ขอย้อนชาติมาเงียบๆ แต่ทำไมพวกเจ้าไม่ยอม (Reborn to Lie Low, But You Won't Let Me)

ตอนที่ 16: บทที่ 16 คำถามนอกสคริปต์

👁️ 4 อ่าน
22px

        หอประชุมใหญ่ของคณะบริหารธุรกิจวันนี้คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาและคณาจารย์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตึงเครียดของเหล่านักศึกษาเฟรชชี่ที่สวมสูทเต็มยศ เดินถือแฟ้มสคริปต์ท่องจำเนื้อหากันปากขมุบขมิบ

        นี้คือ ‘เวทีนำเสนอผลงานเด่นนักศึกษาปีหนึ่ง’ ประจำภาคเรียน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคณะที่จะคัดเลือกรายงานวิชาการที่โดดเด่นที่สุดมานำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการ

        บนเก้าอี้แถวหลังสุดของหอประชุม อิ๋งเย่ในชุดนักศึกษาธรรมดาๆ ที่ไม่ได้ผูกเนกไท กำลังนั่งเอนหลังมองแผ่นพับกำหนดการในมือด้วยสายตาปลาตาย

        ‘ลำดับที่ 7: การเคลื่อนย้ายของทุนมหภาคในยุคเปลี่ยนผ่านนโยบาย – โดย อิ๋งเย่’

        ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียดในใจ

        เขาเพิ่งรู้ตัวว่าถูกยัดชื่อลงในงานนี้เมื่อสองวันก่อนตอนที่เห็นป้ายประกาศหน้าคณะ ตัวการก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อาจารย์หลี่จอมเฮี้ยบที่เคยเอ่ยปากชมรายงานวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคของเขาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนนั่นเอง

        ถ้าเป็นคำเชิญเข้าร่วมชมรมหรือการแข่งขันเคสธุรกิจ อิ๋งเย่คงปฏิเสธไปอย่างไร้เยื่อใยแล้ว แต่เวทีนี้เป็นธรรมเนียมบังคับของคณะสำหรับคนที่ถูกเสนอชื่อโดยอาจารย์ประจำวิชา การปฏิเสธคือการหักหน้าอาจารย์โดยตรง และอาจนำมาซึ่ง ‘การถูกเพ่งเล็ง’ ตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย

        ‘ช่างเถอะ ก็แค่ออกไปพูดรายงานที่เขียนส่งไปแล้วให้จบๆ ไป ถือเสียว่าทำเวรทำกรรมก็แล้วกัน’ 

        อิ๋งเย่คิดอย่างปลงตก พลางพับแผ่นกำหนดการเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ

        ในขณะเดียวกัน ที่โต๊ะแถวหน้าสุดสำหรับคณะกรรมการและผู้จัดงาน

        หลินอวี้เยา ในชุดสูทกระโปรงเข้ารูปสีเข้มที่ขับเน้นบุคลิกสง่างามและเป็นมืออาชีพ กำลังตรวจทานรายชื่อผู้นำเสนอในฐานะประธานชมรมวิเคราะห์ธุรกิจ ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานและกรรมการร่วมฝ่ายนักศึกษา

        ปลายนิ้วเรียวสวยของเธอชะงักกึกเมื่อไล่มาถึงลำดับที่ 7

        ‘อิ๋งเย่?’

        ดวงตากลมโตของหญิงสาวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ภาพของเด็กหนุ่มท่าทางเกียจคร้านที่เคยปฏิเสธคำเชิญเข้าชมรมของเธอ พร้อมเหตุผลสุดโต่งว่า ‘อยากนอน’ แวบเข้ามาในหัว

        ‘คนคนนั้นน่ะหรือ? ถูกอาจารย์หลี่เสนอชื่อให้ขึ้นเวทีวิชาการที่ตึงเครียดที่สุดของคณะ?’

