บทที่ 4: เสี่ยแสดงตัว
ยามเช้า ณ คฤหาสน์หลังใหญ่หรูหราทว่าบรรยากาศกลับดูอึดอัดระคนน่ากลัว
'เสี่ยกรณ์' ชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ก้าวเดินลงมาจากห้องนอนใหญ่ชั้นบน สภาพเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมที่จงใจปลดกระดุมลงมาสามเม็ดเผยให้เห็นสร้อยทองเส้นโต ควงคู่ลงมากับสาวสวยหุ่นสะบึมคู่ขาคนล่าสุดที่เขาหิ้วกลับมาเคลียร์อารมณ์เมื่อคืน ชายวัยกลางคนหันไปสั่งงาน 'คราม' ลูกน้องคนสนิทเสียงเรียบ
"จัดการโอนเงินให้ยัยนี่ด้วย... แล้วให้คนขับรถฝากไปส่งที วันนี้กูจะออกไปดูความเรียบร้อยที่โกดังสินค้าฝั่งชายแดนหน่อย"
"เสี่ยขา... ให้เคทไปด้วยคนสิคะ เคทจะได้คอยดูแลนวดเฟ้นให้เสี่ยผ่อนคลายระหว่างตรวจงานไงคะ" หญิงสาวคู่ขาบีบเสียงสองพลางเอาหน้าอกหน้าใจเบียดแขนเสี่ยใหญ่อย่างประจบประแจง
"ไม่ต้อง! เธอกลับไปได้แล้ว ฉันไม่ชอบคนเรื่องมากและเซ้าซี้" เสี่ยกรณ์สะบัดแขนออกทันที แววตาที่เคยฉ่ำปรือเมื่อคืนแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาไร้เยื่อใย
หญิงสาวเดินกระฟัดกระเฟียดสะบัดก้นออกไปจากคฤหาสน์ทันที พลางสบถด่าไล่หลังในใจอย่างเดือดดาล 'เหอะ! ถ้ามึงไม่มีเงินหนาให้กูถลุงเล่นล่ะก็... มีหรือคนอย่างกูจะต้องเอาตัวเข้าแลกกับไอ้แก่ตัณหากลับ เสี่ยเลวเอ๊ย!'
หลังจากส่งผู้หญิงกลับไป ครามก็รีบก้าวเข้ามาสืบเท้าพยักหน้าพลางรายงานข่าววงในที่เพิ่งได้รับมาสดๆ ร้อนๆ "เสี่ยครับ... สายของเราที่โรงพักรายงานมาว่า ตอนนี้มีรองผู้กำกับการคนใหม่ย้ายเข้ามาประจำการแทนคนเก่าที่โดนเด้งไปเมื่ออาทิตย์ก่อนแล้วครับ"
"หือ? รองผู้กำกับคนใหม่งั้นเหรอ ยศอะไร อายุเท่าไหร่" เสี่ยกรณ์เลิกคิ้วถามพลางจิบน้ำชา
"พ.ต.ท.คิณหันต์ อิศรานุกรณ์กุล ครับเสี่ย อายุยังแค่สามสิบห้าเอง เป็นลูกชายของอดีต ผบ.ตร. คนก่อนด้วยครับ" ครามร่ายประวัติตามที่สืบมา "เสี่ยครับ... ผมว่าเราเตรียมเอากระเช้าผลไม้ไปแสดงตัวทำความรู้จักเพื่อผูกมิตรกับท่านรองคนใหม่ไว้หน่อยดีไหมครับ เผื่อวันข้างหน้าสายงานขนของของเราจะได้ราบรื่นเหมือนคนก่อน"
เสี่ยกรณ์ยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ "เออ... ไปดิ ถือเป็นการต้อนรับน้องใหม่ งั้นมึงไปสั่งให้คนจัดเตรียมของชั้นดีด้วยละกัน พร้อมเมื่อไหร่ก็เรียกกู กูจะขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนชุดให้ดูเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ใจบุญซะหน่อย"
