หลังจากคลอดบุตรชายคนที่สามได้สองปีกว่า
สตรีที่ประกาศก้องว่าจะไม่ยอมให้สามีรังแกอีก กำลังนั่งเท้าคางมองบุรุษสี่คนที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกันอย่างเบื่อหน่าย ในขณะที่แม่ทัพหนุ่มยามนี้กำลังสอนบุตรชายทั้งสามคนฝึกร่ายรำกระบี่ด้วยท่าทีเคร่งครัด ทว่าแววตากลับเปี่ยมสุขอย่างยิ่ง แขนขาเล็กๆ ของเด็กๆ น่ารักน่าชังทรงพลังอย่างมาก
หยางจวิน หยางจินอวี่ และน้องเล็กหยางจื่อถง เด็กชายทั้งสามคนเหมือนหยางเจี้ยนเกินไปแล้ว
มิใช่เหมือนแค่หน้าตาแต่ยังเหมือนไปหมดทั้งท่วงท่ากิริยาและนิสัยใจคอ โดยเฉพาะแววตาสุขุมลึกล้ำคู่นั้น
หมิงเยว่ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน
ดังนั้น ยามค่ำคืนในวันที่สามีสะสางงานจากค่ายทหารเสร็จสิ้นแล้วได้กลับจวน นางจึงบรรจงแต่งกายประณีตด้วยเสื้อผ้าบางเบาโปร่งใส เผยเนินเนื้ออวบอิ่มรำไร ชวนหวามไหวเต็มขั้น ส่วนเว้าส่วนโค้งดุจดั่งลายเส้นของภาพวาดปานนั้น
หญิงสาวนั่งเหยียดขาแอ่นกายด้วยท่วงท่ากรีดกรายคล้ายนางสวรรค์อยู่บนเตียงนอน
“หยางเจี้ยน”
“หืม...”
เจ้าของนามครางรับในลำคอโดยไม่หันมอง เขานั่งอยู่ที่โต๊ะอีกฝั่งจิบชาอึกหนึ่งเอ่ยเสียงทุ้ม “เจ้าควรปักผ้า มิใช่เอาแต่นั่งมองบุรุษ”
หมิงเยว่แค่นเสียงฮึ “ข้ามิได้อยากมองเลยสักนิด”
หยางเจี้ยนปรายตามองมาทางภรรยาด้วยสายตาหยอกเย้า “ยิ่งมองยิ่งคิดไม่ซื่อกับข้าก็บอกมาเถอะ”
หมิงเยว่เม้มปากหน้าแดง ความจริงแล้วนางกำลังคิดวิธียั่วยวนสามีเพื่อบุตรคนที่สี่ เผื่อว่าจะได้เป็นสตรีมิใช่บุรุษ
“ท่านไม่ง่วงหรือไร? ไยนั่งจิบชา มานอน!”
หญิงสาวตะเบ็งออกมาอย่างเอาแต่ใจ นางแอบปรึกษาท่านหมอมาแล้วถึงความเป็นไปได้ในการมีบุตรสาว
อันดับแรกหยางเจี้ยนสมควรร่วมรักกับนางทุกวัน มิใช่หนึ่งเดือนครั้งดังเช่นที่ทำอยู่ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากสามีจะมีภารกิจสร้างกองกำลังเสริมทัพตามพระราชโองการกับสร้างผังป้องเมืองชายแดนจึงมิค่อยกลับจวน เขายังแอบปรึกษาท่านหมอเช่นกันถึงวิธีการทำอย่างไรให้ได้บุตรชาย
ซึ่งแนวทางที่ท่านหมอชี้แนะให้เขาล้วนตรงข้ามกับการทำให้เกิดบุตรสาวนั่นล่ะ
หึ! เขาได้ผู้สืบทอดกระบี่สุริยันแล้วถึงสามคนเชียว
แล้วเงาดาบจันทราของนางล่ะ!
หมิงเยว่สั่งอีกครั้ง “มานอนได้แล้วเจ้าค่ะท่านพี่”
หยางเจี้ยนเลิกคิ้ว “แน่ใจหรือว่าให้นอน?”
การนอนที่มิใช่การหลับนั่นล่ะ ท่านกล้าไม่เข้าใจรึ?
