ขอย้อนชาติมาเงียบๆ แต่ทำไมพวกเจ้าไม่ยอม (Reborn to Lie Low, But You Won't Let Me)

ตอนที่ 14: บทที่ 14 เนื้อเสียบไม้กับหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์

👁️ 1 อ่าน
22px

        กลิ่นหอมยวนใจของยี่หร่า ผงหม่าล่า และไขมันสัตว์ที่ถูกย่างจนเกรียมเกาะอยู่บนผิวเนื้อ ลอยกรุ่นตัดกับบรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น

        อิ๋งเย่ไม่ได้สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนของฟ่านจื้อหย่ง เขาเพียงแค่ดึงไม้เสียบเนื้อออก กัดเนื้อม้าชิ้นโตเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ แล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ รสชาติของมันยังคงยอดเยี่ยมเหมือนที่เขาจำได้ในชาติก่อน ไม่มีความคาวแม้แต่น้อย มีเพียงความนุ่มละมุนและน้ำเนื้อที่ชุ่มฉ่ำ

        จ้าวไห่เผิงกับฟ่านจื้อหย่งเห็นท่าทีผ่อนคลายของเด็กหนุ่ม จึงหยิบเนื้อม้าย่างขึ้นมาลองชิมบ้าง

        ทันทีที่เนื้อสัมผัสลิ้น ดวงตาของจ้าวไห่เผิงก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ส่วนฟ่านจื้อหย่งที่ชินกับอาหารเหลาและภัตตาคารห้าดาวมาตลอดชีวิต ถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

        “รสชาติดีมาก...” ฟ่านจื้อหย่งพึมพำ เขาพิจารณาเนื้อในมืออีกครั้ง

        “การหมักเครื่องเทศลงตัวสุดๆ แต่ที่สำคัญกว่าคือตัววัตถุดิบ เนื้อม้าถ้าจัดการไม่ดีจะทั้งเหนียวและสาบ แต่เนื้อไม้นี้กลับนุ่มนวลและแทรกไขมันกำลังดี นี่ไม่ใช่เนื้อเกรดที่หาได้ทั่วไปในตลาดแน่ๆ”

        จ้าวไห่เผิงผู้กว้างขวางรีบยกมือเรียกเถ้าแก่ร้านทันที

        “เถ้าแก่! รบกวนมาทางนี้หน่อย!”

        ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมผ้ากันเปื้อนเปื้อนคราบน้ำมัน เดินเช็ดมือกับผ้าขนหนูที่พาดบ่าตรงเข้ามาที่โต๊ะด้วยรอยยิ้มซื่อๆ ข้างหลังเขามีภรรยาที่กำลังยกจานผักเคียงตามมาด้วย

        “อาหารไม่ถูกปากหรือครับ?” เจ้าของร้านถามด้วยความนอบน้อม

        “ตรงกันข้ามเลยต่างหาก!”

        จ้าวไห่เผิงหัวเราะร่วน

        “คุณฟ่าน ท่านนี้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของผม ท่านชมว่าเนื้อร้านคุณอร่อยมาก หมักได้เยี่ยม แถมวัตถุดิบก็ชั้นเลิศ ผมกินมาตั้งนานยังไม่เคยถามเลย คุณไปรับเนื้อม้าเกรดนี้มาจากไหน?”

        เจ้าของร้านและภรรยายิ้มกว้างจนตาหยี ดีใจที่ลูกค้าชื่นชอบฝีมือ แต่พอได้ยินคำถาม ท่าทีของเขาก็สลดลงเล็กน้อย

        “ขอบพระคุณมากครับที่ชม แต่เรื่องวัตถุดิบนี่แหละครับที่เป็นปัญหาใหญ่ของร้านเรา”

        เถ้าแก่ถอนหายใจ

        “สูตรหมักเนื้อเป็นมรดกตกทอดจากฝั่งภรรยาผม แต่เนื้อม้าดีๆ ในกวางโจวหรือทางใต้นี่หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เราต้องอาศัยคนรู้จักที่รับส่งสินค้าจากทางเหนือ แบ่งโควตามาให้เดือนละไม่กี่สิบกิโลกรัม พอของหมดเราก็ต้องปิดร้านเร็ว ลูกค้าหลายคนเชียร์ให้ไปเปิดสาขาในตัวเมือง แต่ผมไม่กล้าหรอกครับ ถ้าขยายร้านแล้วหาเนื้อเกรดนี้ไม่ได้ ต้องไปใช้เนื้อเกรดต่ำลงมา มันจะเสียชื่อเปล่าๆ สู้เปิดร้านเล็กๆ แบบนี้ แต่รักษาคุณภาพไว้ดีกว่า”

        ฟ่านจื้อหย่งพยักหน้าช้าๆ เขาคือผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนระดับมณฑล สายตาของเขามองเห็นภาพรวมของตลาดเสมอ

