รุ่งเช้าของหมู่บ้านต้าเยว่ยังคงคึกคักดังเช่นทุกวันแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทอดผ่านยอดไม้ ละอองหมอกจาง ๆ ยังไม่ทันสลาย หญิงชาวบ้านต่างสะพายตะกร้าสาน มุ่งหน้าไปยังตลาดประจำตำบลเพื่อแลกเปลี่ยนไข่ ผัก และของใช้จำเป็น
หลี่ชุนฮวาเองก็สะพายตะกร้าใบเก่า เดินออกจากบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแต่เพียงเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เสียงซุบซิบก็ดังแว่วเข้าหู
"ได้ยินหรือยัง เรื่องลูกสาวคนรองบ้านตระกูลหลิน" หญิงคนหนึ่งหันไปกระซิบกับสหายที่นั่งอยู่ด้านข้าง พลางเหลือบตามองหลี่ชุนฮวาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"จะไม่รู้ได้อย่างไร คนทั้งหมู่บ้านพูดกันหมด" อีกคนเบ้ปากก่อนพูดเสียงดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน
"ผู้หญิงอะไรกัน ถูกผู้ชายจูบปากแท้ ๆ ยังบอกว่าไม่ถือสา"
"ไม่เห็นคุณค่าของตัวเองเอาเสียเลย" คำพูดนั้นทำให้หลายคนพยักหน้าตาม หญิงอีกคนรีบเสริมขึ้นทันที
"เมื่อก่อนเห็นเอาแต่ตามตื๊อหัวหน้าเซี่ย ข้าก็ว่าหน้าด้านพอแล้ว"
"ใครจะคิดว่าเมื่อวานจะพูดออกมาต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านว่า ตัวเองไม่ถือสา" นางส่ายหน้าไปมา
"คราวนี้ไม่รู้จะหาคำไหนมาพูดแล้ว"
"ผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนจะพูดแบบนั้น" เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ แม้ไม่มีผู้ใดเอ่ยชื่อออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรู้ว่ากำลังกล่าวถึงใคร หลี่ชุนฮวายืนตัวแข็ง ใบหน้าสลับแดงสลับเขียว
สุดท้ายก็อดกลั้นไม่ไหว
"พวกเจ้าจะรู้ความจริงอะไร!" นางหันไปชี้หน้าหญิงกลุ่มนั้นทันที
"เมื่อคืนลูกสาวข้าเกือบถูกต้าจวงทำมิดีมิร้าย หัวหน้าเซี่ยเข้าไปช่วยไว้แท้ ๆ"
"พวกเจ้าไม่พูดถึงเรื่องช่วยชีวิต กลับเอาแต่พูดจาทำลายชื่อเสียงคนอื่น ว่างกันนักหรือ!"
หญิงชาวบ้านหลายคนสะดุ้งเล็กน้อย แต่พอหลี่ชุนฮวาเดินจากไป เสียงซุบซิบก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้ง
"ดูสิ ยังมีหน้ามาปกป้องอีก ลูกเป็นอย่างไร แม่ก็เป็นอย่างนั้นแหละ"
หลี่ชุนฮวากำมือแน่น เดินกลับบ้านด้วยสีหน้าบึ้งตึงตลอดทาง
...
ทันทีที่ก้าวเข้าประตูบ้าน นางก็วางตะกร้าลงเสียงดัง
ปัง!...หลินเสี่ยวฮวากำลังนั่งล้างถ้วยอยู่ในลานบ้านสะดุ้ง หันมามองมารดาที่เพิ่งเดินเข้ามาด้วยความงุนงง
"แม่ เป็นอะไร..." ยังไม่ทันพูดจบ หลี่ชุนฮวาก็เดินเข้ามาต่อว่าทันที
"เจ้ายังมีหน้าถามอีก!"
