เมื่อแผ่นหลังของจ้าวไห่เผิงและหลู่จือเหยาพ้นขอบประตูร้านไป บรรยากาศรอบโต๊ะไม้ตัวในสุดก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เสียงจอแจจากหน้าร้านดูเหมือนจะถูกตัดขาดออกไป ฟ่านจื้อหย่งดันแว่นตากรอบทองของตนเองให้เข้าที่ เขานั่งหลังตรงขึ้น ท่าทีผ่อนคลายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยรังสีความกดดันแบบผู้คุมอำนาจที่คุ้นเคยกับการเจรจาระดับสูง ทว่าแววตาที่มองไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้ากลับเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
“คุณอิ๋ง...”
ฟ่านจื้อหย่งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ
“ผมขอเสียมารยาทถามตรงๆ เด็กหนุ่มวัยเดียวกับคุณ ส่วนใหญ่มักจะใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยไปกับการเล่นเกม จีบสาว หรืออย่างมากก็วาดฝันถึงการเปลี่ยนโลกด้วยสตาร์ทอัพเล็กๆ... แต่คุณกลับตั้ง ‘อันหนิง โฮลดิ้ง’ ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน แถมยังจ้างอดีตผู้จัดการกองทุนมาทำงานให้ ทำไมถึงรีบร้อนกระโดดลงมาในสมรภูมิตลาดทุนตั้งแต่อายุเท่านี้ล่ะครับ? หรือว่ามีความทะเยอทะยานอยากจะสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง?”
‘นี่คือบททดสอบแรก’
ฟ่านจื้อหย่งต้องการดูวิสัยทัศน์และวุฒิภาวะของเด็กหนุ่มตรงหน้า ทายาทตระกูลใหญ่หลายคนมักจะตกม้าตายตรงนี้ เพราะมักจะเผลอแสดงความเย่อหยิ่ง หรือพูดจาขายฝันที่สวยหรูแต่กลวงเปล่าออกมา
อิ๋งเย่ฟังคำถามนั้นแล้วดวงตาก็ยังคงนิ่งสงบ เขาไม่ได้มีอารมณ์ร่วมไปกับความกดดันของอีกฝ่าย
‘ทะเยอทะยานสร้างอาณาจักร? เปลี่ยนโลก? อิ๋งเย่คิดในใจ เรื่องพวกนั้นปล่อยให้พวกตัวเอกในนิยายเขาทำกันไปเถอะ ฉันแค่ไม่อยากทำงานหนัก และไม่อยากให้เงินเฟ้อมากินเงินต้นก็แค่นั้นเอง’
“ผมไม่ได้มีความทะเยอทะยานอยากจะเปลี่ยนโลกหรอกครับ” อิ๋งเย่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งการปรุงแต่งอารมณ์
“โลกอุดมคติเป็นเรื่องของคนช่างฝัน สำหรับผม... ผมมองแค่ความมั่นคง เงินสดที่นอนนิ่งอยู่เฉยๆ มีแต่จะถูกอัตราเงินเฟ้อกัดกินทุกวัน ความสงบสุขที่แท้จริง ไม่ได้มาจากการหลบซ่อน แต่มันมาจากการมีอิสรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งพอ จนไม่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของคนอื่นต่างหาก”
ฟ่านจื้อหย่งชะงักไปเล็กน้อย
คำตอบนั้นสั้น กระชับ และไม่มีคำศัพท์หรูหรา แต่มันสะท้อนถึง ‘ความเย็นชา’ ในการมองโลกธุรกิจอย่างทะลุปรุโปร่ง มันไม่ใช่คำตอบของเด็กหนุ่มเลือดร้อน แต่มันคือสัจธรรมของนายทุนผู้กร้านโลก!