        หลินอวี้เยาขมวดคิ้วบางๆ เธอรู้ดีว่าอาจารย์หลี่ไม่เคยไว้หน้าใครและไม่เคยเลือกใครชุ่ยๆ การที่อิ๋งเย่มาอยู่ตรงนี้ได้ แปลว่ารายงานของเขาต้องมีของจริง... หรือไม่ก็ถูกอาจารย์บังคับเข็นขึ้นเวทีมาเชือดให้เด็กคนอื่นดูเป็นตัวอย่าง

        เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า นักศึกษาคนแล้วคนเล่าขึ้นไปนำเสนอบนเวทีด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น สไลด์นำเสนอเต็มไปด้วยกราฟฟิกสวยหรูและทฤษฎีตามหน้าหนังสือเรียนที่ถูกยกมาอ้างอิงอย่างยืดยาว

        จนกระทั่งถึงลำดับที่ 7

        “ลำดับต่อไป การเคลื่อนย้ายของทุนมหภาคในยุคเปลี่ยนผ่านนโยบาย โดยนักศึกษาอิ๋งเย่ค่ะ” เสียงประกาศดังขึ้น

        อิ๋งเย่ลุกจากเก้าอี้แถวหลังสุด เขาเดินขึ้นเวทีด้วยจังหวะก้าวที่สม่ำเสมอ ไม่ช้าและไม่เร็ว ท่ามกลางนักศึกษาคนอื่นที่ใส่สูทผูกไทกันเต็มยศ เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ ปลดกระดุมเม็ดบนของเขาดูแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด

        เขาไม่มีแฟลชไดรฟ์สำหรับเปิดสไลด์ ไม่มีเลเซอร์พอยเตอร์ ชายหนุ่มเดินไปหยุดที่หน้าไมโครโฟน ปรับระดับความสูงเล็กน้อย แล้วกวาดสายตามองลงไปเบื้องล่างด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

        “สวัสดีครับ” อิ๋งเย่เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ ราวกับกำลังอ่านรายการซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต

        “ในรายงานที่ผมเขียน ผมไม่ได้ใช้โมเดลคณิตศาสตร์ซับซ้อนอะไร เพราะในความเป็นจริง ทุนไม่ได้เคลื่อนที่ตามสมการ แต่เคลื่อนที่ตาม ‘นโยบาย’ และ ‘สัญชาตญาณเอาตัวรอด’...”

        เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ให้ผู้ฟังได้ปรับตัวกับวิธีกระชับความของเขา

        “เมื่ออัตรากำไรจากภาคการผลิตลดลงจนถึงจุดอิ่มตัว นักลงทุนย่อมต้องมองหาสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่กลายเป็นหลุมหลบภัยทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินมหาศาลจะถูกบีบให้ไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อหนีจากผลตอบแทนที่กำลังตกต่ำในระบบการผลิตจริง”

        ทุกคำพูดของเขาสั้น กระชับ ไร้ศัพท์แสงหรูหรา แต่มันพุ่งตรงเข้าสู่แก่นกลางของกลไกตลาดอย่างโหดร้ายและแม่นยำ

        เสียงกระซิบกระซาบในหอประชุมค่อยๆ จางลง นักศึกษาหลายคนที่เคยก้มหน้ากดโทรศัพท์มือถือ เริ่มเงยหน้าขึ้นมามองบนเวที ขณะที่คณาจารย์ในแถวหน้าสุดบางคนหันมาสบตากันอย่างมีนัยยะ

        หลินอวี้เยาที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดจ้องมองเด็กหนุ่มบนเวทีตาไม่กะพริบ เธอพบว่าความสงบนิ่งของอิ๋งเย่นั้นไม่ได้เสแสร้ง เขาไม่ได้กำลัง ‘นำเสนอ’ แต่เขากำลัง ‘บอกเล่าความจริง’ ที่เขาเห็น ราวกับว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่ทฤษฎี แต่เป็นประสบการณ์ที่ผ่านการตกผลึกมาแล้ว

        เมื่อการพูดจบลงภายในเวลาไม่ถึงห้านาที (เร็วกว่ากำหนดการไปมาก) ก็เข้าสู่ช่วงตอบคำถาม

        รองคณบดีอาวุโสท่านหนึ่งที่นั่งเป็นประธานกรรมการ ขยับไมค์และเอ่ยถามด้วยแววตาสนใจ

        “นักศึกษาอิ๋ง มุมมองของคุณเฉียบขาดมาก แต่มันดู... เย็นชาไปสักหน่อย คุณมองข้ามเรื่องของ ‘ความเชื่อมั่นของตลาด’ ไปหรือเปล่า? ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมบอกเราว่า อารมณ์ของนักลงทุนก็เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดที่สำคัญนะ”