"ครับเสี่ย" ครามค้อมหัวรับคำสั่ง
ไม่นานนัก รถยุโรปคันหรูของเสี่ยกรณ์ก็เคลื่อนตัวมาจอดเทียบหน้า สภ.เมือง เสี่ยใหญ่ก้าวลงจากรถพร้อมกับครามที่ถือกระเช้าผลไม้ใบโตตกแต่งอย่างหรูหรา เดินนวยนาดเข้ามาด้านในโรงพักจนจ่าจ้อยที่ทำหน้าที่ต้อนรับรีบกุลีกุจอเข้าไปทักทาย ก่อนจะพาเสี่ยกรณ์เดินมาที่หน้าห้องทำงานของรองผู้กำกับป้ายแดง จ่าจ้อยเคาะประตูสองสามทีแล้วเปิดเข้าไปรายงานด้วยท่าทางสุภาพ
"ขออนุญาตครับท่านรอง... เสี่ยกรณ์มาขอเข้าพบครับ"
ผมที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับแฟ้มคดีเก่าถึงกับเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบวาบแสงขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งสนิทเรียบเฉย แปลกใจนิดหน่อยที่จู่ๆ เสี่ยกรณ์ มาหาผมถึงโรงพักตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงานแบบนี้... มาไวเคลมไวดีจริงนะไอ้เสี่ยหน้าเนื้อใจเสือ
"ถ้างั้นรบกวนจ่าเชิญเสี่ยไปรอผมที่ห้องรับรองแขกก่อนครับ เดี๋ยวผมตามไป... อ้อ จ่า ช่วยเรียกหมวดณัฐกรให้เข้าไปในห้องรับรองพร้อมกับผมด้วยนะ ขอบคุณมากครับ"
"รับทราบครับท่านรอง" จ่าจ้อยปิดประตูลง
ผมปล่อยให้เสี่ยใหญ่นั่งรอเพื่อดัดหลังอยู่ประมาณห้านาที ก่อนจะลุกขึ้นจัดเครื่องแบบสีกากีให้เข้าที่แล้วเดินไปยังห้องรับรองทันที ที่หน้าห้อง หมวดณัฐกรยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"เข้าไปเป็นเพื่อนผมหน่อยหมวด ดูซิว่าเสี่ยเขาพกอะไรมาฝาก" ผมกระซิบยิ้มๆ
"ครับท่านรอง"
เมื่อผมและหมวดณัฐกรก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้อง เสี่ยกรณ์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาก็รีบขยับตัวผุดลุกขึ้นยืนพลางส่งรอยยิ้มละมุนแบบผู้ใหญ่ใจดีมาให้ ผมกับหมวดณัฐยกมือขึ้นไหว้ตามมารยาท ซึ่งเสี่ยใหญ่ก็รีบยกมือรับไหว้แทบทันที
"สวัสดีครับท่านรองผู้กำกับ ผมชื่อกรณ์ครับ พอดีได้ยินชาวบ้านร้านตลาดเขาเล่าลือกันว่ามีรองผู้กำกับหนุ่มไฟแรงย้ายเข้ามาประจำการใหม่ ผมในฐานะคนในพื้นที่เลยอยากจะแวะมาทำความรู้จักทักทายกันไว้ประสาคนกันเองน่ะครับ" เสี่ยกรณ์พูดพลางยกยิ้มมุมปากอย่างผู้เหนือกว่า
