การประชุมในโรงงานยืดเยื้อกว่าที่หลินเสี่ยวฮวาคาดไว้ จากเดิมที่คิดว่าคงใช้เวลาเพียงครู่เดียว กลับผ่านไปเกือบทั้งช่วงสาย เธอนั่งอยู่ในห้องพักพนักงานชั่วคราวเพียงลำพัง บนโต๊ะมีเพียงกระติกน้ำร้อนกับหนังสือพิมพ์เก่าไม่กี่ฉบับให้อ่านฆ่าเวลา ด้านนอก เสียงฝนที่เคยกระหน่ำค่อย ๆ เบาลง
จนในที่สุดก็เหลือเพียงหยดน้ำที่ไหลจากชายคาเป็นสาย หลินเสี่ยวฮวาเดินไปเปิดหน้าต่าง มองท้องฟ้าที่เริ่มปลอดโปร่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
"ฝนหยุดแล้ว..." เธอหันมองนาฬิกาแขวนผนัง หากรอเซี่ยจิ้งเฉิงประชุมเสร็จ ไม่รู้จะอีกนานเพียงใด อีกอย่างเธอก็ไม่อยากให้ผู้คนในโรงงานเห็นว่าตนเองนั่งรอเขาอยู่เช่นนี้ยิ่งอยู่ต่อ ก็ยิ่งเกิดคำครหาโดยไม่จำเป็น
คิดได้เช่นนั้น หลินเสี่ยวฮวาจึงหยิบกระดาษโน้ตแผ่นเล็กกับดินสอที่วางอยู่บนโต๊ะ เขียนข้อความด้วยลายมือเป็นระเบียบเมื่อเขียนเสร็จ เธอพับกระดาษอย่างเรียบร้อย ก่อนวางไว้ข้างเสื้อคลุมของเซี่ยจิ้งเฉิงที่พาดอยู่บนเก้าอี้ จัดทุกอย่างให้เป็นระเบียบแล้ว จึงค่อย ๆ เดินออกจากโรงงานอย่างเงียบเชียบ
หลังฝนตก ถนนดินเต็มไปด้วยกลิ่นหอมชื้นของผืนดินสองข้างทางมีละอองน้ำเกาะอยู่บนใบไม้ จนแสงอาทิตย์ที่เริ่มส่องลอดเมฆสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ หลินเสี่ยวฮวาเดินทอดน่องกลับหมู่บ้านด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย กว่าจะถึงบ้านก็ใกล้เที่ยงพอดี แต่ยังไม่ทันก้าวเข้าประตูบ้าน สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับร่างเล็ก ๆ ที่ยืนก้มหน้าอยู่ใต้ต้นหม่อนหน้าบ้าน
เด็กหญิงอายุราวแปดขวบผมถักเปียสองข้าง สวมชุดผ้าฝ้ายสีซีดที่ผ่านการซักมาหลายครั้ง หลินเสี่ยวฮวาชะงักไปเล็กน้อย ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมค่อย ๆ ผุดขึ้นในหัว เด็กคนนี้ ชื่อจางเสี่ยวหรูลูกสาวของครอบครัวข้างบ้าน เธอเป็นเด็กเรียบร้อย พูดน้อย และหวาดกลัวหลินเสี่ยวฮวาเป็นที่สุด
เพราะเจ้าของร่างเดิมอารมณ์ร้อน หากหงุดหงิดเมื่อใดก็มักดุเด็ก ๆ ในละแวกบ้านจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ หลินเสี่ยวฮวายืนมองเด็กหญิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปหาอย่างช้า ๆ
"เสี่ยวหรู"
เด็กหญิงสะดุ้งเฮือกเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นว่าเป็นหลินเสี่ยวฮวา ใบหน้าเล็ก ๆ ก็ซีดลงทันที สองมือกำชายเสื้อแน่น พลางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
หลินเสี่ยวฮวาเห็นท่าทางนั้นก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน ดูเหมือนชื่อเสียงของเจ้าของร่างเดิมจะน่ากลัวกว่าที่คิดเสียอีก เธอย่อตัวลงเล็กน้อย เพื่อให้ระดับสายตาอยู่ใกล้กับเด็ก
"มายืนอยู่ตรงนี้ทำไม"
เด็กหญิงเม้มริมฝีปาก ก่อนตอบเสียงเบา
"วันนี้...โรงเรียนเลิกเร็วค่ะ"
"แล้วพ่อแม่ล่ะ"
"พ่อกับแม่ยังทำงานอยู่โรงงาน" เด็กหญิงก้มหน้าลงอีกครั้ง
"กว่าจะเลิกก็เย็น..."
