ห้องโถงหลักในเรือนใหญ่วันนี้มีบรรยากาศคุกรุ่นมากกว่าทุกวัน เหล่าผู้อาวุโสล้วนมีสีหน้าเครียดตึงยิ่งนัก
เบื้องหน้าของพวกเขาคือซู่หลิน นางกำลังคุกเข่าอ้อนวอนฟ้องร้องขอความเป็นธรรมด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“ฮูหยินท่านแม่ทัพช่างมีจิตใจคับแคบเหลือเกิน หลินเอ๋อร์เกิดมายังไม่เคยเจอสตรีใดเป็นเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ”
คนงามยามร่ำไห้กล่าววาจาเสียงหวานช่างเป็นภาพที่ทำให้ผู้คนทรมานใจ นางยกชายผ้าซับน้ำตาอย่างอ่อนช้อย กล่าวเสียงสั่นเครือเจือสะอื้นอีกว่า “กฎระเบียบธรรมเนียม ศีลธรรมจรรยาที่ผู้คนยึดถือปฏิบัติมาช้านาน หลินเอ๋อร์ล้วนท่องจำได้ขึ้นใจ มิคาดว่าฮูหยินน้อยสกุลไป๋จะ....”
ซู่หลินจงใจกล่าวไม่จบไปเช่นนั้น คงไว้เพียงประโยคที่กล่าวถึงตน ให้ผู้คนตีความได้เองว่านางใส่ใจกฎธรรมเนียม สมเป็นกุลสตรี อันแตกต่างจากสตรีอีกคนที่ทำตัวหยาบช้า ไม่รักษากฎระเบียบอันพึงปฏิบัติ ช่างผิดแผกยิ่งนัก
แม้ซู่หลินจะเข้าจวนหยางมาแค่ฐานะอนุภรรยา การเข้าถึงโถงหลักของเรือนใหญ่ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง ทว่าเหตุการณ์เมื่อคืนนับว่าหนักหนาเกินไปแล้วจริงๆ
การที่ฮูหยินเอกบุกห้องหอของอนุแล้วพาสามีกลับออกไปอย่างอุกอาจเยี่ยงนั้น เคยมีที่ใด?
นายท่านใหญ่กับฮูหยินใหญ่เผยสีหน้ายุ่งยากใจ ในขณะที่นายท่านรองหาได้ใส่ใจ ผิดกับฮูหยินรองที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เหตุเพราะซู่หลินแท้จริงคือญาติห่างๆ ซึ่งหากไม่สืบให้ดีสักหลายราตรีย่อมมิรู้ได้ นางเพียรปิดบังเอาไว้อย่างดียามช่วยฮูหยินใหญ่เฟ้นหาอนุให้หยางเจี้ยน เส้นสายของนางในจวนหยางสมควรหยั่งรากลึกยึดให้มั่น นางจึงตวาดดังลั่น
“ไป๋หมิงเยว่ผู้นี้มาจากตระกูลต่ำต้อยก็แล้วไปเถิด หากแต่ทำตัวไร้มารยาทออกนอกกฎเกณฑ์เยี่ยงนี้ใช้ได้ที่ใด เห็นจวนหยางของพวกเราเป็นอะไร?”
นายท่านรองถึงขั้นแสบแก้วหู เขาจึงเอื้อมมือไปจับกุมมืออีกฝ่ายอย่างถนอม ตบหลังมือของภรรยาเบาๆ หมายปลอบประโลม นางจะได้ไม่เกรี้ยวกราดเกินไป
“ฮูหยิน เจ้าใจเย็นหน่อยเถิด”
“ท่านพี่ที่ข้าทำไปทุกอย่างก็เพื่อตระกูลหยางทั้งสิ้น สตรีไม่รู้จักธรรมเนียมประเพณี ทำอะไรตามใจชอบเช่นนี้ หากเรายังให้อยู่ร่วมชายคา ภายหน้ามิรู้ว่าจะฉุดเจี้ยนเอ๋อร์ให้ตกต่ำหรือกระทำการอันใดจนเดือดร้อนมาถึงสกุลหยางของพวกเราบ้าง”
นางหันไปมองทางติ้งอานโหวผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่า กล่าวเสียงเครืออย่างหวังดีล้นเหลือ
“ท่านพ่อท่านแม่ หลานสะใภ้ไป๋มีจิตใจคับแคบ อิจฉาริษยากระทั่งอนุภรรยาต่ำต้อย ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย หากปล่อยไว้ผู้คนอาจครหา สมควรได้รับบทลงโทษเจ้าค่ะ”
ตลอดมาเรื่องที่ดูจะรุนแรงกว่าเรื่องไม่มีบุตรนั้นคือเรื่องอิจฉาริษยา หากภรรยาไม่ได้รับความโปรดปรานรักใคร่ ไร้วี่แววมีบุตรเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ไม่มีผู้สืบสานวงศ์ตระกูล แต่ยังไม่อนุญาตให้สามีรับอนุ นับเป็นโทษร้ายแรงอย่างยิ่ง
ฉะนั้นต่อให้ในใจสตรีไม่ยินดีให้สามีรับอนุแค่ไหน ฝ่ายภรรยาเอกก็ได้แต่ทน ข่มใจไว้ไม่ควรแสดงความก้าวร้าว เรื่องที่ไป๋หมิงเยว่กระทำลงไปเมื่อคืนถือว่ามีความผิดมาก นายท่านผู้เฒ่าซึ่งมิเคยเอ่ยปากยุ่งเรื่องหลังเรือนบุตรหลานกลับออกปากสั่งการในแบบที่ไม่เคยทำ
“ให้คนไปเชิญหลานสะใภ้ไป๋มาเดี๋ยวนี้!”
