22px

หลินเสี่ยวฮวายังคงยืนนิ่งอยู่กลางวงล้อมของผู้คนสายตานับสิบคู่จับจ้องมาที่เธอ ราวกับกำลังรอให้ผู้กระทำผิดสารภาพความจริง แก้มซ้ายยังแสบร้อนจากแรงตบเมื่อครู่ แต่ความเจ็บนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความอึดอัดที่กำลังกดทับอยู่ในอกเธออ้าปากจะอธิบายอีกครั้ง

แต่ยังไม่ทันเปล่งเสียง หลี่ชุนฮวาก็ก้าวมาขวางอยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว นางดึงหลินเสี่ยวฮวาไว้ด้านหลัง พลางจ้องหลินซิ่วหลานด้วยสีหน้าไม่พอใจ

"ซิ่วหลาน แกพูดเกินไปแล้ว" น้ำเสียงของหลี่ชุนฮวาแข็งกร้าวขึ้นหลายส่วน

"แกก็เป็นพี่สาว การยอมน้องบ้างมันผิดตรงไหน"

ประโยคนั้นทำให้สีหน้าของผู้คนหลายคนเปลี่ยนไป

คำว่า "พี่ต้องยอมน้อง" เป็นคำที่หลี่ชุนฮวาพูดอยู่เสมอ จนแทบทุกคนในหมู่บ้านเคยได้ยิน

ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร นางก็มักยกเหตุผลนี้ขึ้นมาปกป้องลูกสาวของตนเอง หลี่ชุนฮวาไม่สนใจสายตาของผู้คน ยังคงพูดต่อ

"ส่วนเรื่องหัวหน้าเซี่ยนั่น ยิ่งเหลวไหลเข้าไปใหญ่"

นางหันไปมองเซี่ยจิ้งเฉิง ก่อนรีบคลี่ยิ้ม

"เสี่ยวฮวาเรียกหัวหน้าเซี่ยว่า ว่าที่พี่เขยมาโดยตลอด เด็กคนนี้ก็แค่คิดว่าต่อไปทุกคนจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน เลยสนิทสนมกว่าปกติเท่านั้น"

"จะเอาเรื่องนี้ไปตีความว่าแย่งบุรุษของพี่สาวได้อย่างไรกัน" สิ้นคำ ผู้คนต่างหันมองหน้ากันไปมา คำอธิบายนี้ ฟังดูพอมีเหตุผลอยู่บ้างอย่างน้อย ในสายตาคนภายนอก หลินเสี่ยวฮวาก็เรียกเซี่ยจิ้งเฉิงว่า "ว่าที่พี่เขย" จริง

หลี่ชุนฮวารีบหันกลับไปสะกิดแขนลูกสาวเบา ๆ พร้อมส่งสายตาเป็นเชิงบอกให้รีบพูดตาม หลินเสี่ยวฮวาเข้าใจความหมายในทันที แม้เธอจะรู้ดีว่าคำพูดของหลี่ชุนฮวาไม่ได้บริสุทธิ์ใจนัก และอีกฝ่ายกำลังพยายามหาทางเอาตัวรอดมากกว่าจะคลี่คลายความจริง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเธอปฏิเสธกลับไป ย่อมมีแต่จะยิ่งทำให้เรื่องวุ่นวายกว่าเดิม เธอจึงสูดลมหายใจลึก ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

"แม่พูดถูก" หลินเสี่ยวฮวาเงยหน้ามองผู้คนรอบด้าน สีหน้าจริงจังผิดจากภาพลักษณ์เดิมของเจ้าของร่าง

"ฉันมองหัวหน้าเซี่ยเป็นว่าที่พี่เขยมาโดยตลอด"

"ที่ผ่านมาอาจมีบางครั้งที่การกระทำของฉันไม่เหมาะสม จนทำให้พี่เข้าใจผิด" เธอหันไปมองหลินซิ่วหลานโดยตรง

"แต่เหตุการณ์วันนี้...ไม่ใช่สิ่งที่ฉันวางแผนไว้"

