วทรงกระบอกหุ้มหัวท้ายด้วยโลหะสีเงินยาวประมาณครึ่งฟุตหนึ่งแท่ง เมื่อพิจารณาจากรูปร่างก็พอคาดเดาได้ว่าสิ่งนี้แหละที่น่าจะเป็นแหล่งพลังงานหรือแบตเตอรี่ของรถ
บันไดจักรยานมีหน้าที่ไม่ต่างจากที่วางเท้าเท่านั้น
“มันคือลิควิดพลาสม่าน่ะ” หญิงสาวเอ่ยราวกับอ่านใจเขาได้ พลางเร่งฝีเท้าตัดถนนไปตามทางม้าลายกับชายหญิงอีกสองคน “ปกติจะอยู่ในรูปของแข็งจากเหมืองลิมโบ แต่พอแปรรูปแล้ว ลิควิดพลาสม่าครึ่งลิตรจะให้พลังงานเพียงพอต่อหนึ่งครัวเรือนในหนึ่งวัน”
ร้านผ้าม่าน ร้านนาฬิกาพก ร้านขายวิทยุกับโทรทัศน์แบบหลอดแคโทด ร้านขายการ์ดอวยพร นี่มันอย่างกับอยู่ในรายการทีวีแนวพีเรียดอย่างนั้นแหละ ผู้คนแต่งตัวโบราณ ทำตัวโบราณ แจ็คเห็นคนจำนวนหนึ่งจับกลุ่มกันตรงตู้โชว์หน้าร้านตัดเสื้อ ต่างวิจารณ์การตกแต่งหุ่นโชว์ชุดกับฉากประกอบอันมีชีวิตชีวากันอย่างจริงจัง ประหนึ่งว่าสำหรับพวกเขาแล้วไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สำคัญยิ่งกว่าแฟชั่นฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ปาน
“อย่าได้ถูกฉากหน้าหลอกเอาเด็ดขาดเชียว” ซีบิลล์พูดกับแจ็ค อาจเพราะหล่อนสังเกตเห็นสายตาเขาที่มีต่อกลุ่มผู้คนก็ได้ “ทั้งหมดที่นายเห็นน่ะแค่ชีวิตที่ไม่สลักสำคัญอะไร พวกเขาเป็นเหยื่อที่จะถูกบูชายัญเมื่อไหร่ก็ได้ นายจะเข้าใจมากขึ้นเองถ้ามีชีวิตรอดได้นานพอละนะ”
ซีบิลล์พาเขามาถึงภัตตาคารทัสคานีไดม์ ด้านหน้าของที่นี่อย่างกับทางเข้าโรงละคร ภายในหรูหรา ไม่ว่าจะไฟระย้า น้ำตกสูงสามเมตรด้านในสุด ผนังสีมุกประดับด้วยแผ่นเหล็กฉลุลายคล้ายเถาวัลย์และกิ่งใบอันอ่อนช้อย เครื่องเรือนเช่นโต๊ะเก้าอี้กับรั้วกั้นชั้นลอยเป็นงานไม้แกะสลัก แม้แต่แจ็คผู้ไม่มีความรู้ใด ๆ เกี่ยวกับวัสดุเลยก็ยังพอบอกได้ว่าลำพังชิ้นไม้ยังไม่แปรรูปเพียงอย่างเดียวก็คงแพงมากแล้ว เสียงดนตรีแผ่วประหนึ่งแบล็คกราวน์มีชีวิตดังมาจากวงสตริงควอร์เท็ทที่กำลังเล่นสดตรงพื้นที่บนชั้นลอย
“ขอต้อนรับสู่ทัสคานีไดม์ครับ คุณนาย คุณผู้ชาย” ชายสูงวัยหนวดสีเทาสวมทักซิโด้สีดำกระวีกระวาดมาต้อนรับพวกเขา วินาทีนั้นแจ็คถึงกับจ้องฝ่ายนั้นตาค้าง ไม่ใช่เพราะผมบางที่พยายามหวีเป๋เรียบแปล้พยายามปิดหัวล้านอย่างล้มเหลวหรอก แต่เป็นรอยสักชุดตัวเลขที่พาดผ่านหน้าผากย่น ๆ ของพนักงานต้อนรับต่างหาก
“ไม่ทราบว่ามื้อกลางวันยังพอมีที่ว่างสักสองที่ไหมคะ” ซีบิลล์ยิ้ม
“มาได้จังหวะพอดีเลยครับ ทางร้านเพิ่งจัดเตรียมโต๊ะรับรองเสร็จเรียบร้อย” ชายหน้าผากสักชุดตัวเลขชูมือขึ้นดีดนิ้วหนึ่งครั้ง จากนั้นบริกรสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสะอาดผูกหูกระต่ายก็เร่งฝีเท้าตรงมาหาพวกเขา