ซู่หลินลอบยิ้มร้าย...
หมิงเยว่ถูกพาตัวมาในเวลาอันสั้น ทั้งยังต้องคุกเข่ากลางโถงเพียงลำพัง โดยที่รอบด้านมีหลายคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ นายท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่านั่งอยู่ในตำแหน่งประธานโถง นายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่นั่งถัดจากฮูหยินผู้เฒ่าด้านซ้าย นายท่านรองและฮูหยินรองนั่งฝั่งทางขวาของนายท่านผู้เฒ่า
สายตาทุกคนพร้อมฟันดาบลงทัณฑ์หมิงเยว่
หนึ่งในนั้นคืออนุของสามี ซู่หลินได้สิทธิ์ยืนอยู่อีกฝั่ง ทำตัวคล้ายสลับฐานะกับหมิงเยว่ไปแล้ว คงคิดว่าตนเองเป็นฮูหยินเอกท่านแม่ทัพเต็มที ใจเร็วด่วนได้เกินไปหรือไม่?
หมิงเยว่ที่คุกเข่าลอบมองประเมินผู้คนรอบห้องนิ่งๆ
“เจ้ารู้ความผิดของตนเองหรือไม่? หลานสะใภ้ไป๋!”
เจ้าของเสียงตำหนิคือเจียวหั่ว นางลืมตัวไปแล้วว่าเป็นเพียงอาสะใภ้
หมิงเยว่ชำเลืองมองเจียวหั่ว ก่อนเอ่ยอย่างใสซื่อ “หลานสะใภ้ทำสิ่งใดผิดหรือเจ้าคะ?”
เจียวหั่วแค่นเสียงเฮอะ “ช่างเป็นคำถามที่น่าขันนัก เมื่อคืนเจ้าระรานอนุซู่ จิตใจคับแคบทำตัวหึงหวงไร้เหตุผล” นางพร้อมผลักดันซู่หลินเต็มที่
“ฮูหยินทุกสารทิศล้วนใจกว้างดั่งแม่น้ำ เห็นสามีเป็นท้องฟ้าทั้งรักและเชื่อฟัง ไม่หยามเกียรติกัน ไม่มีใจคับแคบจนเกินไป และยามนี้ สตรีทุกคนในห้องโถงแห่งนี้ล้วนเข้าใจและมีความคิดเฉกเช่นเดียวกันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ทั้งสิ้น มีเพียงเจ้าที่ไร้ขนบกฎเกณฑ์อย่างที่สุด ไม่เคารพสกุลหยาง กล้าทำเรื่องอุกอาจปานนั้นเยี่ยงสตรีไร้สติสิ้นคิด”
วาจายาวเหยียดของเจียวหั่ว หมิงเยว่เพียงรับฟังด้วยท่าทางนิ่งสงบ สตรีนางนี้ไม่เห็นน่ากลัว...
