ย้อนกลับไปสามเดือน ก่อนมีบุตรชายคนแรก ครั้งนั้นต้องอดทนอดกลั้นทำได้เพียงส่งกลอนบอกรักกัน
ซึ่งผิดกับสามเดือนยามนี้มาก เนื่องจากสามีภรรยาเอาแต่ดุนดันส่งตัวตนเร่าร้อนเข้าออกใส่กัน แม้จะเลือกสถานที่ทว่ากลับไม่เลือกยามเวลา เรื่องบทกลอนอันใดเหล่านั้นไม่มีทั้งสิ้น เพราะผนังเรือนไม่มีพื้นที่ให้ติดผ้าแล้ว
ในม่านน้ำเย็นจัดสองร่างกระหวัดกอดเกี่ยวสร้างความร้อนเร่าไม่เข้ากับกระแสธารหลังโขดหิน
“อืม...เยว่เอ๋อร์” เจ้าของเสียงทุ้มพร่ากระซิบกระซาบยามจูบซับแนบริมฝีปากคนเป็นภรรยาเพื่อกลืนกินเสียงครวญหวานแผ่วที่ดังเล็ดลอดอย่างต่อเนื่องร่วมชั่วยาม
“อื้อออ อาเจี้ยน”
หมิงเยว่หลับตาแหงนหน้าครางเสียงหวิวปลดปล่อยกายใจของตนให้พร่างพราวราวดวงดาวหล่นใส่ เมื่อไต่ระดับถึงแดนสวรรค์เป็นครั้งที่เท่าใดมิอาจนับ
ในขณะที่หยางเจี้ยนยังคงควบคุมจังหวะรัญจวนเอาไว้ได้เป็นอย่างดีไม่มีตกหล่น แม้จะมอบความสุขสมให้ภรรยาไปแล้วหลายครั้งหลายครา
“เปลี่ยนท่าดีหรือไม่?”
เขาถามเสียงทุ้มเบา ก่อนถอนกลางกายออกจากบั้นท้ายงามงอน มือขวาเลื่อนไล้จากหน้าท้องแบนราบมากระชับสะโพกผายแล้วจับคนตัวนุ่มให้หันหน้ากลับมา
กดจูบหนักหน่วงที่กลับปากแดงเรื่อจนช้ำเพิ่มก่อนแล้วช้อนท่อนขาเรียวของคนงามขึ้นคล้องแขนของตนเอาไว้
จากนั้นการสอดใส่ส่งตัวตนกระแทกเข้ามาเรื่อยๆ เพิ่มจังหวะเร่งเร้าเคล้าเสียงน้ำตกอย่างหนักหน่วงไร้การผ่อนปรน จนหมิงเยว่ต้องรีบโอบกอดรัดรอบคอเขาแน่น
ทั้งสองทำตามแรงอารมณ์คลั่งไคล้กันและกันโดยมีเพลิงปรารถนาลุกโชนชักนำไม่จบไม่สิ้น
เวลาแห่งการผลิตดอกเพื่อให้ออกผลผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดหยางเจี้ยนก็จับอุ้มร่างนุ่มของภรรยาขึ้นจากน้ำตก หลังจากแอบทำอะไรมากมายที่หลังโขดหิน
“เหนื่อยแล้วหรือ?”
หมิงเยว่ที่ยามนี้หมดเรี่ยวหมดแรงทำได้แค่ซบอกอุ่นหลับตาตอบเสียงแผ่ว “ไม่เหนื่อย ท่านห้ามดูแคลนข้า”
น้ำเสียงแหบแห้งปานนั้นแต่ยังกล้าบอกว่าไม่เหนื่อย
เอาเถิด! เขาย่อมตามใจคนเป็นภรรยา
ดังนั้นเมื่อเขากระชับอ้อมแขนพานางกลับมายังในถ้ำเหนือน้ำตก เราสองจึงพากันเปลี่ยนเป็นวิมานแดนสวรรค์ จากนั้นในรถม้า ในบ้านริมลำธาร กลางหุบเขา ยอดภูผา เกาะกลางทะเลอันไกลโพ้น แต่ละที่บรรยากาศดีเป็นที่สุด
โดยเฉพาะบนเตียงนอนในห้องกว้างที่ด้านบนเป็นหลังคาเรือนที่เปิดโล่งเย้ยนภา ยามแนบชิดสนิทสนมจึงได้รับแสงจันทราเติมเต็มทุกอณูผิวกาย
หมิงเยว่ที่ยามนี้อยู่ในท่วงท่านั่งบนตักแกร่งหันหน้าเข้าหาหยางเจี้ยนให้รู้สึกอยากจูบเขาแรงๆ อย่างรักใคร่
บุรุษผู้นี้ช่างรู้ใจเกินไปแล้ว...