"สวัสดีครับเสี่ยกรณ์ ผมคิณหันต์ครับ... ช่างบังเอิญจริงนะครับ เพราะผมเองก็กำลังหาโอกาสอยากจะทำความรู้จักกับเสี่ยอยู่พอดีเช่นกัน เชิญนั่งก่อนครับ" ผมผายมือให้นั่งลง ทว่าแววตาคมกริบกลับจ้องลึกเข้าไปในตาของอีกฝ่ายอย่างมีความหมายซ่อนเร้น
"ฮ่าๆๆ ครับๆ วันนี้ผมถือโอกาสนำกระเช้าผลไม้สดๆ จากสวนมามอบให้ท่านรอง เพื่อแสดงความยินดีที่ท่านมารับราชการที่นี่อย่างเป็นทางการ หวังว่าผลไม้พวกนี้จะช่วยให้ท่านรองกระปรี้กระเปร่าระหว่างทำงานนะครับ"
เสี่ยกรณ์พูดออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แววตาเต็มไปด้วยความลำพองใจเพราะคิดว่านายตำรวจหนุ่มหน้ามนคนนี้เพิ่งจะย้ายมา แถมอายุยังน้อย น่าจะหัวอ่อน จูงจมูกง่าย และใช้เงินฟาดเพื่อซื้อทางสะดวกรองรับธุรกิจมืดของตนในภายภาคหน้าได้ไม่ยาก
ทว่าสายตาของผมไม่ได้จับจ้องที่ผลไม้เมลอนหรือองุ่นนอกเหล่านั้น... แต่ผมตาไวพอที่จะเหลือบไปเห็น 'ซองสีน้ำตาลหนาปึก' ที่จงใจวางซ่อนอยู่ใต้ฐานกระเช้าอย่างแนบเนียน
หึ... คิดจะเอาเศษเงินสกปรกมาซื้อตัวคนอย่าง พ.ต.ท.คิณหันต์ งั้นเหรอ? ลำพังแค่รายได้จากธุรกิจส่วนตัวกับเงินปันผลหุ้นในมือกูอย่างเดียว ก็เหลือเก็บจนใช้ไปถึงชาติหน้าแล้วไอ้เสี่ยเอ๊ย!
"ขอบคุณเสี่ยกรณ์มากๆ นะครับสำหรับความปรารถนาดี..." ผมส่งยิ้มสุภาพ ทว่าน้ำเสียงกลับเย็นเฉียบฉับพลัน "แต่กระเช้าผลไม้รวมถึง... 'สิ่งของ' ที่อยู่ใต้กระเช้าชิ้นนี้ ผมคงรับไว้ไม่ได้จริงๆ ครับ รบกวนเสี่ยช่วยเอากลับไปด้วยนะครับ ตำรวจที่นี่กินแต่อาหารหลวงครับ ของหรูๆ แบบนี้กลืนไม่ค่อยลง"
สิ้นประโยคของผม บรรยากาศในห้องรับรองพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาทันตาเห็น เสี่ยกรณ์ที่เคยฉีกยิ้มกว้างจนหน้าบาน รอยยิ้มนั้นอันตรธานหายไปในพริบตา ใบหน้าของเสี่ยใหญ่เปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ดุดัน และไม่หลงเหลือแววแห่งความเมตตาปรานีใดๆ อีกต่อไป
"หึ!..." เสี่ยกรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงต่ำพร่าอย่างสะกดกลั้นอารมณ์โกรธ "ผมคิดไว้ไม่มีผิด... ว่าคุณคงจะไม่รับของจากคนพื้นที่อย่างผม ไม่เป็นไรครับถือว่าผมมาผิดเวลา... ไปไอ้คราม! กลับเว้ย!"