หลินเสี่ยวฮวาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ช่วงนี้โรงงานกำลังเร่งผลิต หลายครอบครัวจึงต้องทำงานล่วงเวลา เธอหันมองไปรอบ ๆ ถนนหน้าหมู่บ้านแทบไม่มีผู้คน จะปล่อยให้เด็กอายุเพียงแปดขวบยืนรออยู่ลำพังหลายชั่วโมงก็ใช่เรื่อง หลินเสี่ยวฮวาจึงยิ้มอ่อนโยน
"เข้ามานั่งรอในบ้านก่อนสิ"
เสี่ยวหรูรีบส่ายหน้าทันที ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความลังเล
"หนู...หนูไม่เป็นไรค่ะ" หลินเสี่ยวฮวารู้ดีว่าเด็กยังกลัวเธอ จึงไม่ได้ฝืน
"ถ้าไม่อยากเข้าก็ไม่เป็นไร" เธอหันไปมองถนน พลางพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
"แต่นั่งอยู่ข้างนอกคนเดียวแบบนี้ก็ต้องระวังนะ"
"ถ้ามีคนแปลกหน้าผ่านมา..." เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย
"แล้วอุ้มหนูไปล่ะ" เพียงเท่านั้น ดวงตากลมโตของเสี่ยวหรูก็เบิกกว้าง เด็กหญิงรีบหันมองซ้ายขวาอย่างตื่น ๆ หลินเสี่ยวฮวาอมยิ้ม ก่อนหันหลังเดินเข้าบ้าน
"จะเข้าหรือไม่เข้าก็ตามใจ ในบ้านมีน้ำอุ่น มีขนม แล้วก็ปลอดภัยกว่า" เธอเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ รีบวิ่งตามมา
หลินเสี่ยวฮวาแอบยิ้มมุมปากโดยไม่หันกลับไปมอง ส่วนเสี่ยวหรูก้มหน้าเดินตามหลังเธออย่างเงียบ ๆ แม้ยังมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ แต่ก็เลือกเดินตามเข้าไปในบ้านอย่างว่าง่าย
บางครั้งการละลายกำแพงในใจของเด็กคนหนึ่ง ก็อาจเริ่มต้นได้จากคำพูดธรรมดา ๆ และการยื่นมือช่วยเหลืออย่างจริงใจเพียงครั้งเดียว
เสี่ยวหรูเดินตามหลินเสี่ยวฮวาเข้ามาในบ้านอย่างระมัดระวัง เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู เด็กหญิงก็หยุดฝีเท้าทันทีร่างเล็กยืนตัวตรงอยู่กลางห้อง สองมือกำชายเสื้อแน่น ดวงตากลมโตเหลือบมองซ้ายที ขวาที ราวกับไม่รู้ว่าควรยืนตรงไหน หรือควรทำตัวอย่างไร
หลินเสี่ยวฮวาหันกลับมาเห็นภาพนั้น ก็แทบหลุดหัวเราะออกมาเด็กคนนี้ช่างเหมือนลูกนกที่หลงเข้ามาในบ้านคนแปลกหน้าเสียจริง แต่เธอรีบเม้มริมฝีปาก กลั้นรอยยิ้มเอาไว้ หากหัวเราะออกมา เด็กน้อยคงยิ่งประหม่า หลินเสี่ยวฮวาจึงแสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็น ก่อนยกมือบิดเอวเบา ๆ แล้วถอนหายใจ
"เดินมาตั้งไกล...ชักจะหิวแล้วสิ" เธอพูดพลางลูบท้องตัวเองเบา ๆ ก่อนหันไปมองครัว
"วันนี้แม่ไม่อยู่บ้าน ไม่มีใครกินข้าวเที่ยงเป็นเพื่อนเลย" จากนั้นจึงหันมามองเสี่ยวหรู พลางยกยิ้มอ่อน ๆ
"มาสิ มากินด้วยกัน"
เด็กหญิงเบิกตากว้าง รีบโบกมือปฏิเสธ
"มะ...ไม่เป็นไรค่ะ หนูรอพ่อกับแม่ได้"
หลินเสี่ยวฮวาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เดินเข้าไปเปิดตู้เก็บเสบียง พลางพูดไปด้วย