"ฉันเองก็ไม่รู้ว่าหวังต้าจวงจะปีนเข้าห้องมา และยิ่งไม่รู้ว่าหัวหน้าเซี่ยจะเป็นคนพังประตูเข้ามาช่วย" หลินเสี่ยวฮวาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"หากยังมีใครไม่เชื่อ ฉันก็พร้อมให้ตรวจสอบทุกอย่าง" คำพูดของเธอทำให้บรรยากาศเงียบลงชั่วขณะ

หลินซิ่วหลานจ้องมองน้องสาวต่างมารดาไม่กะพริบตา ไม่ใช่เพราะคำอธิบายนั้นไร้พิรุธ แต่เพราะหลินเสี่ยวฮวาในวันนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ กลับไม่มีท่าทีแม้แต่น้อยของคนที่กำลังพยายามยั่วยวนหรือครอบครองเซี่ยจิ้งเฉิง ยิ่งเป็นเช่นนี้ ความสงสัยในใจของหลินซิ่วหลานก็ยิ่งเพิ่มพูน หรือว่าหลินเสี่ยวฮวาคนตรงหน้า จะไม่ใช่คนเดิมที่นางเคยรู้จักอีกต่อไปจริง ๆ

เซี่ยจิ้งเฉิงซึ่งยืนเงียบมาตลอด ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุมหนักแน่น

"สิ่งที่หลินเสี่ยวฮวาพูด...เป็นความจริง" เพียงประโยคเดียว เสียงซุบซิบที่ดังอยู่รอบด้านก็พลันเงียบลง ทุกสายตาหันไปมองชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าหน่วยผลิตของหมู่บ้านพร้อมกัน เซี่ยจิ้งเฉิงกวาดตามองผู้คน ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน

"ตอนที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ผมกระแทกประตูเข้าไปด้วยแรงเต็มกำลัง" เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนมองไปยังบานประตูไม้ที่แตกเป็นเสี่ยง

"เมื่อประตูเปิดออก หลินเสี่ยวฮวากำลังวิ่งหนีออกมาพอดี ผมเองก็เบรกตัวไม่ทัน"

"เธอเสียหลัก ผมจึงยื่นมือไปรับไว้ ส่วนเหตุการณ์หลังจากนั้น..."

เซี่ยจิ้งเฉิงเม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

"เป็นเพียงอุบัติเหตุ ไม่มีใครจงใจทั้งนั้น" น้ำเสียงของเขาหนักแน่นจนผู้คนเริ่มคล้อยตาม แต่แล้วชายวัยกลางคน คนหนึ่งในหมู่บ้านกลับยกมือขึ้นพลางเอ่ยเสียงดัง

"หัวหน้าเซี่ย ต่อให้เป็นอุบัติเหตุ แล้วเรื่องที่ท่านกับหลินเสี่ยวฮวาจูบกันต่อหน้าผู้คนเล่า" เขามองไปรอบ ๆ ก่อนพูดต่อ

"ทุกคนก็เห็นกับตากันหมด เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปง่าย ๆ ได้อย่างไร" คำถามนั้นทำให้ชาวบ้านหลายคนพากันพยักหน้า ต่อให้ทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุ แต่ริมฝีปากของคนทั้งสองก็สัมผัสกันต่อหน้าผู้คนจริง ๆ

สายตานับสิบคู่จึงหันกลับมาหาหลินเสี่ยวฮวาอีกครั้งท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัด หลินเสี่ยวฮวากลับยกมือขึ้นเกาศีรษะเบา ๆ อย่างคนไม่รู้ตัว ในสมองของเธอการจูบโดยบังเอิญไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร คนยุคสองพันยี่สิบห้า อย่างเธอเห็นทั้งภาพยนตร์ ละคร หรือแม้แต่คนแสดงความรักกันในที่สาธารณะจนเป็นเรื่องปกติ เธอจึงหลุดพูดออกมาตามสัญชาตญาณ

"เจ้าตัวอย่างฉันยังไม่ถือสาเลย"

"แล้วคนอื่นจะมาถือสาแทนฉันทำไมล่ะคะ" เธอชี้มาที่ตัวเอง ก่อนหันมองชาวบ้านคนนั้นด้วยสีหน้าฉงน

