หลินซิ่วหลานลอบมองน้องสาวต่างมารดาอยู่หลายครา ยิ่งมองเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าหลินเสี่ยวฮวาในวันนี้ผิดแผกจากเดิมอย่างน่าประหลาด หากเป็นแต่ก่อน ตั้งแต่เซี่ยจิ้งเฉิงก้าวเข้ามาในบ้าน น้องสาวผู้นี้คงหาเหตุผลเข้าไปนั่งใกล้ พูดคุย หรือแสร้งทำเป็นเอาอกเอาใจจนผู้คนรอบข้างพากันเอือมระอา
ทว่าวันนี้หลินเสี่ยวฮวากลับนั่งเงียบอยู่ข้างมารดา ไม่แม้แต่จะเงยหน้าสบตาเซี่ยจิ้งเฉิงสักครั้งราวกับชายหนุ่มไม่มีตัวตนอยู่ในสายตาเธอเลยด้วยซ้ำ แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ หลินซิ่วหลานกลับยิ่งไม่วางใจเธอคือผู้ที่ย้อนเวลากลับมาจากอนาคต ย่อมรู้จักนิสัยของน้องสาวต่างมารดาดี คนอย่างหลินเสี่ยวฮวาไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ภายในชั่วข้ามคืน
ความเงียบในวันนี้อาจเป็นเพียงม่านควัน เพื่อปกปิดแผนการที่ใหญ่กว่าเดิมก็เป็นได้หลินซิ่วหลานกำมือแน่นอยู่ใต้ชายเสื้อชาติที่แล้ว นางเคยหลงเชื่อว่าน้องสาวเพียงเอาแต่ใจ ไม่คิดว่าจะกล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้น จนสุดท้ายถูกวางยา ถูกช่วงชิงชายคนรัก และต้องแบกรับคำครหาจากคนทั้งหมู่บ้าน ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมเดินซ้ำรอยเดิมอีกเด็ดขาด
ในเมื่อบิดาลำเอียงจนมองไม่เห็นความผิดของลูกสาวคนเล็ก เช่นนั้นวันนี้ เธอก็จะกระชากหน้ากากของหลินเสี่ยวฮวาให้ทุกคนได้เห็นกับตา โดยเฉพาะผู้เป็นบิดาให้เขาได้รู้เสียทีว่า ลูกสาวที่เขาเฝ้าปกป้องมาตลอด แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไร
บรรยากาศในลานบ้านยังคงคึกคัก ชาวบ้านที่สนิทสนมกับครอบครัวหลินต่างทยอยยกแก้วอวยพรวันเกิด เสียงหัวเราะดังสลับกับเสียงพูดคุยอย่างออกรส หลินเสี่ยวฮวานั่งร่วมโต๊ะอยู่พักหนึ่ง ก่อนค่อย ๆ วางตะเกียบลง
" แม่...ฉันขอตัวไปพักก่อน ขานั่งนาน ๆ แล้วยังปวดอยู่" น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาแต่ชัดเจน หลี่ชุนฮวารีบพยักรับหน้าทันที แต่ก็อดลอบชำเรืองมองเซี่ยจิ้งเฉิงเล็กน้อย
"ไปเถอะ อย่าฝืนตัวเอง"
หลินเสี่ยวฮวาพยุงไม้เท้าลุกขึ้น ค่อย ๆ ก้าวออกจากลานบ้านท่ามกลางสายตาของผู้คนที่แทบไม่มีใครสนใจนัก มีเพียงหลินซิ่วหลานที่เฝ้ามองแผ่นหลังของนางไม่วางตา
‘เริ่มแล้วสินะ...’ หลินซิ่วหลานลอบคิดในใจ ก่อนจะจับความเคลื่อนไหวของน้องสาวอยู่เงียบ ๆ
อีกด้านหนึ่ง หลินเสี่ยวฮวาใช้เวลาพอสมควรจึงเดินกลับเข้าห้องของตนได้ เมื่อก้าวข้ามธรณีประตู เธอรีบหันกลับไปมองด้านนอก ก่อนค่อย ๆ ปิดบานประตูไม้
แกร๊ก!
