บุพเพรักแม่ทัพสุริยัน

ตอนที่ 13: ตอนที่ 10 มิได้รับความเป็นธรรม

👁️ 15 อ่าน
22px

ด้านในห้องนอนหรูหราของเรือนหลักแม่ทัพหยาง บัดนี้ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งเพลิงปรารถนา          จนร้อนระอุประดุจอยู่ท่ามกลางภูเขาไฟ

ภาพฝัน สองมือหญิงชายสอดประสานและกอบกุม ต่างให้ความอุ่นแก่กันและกัน ลำแขนแข็งแรงของบุรุษคล้องประคองร่างบางอย่างอ่อนโยน ครอบครองอย่างต้องการให้ความรู้สึกที่ปลอดภัย

บทเพลงรักไหลลื่นทั้งรัญจวนชวนคลั่งใคล้ไปตามจังหวะสวรรค์

บทเพลงดุจดังลงมาจากชั้นฟ้าที่ยังคงบรรเลงอยู่นั้น ทำคนคล้ายดั่งตกบ่วงนิมิตรแสนหวาน นิทราที่ยังไม่ลุกตื่น

ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปตามอารมณ์แห่งรักใคร่  ทั้งโหยหาเฝ้าถวิลมิเจือจาง ทุกอารมณ์ที่อุบัติล้วนเกิดจากใจ หาใช่จากสติอันเสียเวลาพินิจกลั่นกรองอันใดให้มากความ

ทว่านั่น! คือห้วงมโนตามจินตนาการอันเหลวไหล

เพราะความเป็นจริงนั้น ช่างแตกต่างห่างไกลจากฝันในนิทราหวาน

ชั่วยามนี้!

เสื้อผ้าหนาแน่นของหยางเจี้ยนที่เดิมทีอนุญาตให้ปลดเพียงสายคาดเอว ยามนี้ถูกหมิงเยว่จับถอดจนเกลี้ยง กระทั่งชุดด้านในยังไม่เหลือ สัดส่วนกำยำอันสมบูรณ์แบบจึงถูกเปลือยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สง่างามหาใดเทียม

ฝ่ายหมิงเยว่เองก็ไม่น้อยหน้า นางถูกหยางเจี้ยนจับถอดผ้าจนสิ้นทุกชิ้นเช่นกัน

หลังจากนั้นร่างระหงยังถูกอุ้มแล้วจับโยนลงบนเตียง

หมิงเยว่ตื่นตะลึงยิ่ง

นางคิดผิดเสียแล้วที่ไปตามเขากลับมา ใช่หรือไม่?

หญิงสาวถูกร่างกำยำทาบทับจนหายใจไม่ออก

หยางเจี้ยนโถมกายแกร่งเข้าใส่ร่างนุ่มอย่างรุ่มร้อน ก่อนที่นางจะถูกริมฝีปากร้อนผ่าวของเขากดจูบแนบสนิท แผงอกเบียดชิดหนักหน่วงจนแทบขาดใจ

เขาผละไปจูบแก้ม จูบคาง ขบติ่งหู เล้าโลมเหนือชั้น ใบหน้าคมคายฝังลึกที่ซอกคอนาง ฝ่ามือยังซุกซนปานนั้น นิ้วอุ่นสากยังสอดใส่ดุดันสร้างความเสียวสยิวแผ่ซ่านทั่วร่าง ทั้งกายร้อนวาบเหมือนถูกนาบด้วยประกายไฟ

ดูมิใช่เขาเลย บุรุษแสนสุขุมเย็นชา...

จังหวะถูกปลายจมูกซุกไซ้ซอกคอตนจนหูอื้อตาลาย หมิงเยว่ละล่ำละลักถาม  

ท่านมิใช่ถูกวางยามากระมัง?

หยางเจี้ยนตอบเสียงทุ้มพร่ายามเคลื่อนใบหน้าลงต่ำแล้วดูดเม้มยอดถันอย่างไร้ปรานี

“ย่อมใช่”

“...”