"พอดีมีเส้นบะหมี่อยู่ เดี๋ยวฉันทำบะหมี่ไข่ให้กิน กินเสร็จแล้วค่อยรอพ่อกับแม่ก็ยังไม่สาย" เสี่ยวหรูยืนนิ่งอยู่กับที่ แม้คำพูดของหลินเสี่ยวฮวาจะยังฟังดูเหมือนเดิม แม้จะห้วน ๆ ตรงไปตรงมา ไม่ได้อ่อนหวานเป็นพิเศษ แต่น้ำเสียงกลับไม่ดุไม่มีแววรำคาญ และไม่มีสายตาขุ่นเคืองเหมือนที่ผ่านมา
เด็กหญิงแอบเงยหน้ามองหลินเสี่ยวฮวาเงียบ ๆ พี่สาวคนนี้ ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจริง ๆหลินเสี่ยวฮวาหยิบชามออกมาสองใบ ก่อนหันกลับมาเห็นเสี่ยวหรูยังยืนแข็งอยู่ที่เดิม ก็ยกคิ้วขึ้น
"หรือจะให้ฉันยกโต๊ะไปหา"
เด็กหญิงสะดุ้ง รีบส่ายหน้าจนเปียทั้งสองข้างแกว่งไปมา หลินเสี่ยวฮวาหลุดหัวเราะเบา ๆ
"ถ้าอย่างนั้นก็มานั่ง ยืนอยู่แบบนั้น เดี๋ยวขาจะเมื่อย"
เสี่ยวหรูลังเลอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายจึงค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้ามา ร่างเล็กเดินช้า ๆ มายังโต๊ะไม้กลางบ้าน ก่อนปีนขึ้นนั่งบนม้านั่งอย่างเรียบร้อย สองมือวางบนหน้าตัก หลังเหยียดตรงเสียจนดูน่าขัน หลินเสี่ยวฮวาเหลือบมองเพียงแวบเดียวก็แทบอมยิ้มไม่อยู่
เด็กคนนี้คงเกร็งจนไม่รู้จะวางมือวางเท้าอย่างไรแล้ว เธอจึงหันกลับไปจุดเตาไฟ
เสียงฟืนแห้งแตกดัง เปรี๊ยะ...เปรี๊ยะ... พร้อมเปลวไฟสีส้มที่ค่อย ๆ ลุกโชนหลินเสี่ยวฮวาหยิบหม้อเหล็กขึ้นตั้ง เติมน้ำสะอาดลงไป ก่อนตอกไข่ไก่สองฟองเตรียมไว้ไม่นาน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำซุปก็เริ่มลอยอบอวลไปทั่วบ้าน
เสี่ยวหรูนั่งมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟอย่างเงียบงัน ไม่รู้เพราะไออุ่นจากเตา หรือเพราะบรรยากาศภายในบ้านที่แตกต่างจากในความทรงจำ ความหวาดกลัวในใจของเด็กหญิง จึงค่อย ๆ คลายลงทีละน้อย ราวกับก้อนน้ำแข็งที่กำลังละลายภายใต้เปลวไฟอันอบอุ่น
การประชุมสิ้นสุดลงเมื่อใกล้เที่ยง พวกหัวหน้าหน่วยและพนักงานทยอยลุกออกจากห้องประชุม บ้างจับกลุ่มพูดคุยถึงแผนการผลิต บ้างรีบกลับไปยังตำแหน่งงานของตน หลินซิ่วหลานเดินกลับมาที่ห้องพักพนักงานชั่วคราว ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป นางก็พบว่าในห้องว่างเปล่า
หลินเสี่ยวฮวาไม่อยู่แล้ว สายตาของเธอเหลือบไปเห็นเสื้อคลุมของเซี่ยจิ้งเฉิงที่พับไว้อย่างเรียบร้อยบนเก้าอี้ ข้างกันมีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กวางทับอยู่ หลินซิ่วหลานหยิบขึ้นมาอ่าน
ลายมือเป็นระเบียบสั้นและกระชับ
//ฝนหยุดแล้ว ฉันเดินกลับบ้านเอง ไม่ต้องเป็นห่วง ขอบคุณที่ให้ฉันรอในห้องพัก ส่วนเสื้อคลุมของหัวหน้าเซี่ย ฝากคืนเขาด้วยนะ *เสี่ยวฮวา*//