เสียงสลักประตูดังขึ้นเบา ๆ เธอลองดึงบานประตูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าลงกลอนเรียบร้อยแล้ว จึงถอนหายใจออกมายาวด้วยความโล่งอก สำหรับคนอื่น การลงกลอนประตูอาจเป็นเพียงเรื่องธรรมดาแต่สำหรับเธอ นี่คือหลักประกันเพียงอย่างเดียวในคืนนี้ตราบใดที่งานเลี้ยงวันเกิดยังไม่สิ้นสุด เธอก็ไม่อาจรู้ได้ว่าโชคชะตาจะเล่นตลกหรือไม่
ถึงเธอจะไม่มีความคิดแตะต้องเซี่ยจิ้งเฉิงแม้แต่น้อย ทว่าเส้นเรื่องเดิมก็เหมือนกระแสน้ำเชี่ยวที่พร้อมจะผลักทุกคนกลับไปยังจุดเดิมได้ทุกเมื่อ ดังนั้น วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือขังตัวเองไว้ในห้องเสียเลย อย่างน้อย หากเธอไม่ออกไปก่อเรื่อง ก็ไม่มีทางเกิดเหตุการณ์วางยาเหล้าหรือสร้างสถานการณ์ให้ผู้คนเข้าใจผิดได้
หลินเสี่ยวฮวาพิงบานประตู หลับตาลงช้า ๆ ก่อนถอนหายใจอีกครั้ง
"คืนนี้...ขอให้ผ่านไปอย่างสงบก็พอ" เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ โดยไม่รู้เลยว่า ภายนอกห้องนั้น มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องการเคลื่อนไหวของเธออยู่เงียบ ๆ
หลินซิ่วหลานมองแผ่นหลังของหลินเสี่ยวฮวาจนลับสายตา คิ้วเรียวค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน ผิด...ผิดไปจากชาติที่แล้วทุกอย่าง ในความทรงจำของเธอเวลานี้หลินเสี่ยวฮวาควรหาโอกาสวนเวียนอยู่ข้างเซี่ยจิ้งเฉิง รอจังหวะลงมือวางยาในเหล้า ไม่ใช่กลับเข้าห้องไปเช่นนี้
สายตาของหลินซิ่วหลานเลื่อนไปยังหลี่ชุนฮวา มารดาเลี้ยงซึ่งกำลังยิ้มแย้มต้อนรับแขกอย่างกระตือรือร้น หรือผู้ที่คิดลงมือในครั้งนี้ จะไม่ใช่หลินเสี่ยวฮวา แต่เป็นหลี่ชุนฮวาแทน เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นั้น หัวใจของนางก็พลันเต้นแรงขึ้น ในเมื่อชาตินี้หลายสิ่งเปลี่ยนไป เหตุการณ์ย่อมอาจเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
หลินซิ่วหลานจึงไม่กล้าคลายความระแวดระวังแม้แต่น้อยเวลาค่อย ๆ ล่วงผ่านไป สุราบนโต๊ะลดลงทีละไห เสียงหัวเราะของแขกเริ่มเบาบางลง เมื่อชาวบ้านต่างลุกขึ้นกล่าวอวยพรเป็นครั้งสุดท้ายก่อนทยอยแยกย้ายกลับบ้านแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทั้งหลินเสี่ยวฮวาและหลี่ชุนฮวาไม่มีทีท่าว่าจะลงมือแม้แต่น้อยยิ่งทุกอย่างสงบ หลินซิ่วหลานกลับยิ่งกระสับกระส่ายเธอกำชายเสื้อแน่น พลางกวาดตามองรอบลานบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับหวาดระแวงว่าจะมีบางสิ่งเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีถัดไป
เซี่ยจิ้งเฉิงสังเกตเห็นความผิดปกติของนางมาตลอดเขาวางถ้วยชาลง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มลงเล็กน้อย
"เกิดอะไรขึ้นหรือ" เขาถาม
หลินซิ่วหลานชะงัก ก่อนฝืนยิ้มบาง ๆ
"ไม่มีอะไร" เธอส่ายหน้าเบา ๆ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด เซี่ยจิ้งเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้ไม่ซักถามต่อ แต่ก็ยังจับตามองเธออยู่เงียบ ๆ
ขณะเดียวกัน ภายในห้องเล็กด้านหลังบ้าน หลินเสี่ยวฮวานั่งพิงหัวเตียง อ่านหนังสือเก่าเล่มหนึ่งเพื่อฆ่าเวลา เมื่อคิดว่างานเลี้ยงใกล้สิ้นสุดลง เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"อีกไม่นานก็คงจบแล้ว..."