ช่างเป็นบุรุษที่เถรตรงยิ่งนัก!

“โกหกว่าไม่ใช่แต่ทำไปเพราะพิศวาสข้ามิได้รึไง?

“ไม่มีทาง!

“...”

ท่านกำลังทำผู้อื่นต้องกลุ้มใจเกินไปแล้ว...

หมิงเยว่ให้รู้สึกมิได้รับความเป็นธรรมอย่างที่สุด  นางจึงเอื้อมมือหยุดใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังเคลื่อนต่ำลงไปที่เอวเล็กคอดตำแหน่งแอ่งสะดือเหนือจุดสงวนอ่อนไหว ระงับความร้อนรุ่มปั่นป่วนรัญจวนใจเอาไว้อย่างสุดกำลัง แล้วพลิกกายขึ้นทาบทับร่างเขาเอาไว้อย่างขวัญกล้า

ชายหนุ่มชะงักงันแค่เพียงอึดใจ ก่อนทอดกายแกร่งอยู่ใต้ร่างนางอย่างท้าทายและรอคอย

เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ปล่อยเพลิงในอกค่อยๆ ลุกไหม้เป็นระลอก แววตาทอประกายร้อนแรงเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน

หมิงเยว่เบิกตามองด้วยสองตาไหวระริกพร่างพราว  

สามีสง่างามปานนี้ นางต้องเป็นฝ่ายกลืนกินถึงจะถูก

ข้าจะไม่โกรธที่ท่านทำโดยไร้เสน่หาเพราะฤทธิ์ยา แต่ท่านต้องทำให้คนทั้งเรือนได้ยินว่าโปรดปรานข้าเพียงใด”

เรียวขาเสลาคร่อมเอวสอบ สะโพกกลมกลึงตรึงท้องน้อยแข็งขึงไว้แน่น แนบชิดสนิทสนมปานนั้น

“เข้าใจไหม?

บุรุษมองเนินเนื้ออวบอิ่มที่ขยับไปมาเหนือร่างด้วยความพึงพอใจ แววตาร้อนแรงดุจไฟโหมพร้อมมอดไหม้   รอคอยความคับแน่นบีบรัดยามสอดใส่ตัวตนในกายสาว  เขาขบกรามแค่นเสียงแหบกระเส่า

“พอเข้าใจได้! เริ่มเลยเป็นไร...”

 

รุ่งสางมาเยือน

เสียงความเคลื่อนไหวภายในห้องสิ้นสุดลงนานแล้ว เงาร่างสองสายที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวก็คลายออกแล้วเช่นกัน ทว่ากลับไร้วี่แววว่าเจ้านายจะเรียกหา

สาวใช้รอบเรือนพากันเมียงมองตามเสียงเปี่ยมสุขของท่านแม่ทัพกับฮูหยินอย่างริษยา

จิ่นซินให้รู้สึกยินดีขึ้นมาไม่น้อย

ในฐานะสาวใช้ หากเจ้านายได้ดี บ่าวย่อมสบายใจ ชีวิตน้อยๆ ในจวนใหญ่จะได้มีวันคืนสดใส ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดผวา ก้มหน้ามิกล้าเงยอีก

เรื่องระหว่างคุณหนูของนางกับท่านแม่ทัพหยาง  ต่อให้มิใช่ความรัก ขอแค่มีความใคร่ก็นับว่าดีมากแล้ว

จังหวะที่จิ่นซินคิดอย่างมีความสุขหลุดหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว จิ้นเหอเดินกลับมาหลังจากที่หายไปครู่หนึ่ง

“พี่เหอไปที่ใดมาหรือ?

เนื่องจากได้คุยกันปลอบกันทั้งคืนยามยืนเฝ้าหน้าห้องเจ้านาย สาวใช้แน่งน้อยจึงได้รับคำอนุญาตให้เรียกขานท่านรองแม่ทัพหนุ่มอย่างสนิทสนมเช่นนี้

“ข้าไปสั่งคนต้มน้ำแกงบำรุงร่างกายอย่างไรเล่า        เจ้าไยมิใช่ปรารถนาให้ท่านแม่ทัพมีบุตรกับฮูหยินรึ?