บริกรหญิงวัยกลางคนผู้นั้นโค้งคำนับก่อนผายมือเป็นสัญญาณให้ตามตนไป ตอนนั้นเองที่แจ็คพบว่าหล่อนเองก็สักตัวเลขบนใบหน้าเช่นกัน คราวนี้ไม่ใช่ที่หน้าผาก แต่อยู่บนแก้มขวาในแนวตั้งจากใต้ดวงตา
“จ้องหน้าคนอื่นเขม็งแบบนั้นไม่สุภาพเลยนะ” ซีบิลล์กระตุกแขนเสื้อเขา แจ็คสะดุ้งเล็กน้อย กำลังจะพูดขอโทษ ทว่าบริกรกลับหันหลังเดินนำไปแล้ว
“เอ่อ... คือ ผมแปลกใจน่ะ”
แจ็คไม่ทันพูดต่อ เขากับซีบิลล์ก็มาถึงที่นั่งบริเวณช่วงกลางร้าน มีบริกรอีกสองคนช่วยดึงเก้าอี้ให้ ทันทีที่พวกเขานั่งลงเรียบร้อยแล้ว บริกรชุดใหญ่ก็กรูกันเข้ามาจัดการเรียงถ้วยชามกับเครื่องเงินอย่างคล่องแคล่วลื่นไหล เล่มเมนูถูกส่งเข้ามาในมือเขา ซึ่งแน่นอนว่าอ่านแล้วงงสุด ๆ นอกจากจะเป็นตัวเขียนหวัด ๆ แล้วยังเป็นชื่อเมนูที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอีกต่างหาก ขนาดว่ามีบริกรหญิงที่นำทางมายังโต๊ะคอยพูดแนะนำเมนูอยู่ข้าง ๆ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับซีบิลล์ หล่อนพยักหน้า ตอบบริกรหญิงผู้นั้นกลับไปอย่างมั่นอกมั่นใจ(และยากจะฟังรู้เรื่อง มันเหมือนกับหล่อนสั่งอาหารไปสัก 20 อย่างได้งั้นแหละ) จนเมื่ออีกฝ่ายคำนับ ถอยหลังจากไปเรียบร้อยแล้ว ซีบิลล์ก็เอ่ยกับเขา
“ฉันสั่งส่วนของนายให้แล้ว เอาเป็นสลัด สเต็กปลากับซุปกินง่าย ๆ แล้วกัน” หล่อนมองเขาด้วยสายตาที่ชัดเลยว่ากำลังแอบหัวเราะอยู่ข้างใน
“ร้านอาหารที่นี่เป็นแบบนี้หมดเลยหรือเปล่าเนี่ย”
“ไม่ต้องกลัวหรอก แบบนี้มีไม่เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านแบบช่วงยุค 20 ไม่ก็ 60 มากกว่า หรือรถเข็นอาหารก็มีนะ แต่นาน ๆ ทีฉันก็อยากมากินอะไรแพง ๆ บ้าง ก่อนที่จะ... เรื่องนั้นไว้ค่อยเล่าให้ฟังทีหลังดีกว่า” ซีบิลล์อธิบายต่อ “ตามความเข้าใจของฉัน กาลเวลาในไนท์แมร์แตกต่างจากโลกที่ฉันกับนายจากมาโดยสิ้นเชิง จะให้ชี้ชัดลงไปเป๊ะ ๆ ก็พูดไม่ถูกแฮะ เอาเป็นว่าผู้คนที่นี่ติดอยู่ในยุคโบราณมาตลอดโดยปราศจากความเปลี่ยนแปลง และก็ไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงอีกด้วย”
แจ็คเหลือบมองชายหญิงโต๊ะข้าง ๆ กำลังทานอาหารด้วยท่าทีประหนึ่งชนชั้นสูงก็ไม่ปาน
“สำหรับสิ่งที่นายสงสัยเมื่อกี๊นี้-” หล่อนพูดต่อ ทว่าวินาทีนั้น การมาถึงของชายสองคนได้ดึงความสนใจของหญิงสาวไป แววตาจากผ่อนคลายแปรเปลี่ยนเป็นระแวดระวังในฉับพลัน แจ็คสังเกตว่าซีบิลล์ยกมือขึ้นจัดแต่งทรงผมที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้วของหล่อน ซึ่งแท้จริงคือการใช้ฝ่ามือบังใบหน้าตนเองต่างหาก