หมิงเยว่แค่นเสียงหยันในใจ เจียวหั่วมิได้รับสิทธิ์ให้อยู่ในสายตานางอยู่แล้ว
แต่เมื่อคืนนางรับปากสามีไปแล้วว่าจะให้เกียรติเขา จำต้องสงบเสงี่ยมสักหน่อย โทษหนักจะได้เป็นเบา
“หากเป็นเรื่องเมื่อคืนวาน หลานสะใภ้สำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปหลานสะใภ้จะทำตัวดีๆ มีจิตใจกว้างขวาง ยินยอมให้สามีรับอนุไม่จำกัด จะยกท่านอาสะใภ้เป็นแบบอย่างนะเจ้าคะ”
หมิงเยว่มิได้รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับคนในครอบครัวหยาง นางแค่กล่าวคำอย่างคนกลิ้งกลอกเท่านั้น
ทว่ากับคล้ายเป็นการตบหน้าเจียวหั่วอย่างแรง สาเหตุเพราะอีกฝ่ายจิตใจคับแคบอย่างที่สุด ไม่เคยอนุญาตให้สามีรับอนุสักคน
นางมักจะกล่าวอ้างว่าจวนสกุลหยางเปี่ยมอำนาจมากบารมีพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสริมให้โดดเด่นมากกว่านี้ อาจทำคนทั้งตระกูลเป็นที่เพ็งเล็ง และผู้เฒ่าล้วนเห็นด้วยกับเหตุผลเหล่านี้ของเจียวหั่ว
เมื่อหมิงเยว่กล่าวคำเสมือนชี้ช่องทางชั่วให้คนไม่ดี[1] ทำเอานายท่านรองหยางเจ๋อให้รู้สึกพอใจนัก
“หลานสะใภ้กล่าวได้ดี หึหึ!”
เจียวหั่วหันมาขึงตา “ท่านพี่!”
บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งรู้สึกกริ่งเกรงต่อภรรยายิ่งนัก เขาจึงเก็บสีหน้ามิกล้าระบายยิ้มอีก
ผู้เฒ่าท่านอื่นปรายตามองสามีภรรยาบ้านรองนิ่งๆ ไม่คิดโต้แย้งแทนในเรื่องนี้
สาวใช้รุ่นใหญ่ที่ทำงานในจวนหยางมานานล้วนรู้ดี หลายคนได้ฟังก็แทบกลั้นหัวเราะเอาไว้มิได้
ชั่วขณะนั้น หมิงเยว่ยังคงไม่รู้อันใด นางกล่าวอีกว่า “มีคนกล่าวว่าสตรีก็เหมือนสมบัติของบุรุษ สามารถโยกย้ายหรือยกให้ใครก็ได้ ในเมื่อรับอนุเข้ามาแล้วทว่าข้าผู้มีฐานะเป็นภรรยาเอกไม่ยินยอมให้สามีรับอนุ มิสู้มอบแม่นางซู่ให้ท่านอาสามีเจ้าค่ะ อาสะใภ้จิตใจกว้างขวางออกปานนี้”
ซู่หลินลอบสะดุ้ง
เจียวหั่วแทบกระอักเลือด
หมิงเยว่กะพริบตาปริบๆ
ไม่ได้รึ? เคยเห็นจวนอื่นเขาทำกันนะ!
สาเหตุที่หมิงเยว่รู้ก็เพราะว่าเคยมีสมุนโจรของนางที่เป็นสาวงามเกิดปักใจกับบุรุษผู้หนึ่ง กระทั่งตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวขอถอนตัวจากค่ายจันทราไปเป็นอนุของเขา สุดท้ายบุรุษผู้นั้นรู้สึกเบื่อหน่ายก็ยกนางให้ญาติสนิทอีกคน จนมีบุตรชายน่ารักน่าชังคนหนึ่งเอาไว้พึ่งพิงยามชรา
หมิงเยว่ขมวดคิ้วมองเรียวนิ้วอันสั่นเทาของเจียวหั่วที่ชี้มาทางนางอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็มิได้สะทกสะท้านอันใด
“เจ้า...เจ้า...” เจียวหั่วอึกอักแทบสิ้นสติ
บรรยากาศจึงคล้ายสงครามขนาดย่อมเข้าไปทุกที
นายท่านผู้เฒ่าเริ่มหมดความอดทนต่อบทสนทนาที่ไร้วี่แววปรองดองนี้ จึงกระทุ้งไม้เท้าอย่างทรงอำนาจ
“เลิกพูดจาเลื่อนเปื้อนสักที เหตุการณ์เมื่อคืนถือเป็นเรื่องที่ขัดต่อธรรมเนียมจรรยา หลานสะใภ้ไป๋รู้ตัวหรือไม่?”