แต่ในวินาทีนั้นเอง
ครืดดดดด!
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากหน้าต่าง หลินเสี่ยวฮวาเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลันยังไม่ทันตั้งตัว ร่างอ้วนท้วมของชายคนหนึ่งก็ปีนข้ามขอบหน้าต่างเข้ามาในห้องอย่างคล่องแคล่ว เธอเบิกตากว้างทันที
"หวังต้าจวง!"
ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลืองกรัง พลางเกาหัวอย่างเขินอาย
"เสี่ยวฮวา...ฉันคิดถึงเธอ"
หลินเสี่ยวฮวารู้จักเขาจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หวังต้าจวงเป็นชายหนุ่มในหมู่บ้านที่หลงรักหลินเสี่ยวฮวามานานหลายปี แต่เจ้าของร่างเดิมกลับรังเกียจเขาอย่างที่สุด ทั้งรูปร่างอ้วนใหญ่ เสื้อผ้าที่มักเปื้อนดิน และกลิ่นเหงื่อแรงจากการทำงานกลางไร่ แต่สำหรับหลินเสี่ยวฮวาในตอนนี้ สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่ารูปร่างหรือกลิ่นตัวของอีกฝ่าย คือการที่ผู้ชายคนหนึ่งปีนเข้าห้องของหญิงสาวยามค่ำคืนต่างหาก
"อย่าเข้ามานะ!" เธอร้องเสียงหลง พลางถอยกรูดไปด้านหลัง
หวังต้าจวงรีบยกมือขึ้น
"เสี่ยวฮวา อย่ากลัว ฉันแค่อยากคุยกับเธอ..."
"ออกไป!"
หลินเสี่ยวฮวาไม่รอฟังอีกแม้แต่คำเดียวเธอหันหลัง วิ่งกะเผลกไปยังประตู ก่อนรีบปลดกลอน แต่เพราะรีบเกินไป สลักไม้กลับติดร่องแน่นไม่ว่าจะดึงหรือผลักก็ไม่ยอมขยับ
"เปิดสิ...เปิด" เสียงไม้กระทบกันดังลั่น พร้อมกับหัวใจของเธอที่เต้นระรัว
"ช่วยด้วย!!" เสียงกรีดร้องดังทะลุออกไปนอกห้อง หลี่ชุนฮวาซึ่งอยู่ด้านนอกตกใจจนหน้าถอดสี รีบวิ่งมาที่ประตูทันที
"เสี่ยวฮวา! เกิดอะไรขึ้น"
"แม่! เปิดประตูไม่ได้!"
หลี่ชุนฮวารีบดึงบานประตู แต่กลอนด้านในติดแน่น ไม่อาจช่วยได้นางจึงหันไปตะโกนสุดเสียง
"เร็วเข้า! มาช่วยกันหน่อย"
แทบจะในเวลาเดียวกันเซี่ยจิ้งเฉิงพุ่งมาถึงหน้าห้องเป็นคนแรกเพียงฟังเสียงตื่นตระหนกด้านใน เขาก็รู้ทันทีว่าไม่มีเวลารอชายหนุ่มถอยหลังเพียงก้าวเดียว ก่อนใช้หัวไหล่กระแทกใส่บานประตูเต็มแรง
โครม! ไม้กระดานสั่นสะเทือน
ครั้งที่สอง ปัง!