        คำถามนี้ถือว่าหินมากสำหรับเด็กปีหนึ่ง มันคือการเอาทฤษฎีจิตวิทยามางัดกับตรรกะตัวเลข

        อิ๋งเย่เงียบไปชั่วครู่ ราวกับกำลังจัดลำดับคำพูด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตารองคณบดีด้วยแววตาที่สงบนิ่ง

        “ความเชื่อมั่นของตลาด เป็นเพียง ‘เสียงรบกวน’ ก่อนที่ค้อนของนโยบายรัฐจะทุบลงมาครับ” อิ๋งเย่ตอบเรียบๆ น้ำเสียงนิ่งสนิท

        “เมื่อทิศทางของลมเปลี่ยน อารมณ์ของนักลงทุนอาจทำให้ฝุ่นตลบอยู่ได้สักพัก แต่สุดท้าย... ทุนไม่เคยมีอารมณ์ มันมีแค่ความโลภและความกลัวตาย”

        รองคณบดียังไม่ยอมแพ้ ท่านถามต่อเพื่อหยั่งความลึกของเด็กหนุ่ม

        “แล้วถ้าหากรัฐบาลออกมาตรการแทรกแซงหรือเปลี่ยนนโยบายกะทันหันล่ะ? ทุนจะไม่ไหลกลับเข้าสู่ภาคการผลิตหรือ?”

        “มาตรการแทรกแซงคือ ‘การชะลอ’ ไม่ใช่ ‘การเปลี่ยนทิศทางน้ำ’ ครับ” อิ๋งเย่ตอบสวนกลับแทบจะในทันที

        “ตราบใดที่ผลตอบแทนของภาคการผลิตที่แท้จริงยังไม่ฟื้นตัว ทุนก็จะแค่รอเวลาเขื่อนเปิด แล้วทะลักกลับเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ด้วยแรงที่มากกว่าเดิม”

        สิ้นคำตอบนั้น เสียงปลายปากกาขีดเขียนลงบนสมุดจดและเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดก็ดังขึ้นเบาๆ จากหลายมุมของหอประชุม ก่อนที่รองคณบดีอาวุโสท่านนั้นจะพยักหน้าช้าๆ รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าวัยชรา

        “ตอบได้เห็นภาพมาก... ขอบคุณ”

        ไม่มีการฉีกหน้า ไม่มีการไล่ต้อน ทุกอย่างจบลงอย่างเรียบง่ายด้วยความเคารพในมุมมอง

        อิ๋งเย่ค้อมศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะเดินลงจากเวที ทิ้งให้เหล่านักศึกษาและกรรมการมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยความรู้สึกทึ่ง

        ‘หมอนี่ไปอ่านหนังสือพวกนี้มาจากไหนวะ?’

        ‘เด็กปีหนึ่งแท้ๆ... ทำไมมีมุมมองเหมือนคนที่ทำงานในวงการมาเป็นสิบปีเลย?’

        ท่ามกลางสายตาและความสงสัยเหล่านั้น อิ๋งเย่คิดเพียงแค่ว่า...

        ‘จบสักที กลับหอไปนอนดีกว่า’

        เมื่องานเลิก อิ๋งเย่คว้ากระเป๋าเป้ใบเก่ง สะพายขึ้นบ่าแล้วเดินเลี่ยงฝูงชนออกทางประตูข้างอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากโดนใครเรียกไปชมเชยหรือซักไซ้ให้เสียเวลา

        ทว่า เมื่อเดินพ้นหัวมุมตึกคณะมาได้เพียงนิดเดียว เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบตามมาทางด้านหลัง

        “อิ๋งเย่ เดี๋ยวก่อน”

        ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง

        หลินอวี้เยาเดินตามเขามา หญิงสาวยังคงอยู่ในชุดสูทสีกรมท่า ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้าเรียบร้อย ใบหน้าสวยจัดนั้นไม่ได้มีรอยยิ้มประดิษฐ์แบบรุ่นพี่ที่มาเชิญชวนเข้าชมรมเหมือนครั้งก่อนๆ แต่มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิดและจริงจัง เธอดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปาก

อิ๋งเย่ลอบถอนหายใจในใจ

        “รุ่นพี่หลิน” อิ๋งเย่ชิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

        “ถ้าจะมาชวนเข้าชมรม ผมขอตอบเหมือนเดิมครับว่า...”