หมิงเยว่ก้มหน้าแอบกลอกตาปราดหนึ่ง เร่งขบคิดหาข้อแก้ตัวเพื่อกลบเกลื่อนความเลวร้ายป่าเถื่อนที่ทำไว้ มิใช่ว่ากลัวแต่สมควรกลับดำให้เป็นขาวสักหน่อยจึงจะดี ทว่ายังไม่ทันตอบคำใด เจียวหั่วก็ลุกขึ้นสืบเท้ามาทางนาง สีหน้าแววตาที่มองกันประหนึ่งโกรธเกลียดกันมาสิบชาติ
“ท่านพ่อสมควรลงทัณฑ์หลานสะใภ้ไป๋อย่างที่สุด เอาให้หลาบจำเจ้าค่ะ”
หากยังปล่อยให้สตรีสกุลไป๋ผู้นี้พูดพล่าม ไยมิใช่ต้องรับอนุซู่มาให้สามี นางเพียรเฟ้นมาให้หลานชายไม่ใช่สามีตน บัดซบนัก!
“ท่านพ่อย่อมเข้มงวดมิให้เสียการปกครองเป็นแน่ สะใภ้มั่นใจการตัดสินของท่านเจ้าค่ะ”
วาจายกยอเช่นนั้นเป็นการกดดันการตัดสินใจของนายท่านผู้เฒ่าอย่างไม่ต้องสงสัย เจียวหั่วจงใจโดยมิต้องสืบ เสียงกระทุ้งไม้เท้าทองคำจึงดังปึงอย่างเดือดดาลอีกครั้ง
“นำตัวหลานสะใภ้ไปลงทัณฑ์ตามกฎบ้าน!”
เพราะเป็นภรรยาสมรสพระราชทาน การหย่าร้างย่อมไม่อาจกระทำตามอำเภอใจ ท้ายที่สุด แม้ไม่ถึงขั้นถูกขับด้วยกฎเจ็ดออก หากแต่หมิงเยว่ผู้ต่ำศักดิ์ก็ยังมิได้รับความเอื้อเอ็นดูหรือให้เกียรติต่อกันแต่อย่างใด
นางยังคงถูกลงโทษอยู่ดี
ทว่าครานี้ มิรู้สตรีใดแน่ที่ยิ้มได้ร้ายกาจยิ่งกว่า
หมิงเยว่ลอบยิ้มเจ้าเล่ห์ เมื่อถูกสั่งให้นั่งสวดมนต์สำนึกผิดในห้องพระที่หอพระธรรมประจำตระกูลหยาง อย่างไร้กำหนดให้กลับมา
อาณาเขตจวนหยางกว้างใหญ่ไพศาล หอพระธรรมเป็นเรือนที่ตั้งอย่างโดดเดี่ยว ร้างผู้คน ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนไม่มีใครพบเห็น
เหตุเพราะห่างไกลจากเรือนอื่นมากโข...
เรื่องราวใหญ่โตถึงขั้นนี้ ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ นายท่านใหญ่กับฮูหยินใหญ่ยังมิได้เอ่ยปากสักคำ กลับเป็นผู้อื่นที่เป็นธุระจัดการให้จนสิ้น
ทั้งหยางจงและฟางเหนียงจึงใช้เวลาจิบชานั่งคุยกันเรื่องบุตรชายอย่างเคร่งเครียดอยู่ภายในเรือนของตน
หยางจงเอ่ยเสียงขรึม “เราสองคนเป็นบิดามารดาของเจี้ยนเอ๋อร์แท้ๆ แต่กลับพูดสิ่งใดมิได้สักคำ”
ฟางเหนียงวางถ้วยชาลงเบาๆ ท่วงท่ากิริยาเนิบนาบเชื่องช้าแต่มั่นคงสง่างามสมเป็นกุลสตรีจากสกุลสูงศักดิ์ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่านุ่มนวลชวนยำเกรง
“สะใภ้ทำผิดจริงจะพูดจาแก้ต่างหรือเข้าข้างก็ไม่ได้ ทว่าการพูดจาส่งเสริมให้ท้ายอนุ ข้าไม่คิดทำแน่นอน”