“เจ้าชอบหรือไม่?” หยางเจี้ยนถามขึ้นเมื่อกลีบปากได้รับอิสระจากภรรยาผู้ชอบรุกรานสามี
หมิงเยว่ผลิยิ้มงดงามแนบชิดริมฝีปากได้รูปของเขาแทนคำตอบ หยางเจี้ยนเห็นดวงตาพราวระยับของนางก็ให้รู้สึกเต็มตื้นสุขล้น จึงรั้งท้ายทอยนางเข้ามาแล้วกดจูบส่งลิ้นรุกรานกลับไปอย่างร้อนแรง
พริบตาร่างอรชรพลันถูกจับกดให้นอนหงายราบไปกับฟูกนอนโดยมีร่างแกร่งทาบทับในขณะที่กลางกายยังคงผสานกันมิเคลื่อนจาก บุรุษหนุ่มประกบจูบตวัดลิ้นเร่าร้อน ขยับตัวตนเข้าออกเร็วขึ้นแรงขึ้นเพื่อพาภรรยาเกาะเกี่ยวกันไต่บันไดสวรรค์ไปยังจุดสูงสุดอีกครั้งและอีกครั้ง
“อืม...” หมิงเยว่ระบายยิ้มทางหางตาที่หลับพริ้ม บนม่านนภามืดสลัวนางมองเห็นคล้ายจันทรากำลังยิ้มให้ เป็นยิ้มเปี่ยมสุขจากหัวใจ
ทว่าความหวานชื่นรื่นรมย์กลับต้องสะดุดหยุดลงเพราะในศาลาริมบึงกลางสวนดอกไม้ในคฤหาสน์แห่งหนึ่งที่หยางเจี้ยนซื้อไว้เอาใจภรรยา หมิงเยว่วิงเวียนคลื่นเหียนจนอาเจียนออกมาจนหมดเรี่ยวหมดแรงเป็นลมล้มพับ
ผลตรวจจากท่านหมอปรากฏว่านางตั้งครรภ์...
แน่นอนว่าครั้งนี้คือครั้งที่สี่ และแม้จะตั้งครรภ์มาแล้วถึงสามครั้ง ทว่าหมิงเยว่ก็ยังทำตัวไม่คุ้นชินอยู่ดี ยังชมชอบการออดอ้อนสามีร่ำไป จริตมารยาขั้นเซียนมีเท่าใดก็บรรจงใส่ให้เขาทั้งหมดแบบไม่หมกเม็ดอันใดทั้งนั้น
แม่ทัพหนุ่มจึงพาฮูหยินของตนกลับจวนหยาง ประคบประหงมกันมาตลอดทาง
หลังจากนั้นยังดูแลไม่ห่าง แม้จะต้องกลับไปสะสางราชกิจประจำกองทัพทุกวันก็ตาม ยามค่ำต้องคอยกอดนางจากทางด้านหลัง ก้มงับติ่งหู ขบเม้มซอกคอ ซบหน้าฝังกับไหล่มน ลูบไล้หน้าท้องกลมนูน พ่นลมหายใจร้อนผะผ่าว เพื่อมอบความอบอุ่นกล่อมแม่ของลูกนอนหลับทุกคืน
ท้ายที่สุด หมิงเยว่ก็คลอด นางได้บุตรสาวสมใจ...