หลินซิ่วหลานอ่านจบก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกประหลาดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจหากเป็นหลินเสี่ยวฮวาคนเดิมไม่มีทางเขียนข้อความเช่นนี้เด็ดขาด เธอไม่เคยเอ่ยคำว่า "ขอบคุณ"
ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของผู้อื่น ยิ่งไม่มีวันยอมเดินกลับเอง ทั้งที่มีโอกาสได้นั่งรถไปกับเซี่ยจิ้งเฉิง
ทุกอย่างผิดไปจากเดิมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม หลินซิ่วหลานกำกระดาษโน้ตไว้เบา ๆ ‘หรือว่า...หลินเสี่ยวฮวาเองก็ย้อนเวลากลับมาเหมือนฉัน?’ ความคิดนั้นผุดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล แต่ยิ่งนึกย้อนถึงการกระทำของน้องสาวตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอก็ยิ่งหาคำอธิบายอื่นไม่ได้
ขณะนั้นเอง เซี่ยจิ้งเฉิงเดินเข้ามาเมื่อเห็นในห้องเหลือเพียงหลินซิ่วหลาน เขาก็ชะงักเล็กน้อย สายตาคมกวาดมองรอบห้อง ก่อนหันมามองหลินซิ่วหลาน คล้ายกำลังถามว่าอีกคนไปไหนแล้ว
หลินซิ่วหลานไม่ได้พูด เพียงยื่นกระดาษโน้ตในมือส่งให้เซี่ยจิ้งเฉิงรับมาอ่านเงียบ ๆ เมื่ออ่านจนจบ เขาก็พับกระดาษกลับดังเดิมสีหน้าของชายหนุ่มยังคงเรียบนิ่งแต่ในใจกลับเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งที่ก่อนเข้าประชุม เขาบอกไว้อย่างชัดเจนว่าจะไปส่งหลินเสี่ยวฮวากลับบ้าน เธอกลับเลือกเดินกลับเอง โดยทิ้งเพียงข้อความสั้น ๆ ไว้ให้ หากเป็นเมื่อก่อน หลินเสี่ยวฮวาคงหาเหตุอยู่ใกล้เขาให้นานที่สุดแต่วันนี้ นางกลับเป็นฝ่ายรักษาระยะห่างเสียเอง
ความเปลี่ยนแปลงนั้น ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างคลาดเคลื่อนไปจากความเคยชิน เซี่ยจิ้งเฉิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนภาพเหตุการณ์ระหว่างทางจะผุดขึ้นมาในความคิด หญิงสาววิ่งฝ่าสายฝนขึ้นมาบนรถ เสื้อผ้าเปียกชื้นจากสายฝนจนแนบไปกับเรือนร่าง วงแขนเรียวเล็กที่ยกขึ้นกอดอกไว้ด้วยความเขินอาย ขณะที่เขารีบถอดเสื้อคลุมยื่นให้อย่างไม่ลังเล เพื่อไม่ให้นางต้องอึดอัดกับสภาพเช่นนั้น
ภาพนั้นวาบผ่านเพียงชั่วครู่เซี่ยจิ้งเฉิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนตัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากใจทันที เขาไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ตนเองครุ่นคิดเรื่องชายหญิงโดยไร้เหตุผล โดยเฉพาะกับน้องสาวต่างมารดาของหญิงสาวที่ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็บอกว่าพวกเขาเป็นคู่ที่เหมาะสมกัน
หลินซิ่วหลานมองสีหน้าของเซี่ยจิ้งเฉิงอยู่เงียบ ๆแม้อีกฝ่ายจะไม่แสดงอารมณ์ออกมา แต่ด้วยความที่รู้จักกันมานาน เธอสัมผัสได้ว่าชายหนุ่มกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น เธอเองก็ไม่อาจคาดเดาได้