‘ยอดเยี่ยม... ไม่มีทั้งความอวดดี และไม่มีการถ่อมตัวจนเกินงาม ฟ่านจื้อหย่งลอบชื่นชมในใจ สายตาของเขามองข้ามเปลือกนอกของการทำธุรกิจ ไปสู่แก่นแท้ของการรักษาอำนาจและเงินทุนแล้ว’
ชายวัยกลางคนโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากลึกล้ำขึ้น เข้าสู่บททดสอบที่สอง
“วิสัยทัศน์เฉียบขาดมากครับ แต่ในโลกธุรกิจและการเมือง การรู้ว่า ‘กำลังคุยอยู่กับใคร’ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด...”
ฟ่านจื้อหย่งจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอิ๋งเย่
“คุณรู้ไหมครับว่าตัวผม... ฟ่านจื้อหย่ง มานั่งอยู่ตรงนี้ในฐานะอะไร และเส้นทางของผมกำลังจะไปทางไหน?”
คำถามนี้คือการหยั่งเชิงอำนาจและข้อมูลข่าวสาร ฟ่านจื้อหย่งคือผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนระดับมณฑล ผู้คุมเม็ดเงินมหาศาล เขาอยากรู้ว่าเครือข่ายข้อมูลของเด็กหนุ่มคนนี้ ลึกซึ้งแค่ไหน
อิ๋งเย่มองสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาของเขาสะท้อนเพียงภาพกาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะ
แน่นอนว่าเขารู้จักฟ่านจื้อหย่ง ในชาติก่อน ผู้ชายคนนี้คือมังกรยักษ์แห่งแวดวงเศรษฐกิจมณฑล และอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เขาจะก้าวกระโดดข้ามขั้นไปเป็น ‘ประธานกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ’ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งระดับคุมเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
แต่ก่อนที่เขาจะไปถึงจุดนั้น อิ๋งเย่จำได้แม่นยำจากข่าวหน้าหนึ่งในอดีต ว่าฟ่านจื้อหย่งกำลังจะได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญเพื่อเป็นสปริงบอร์ด
ชายหนุ่มหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบช้าๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดังหรือเบาไปกว่าเดิมแม้แต่น้อย
“ผมทราบครับว่าตอนนี้คุณคือผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนมณฑล” อิ๋งเย่พูดเรียบๆ ก่อนจะวางถ้วยชาลง
“แต่ยังไงก็... ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าด้วยนะครับ สำหรับตำแหน่ง ‘รองเลขาธิการพรรคประจำมณฑล’ ที่กำลังจะมาถึง”
เพล้ง!
หากมีใครทำแก้วหล่นแตกในร้านตอนนี้ คงดังไม่เท่ากับเสียงระเบิดในสมองของฟ่านจื้อหย่ง!
ดวงตาภายใต้กรอบแว่นเบิกกว้างจนแทบถลน ร่างที่เคยนั่งพิงพนักอย่างสง่างามเผลอเกร็งจนหลังตรงแน่ว มือที่วางอยู่บนโต๊ะเผลอกำแน่นจนข้อขาว
‘เป็นไปไม่ได้! ฟ่านจื้อหย่งตะโกนก้องในใจ เรื่องตำแหน่งรองเลขาธิการพรรค มติจากส่วนกลางเพิ่งจะเคาะลงมาเมื่อบ่ายวานนี้เอง! เอกสารยังอยู่ในแฟ้มลับสุดยอด ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แม้แต่จ้าวไห่เผิงที่เป็นคนสนิทของฉันก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ!’
‘แล้วเด็กคนนี้รู้ได้ยังไง!? แถมยังพูดออกมาด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศเนี่ยนะ!’
เหงื่อเย็นๆ เริ่มซึมชื้นที่แผ่นหลังของฟ่านจื้อหย่ง ข้อมูลระดับนี้ หากไม่ใช่คนที่มีสายข่าวฝังอยู่ลึกถึงแกนกลางอำนาจในกรุงปักกิ่ง ย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้ล่วงหน้า!