จิ่นซินได้ยินพลันตาโต

แน่นอนว่านางปรารถนาเช่นนั้น หากแต่ก่อนหน้านี้เจ้านายของนางถูกท่านแม่ทัพละเลยถึงขนาดไม่มาเยือน หายหน้าหายตาไปหลายเดือน

การไปสั่งคนให้ต้มยาจึงยังเกินความสามารถอยู่บ้าง

ด้วยเกรงว่าจากยาบำรุงจะได้เป็นยาพิษบั่นทอนสุขภาพแทน

ประสบการณ์จากจวนสกุลไป๋ทำให้จิ่นซินฉลาดขึ้นมาไม่น้อย แรกเริ่มก็เพียงคิดว่าสุขภาพของคุณหนูไม่ดีเพราะตรอมใจ ทว่าเมื่อคุณหนูได้แต่งงานออกมาจากจวนไป๋ นางได้เห็นคุณหนูแข็งแรงออกปานนี้ ที่บ้านเดิมต้องมีสิ่งผิดปกติแน่ๆ

แต่มัวคิดวิเคราะห์ยามนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว มิสู้อยู่ที่ใหม่ด้วยความระมัดระวังมากกว่าเดิม

จิ้นเหอเห็นสาวใช้ตัวน้อยทำตาโตค้างเติ่งก็ยกนิ้วขึ้นมาดีดหน้าผากนางอย่างอดใจมิได้

“โอ๊ะ!” จิ่นซินยกมือกุมขมับโอดครวญ “พี่ชาย...”

“ข้าเห็นด้วยกับเจ้าที่กล่าวไว้เมื่อคืน ท่านแม่ทัพสมควรมีบุตรคนแรกกับฮูหยินเอกเท่านั้น”

หญิงสาวชูนิ้วยกย่อง “พี่เหอยอดเยี่ยมที่สุดเจ้าค่ะ”

จิ้นเหอยกมือลูบจมูกแล้วยืดตัวกอดอกรับคำชมอย่างผึ่งผาย

ตั้งแต่เด็ก ชายหนุ่มมิใคร่เคยได้รับคำชมสักเท่าใด เพราะกาลก่อนเขาเป็นอันธพาล ไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน ชอบหาเรื่องชกต่อยไปทั่ว มั่วสตรีไม่น้อย และนอนเฝ้าบ่อนไปวันๆ เท่านั้น

แม้ยามนี้เป็นถึงรองแม่ทัพก็จริง แต่ไม่คิดกลับจวนของตน สาเหตุล้วนเป็นเพราะบิดาหลงใหลอนุจนละเลยมารดาของเขาผู้เป็นภรรยาเอก กระทั่งตัวเขาต้องมีพี่ชายและพี่สาวซึ่งล้วนเป็นบุตรของอนุทั้งสิ้น

น้ำหนักในใจบิดายังเอนเอียงอย่างร้ายกาจ ท้ายที่สุดเมื่อมารดาของเขาตายไป บิดาแม้ไม่อาจยกย่องอนุขึ้นแทน เนื่องจากถูกทัดทานจากเหล่าผู้เฒ่าต้นตระกูล แต่กลับผลักดันพี่ชายขึ้นเป็นทายาทผู้สืบทอดอย่างแข็งขันดึงดัน ด้วยเหตุผลว่าเขาเป็นเพียงน้องชาย ทั้งยังเกเรไม่เอาไหน ผู้นำตระกูลคนต่อไปสมควรเป็นพี่ใหญ่จึงจะเหมาะสมกว่า

