บ่ายคล้อยลงแล้วเมื่อเรือบดเที่ยวสุดท้ายลำเลียงเสบียงและผ้าใบขึ้นสู่ชายหาดของเกาะแก้ว กะลาสีลังกากับทหารเมืองผลึกที่ยังพอมีกำลังช่วยกันตั้งที่พักชั่วคราวใต้แนวไม้ใหญ่ รังเกศแบ่งเขตค่าย จัดเวรยาม และให้รวบอาวุธส่วนที่ไม่จำเป็นต่อการเข้าเวรไว้ต่างหาก ไม่ให้กองทหารติดดาบเดินปะปนกับคนเจ็บ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อห้ามที่พระโยคีวางไว้ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระบบภายใต้การควบคุมของแม่ทัพลังกา
เคนยืนอยู่ริมขอบค่ายคอยสังเกตการณ์ สองครั้งระหว่างช่วงบ่าย เคนบังเอิญสบตาพระอภัยมณีจากอีกฟากของค่าย ชายผู้ถือปี่ยังคงช่วยดูแลคนเจ็บอย่างเงียบเชียบ เคนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองเขาอยู่ก่อนแล้ว หรือเพียงแค่หันมาในจังหวะเดียวกันพอดี ทว่าหลังจากคำที่หลุดออกจากปากเมื่อเช้า เคนพบว่าตัวเองคิดก่อนพูดนานขึ้นกว่าเดิม
"อย่าขยับหินก้อนนั้น!"
เสียงตะโกนดุดันดังขึ้นจากแนวโขดหินสีดำสนิททางทิศเหนือของหาด ดึงความสนใจของเคนให้หันไปมอง สินสมุทรยืนจังก้าขวางกะลาสีลังกาสองคนที่กำลังพยายามจะเคลื่อนย้ายก้อนหินเพื่อใช้เป็นฐานผูกเชือกเต็นท์ เด็กหนุ่มมีมัดกล้ามเนื้อแข็งแรงเกินวัย และสายตาที่กวาดมองคนแปลกหน้าทุกคนอย่างระแวดระวัง
"มันเป็นแค่หินทับรอยแยกนะพ่อหนุ่ม เราต้องขึงผ้าใบต้านลม..." กะลาสีคนหนึ่งพยายามอธิบาย
"ข้าบอกว่าอย่าแตะ!" สินสมุทรตวาดซ้ำ น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวและพร้อมปะทะ
เคนเดินเข้าไปแทรกระหว่างกะลาสีและเด็กหนุ่ม เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้คนของตนถอยออกไป
"มีอะไรอยู่ตรงนั้นหรือ สินสมุทร?" เคนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เด็กหนุ่มหอบหายใจแรง เขามองเคนด้วยสายตาที่ยังคงระมัดระวัง
"อย่าให้คนของท่านไปทางเหนือของหาด" สินสมุทรตอบเสียงต่ำ สายตาของเขามองเลยโขดหินดำนั้นออกไปสู่ผืนน้ำ
"น้ำทะเลตรงนั้น มันยังจำรสชาติของความโกรธแค้นได้"
เคนมองตามแนวหินดำ
มีรอยแตกยาวหลายสายพาดอยู่บนผิวหินแกรนิต บางส่วนลึกจนมีน้ำทะเลขังอยู่ภายใน เศษไม้ใหญ่ที่ถูกคลื่นซัดมาติดตามซอกยังผุกร่อนและแตกหักผิดรูป ไม่ว่าคืนที่เกิดรอยเหล่านี้จะเป็นเหตุการณ์แบบใด มันเคยรุนแรงและบ้าคลั่งมาก
"บริเวณนั้นคือสุสาน องค์ชาย"
พระอภัยมณีเดินเข้ามาหยุดไม่ไกล เขามองแนวหินดำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูด
"เมื่อหลายเดือนก่อน อสูรกายแห่งท้องทะเลติดตามข้าและลูกมาจนถึงเกาะแห่งนี้" พระอภัยมณีเล่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"นางผีเสื้อสมุทร"
พระอภัยมณีพยักหน้า
เขาไม่ได้พูดต่อในทันที ทว่าสายตาของเขาเลื่อนไปทางสินสมุทรเพียงชั่วครู่
"บางครั้งสิ่งที่ช่วยชีวิตคนหนึ่ง ก็ทำร้ายอีกคนได้"
เคนหันไปมองสินสมุทร เด็กหนุ่มไม่ได้มองพระอภัยมณี เขามองหินดำที่ปลายหาด มือข้างหนึ่งกำแน่นอยู่ข้างลำตัว เรื่องที่เคนจำเรียกนางว่า ‘ผีเสื้อสมุทร’ อสูรที่ขวางทางพระอภัยมณี
แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า นางมีอีกชื่อหนึ่งซึ่งเรื่องเล่าแทบไม่เคยใช้
‘แม่’
"ย้ายแนวผ้าใบลงใต้สิบก้าว" เคนหันไปสั่งกะลาสีลังกา
"อย่ารื้อก้อนหินพวกนั้น และอย่าไปตักน้ำฝั่งเหนือจนกว่าเราจะรู้พื้นที่ดีพอ"
"พ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย!" กะลาสีรับคำและรีบไปจัดการตามคำสั่ง
สินสมุทรมองเขา
"ท่านไม่ถามหรือว่าทำไมข้าถึงห้าม?"