ชายสองคนแต่งกายแบบนายทหารในยุคสงครามโลก เสื้อนอกแขนยาวสีน้ำตาลอมเขียวติดเหรียญตราทับเสื้อเชิ้ตโทนสีเดียวกันทว่าอ่อนกว่า เข็มขัดเส้นหนาร้อยกระเป๋าซ้ายขวาด้านละใบ โดยทางขวาจะเยื้องมาด้านหน้ามากหน่อยเนื่องจากต้องเว้นที่ให้ปืนพกด้วย การปรากฏตัวของคนคู่นั้นสร้างเสียงปรบมือขึ้นทั่วห้องอาหาร ลูกค้าตามโต๊ะเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างเร่งร้อน แจ็คเห็นแววตื่นเต้นประดับบนใบหน้าของทุกคน โดยเฉพาะชายมีอายุผู้ทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าที่แสดงความชื่นชมออกนอกหน้าจนเกินไป
“ปรบมือสิ อย่ามัวแต่นั่งอึ้ง” ซีบิลล์กระซิบบอก หล่อนกระแทกฝ่ามือเข้าด้วยกันดังลั่นในครั้งแรกเพื่อดึงสติของเขา ใบหน้าสวยประดับด้วยรอยยิ้มที่ไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย
“สองคนนั้นคือ...” แจ็คทำตามอย่างเงอะงะ พนันว่าการปั้นยิ้มของเขาคงแย่กว่าหล่อนซะอีก ขณะเดียวกันชายในชุดทหารทั้งสองเดินเสียงกุกกักจากรองเท้าคู่หนักขึ้นบันไดไปยังชั้นลอย
“ผู้ตรวจสอบ ...ง่าย ๆ ก็คือตำรวจนั่นแหละ ปัญหาอยู่ที่พวกมันบางคนสามารถรับมือกับ... คนแบบพวกเราได้” ซีบิลล์ตอบ “ว่าแต่นายเห็นนั่นไหม” หญิงสาวบุ้ยใบ้ไปยังตู้ขายของอัตโนมัติหน้าตาไม่เข้ากับบรรยากาศและการตกแต่งของภัตตาคารสักนิด ตู้เหล็กทึบไม่มีตัวอย่างสินค้าให้ดูแต่อย่างใดเปล่งแสงสีชมพูเรืองเป็นคำว่า ‘เดลต้า’ ในแนวนอน “นั่นน่ะสสารเดลต้า สิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะภาพของผู้คนที่นี่”
ชายผู้ถูกเรียกว่าผู้ตรวจสอบทั้งสองเดินไปหยุดที่ตู้นั้น ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะล้วงเหรียญทองจากกระเป๋าเสื้อแล้วหยอดใส่ในช่องรับบนตู้เดลต้า แจ็คได้ยินเสียงกึงกังยามเครื่องจักรถูกกระตุ้นให้เริ่มทำงาน เสียงเพลงแบบเครื่องเล่นในสวนสนุกและเสียงเด็กผู้หญิงแหลม ๆ พูดว่า ‘วันนี้คุณโชคดีแล้วล่ะพี่ชาย’
สิ่งที่ไหลออกมาจากตู้ขายของอัตโนมัติคือกระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็ก ๆ แผ่นหนึ่ง เสียงฮือฮาก่อนหน้าพลันเงียบสนิทขณะที่ชายคนนั้นค่อย ๆ สอดกระดาษที่หยิบจากตู้ ‘เดลต้า’ ใส่ปากตัวเอง ผู้ตรวจสอบหลับตาลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคลิบเคลิ้มครู่ใหญ่ จากนั้นสิ่งแปลกประหลาดที่สุดก็เกิดขึ้น เมื่อหมอนั่นลืมตาขึ้น แสงสีส้มจาง ๆ สว่างวาบจากร่างตั้งแต่เท้าขึ้นมาถึงศีรษะ ม่านตาเป็นสีเหลืองสดเจิดจ้าท่ามกลางแสงไฟยามหันมองมาทางลูกค้าภัตตาคารเบื้องล่างประหนึ่งจับจ้องมดปลวก
เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนถึงความชื่นชม