        “น่าเสียดายนะครับ” ฟ่านจื้อหย่งเอ่ยขึ้น

        “ตลาดผู้บริโภคทางใต้มีกำลังซื้อสูงมาก อาหารเฉพาะทางที่มีคุณภาพแบบนี้ หากมีระบบซัพพลายเชนหรือห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง สามารถปั้นเป็นแฟรนไชส์ระดับมณฑลได้สบายๆ ปัญหาคอขวดมันอยู่ที่การจัดการวัตถุดิบต้นน้ำจริงๆ”

        ระหว่างที่ผู้ใหญ่สองคนกำลังวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจร้านอาหารอย่างจริงจัง อิ๋งเย่ที่นั่งเคี้ยวเนื้ออยู่เงียบๆ ก็พลันนึกถึงคำพูดของปาเยว์เซิงเมื่อช่วงเย็น

        ‘เนื้อม้าเกรดพรีเมียมของบ้านฉันน่ะ แล่บางๆ ย่างบนหินร้อน หรือเอามาทำสเต๊กก็เนื้อนุ่มละลายในปาก...’

        ถ้าครอบครัวของรูมเมทเขาทำฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ที่มองโกเลียในจริง การจัดหาเนื้อม้าเกรดพรีเมียมก็ไม่น่าใช่เรื่องยาก และถ้าเขาสามารถอุดช่องโหว่ตรงนี้ได้ เขาก็จะมีร้านเนื้อม้าอร่อยๆ ให้กินตลอดไป แถมยังอาจจะได้กำไรเป็นค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่ต้องออกแรงเหนื่อยด้วย

        “เถ้าแก่”

        อิ๋งเย่ส่งเสียงขึ้นเรียบๆ ทุกสายตาบนโต๊ะหันมามองเขาทันที

        “ถ้ามีคนสามารถส่งเนื้อม้าเกรดเดียวกับที่คุณใช้อยู่ หรืออาจจะดีกว่า จากมองโกเลียในมาให้คุณได้ในปริมาณที่สม่ำเสมอ คุณสนใจจะรับเป็นคู่ค้าหลักไหมครับ?”

        เจ้าของร้านเบิกตากว้าง

        “แน่นอนสิครับ! ถ้ามีซัพพลายเออร์ส่งเนื้อเกรดนั้นได้จริง ต่อให้ราคาต้นทุนจะสูงกว่าตลาดนิดหน่อย ผมก็สู้ไหว! ผมกับภรรยาฝันอยากขยายร้านมานานแล้ว ติดแค่เรื่องเนื้อนี่แหละครับ คุณชายท่านนี้รู้จักช่องทางหรือครับ?”

        “มีคนรู้จักอยู่บ้างครับ” อิ๋งเย่ตอบสั้นๆ

        “เดี๋ยวผมลองให้บริษัทของผมตั้งแผนกจัดหาวัตถุดิบ แล้วจัดการเรื่องนี้ดู ถ้าสรุปต้นทุนและระบบขนส่งได้เมื่อไหร่ จะให้หลู่จือเหยาเอาสัญญามาให้คุณพิจารณาก็แล้วกัน”

        เจ้าของร้านและภรรยารีบโค้งขอบคุณซ้ำๆ ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ก่อนจะขอตัวกลับไปย่างเนื้อมาเพิ่มให้เป็นพิเศษเพื่อเป็นการขอบคุณ

        เมื่อเถ้าแก่เดินลับไป ฟ่านจื้อหย่งก็หรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้า

        ในสายตาของอิ๋งเย่ นี่ก็แค่การหาช่องทางให้ร้านโปรดมีเนื้อดีขายตลอดปี เผลอ ๆ ยังได้กำไรติดมือมานิดหน่อยอีกด้วย

        แต่ในความคิดของฟ่านจื้อหย่ง บริบทของคำพูดง่ายๆ นี้กลับมีน้ำหนักต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

        ‘คนรู้จักอยู่บ้าง? ตั้งแผนกจัดหาวัตถุดิบ?’

        ฟ่านจื้อหย่งวิเคราะห์อย่างรวดเร็วและเฉียบขาด

        ‘เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้มองแค่ร้านอาหารเล็กๆ นี่แน่ เขาแค่อาศัยจังหวะนี้สร้าง ‘โครงการนำร่อง’ เพื่อเชื่อมแหล่งผลิตเข้ากับตลาดปลายทาง หากระบบนี้สำเร็จ ก็สามารถต่อยอดไปสู่แพลตฟอร์มจัดหาวัตถุดิบเกษตรระดับประเทศได้... เป็นการหยั่งเชิงตลาดที่แนบเนียนและลึกล้ำจริงๆ!’