"รู้หรือไม่ว่าคนทั้งหมู่บ้านกำลังพูดถึงเจ้าอย่างไร"
หลินเสี่ยวฮวาวางชามในมือลงช้า ๆ
"เกิดอะไร"
"เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ" หลี่ชุนฮวาแทบจะชี้หน้าลูกสาว
"ก็เพราะคำพูดของแกเมื่อคืน ผู้หญิงที่ไหนเขาจะพูดว่าถูกผู้ชายจูบแล้วไม่ถือสา แกพูดออกไปได้อย่างไร"
หลินเสี่ยวฮวากะพริบตาปริบ ๆ ในความคิดของเธอมันก็เป็นเพียงอุบัติเหตุจริง ๆ เห็นท่าทางลูกสาวยังไม่เข้าใจ หลี่ชุนฮวาจึงยิ่งโมโห
"แกนี่มันโง่จริง ๆ ในเมื่อคนทั้งหมู่บ้านก็เห็นแล้ว แกก็ควรฉวยโอกาสให้หัวหน้าเซี่ยรับผิดชอบ ให้เขาแต่งงานกับเจ้าเสีย”
หลินเสี่ยวฮวาถึงกับเบิกตากว้าง
"แต่ง...แต่งงาน?"
หลี่ชุนฮวาพูดต่ออย่างจริงจัง
"ใช่"
"หัวหน้าเซี่ยทั้งหน้าที่การงานดี รูปร่างก็ดี อนาคตยังอีกไกล"
"ต่อให้เขากับพี่สาวแกจะสัญญาหมั้นหมายกัน แต่เมื่อคืนทุกคนก็เห็นกับตาแล้ว"
"ถ้าแกร้องขอความเป็นธรรม ยังไงเขาก็ต้องรับผิดชอบ"
หลินเสี่ยวฮวานิ่งอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะยกมือกุมหน้าผากอย่างหมดแรง ในที่สุดเธอก็เข้าใจ ที่แท้ความคิดของคนในยุคนี้กับความคิดของเธอต่างกันราวฟ้ากับดิน สำหรับเธอการสัมผัสกันโดยไม่ตั้งใจไม่ใช่เหตุผลที่จะบังคับให้คนสองคนแต่งงานกัน
แต่สำหรับผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ เหตุการณ์เมื่อคืนกลับเพียงพอที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนสองคนไปตลอดกาล
หลินเสี่ยวฮวายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองสีหน้าเคร่งเครียดของหลี่ชุนฮวาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอยู่ในใจในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วเหตุใดหลินเสี่ยวฮวาเจ้าของร่างเดิมจึงเติบโตมาเป็นคนเช่นนั้น เด็กคนหนึ่งไม่ได้เกิดมาเห็นแก่ตัวหรือชอบแย่งชิงโดยไร้สาเหตุหากแต่เติบโตขึ้นจากคำสั่งสอนและความคิดของผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลี่ชุนฮวาคอยปลูกฝังให้ลูกสาวเชื่อว่า หากอยากได้สิ่งใดก็ต้องแย่งมา หากพี่สาวมีสิ่งที่ดีกว่า น้องสาวก็สมควรได้รับเช่นกัน แม้แต่เรื่องความรักในสายตาของนางก็ยังเป็นสิ่งที่ช่วงชิงกันได้ หลินเสี่ยวฮวานวดขมับเบา ๆ หากยังปล่อยให้มารดาคิดเช่นนี้ต่อไป ต่อให้วันนี้ผ่านพ้นไปได้ วันหน้าก็ย่อมเกิดปัญหาไม่รู้จบ เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง
"แม่" น้ำเสียงที่เรียบสงบทำให้หลี่ชุนฮวาชะงัก
"ตั้งแต่ฉันประสบอุบัติเหตุครั้งนี้..."
หลินเสี่ยวฮวาก้มมองมือของตัวเอง พลางกล่าวช้า ๆ
"ฉันคิดอะไรได้หลายอย่าง"
หลี่ชุนฮวาขมวดคิ้ว
"คิดอะไร"
"ฉันเกือบตาย"
หลินเสี่ยวฮวาเงยหน้าขึ้น สบตามารดาโดยตรง
"ตอนที่นอนอยู่อนามัย ฉันคิดอยู่ตลอด"
"ถ้าวันนั้นฉันไม่รอดขึ้นมาจริง ๆ"
"สิ่งที่เคยแย่ง เคยอิจฉา เคยเอาชนะ มันจะมีความหมายอะไร"
หลี่ชุนฮวานิ่งไปเล็กน้อย หลินเสี่ยวฮวาเอ่ยต่อด้วยสีหน้าสงบ
"เมื่อก่อนฉันทำผิดไว้เยอะ"
"ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่"
"ชอบคิดว่าอะไรที่เป็นของหลินซิ่วหลาน ฉันก็ต้องได้เหมือนกัน"
เธอส่ายหน้าช้า ๆ
"แต่ตอนนี้ฉันคิดได้แล้ว"
"ฉันไม่ควรไปก้าวก่ายชีวิตของพี่อีก"
"ต่อไปเรื่องของพี่ก็เป็นเรื่องของพี่ ฉันจะไม่เข้าไปยุ่ง"
หลี่ชุนฮวาอ้าปากจะพูด แต่เห็นสีหน้าจริงจังของลูกสาวก็กลืนคำพูดกลับลงคอ
"แกพูดจริงหรือ"
"จริง" หลินเสี่ยวฮวาพยักหน้า
"ฉันไม่คิดแย่งหัวหน้าเซี่ย เขาเป็นคนของพี่ ต่อให้เขาดีแค่ไหน ก็ไม่เกี่ยวกับฉัน"
หลี่ชุนฮวายังคงมีสีหน้าไม่พอใจ
"แต่หัวหน้าเซี่ย..."