        “ฉันไม่ได้มาเรื่องชมรมค่ะ” หลินอวี้เยาพูดสวนขึ้นมาทันที น้ำเสียงของเธอใสกระจ่างและตรงไปตรงมา

        อิ๋งเย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้มาตื๊อเรื่องนั้น

        หลินอวี้เยาก้าวเข้ามาใกล้ครึ่งก้าว สายตาของเธอประสานกับเขาตรงๆ “ฉันนั่งทบทวนสิ่งที่คุณพูดบนเวทีตลอดทั้งงาน... เรื่องที่ว่าทุนจะไหลไปที่ที่มีโครงสร้างรองรับเสมอ จากความคิดของนาย นั่นแปลว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังกว้านซื้อที่ดินเปล่าอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีกระแสเงินสดรองรับ... กำลังจะกลายเป็นฟองสบู่ใช่ไหม?”

        อิ๋งเย่มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

        ‘รุ่นพี่คนนี้จับประเด็นได้เร็วกว่าที่คิด'

        ชายหนุ่มลอบประเมินในใจ เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครนำตรรกะของเขาไป วิเคราะห์ต่อยอดจนเห็นภาพรวมของตลาดได้เร็วขนาดนี้ บนเวที เขาไม่ได้เอ่ยคำว่าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เลยแม้แต่คำเดียว แต่เธอสามารถเชื่อมโยงมันเข้ากับสถานการณ์จริงได้อย่างเฉียบคม'

        ชายหนุ่มเพ่งมองหลินอวี้เยาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

        ตลอดสามครั้งที่ผ่านมา เขามองเธอเป็นเพียง NPC เควสต์น่ารำคาญที่พยายามจะลากเขาไปทำงานฟรี แต่ตอนนี้ สายตาของเขาเริ่มสะท้อนภาพของเธอในฐานะ ‘มนุษย์คนหนึ่ง’ ที่มีสมองและความคิดอ่านลึกซึ้งพอตัว

        ความเงียบทอดตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองครู่หนึ่ง ก่อนที่อิ๋งเย่จะพยักหน้าเบาๆ

        “ใช่ครับ” อิ๋งเย่ตอบสั้นๆ แต่น้ำเสียงไม่ได้เย็นชาเหมือนตอนปฏิเสธการเข้าชมรม

        “ใครที่ถือครองที่ดินเปล่าโดยไม่มีเงินสดหมุนเวียน... หากทิศทางนโยบายเปลี่ยน คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มแรกที่รับแรงกระแทก และส่วนใหญ่คงอยู่ไม่รอดในระยะยาว”

        นี้คือสัจธรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นความรู้ที่เขามีติดตัวมาจากชาติก่อน

        ดวงตาของหลินอวี้เยาทอประกายวาบขึ้นมา เธอเม้มริมฝีปากเบาๆ ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นหรือเทิดทูน แต่แววตาของเธอบ่งบอกว่ากำลังประเมินน้ำหนักของคำพูดนั้นอย่างจริงจัง

        “ฉันจะลองเอาสมมติฐานนี้ไปคิดดูให้ละเอียดอีกที” เธอกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดตั้งแต่เคยคุยกันมา

        “หวังว่านายจะคาดการณ์ถูกนะ อิ๋งเย่”

        พูดจบ หญิงสาวก็หมุนตัวเดินจากไป ไม่มีการตื๊อ ไม่มีการขอเบอร์ติดต่อ ไม่มีการพยายามยัดเยียดใบสมัครชมรมให้

        อิ๋งเย่มองตามแผ่นหลังของเธอไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่เบาๆ

        ชายหนุ่มส่ายหน้า สลัดความคิดเรื่องฟองสบู่อสังหาฯ และดาวคณะทิ้งไปจากสมองอย่างรวดเร็ว สำหรับเขาสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่การวิเคราะห์ตลาดโลก แต่เป็นกระเพาะที่กำลังร้องประท้วงต่างหาก

        ‘ในที่สุดก็เจอคนที่ถามเรื่องมีสาระแทนการตื๊อเข้าชมรมสักที... เอาล่ะ มื้อเย็นวันนี้กินบะหมี่เนื้อตุ๋นก็แล้วกัน’

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!