หลินเสี่ยวฮวาพูดจบทั่วทั้งลานบ้านตกอยู่ในความเงียบงันราวกับเวลาได้หยุดเดิน ชาวบ้านทุกคนอ้าปากค้าง มองหลินเสี่ยวฮวาด้วยสายตาราวกับเพิ่งรู้จักนางเป็นครั้งแรก หญิงสาวคนหนึ่งถึงกับยกมือปิดปากชายชราหลายคนขมวดคิ้วแน่น แม้แต่หลี่ชุนฮวายังหน้าซีด รีบยื่นมือไปสะกิดลูกสาวแรง ๆ

"เสี่ยวฮวา!" นางแทบอยากเอามือปิดปากลูกสาวเสียเดี๋ยวนั้น หลินซิ่วหลานเองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก ส่วนเสียงซุบซิบเมื่อครู่ บัดนี้กลับเงียบสนิท ทุกคนล้วนคิดเหมือนกัน หญิงสาวคนหนึ่งจะพูดเช่นนี้ได้อย่างไร

ส่วนเซี่ยจิ้งเฉิง ร่างสูงยืนนิ่งราวกับถูกตรึงไว้เขาหันมองหลินเสี่ยวฮวาช้า ๆ แววตาลุ่มลึกสั่นไหวเป็นครั้งแรก ในฐานะชายหนุ่มที่เติบโตมาในยุคสมัยซึ่งให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและความเหมาะสมระหว่างชายหญิง คำพูดของหลินเสี่ยวฮวาไม่ได้ทำให้เขาโกรธ แต่กลับทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง

สำหรับเขาเหตุการณ์เมื่อครู่นั้นเป็นเรื่องที่กระทบต่อเกียรติและชื่อเสียงของทั้งสองฝ่าย เขาจึงตั้งใจออกหน้าชี้แจงเพื่อปกป้องนางจากคำครหา ทว่าเจ้าตัวกลับตอบออกมาราวกับว่า เรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อยที่ไม่จำเป็นต้องขยายความ

ความรู้สึกเช่นนั้นทำให้เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะคำพูดของนางทำให้เขาเสียหน้า แต่เพราะหญิงสาวตรงหน้าช่างมีวิธีคิดที่แตกต่างจากผู้คนในหมู่บ้าน และแตกต่างจากสตรีทุกคนที่เขาเคยพบอย่างสิ้นเชิง หลินเสี่ยวฮวากวาดสายตามองผู้คนที่ยังยืนอัดแน่นอยู่หน้าห้อง ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ

เธอรู้ดีว่า หากปล่อยให้ทุกคนยืนซุบซิบกันต่อไป เรื่องนี้ย่อมยิ่งบานปลาย หญิงสาวจึงยกมือขึ้นเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

"ทุกคนแยกย้ายกลับบ้านเถอะค่ะ" เมื่อเห็นชาวบ้านยังยืนนิ่ง เธอก็ฝืนยิ้มบาง ๆ

"วันนี้เป็นวันเกิดของพี่สาวฉัน ไม่ควรปล่อยให้จบลงด้วยเรื่องวุ่นวายแบบนี้"ส่วนเรื่องเมื่อครู่..."หลินเสี่ยวฮวาหันไปมองบานประตูที่ถูกพังจนหลุดออกจากวงกบ ก่อนกล่าวต่ออย่างสงบนิ่ง

"ฉันเชื่อว่าทุกคนเห็นกับตาว่าหัวหน้าเซี่ยเข้ามาช่วยฉัน"

"หวังต้าจวงเองก็ยังอยู่ตรงนี้ จะสอบถามกันเมื่อไรก็ได้"

"แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว ทุกคนกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ" คำพูดของเธอเรียบง่าย ไม่มีการร้องไห้ตีโพยตีพาย ไม่มีการกล่าวโทษผู้ใด

กลับทำให้ชาวบ้านหลายคนรู้สึกกระดากใจเสียเอง เมื่อเจ้าตัวไม่คิดจะเอาความ พวกเขาจะยืนมุงดูต่อไปก็ใช่เรื่อง ชายชราคนหนึ่งจึงกระแอมเบา ๆ