กลอนประตูแตกกระจาย บานประตูเปิดออกอย่างแรงในจังหวะเดียวกันนั้นเอง หลินเสี่ยวฮวาซึ่งกำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต พุ่งออกมาจากด้านในโดยไม่ทันมอง ร่างบางชนเข้ากับแผงอกแข็งแกร่งของเซี่ยจิ้งเฉิงเต็มแรง
"อ๊ะ!" แรงปะทะทำให้ทั้งสองเสียหลัก หลินเสี่ยวฮวาเอนตัวหงายไปด้านหลัง โดยสัญชาตญาณเซี่ยจิ้งเฉิงสีหน้าเปลี่ยนไป เขารีบเอื้อมแขนคว้ารอบเอวของเธอไว้ พร้อมยกมืออีกข้างรองรับท้ายทอยไม่ให้กระแทกพื้น อาจเป็นเพราะแรงโน้มถ่วงและจังหวะที่ไม่อาจควบคุมได้ ใบหน้าของทั้งสองกลับโน้มเข้าหากันริมฝีปากแตะกันเพียงชั่วอึดใจ
สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกลีบดอกไม้ต้องสายลม แต่กลับทำให้บรรยากาศทั้งลานบ้านพลันเงียบงันทุกสายตาที่วิ่งตามเข้ามาต่างเห็นภาพนั้นพร้อมกันอย่างชัดเจน หลินซิ่วหลานถึงกับตัวแข็งค้าง สีเลือดบนใบหน้าค่อย ๆ จางหาย หลี่ชุนฮวาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ส่วนชาวบ้านที่ยืนอยู่หน้าห้อง ต่างเบิกตากว้าง ก่อนเสียงสูดลมหายใจด้วยความตกใจจะดังขึ้นเป็นระลอก
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า เหตุการณ์ซึ่งควรจะจบลงอย่างสงบกลับพลิกผันจนกลายเป็นภาพที่ยากจะอธิบาย และยิ่งยากจะลบเลือนในสายตาของผู้พบเห็นทุกคน หลี่ชุนฮวาเป็นคนแรกที่ได้สติ ทันทีที่เห็นหวังต้าจ้วงยืนตัวสั่นอยู่กลางห้อง ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นจนแทบกลืนสติ
"ไอ้สารเลว!"
นางคว้าไม้กวาดที่พิงอยู่ข้างฝา ก่อนฟาดลงบนแผ่นหลังของชายหนุ่มเต็มแรง
เพียะ!
"กล้าดียังไงถึงปีนเข้าห้องลูกสาวฉัน!"
"โอ๊ย! ป้าหลี่ ฟังผมก่อน!"
หวังต้าจวงร้องลั่น ยกแขนขึ้นป้องกันตัวอย่างทุลักทุเล แต่หลี่ชุนฮวาไม่เปิดโอกาสให้แก้ตัว ฟาดซ้ำอีกหลายครั้งจนเขาต้องวิ่งหลบไปทั่วห้อง
"ฉันจะตีเองให้ตายเลยค่อยดู!"