ความเคารพในใจของฟ่านจื้อหย่งที่มีต่อเด็กหนุ่มตรงหน้า พุ่งทะลุเพดานไปสู่ความ ‘ยำเกรง’ อย่างสมบูรณ์แบบ
เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติตัวเองกลับมา ก่อนจะงัดเอาบททดสอบสุดท้าย... ซึ่งเป็นความสงสัยที่ใหญ่ที่สุดในใจของเขาออกมาใช้
“คุณอิ๋ง...” น้ำเสียงของฟ่านจื้อหย่งแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ได้ใช้สายตาทดสอบอีกต่อไป แต่เป็นการมองด้วยความระแวดระวังขั้นสูงสุด
“ผมเองก็เคยทำงานอยู่ในปักกิ่งมาระยะหนึ่ง พอจะรู้จักมักคุ้นกับตระกูลใหญ่ๆ อยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นตระกูลหวัง ตระกูลเซิ่น หรือตระกูลจ้าว... แต่ต้องขออภัยในความโง่เขลาของผม ผมไม่เคยได้ยินชื่อ ‘ตระกูลอิ๋ง’ ที่ทรงอิทธิพลระดับนี้ในปักกิ่งมาก่อนเลย”
นี่คือการโยนหินถามทางครั้งสุดท้าย เพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานทั้งหมด
อิ๋งเย่ได้ยินคำถามนั้น ก็ลอบถอนหายใจเบาๆ ในใจ
‘ตระกูลอิ๋งที่ทรงอิทธิพลอะไรกัน... พ่อแม่ของฉันก็แค่พนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ ในชุมชนเก่าปักกิ่ง ที่ทิ้งเงินประกันชีวิตไว้ให้ก้อนหนึ่งเท่านั้น ส่วนเพื่อนที่หอบชามาให้ ก็แค่ไอ้เด็กข้างบ้านที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันตอนเด็กๆ ต่างหาก ต่อให้คุณพลิกทำเนียบเศรษฐีหาทั่วทั้งปักกิ่ง คุณก็ไม่มีทางเจอ ‘ตระกูลใหญ่’ ที่ชื่ออิ๋งหรอก’
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น สบตากับฟ่านจื้อหย่งด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและซื่อตรงที่สุด
“คุณไม่ได้ยิน... ก็เป็นเรื่องปกติครับ” อิ๋งเย่ตอบสั้นๆ ไม่คิดจะขยายความ หรืออธิบายเรื่องภูมิหลังครอบครัวธรรมดาๆ ของตนเองให้คนแปลกหน้าฟัง
แต่สำหรับฟ่านจื้อหย่ง คำตอบสั้นๆ เพียงประโยคเดียว พร้อมกับแววตาที่สงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึกนั้น กลับกลายเป็นเหมือนฟ้าผ่าฟาดลงกลางใจ!
‘คุณไม่ได้ยิน... ก็เป็นเรื่องปกติ!?’
ใช่แล้ว! ฟ่านจื้อหย่งปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ทุกชิ้นในหัวอย่างบ้าคลั่ง
‘ตระกูลที่แท้จริงซึ่งกุมอำนาจระดับสูงสุด ย่อมไม่ปรากฏชื่อบนหน้าสื่อหรือในทำเนียบรัฐบาลทั่วไป พวกเขาคือ ‘มือที่มองไม่เห็น’ ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังม่านเหล็ก! การที่เขาใช้ชื่อแซ่ที่ไม่มีใครรู้จัก อาจจะเป็นเพียงการพรางตัว หรือไม่ก็เป็นตัวแทนของผู้อาวุโสระดับแกนนำที่ห้ามเปิดเผยตัวตนเด็ดขาด!’
‘รถออดี้ทะเบียน 00006... ชาจวินซานอิ๋นเจินเกรดบรรณาการ... ข่าวกรองระดับลับสุดยอดเรื่องตำแหน่งมณฑล... และคำตอบที่ว่า ‘เป็นเรื่องปกติที่ฉันไม่เคยได้ยิน’...’
‘ทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว! เด็กหนุ่มคนนี้ คือทายาทของขั้วอำนาจลี้ลับระดับประเทศ ที่ถูกส่งมาฝังตัวในกวางโจวอย่างแน่นอน!’