"เอาเถอะ...กลับกันก่อน" ไม่นานนัก ผู้คนก็เริ่มทยอยเดินออกจากบ้านตระกูลหลิน

เสียงพูดคุยค่อย ๆ ห่างออกไปตามถนนดินของหมู่บ้านลานบ้านที่เมื่อครู่ยังแน่นขนัด กลับเงียบสงบลงในเวลาไม่นาน เซี่ยจิ้งเฉิงก้มศีรษะให้ผู้ใหญ่ในบ้านเล็กน้อย ก่อนกล่าวลา

"ผมขอตัวก่อน" หลินซิ่วหลานรีบเดินตามออกไปส่งเขาถึงหน้าประตู แสงจันทร์สีเงินทอดยาวลงบนพื้นดิน สายลมยามค่ำคืนพัดเอื่อย ๆ จนชายเสื้อของทั้งสองปลิวไหว ทั้งคู่เดินเคียงกันอยู่พักใหญ่ โดยไม่มีผู้ใดเอ่ย คำสุดท้ายเป็นเซี่ยจิ้งเฉิงที่หยุดฝีเท้า

"คืนนี้...คุณเหนื่อยแล้ว"

หลินซิ่วหลานพยักหน้าเบา ๆ

"อืม"

เซี่ยจิ้งเฉิงมองหญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

"อย่าคิดมาก" พูดเพียงเท่านั้น เขาก็หันหลังเดินจากไป

หลินซิ่วหลานยืนมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม จนร่างนั้นค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดแต่ความคิดในใจของนางกลับยิ่งสับสน ทุกอย่าง ไม่เหมือนกับชาติที่แล้วเลยแม้แต่น้อย เดิมทีคืนนี้ควรเป็นคืนที่หลินเสี่ยวฮวาวางแผนใส่ร้ายตนเอง จนเซี่ยจิ้งเฉิงจำต้องแต่งงานกับน้องสาวต่างมารดา ทว่าเหตุการณ์กลับพลิกผันไปอีกทาง ไม่มีการวางยา ไม่มีการล่อลวง กลับกลายเป็นหวังต้าจ้วงที่บุกเข้าห้องหลินเสี่ยวฮวาอย่างกะทันหัน

แม้สุดท้ายหลินเสี่ยวฮวากับเซี่ยจิ้งเฉิงจะเกิดเรื่องให้ผู้คนเข้าใจผิด แต่ทุกอย่างก็ดูเหมือนอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด

หลินซิ่วหลานขมวดคิ้วแน่น

"หรือทั้งหมดนี้...เป็นแผนที่แยบยลกว่าเดิม?" เธออดคิดไม่ได้ บางทีหลินเสี่ยวฮวาอาจเปลี่ยนวิธีการ เพราะรู้ว่าหากใช้แผนเดิมย่อมถูกจับได้ แต่เมื่อย้อนนึกถึงสีหน้าตื่นตกใจของอีกฝ่ายตอนหวังต้าจวงปีนเข้าห้องมันกลับดูไม่เหมือนการเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย ยิ่งคิด ยิ่งหาคำตอบไม่ได้

หลินซิ่วหลานเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน แสงดาวหมื่นอยู่เหนือศีรษะ ทว่าความมืดในใจของนางกลับยิ่งหนาทึบ หรือว่าเพราะเธอเป็นผู้ย้อนเวลากลับมา การกระทำเพียงเล็กน้อยของเธอ ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางของโชคชะตาไปแล้ว

หากเป็นเช่นนั้นจริง อนาคตที่เธอเคยรู้ ย่อมไม่อาจใช้ตัดสินทุกสิ่งได้อีกต่อไป และสิ่งที่ทำให้หลินซิ่วหลานหวาดหวั่นที่สุด ไม่ใช่การที่โชคชะตาเปลี่ยนแปลง แต่คือ นับจากคืนนี้เป็นต้นไป แม้แต่เธอเองก็ไม่อาจคาดเดาได้อีกแล้วว่า เรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางใด

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!