ยังไม่ทันพูดจบ หลินเสี่ยวฮวาก็รีบตัดบท
"แม่" หญิงสาวยกยิ้มมุมปากก่อนพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
"แม่คิดว่าหัวหน้าเซี่ยเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลกหรือ" คำถามนั้นทำให้หลี่ชุนฮวาชะงัก หลินเสี่ยวฮวาอาศัยจังหวะนั้นพูดต่อทันที
"อีกไม่นานประเทศก็จะเปลี่ยน"
"คนที่มีความรู้จะมีโอกาสมากขึ้น ฉันตั้งใจแล้วฉันจะอ่านหนังสือจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย" คำพูดนั้นทำให้หลี่ชุนฮวาเบิกตากว้าง
"สอบ...มหาวิทยาลัย?"
หลินเสี่ยวฮวาพยักหน้า
"ใช่"
"ถ้าฉันสอบติด ได้งานดี ๆ"
"คนที่ฉันจะได้พบในอนาคตก็ย่อมดีกว่าหัวหน้าเซี่ย" เธอแสร้งหัวเราะเบา ๆ
"ถึงตอนนั้น แม่อาจได้ลูกเขยที่เป็นวิศวกร เป็นหมอ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ข้าราชการในเมืองก็ได้" ดวงตาของหลี่ชุนฮวาค่อย ๆ เป็นประกาย แม้นางจะอ่านหนังสือไม่มาก แต่ก็รู้ดีว่า "นักศึกษา" เป็นคนที่มีอนาคต และหากลูกสาวได้แต่งงานกับบัณฑิตหรือเจ้าหน้าที่ในเมือง ย่อมมีหน้ามีตากว่าการแต่งกับหัวหน้าหน่วยผลิตของหมู่บ้าน
หลินเสี่ยวฮวาเห็นสีหน้าของมารดาเปลี่ยนไป จึงยิ้มในใจ
ดูท่าเธอจะหาจุดอ่อนของหลี่ชุนฮวาคนนี้เจอแล้ว หลี่ชุนฮวาครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
"แกพูดมาก็มีเหตุผล" นางยกคางขึ้นเล็กน้อย สีหน้าภาคภูมิใจ
"ลูกสาวของฉันจะต้องได้แต่งกับคนที่ดีกว่าหัวหน้าเซี่ยอยู่แล้ว"
"ในเมื่อเจ้าคิดได้เช่นนี้ แม่ก็จะไม่บังคับแกอีก" หลินเสี่ยวฮวาแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยด่านแรกก็ผ่านไปได้แล้ว แต่ในใจของเธอมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น
"ขอแค่สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ แล้วออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ ชีวิตของฉันก็คงไม่ต้องเข้าไปพัวพันกับเนื้อเรื่องเดิมอีก..."