จากนั้นบิดายังยกฐานะให้พี่ใหญ่ขึ้นเป็นบุตรชายของภรรยาเอกผู้ล่วงลับ ทำทุกสิ่งอย่างถูกต้องต่อป้ายวิญญาณ ไร้ผู้อาวุโสทัดทาน โดยไม่มองสีหน้าไร้ความยินยอมของเขา

สถานที่ซึ่งมีคนใจหยาบอาศัยอยู่ ตัวเขาไม่เผาจวนจนสิ้นซากก็นับว่าทำบุญครั้งใหญ่ในชีวิตแล้ว

ภายใต้ความคิดนั้น จิ้นเหอเลิกคิ้ว ยกยิ้มเปี่ยมมิตรให้จิ่นซินอย่างจริงใจ

“ข้าย่อมเห็นด้วยกับเจ้าทุกประการ”

จิ่นซินไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ตนเองผูกมิตรถูกคนเข้าแล้ว

 

ภายในห้องที่ยังคงกรุ่นกลิ่นอายวสันต์ไม่เจือจาง

แม่นางผู้หนึ่งนอนทอดกายอันเปลือยเปล่า ปล่อยผมดำขลับยาวสลวยจนถึงเอวคอด ตลอดเรือนร่างไร้สิ่งปกปิด เผยแผ่นหลังอันนวลเนียนขาวผ่องชวนมองมิอาจละสายตา  

นางคว่ำหน้าร่ำไห้กระซิกๆ โดยมีชายหนุ่มผู้เป็นสามีนอนหันหน้าไปอีกทาง เผยแผ่นหลังซึ่งเต็มไปด้วยรอยเล็บ ชนกับแผ่นหลังบอบบางที่กำลังสั่นระริกของนาง

“เรื่องแบบนี้ระหว่างเรามิใช่ครั้งแรก เจ้าทำเหมือนข้าบังคับขืนใจให้ได้อะไรไม่ทราบ!

หยางเจี้ยนแค่นเสียงเย็นชาอย่างหมดความอดทน กล้ามเนื้อแกร่งเผยเส้นเลือดเดือดพล่าน คิ้วคมขมวดกลุ้ม

ใบหน้าหล่อเหลายามนี้ดำคล้ำไปหมด รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างยิ่ง

ภรรยาผู้นี้ไยชอบทำผู้อื่นรู้สึกแย่! หลังจากร่วมรัก มิใช่ต้องรู้สึกดีหรือไร?

หมิงเยว่หันมองสามีพร้อมน้ำตาไหลพราก

“แล้วที่ทำกับข้าเมื่อคืนต่างจากบังคับขืนใจที่ใด?  ข้าบอกว่าพอแล้วๆ แต่ท่านกลับทำไม่หยุด ทำซ้ำๆ เน้นย้ำตั้งหลายรอบ  แขนหนึ่งโอบข้าทั้งตัว อีกมือยังกุมหัวกดตัวของข้าไว้ สั่งให้ขยับเร็วๆ เอวข้าแทบหักแล้วรู้หรือไม่?”

ช่างเป็นสตรีที่พร่ำบ่นได้เปิดเผยยิ่งนัก!

มีภรรยาบ้านใดเป็นเช่นนางหรือไร?

หยางเจี้ยนลุกขึ้นนั่งอย่างหงุดหงิด “ร่างระทดระทวยของเจ้าไยมิใช่เรียกร้องทั้งคืน ตอดรัดข้าขนาดนั้น  ทั้งแขนที่โอบบ่าไม่ปล่อย ทั้งขาที่เกี่ยวเอวของข้าไว้แน่น”             

เมื่อภรรยาเปิดเผยมา สามีจึงเถรตรงกลับไปไม่ยั้ง เขาคำรามเสียงทุ้มพร่า “ใครกันแน่ที่เอาแต่ใจ!”

กล่าวจบก็ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าลวกๆ แล้วเดินจากไปอย่างโกรธเกรี้ยวทันที ทิ้งไว้เพียงสตรีต้องนอนกัดปากแน่น ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างบ้าคลั่งว่าไม่จริงๆ

 

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!