บรรยากาศด้านในชุลมุนวุ่นวายไปหมด ขณะเดียวกัน เซี่ยจิ้งเฉิงยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น แขนข้างหนึ่งเพิ่งคลายออกจากเอวของหลินเสี่ยวฮวา เขากำลังจะลุกขึ้น แต่หลินเสี่ยวฮวากลับรีบใช้มือทั้งสองข้างดันแผ่นอกของเขาออกเบา ๆ
"ขะ...ขอโทษค่ะ" เสียงของเธอสั่นเครือ ทันทีที่ตั้งหลักได้ เธอก็รีบลุกขึ้น ถอยห่างจากเซี่ยจิ้งเฉิงราวกับกลัวว่าจะเกิดความเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวได้สองก้าวก็มีแรงกระชากอย่างแรงที่ข้อมือ
"หลินเสี่ยวฮวา!" หลินซิ่วหลานกำแขนของน้องสาวต่างมารดาแน่น ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับแดงก่ำไปด้วยความผิดหวังและความโกรธ
"นี่คือแผนของเธอกับแม่ใช่ไหม" น้ำเสียงของเธอเย็นเฉียบจนผู้คนรอบข้างต่างเงียบลง
"ไม่อย่างนั้นจะบังเอิญถึงเพียงนี้ได้อย่างไร" หลินซิ่วหลานชี้ไปยังประตูที่ถูกพัง
"หวังต้าจวงบุกเข้าห้อง เจ้าวิ่งออกมา แล้วกลับพุ่งเข้าหาเซี่ยจิ้งเฉิงพอดี"
"ยังล้มลงกอดกัน จนริมฝีปากแตะกันต่อหน้าทุกคน หวังให้จิ้งเฉิงรับผิดชอบสินะ" หลินซิ่วหลานเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย
เมื่อสิ้นคำ ผู้คนที่ยืนอยู่หน้าห้องต่างหันมองหลินเสี่ยวฮวาพร้อมกันสายตาแต่ละคู่เต็มไปด้วยความตกตะลึง ความสงสัย และเสียงซุบซิบที่เริ่มดังขึ้น ก่อนหน้านี้เป็นหลินเสี่ยวฮวาที่เอาแต่อยากได้ของพี่สาวจริงทุกคนในที่นี้รู้ดี นิสัยสองแม่ลูกล้วนเอาเปรียบหลินซิ่วหลานอยู่ประจำ หลินเสี่ยวฮวาหน้าซีด เธอรีบส่ายหน้าทันที
"ฉันจะรู้ได้ยังไง ว่าหวังต้าจวงจะปีนเข้าห้องมา"
"แล้วฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าหัวหน้าเซี่ยจะพังประตูเข้ามา"
เธอสูดลมหายใจแรง พยายามอธิบายทั้งที่หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ
"ตอนนั้นฉันตกใจมาก ฉันแค่..."
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังสนั่น แรงตบทำให้หลินเสี่ยวฮวาเสียหลัก ใบหน้าหันไปด้านข้าง แก้มขาวขึ้นรอยแดงอย่างรวดเร็ว ทั้งลานบ้านเงียบกริบ หลินซิ่วหลานลดมือลงช้า ๆ ดวงตาแดงเรื่อด้วยอารมณ์ที่กดเก็บมานาน
"เธอจะบอกว่าไม่รู้ได้อย่างไร" หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความขมขื่น
"ตั้งแต่เด็กจนโต..."
"มีสิ่งใดบ้างที่ฉันมี แล้วเธอไม่คิดจะแย่ง" คำพูดนั้นทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มพยักหน้า ทุกคนล้วนรู้ดีถึงนิสัยเดิมของหลินเสี่ยวฮวา หลินซิ่วหลานจ้องน้องสาวไม่วางตา
"เสื้อผ้าที่ฉันชอบ ของกินที่พ่อซื้อให้ แม้แต่คนที่ฉัน......" หลินซิ่วหลานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมองเซี่ยจิ้งเฉิงซึ่งยืนขึ้นแล้ว สีหน้ายังคงสุขุมแต่เคร่งขรึม จากนั้นจึงหันกลับมามองหลินเสี่ยวฮวาอีกครั้ง
"แม้แต่คนที่ฉันกำลังจะแต่งงานด้วย เธอก็ยังคิดจะแย้งอีกเหรอ”
คำถามนั้นดังก้องไปทั่วลานบ้าน ทำให้บรรยากาศหนักอึ้งจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าพูดคำใดออกมา
หลินเสี่ยวฮวายกมือแตะแก้มที่ร้อนผ่าว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอรู้ดีว่าหากใช้ชื่อเสียงและพฤติกรรมของเจ้าของร่างเดิมเป็นเครื่องตัดสิน ไม่มีผู้ใดเชื่อคำปฏิเสธของเธอได้ง่าย ๆ แต่ในเวลานั้นเอง เซี่ยจิ้งเฉิงกลับก้าวออกมาหนึ่งก้าว สายตากวาดมองทุกคนอย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นทั้งหมดด้วยเหตุผล มากกว่าจะด่วนตัดสินจากอารมณ์เพียงอย่างเดียว