หลังเหตุการณ์คืนนั้น บรรยากาศภายในบ้านตระกูลหลินก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แม้หลินเสี่ยวฮวากับหลินซิ่วหลานจะอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่ทั้งสองแทบไม่มีโอกาสพูดคุยกันอีก ทุกเช้าหลินซิ่วหลานจะออกจากบ้านแต่ฟ้ายังไม่สว่าง มุ่งหน้าไปยังโรงงานแปรรูปของอำเภอ ส่วนหลินเสี่ยวฮวาเมื่ออาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าหายดีแล้ว ก็ช่วยทำงานบ้าน หุงข้าว ซักผ้า และดูแลสวนผักเล็ก ๆ หลังบ้าน ราวกับต่างคนต่างใช้ชีวิตอยู่คนละโลก
ต่อให้เดินสวนกันในลานบ้านก็มีเพียงการพยักหน้ารับกันสั้น ๆ ไม่มีการทะเลาะ ไม่มีการประชดประชัน แต่ก็ไม่มีบทสนทนาใด ๆ เช่นกัน เช้าวันนี้ก็เช่นเดียวกันหลินซิ่วหลานรีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด เพราะว่าต้องประชุมก่อนเริ่มงาน ความรีบร้อนทำให้นางหยิบเพียงกระเป๋าผ้า ก่อนวิ่งออกจากบ้านไป
หลินเสี่ยวฮวาเพิ่งเก็บชามอาหารเช้าเสร็จ กำลังจะเช็ดโต๊ะ ก็เหลือบเห็นสมุดปกสีน้ำเงินวางอยู่มุมโต๊ะไม้ เธอหยิบขึ้นมาเปิดดูเพียงครู่ด้านในเป็นเอกสารเกี่ยวกับการผลิต พร้อมตราประทับของโรงงาน
"ของพี่นี่นา..." หลินเสี่ยวฮวาขมวดคิ้วจากความทรงจำของเจ้าของร่าง เธอรู้ดีว่าเอกสารของโรงงานสำคัญเพียงใด หากทำหายหรือส่งไม่ทัน อาจถูกหัวหน้าตำหนิหรือถูกหักคะแนนการทำงานได้
เธอหันมองประตูบ้านที่ยังเปิดอยู่ ก่อนก้มมองสมุดในมืออีกครั้งช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้หลินซิ่วหลานจะไม่ได้หาเรื่องเธออีก แต่กำแพงระหว่างทั้งคู่กลับยังคงตั้งตระหง่าน หลินเสี่ยวฮวารู้ดีว่า ความระแวงของอีกฝ่ายไม่ได้หายไปเพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยค หากอยากให้หลินซิ่วหลานเชื่อคงต้องใช้เวลาและการกระทำพิสูจน์ เธอจึงยิ้มบาง ๆ
"ถือว่าเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ก่อนแล้วกัน" หลินเสี่ยวฮวาหยิบเสื้อคลุมตัวบางมาสวม ก่อนถือสมุดเดินออกจากบ้าน
โรงงานอยู่ห่างจากหมู่บ้านเพียงสองกิโลกว่า ๆ สำหรับชาวบ้านส่วนใหญ่ ระยะทางเท่านี้ถือว่าไกลพอสมควร ต้องเดินเกือบครึ่งชั่วโมง แต่สำหรับหลินเสี่ยวฮวาเธออดหัวเราะในใจไม่ได้ ชีวิตก่อนจะทะลุมิติมาที่นี่ นอกจากเป็นไรเดอร์ที่ต้องวิ่งส่งอาหารทั้งวันแล้ว
วันหยุดเธอยังสมัครลงแข่งวิ่งมินิมาราธอนและฮาล์ฟมาราธอนอยู่บ่อยครั้ง ระยะทางเพียงสองกิโลกว่า ต่อให้เดินเร็วสลับวิ่งเหยาะ ๆ ก็แทบไม่ทำให้เธอหอบด้วยซ้ำ เพียงแต่ร่างนี้ไม่ใช่ร่างเดิมหลินเสี่ยวฮวาจึงยั้งฝีเท้าลง เดินไปตามถนนดินอย่างสม่ำเสมอ ไม่เร่งรีบจนผิดสังเกต
สายลมยามเช้าพัดเอื่อย ๆ ผ่านทุ่งข้าวโพดและแปลงข้าวสาลีสองข้างทาง กลิ่นดินชื้นผสมกับกลิ่นหญ้าสดใหม่ทำให้บรรยากาศสดชื่นกว่าที่เธอคาดไว้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลางยิ้มมุมปาก
"ถึงจะไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีจีพีเอส..."
"แต่การเดินแบบนี้ ก็ไม่ได้แย่นัก" เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฝีเท้าของหลินเสี่ยวฮวาก็เบาขึ้นเล็กน้อย