“เจ้ากับข้าไม่อาจทำได้อยู่แล้ว มิเช่นนั้นคงได้เป็นการยกหินทุ่มใส่เท้าตนเอง เรื่องรับอนุให้เจี้ยนเอ๋อร์แรกเริ่มก็เป็นความคิดข้า ส่วนการเฟ้นหานางเข้ามายังเป็นเจ้า ลูกสะใภ้ไป๋ไม่รู้ล่วงหน้า การตื่นตระหนกจนอาละวาด กระทั่งละเลยมารยาทกฎเกณฑ์ก็พอเข้าใจได้ ทุกฝ่ายล้วนเป็นคนของเรา ไม่อาจเอ่ยปากคาดโทษใครได้ทั้งสิ้น”
ฟางเหนียงพยักหน้า ถอนหายใจหนักอก
“มิคาดว่าสะใภ้จากสกุลต่ำศักดิ์จักใจกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าต้องเรียกมาตักเตือน แล้วดูแลด้วยตนเอง”
ในน้ำเสียงคล้ายเจือปนระหว่างความสนเท่ห์กับความชื่นชมอย่างละเล็กน้อยจนคนฟังจับใจความไม่ออก
ฟางเหนียงซ่อนรอยยิ้มสมใจ นางเป็นสตรีชั้นสูงต้องยึดหลักจารีตธรรมเนียมปฏิบัติเคร่งครัด ในขณะที่สามีต้องแต่งอนุเสริมอำนาจบารมี นางที่มีดีทุกอย่างกลับทำได้แค่ทน
สะใภ้จากตระกูลต่ำศักดิ์ก็ดีเช่นนี้ มิต้องเก็บข่มอันใดให้ต้องทรมาน
การระรานถีบประตูห้องหอของอนุแล้วฉุดดึงสามีกลับเรือนเยี่ยงนั้นทำคนอย่างนางอดสะใจมิได้จริงๆ
เฮ้อ! มีอำนาจแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ถูกจักรพรรดิเพ่งเล็งไม่ไว้วางใจ
เสริมบารมีอย่างนั้นหรือ?
เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงข้ออ้างของบุรุษมักมากในกาม
อีกอย่างก็เรื่องทายาท มักเห็นบุรุษเป็นพ่อไก่พ่อวัวที่แสนจะพันธุ์ดีล้ำเลิศ คอกหนึ่งต้องมีเพศผู้แค่หนึ่งตัว แต่กลับมีเพศเมียเป็นโขยง คอยสืบเชื้อสายขยายเผ่าพันธุ์
หึ! หน้าที่กระนั้นหรือ? สุดท้ายแม้รักกันก็แค่นั้นเอง
ฟางเหนียงคิดในใจไปสารพัดในขณะที่ใบหน้ายังคงสุขุมเยือกเย็นไม่เปลี่ยนสี
หยางจงผู้ไม่เคยล่วงรู้ความคิดภรรยา เพียงส่ายหน้าอย่างระอา ยกชาขึ้นไล้ปลายจมูกแล้วเป่าเบาๆ พลางกล่าว “สตรีชนชั้นสามัญอย่างสะใภ้ไป๋ มีความประพฤติห่างชั้นกับสตรีชั้นสูงทั่วไป นับเป็นเรื่องธรรมดา แต่ปัญหายามนี้กลับอยู่ที่เจี้ยนเอ๋อร์”
“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้าลองตรองดู”
เขาทำท่าครุ่นคิด ค่อยพึมพำ
“เดิมทีเจี้ยนเอ๋อร์มิใคร่ใส่ใจไยดีสตรีสกุลไป๋สักนิด ทว่าเมื่อนางบุกเข้าห้องหออย่างอุกอาจปานนั้น นอกจากเจี้ยนเอ๋อร์มิโกรธเคืองคาดโทษกลับเดินตามนางอย่างว่าง่าย ถึงขั้นหอบอารมณ์รุมเร้าจากน้ำแกงสูตรพิเศษของเจ้าไปใช้กับนางจนรุ่งสาง แม้แต่อนุที่งดงามหยาดเยิ้มน่าพิศมัยชวนหลงใหลถึงเพียงนั้นยังไม่สามารถเหนี่ยวรั้งเขาได้”
อนุงดงามหยาดเยิ้มน่าพิศมัยหรือ? เฮอะ!
ไป๋หมิงเยว่มิได้งดงามเท่าซู่หลินแล้วอย่างไร?
ตัวข้ามิได้งดงามเทียบอนุของท่านได้แล้วอย่างไร?