        ด้วยสัญชาตญาณของผู้วางนโยบายเศรษฐกิจ ฟ่านจื้อหย่งมองเห็นโอกาสมหาศาลที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดเรียบง่ายนั้น และนี่คือจังหวะที่ดีที่สุดในการผูกมิตรทางธุรกิจอย่างเป็นทางการ

        “คุณอิ๋งครับ”

        ฟ่านจื้อหย่งขยับแว่นตา น้ำเสียงจริงจังขึ้น

        “การนำเข้าเนื้อพรีเมียมข้ามมณฑลต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์สายเย็นที่แข็งแกร่ง หากคุณแก้ปัญหาต้นน้ำได้จริง โครงการนี้ก็มีศักยภาพขยายเป็นแพลตฟอร์มจัดหาวัตถุดิบเกษตรคุณภาพสูงได้ในอนาคต”

        เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนเสนอ

        “ผมมีกลุ่มทุนด้านโลจิสติกส์ที่สนิทสนมกันอยู่ หากไม่รังเกียจ ผมขอเสนอให้กลุ่มทุนฝั่งผมร่วมถือหุ้นสัก 10% แลกกับการสนับสนุนด้านคลังห้องเย็นและเครือข่ายกระจายสินค้าในกวางโจวให้... นี่ไม่ใช่การตอบแทนเรื่องสำนักพาณิชย์ แต่เป็นการลงทุนเชิงพาณิชย์ล้วนๆ บนพื้นฐานของโอกาสทางธุรกิจครับ”

        หลู่จือเหยาที่นั่งฟังอยู่ถึงกับนิ่งอึ้ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึก ทรงคุณค่าของการร่วมทุนนี้ไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงิน แต่คือ ‘เครือข่าย’ เขารู้ดีว่าการมีหุ้นส่วนระดับนี้ หมายถึงเส้นทางการดำเนินธุรกิจในมณฑลจะราบรื่นกว่าที่เคยเป็นมาอย่างมหาศาล!

        อิ๋งเย่นิ่งไปครู่หนึ่งขณะจิบน้ำชาล้างคอ

        ‘แค่หาเนื้อมากินเอง... ทำไมดูเหมือนจะกลายเป็นโปรเจกต์ใหญ่ไปได้ล่ะเนี่ย? ชายหนุ่มลอบคิดในใจอย่างอ่อนใจ แต่ก็เอาเถอะ มีกลุ่มทุนโลจิสติกส์มาร่วมทำระบบขนส่งให้ แลกกับหุ้นแค่ 10% ฉันก็ไม่ต้องไปเหนื่อยปวดหัวเรื่องหารถห้องเย็นมารับส่งเนื้อเอง ปล่อยให้พวกมืออาชีพเขาจัดการกันไป ส่วนฉันก็นอนรอรับเงินปันผลกับรอรับเนื้อม้ามากินที่ร้านก็พอ’

        “ถ้าเป็นความร่วมมือเชิงพาณิชย์ ผมก็ไม่ขัดข้องครับ”

        อิ๋งเย่พยักหน้าตอบรับอย่างง่ายดาย

        “รายละเอียดต่างๆ ให้หลู่จือเหยาประสานงานกับตัวแทนฝั่งคุณได้เลย”

        ฟ่านจื้อหย่งยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจที่สุด ในโลกธุรกิจ การได้ร่วมทุนกันก็เท่ากับการเป็นพันธมิตรแล้ว!

        บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง หลู่จือเหยาเริ่มหารือเรื่องโครงสร้างบริษัทคร่าวๆ กับจ้าวไห่เผิง ส่วนฟ่านจื้อหย่งก็พูดคุยเรื่องทิศทางตลาดโลจิสติกส์อย่างออกรส

        เถ้าแก่ร้านยกเนื้อม้าจานใหญ่ที่ย่างมาอย่างสุดฝีมือมาเสิร์ฟเพิ่ม ทุกคนชนแก้วชาเฉลิมฉลองให้กับความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

        อิ๋งเย่คีบเนื้อชิ้นที่เกรียมที่สุดเข้าปาก เคี้ยวอย่างมีความสุข พลางทอดสายตามองออกไปนอกถนนที่เริ่มมืดมิด ไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องโวยวาย แค่ชวนคนมากินข้าว ทุกปัญหาที่ปวดหัวก็ถูกแก้เรียบร้อย แถมยังได้ช่องทางมีของอร่อยกินฟรีๆ อีกต่างหาก

        มีเพียงเรื่องเล็กๆ เรื่องเดียวที่ยังค้างคาอยู่ในใจของอิ๋งเย่ขณะกลืนเนื้อลงคอ...

        ‘เดี๋ยวกลับถึงหอคืนนี้... คงต้องลองอ้าปากถามปาเยว์เซิงดูหน่อยแล้วล่ะ ว่าฟาร์มม้าที่บ้านหมอนั่น เขารับส่งเนื้อขายส่งมาถึงกวางโจวหรือเปล่า ถ้าหมอนั่นขายส่งจริง... ต่อไปคงไม่ต้องกลัวร้านนี้ปิดเพราะเนื้อหมดแล้ว’

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!