เคนเหลือบมองหินดำ
"ถ้าเจ้าบอกว่าไม่ควรรื้อ ข้ายังไม่มีเหตุผลพอจะรื้อ"
สินสมุทรนิ่งไป
"แค่นั้น?"
"แค่นั้น"
เคนตอบ
สินสมุทรมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันกลับไปทางแนวหินดำ เคนเดินเลี่ยงออกมา ปล่อยให้เด็กหนุ่มอยู่กับความเงียบของตนเอง
ขณะที่เคนกำลังตรวจดูความเรียบร้อยของค่าย สุวรรณมาลีก็เดินเข้ามาหยุดใกล้เขา
"องค์ชาย เสด็จพ่อต้องการให้ท่านไปร่วมหารือ"
"เรื่องใด?" เคนถาม
นางลังเลเพียงครู่หนึ่ง
"เรื่องสิ่งที่เมืองผลึกควรตอบแทนแก่ผู้ที่ช่วยเหลือพวกเรา"
เคนมองนาง
"พระองค์รับสั่งถึงอะไรโดยเฉพาะหรือไม่?"
"ยัง" นางตอบเสียงเบา นางมองเขา
"แต่ข้าอยากให้ท่านอยู่ในวงหารือนั้น"
"เสด็จพ่อทรงเห็นว่าท่านอภัย สินสมุทร และคนบนเกาะช่วยให้ทหารผลึกหลายคนรอดมาได้ ทั้งจัดหาน้ำ ดูแลคนเจ็บ และให้ที่พัก" สุวรรณมาลีกล่าวต่อ
"พระองค์ไม่ต้องการจากไปโดยไม่ตอบแทน"
"ข้าจะไปพบพระองค์" เคนรับคำ
สุวรรณมาลีค้อมศีรษะให้เขาก่อนจะเดินนำไป เคนเดินตามแนวหาดไปยังที่พักของท้าวสิลราช
ระหว่างทาง เขาหันกลับไปมองเพียงครั้งเดียว
สินสมุทรยังยืนอยู่ใกล้แนวหินดำ ส่วนพระอภัยมณีอยู่ห่างออกไปอีกเล็กน้อย กำลังช่วยคนเจ็บเหมือนเดิม คนหนึ่งเป็นลูก อีกคนเป็นชายที่ฆ่าแม่ของเขา และทั้งสองยังต้องใช้ชีวิตอยู่บนเกาะเดียวกันหลังเรื่องที่เคนจำจบฉากนั้นไปแล้ว
เขาหันกลับและเดินต่อ ท้าวสิลราชกำลังรอเขาอยู่ ส่วนเรื่องที่พระองค์ต้องการตอบแทนผู้ช่วยเหลือเมืองผลึกนั้น เคนยังไม่รู้ว่าจะนำไปสู่อะไร เขาช่วยสุวรรณมาลีออกจากเส้นทางเดิมแล้ว ท้าวสิลราชก็เดินมาถึงเกาะคนละทาง แต่สุดท้าย พระอภัยมณียังได้พบทั้งสองคนในสถานที่เดียวกัน
เคนไม่รู้ว่านั่นเป็นเพียงความบังเอิญหรือไม่ เขาเพียงเริ่มสงสัยว่า การเปลี่ยนเส้นทาง อาจไม่เหมือนกับการเปลี่ยนจุดหมาย