แม้ขัดเคืองแต่หมิงเยว่กลับขบเม้มริมฝีปากตนที่แต้มขี้ผึ้งกลิ่นหอมเบาๆ เปรยเสียงนุ่ม “กลิ่นกุหลาบ หวานมาก”
“กลิ่นใหม่?” ชายหนุ่มถามยิ้มๆ
“อืม...อยากชิมหรือไม่?”
นี่คือคำพูดลับเฉพาะสำหรับสามีภรรยา เพราะสิ่งที่หมิงเยว่ถามหยางเจี้ยนมิใช่ขนมหรืออาหารแต่เป็นขี้ผึ้งที่ริมฝีปากนั่นเอง
ทว่าบุรุษผู้หนึ่งกลับนั่งนิ่งที่เดิมไร้วี่แววขยับเขยื้อนเคลื่อนกายเข้าใกล้ภรรยา เพียงเบือนหน้าออกแล้วแอบยิ้ม
สตรีผู้คิดไม่ซื่อจึงเปลี่ยนท่านั่งเป็นเอนกายกึ่งนอนเท้าแขนขวาตะแคงข้างบนเตียง มือซ้ายลูบไล้ฟูกเบาๆ ดวงตายั่วเย้าอย่างมาก
หากแต่อีกคนก็ยังนั่งมองนิ่งๆ เลิกคิ้วน้อยๆ
เมื่อนั่งเลื้อยนอนเลื้อยยั่วยวนอยู่บนเตียงเนิ่นนาน สามีก็ยังไม่ให้ความร่วมมือ หมิงเยว่จึงพลิกตัวห่มผ้ามิดชิด ปิดทุกไฟราคะแห่งเพลิงปรารถนา ไม่อยากร่วมรักก็ได้!
หยางเจี้ยนที่นั่งมองภรรยาผู้งดงามดุจนางฟ้าอย่างรื่นรมย์อยู่เป็นนานให้รู้สึกเสียดายยิ่งนัก
นางแง่งอนแน่แล้ว
เขาจึงลุกขึ้นเดินมาหย่อนกายนั่งลงที่ขอบเตียงนอน เอียงคอหรี่ตามอง เห็นนางค่อยๆ เลื่อนผ้าห่มออก เผยเพียงดวงตาโฉบเฉี่ยวที่เขามองกี่คราก็รู้สึกว่าเปี่ยมเสน่ห์ลึกล้ำยากต้านทานกระแสร้อนรุ่มสายหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างจากครั้งแรกที่เจอกัน สีหน้าพลันอ่อนโยนลงยิ่งกว่าเดิม
หมิงเยว่กะพริบตาช้าๆ เอ่ยตัดพ้ออย่างน่าสงสาร
“ข้ามีลูกสามคน ใช่อัปลักษณ์แล้วหรือไม่ ท่านถึงได้รังเกียจข้าเช่นนี้” น้ำเสียงเว้าวอนมาก แต่ไม่มีน้ำตาสักหยด สีหน้ายิ่งมิได้สลด แน่นอนว่ามันคือมารยา!
หยางเจี้ยนมองยิ้มๆ รู้สึกเพลิดเพลินกับมารยานาง
เขาดึงผ้าห่มออก ก้มหน้าลงหอมแก้มนวล ก่อนไล้ริมฝีปากร้อนผ่าวจรดจุมพิตหน้าผากมน ฝ่ามือยังซุกซน ไล้วนแล้วเคล้นคลึง ส่งผ่านกระแสอบอุ่นวูบวาบค่อยกล่าว “รังเกียจหรือไม่? ไยมิใช่พิสูจน์ด้วยสามเดือนต่อจากนี้”
“หืม...” หมิงเยว่ไม่เข้าใจ อันใดสามเดือน?
แม่ทัพหนุ่มเอียงหน้าเปรยเสียงเนิบนาบ “ข้าได้รางวัลพระราชทานเป็นวันหยุดนานถึงสามเดือนตั้งแต่วันนี้”
หญิงสาวพลันเบิกตา ได้ยินสามีกระซิบที่ริมหูอีกว่า “สามเดือนนี้ข้าพาลูกชายสามคนไปฝากไว้กับท่านแม่แล้ว ส่วนพวกเราก็ทำกันทั้งวันทั้งคืนเลย เจ้าไหวหรือไม่?”
“หา!”