ระหว่างที่สมองของฟ่านจื้อหย่งกำลังจินตนาการเตลิดไปไกลถึงแก่นกลางอำนาจของประเทศ กลิ่นหอมฉุยของเนื้อย่างก็ลอยมากระทบจมูก
เถ้าแก่ร้านยกจานเนื้อม้าเสียบไม้ย่างควันโขมงมาวางบนโต๊ะ พอดีกับที่จ้าวไห่เผิงและหลู่จือเหยาเดินกลับเข้ามาในร้าน
สีหน้าของหลู่จือเหยาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและโล่งใจอย่างปิดไม่มิด เขาเดินรี่เข้ามาหาอิ๋งเย่ แล้วโน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูด้วยเสียงที่เบาที่สุด แต่ก็ยังแฝงความสั่นสะท้าน
“บอสครับ... เมื่อกี้ผู้อำนวยการสำนักพาณิชย์มณฑลโทรเข้ามือถือผมโดยตรงเลยครับ! เขาขอโทษขอโพยเรื่องที่ล่าช้า แถมบอกว่าเอกสารของ ‘อันหนิง โฮลดิ้ง’ ผ่านการอนุมัติแล้วเรียบร้อย พรุ่งนี้เช้าไปรับใบอนุญาตได้เลยโดยไม่ต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติม... เรื่องเจ้าหน้าที่คนนั้น เขาบอกว่าจะตั้งกรรมการสอบสวนคืนนี้เลยครับ”
หลู่จือเหยามองบอสของตนด้วยสายตาเทิดทูนสุดหัวใจ ปัญหาที่เขาปวดหัวแทบตาย กลับถูกแก้ได้อย่างไร้ร่องรอยเพียงแค่อิ๋งเย่ออกมากินข้าวกับผู้หลักผู้ใหญ่มื้อเดียว!
อิ๋งเย่ฟังจบ ก็เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ รับทราบ
เขาไม่ได้หันไปกล่าวขอบคุณจ้าวไห่เผิงหรือฟ่านจื้อหย่ง ไม่ได้แสดงความดีใจ ชายหนุ่มเพียงแค่หยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเนื้อม้าชิ้นที่ย่างกำลังดีส่งเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ ซึมซับรสชาติที่เขาโหยหามาตั้งแต่ช่วงบ่าย
“เนื้อร้านนี้ย่างไฟได้พอดีจริงๆ” อิ๋งเย่พึมพำเบาๆ ราวกับว่าเรื่องใบอนุญาตบริษัท หรือตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคของใครบางคน ไม่มีอะไรสลักสำคัญไปกว่าเนื้อม้าชิ้นนี้
ฟ่านจื้อหย่งมองภาพนั้นด้วยลมหายใจที่ติดขัด
จ้าวไห่เผิงอาจจะเป็นคนโทรศัพท์ไปสั่งการ แต่คนที่ทำให้สำนักพาณิชย์มณฑลต้องรีบเต้นผางขนาดนั้น ย่อมเป็นเพราะพวกเขาได้ยินชื่อของ ‘ฟ่านจื้อหย่ง’ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย
แต่เด็กหนุ่มตรงหน้า... กลับรับผลประโยชน์นั้นไปอย่างเป็นธรรมชาติราวกับอากาศธาตุ เขาไม่แม้แต่จะเอ่ยปากขอบคุณ ราวกับมองว่าการที่ผู้คุมอำนาจระดับมณฑลออกหน้าจัดการปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ให้ มันเป็นเรื่อง
‘สมควรอยู่แล้ว’
‘ความเยือกเย็นระดับนี้... ความเคยชินกับการอยู่เหนือห่วงโซ่อำนาจระดับนี้...’
ฟ่านจื้อหย่งลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขายกถ้วยชาจวินซานอิ๋นเจินขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด เพื่อดับความแห้งผากในลำคอ
‘วันนี้... ฉันได้สัมผัสกับ ‘ของจริง’ เข้าให้แล้วสินะ’