ฟางเหนียงลอบแค่นเสียงในใจ แต่ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีตบรรจงกลับคลี่ยิ้มละไม
“โธ่เอ๋ย! ท่านพี่ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องคิดให้ยาก เห็นได้ชัดว่าเจี้ยนเอ๋อร์ทำไปอย่างมีสติไตร่ตรองรอบคอบ เขาครองตัวอยู่ในกรอบจารีต ไม่มีทางเห็นผิดเป็นชอบแน่ๆ พวกเรามองดูเงียบๆ ปล่อยลูกชายจัดการลูกสะใภ้เองเถิด ขืนยื่นมือเข้าไปยุ่มย่าม มากคนก็มากความ ดีไม่ดี อาจทำให้เจี้ยนเอ๋อร์บึ้งตึงกับพวกเรา ข้าเลี้ยงเขาด้วยตัวเอง ย่อมรู้ดี นิสัยของเขารุนแรงน้อยเสียที่ไหน หากก้าวล้ำอาณาเขตส่วนตัวของเขาแล้วทำให้เขาโกรธขึ้นมา แม้แต่ท่านปู่กับท่านย่ายังไม่อาจทัดทานนะเจ้าคะ”
“อืม...”
หยางจงพยักหน้าเนิบช้าเห็นด้วยอย่างไม่เห็นเป็นอื่น เพราะหยางเจี้ยนไม่เคยทำให้คนในตระกูลต้องเป็นกังวลหรือผิดหวังเลยสักครา เขาเติบโตมาด้วยความองอาจ เก่งกล้าสามารถ ทำตัวเหมาะสมกับตำแหน่งผู้สืบทอด สมควรเป็นผู้นำ เป็นทั้งที่พึ่งและหลักยึดให้คนทั้งตระกูล น่ายกย่องทุกประการ มีใครกล้าขัดใจที่ใด?
ฟางเหนียงเห็นสามีนั่งจิบชาเงียบขรึม ไม่เอ่ยปากเรื่องบุตรชายอีกก็คลี่ยิ้มละมุนอ่อนโยนดุจสายลมวสันต์ อบอุ่นปานนั้น “ท่านพี่พักผ่อนเถิดเจ้าคะ เรื่องเจี้ยนเอ๋อร์ เอาไว้ข้าจะจัดการเอง”
เพราะหากให้เขาแทรกแซง คงไม่แคล้วพากันเข้าข้างอนุคนงามหยาดเยิ้มแต่เปี่ยมเล่ห์มารยาผู้นั้น
หึ! พ่อสามีก็เข้าข้างฝ่ายอนุไปแล้วคนหนึ่งปะไร!
“อืม...ทำตามเจ้าว่าเถิด”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อเดินออกมาจากห้องหนังสือของสามีไกลแล้ว ฟางเหนียงจึงบ่นเสียงเบากับสาวใช้คนสนิทข้างกาย
“ข้าคิดว่าตนเองเลือกเฟ้นมาดีแล้วเชียว ไหนว่ากิริยามารยาทดีงาม สงบเสงี่ยมเจียมตน แล้วการที่อนุวิ่งโร่เข้าไปถึงโถงกลางเพื่อฟ้องร้องภรรยาเอกคืออันใด?”
เรื่องนี้หากเงียบไว้แล้วปล่อยครอบครัวบุตรชายจัดการเองก็ย่อมได้ หรือมาบอกนางที่เป็นแม่สามีก็พอแล้ว
การเข้าพบผู้เฒ่านั้น ขนาดสะใภ้สกุลไป๋ยังต้องไปเยี่ยมคารวะนางผู้เป็นแม่สามีก่อนแล้วค่อยให้นางพาเดินมาหาท่านผู้เฒ่าด้วยกัน
การที่อนุซู่ไปคุกเข่าสะอึกสะอื้นร่ำไห้บีบน้ำตาอย่างน่าเวทนาชวนสงสารแต่กลับจับใจคนมองขนาดนั้น และยังทำต่อหน้าท่านผู้เฒ่าเพื่อกดดันขอคืนความยุติธรรมเช่นนั้น จะอย่างไรในฐานะภรรยาเอกด้วยกัน ฟางเหนียงไม่อาจยอมรับการกระทำของอนุที่ข้ามหน้าข้ามตาลูกสะใภ้ไป๋ได้
สาวใช้ทำท่าขบคิด ก่อนตัดสินใจเอ่ย “เรียนฮูหยิน บ่าวขอบังอาจกล่าวสักคำ”
“พูดมาเถอะ”
“เมื่อเช้า บ่าวแอบเห็นอนุซู่เดินมากับฮูหยินรอง แต่แยกย้ายกันก่อนเข้าโถงกลางเจ้าค่ะ”
ฟางเหนียงเงยหน้าขึ้นช้าๆ
“หืม...”