เสี่ยกรณ์ผุดลุกขึ้นสะบัดหน้าเดินนำลูกน้องออกไปทันที ตามมาด้วยเสียงกระทบปิดประตูห้องรับรองดังสนั่นลั่นโรงพักจนกระจกแทบสะเทือน บ่งบอกให้รู้ว่าเสี่ยใหญ่ผู้ไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธกำลัง 'เสียหน้า' อย่างรุนแรง แน่นอนครับ... ถ้าผมหน้ามืดรับซองนั้นมา ชีวิตการทำงานและอุดมการณ์ของผมคงไม่มีวันสงบสุขแน่ และที่สำคัญ... ผมจะเอาหน้าไปมอง 'ยัยตัวแสบ' เจ้าของคดีที่ผมกำลังจะช่วยรื้อฟื้นได้ยังไง
เมื่อเสี่ยกรณ์เดินกระแทกส้นออกมาจนถึงรถยุโรปคันหรู เขากระชากประตูเปิดออกแล้วปิดดัง ปัง! จนคนขับรถสะดุ้งโหยงตัวสั่น
"แม่งเอ๊ย! เล่นตัวฉิบหาย! มันคิดว่ามันเป็นลูก ผบ.ตร. แล้วจะคับฟ้าหรือไงวะ! ไอ้คราม... มึงไปสั่งคนให้สืบประวัติเรื่องของมันมาให้กูอย่างละเอียดด่วนที่สุด! แล้วส่งคนสะกดรอยตามมันดูซิว่าวันๆ มันกำลังจะทำอะไร แอบไปที่ไหนบ้าง" เสี่ยกรณ์กัดฟันกรอดด้วยความแค้น
"ครับเสี่ย... แล้วจะให้ผมส่งคนไป 'สั่งสอน' ไอ้รองหน้าใหมลี่สักเล็กน้อยไหมครับ ให้มันรู้ว่าใครเป็นเจ้าถิ่น" ครามทำท่าเอามือทุบกำปั้น
เสี่ยกรณ์ยกมือขึ้นตบหัวครามอย่างแรงจนหน้าเกือบหัน "ไอ้โง่! ทะลึ่งออกตัวตอนนี้ มันก็รู้สิว่าใครเป็นคนสั่งกวนน้ำให้ขุ่น! มึงอยู่เฉยๆ รอดูท่าทีมันไปก่อน... แต่จำใส่หัวไว้ ถ้าวันไหนมันก้าวขาเข้ามาขวางทางผลประโยชน์งานของกูเมื่อไหร่... วันนั้นกูก็ไม่เก็บมันไว้ให้รกโลกแน่!"
เวลา 12:00 น. ช่วงพักเที่ยงพอดี
ผู้หมวดณัฐกรเดินเปิดประตูเข้ามาหาผมในห้องทำงานเพื่อเตรียมตัวไปร้านกาแฟตามนัด ทว่าตอนนั้นผมกำลังนั่งใจลอย เสียงหวานๆ แกมดุของยัยเดรสสีดำคนนั้นลอยเข้ามาในหัวตลอดเวลา... 'ไอ้โรคจิต! ไอ้บ้ากาม!' คิดถึงทีไรริมฝีปากมันแอบกระตุกยิ้มทุกที
"ท่านรอง... ท่านรองครับ... รองคิณ!" หมวดณัฐตะโกนเรียกเสียงดังลั่นจนแทบชิดหู
"เฮ้ย! คุณจะเสียงดังทำไมหมวด ผมตกใจหมด!" ผมสะดุ้งโหยงหันไปดุ "ไปๆ จะไปก็รีบออกเดินทาง ผมเองก็นึกอยากจะเจอ 'คุณจารวี' อะไรนั่นที่คุณพูดถึงจะแย่อยู่แล้ว"
ตอนนี้หมวดณัฐกรได้กลายมาเป็นคู่หู่นายตำรวจตัวติดผมเป็นที่เรียบร้อย เพราะเวลาลงพื้นที่หาพยานหรือสืบคดีเงียบๆ ผมมักจะหนีบเขาไปด้วยเสมอ และผมยอมรับจากใจเลยว่าหมวดณัฐเป็นตำรวจน้ำดีคนหนึ่งที่ซื่อสัตย์ มีอุดมการณ์ และเงินสกปรกไม่อาจซื้อศักดิ์ศรีของเขาได้
ก่อนออกจากโรงพัก ผมกับหมวดเดินผ่านโต๊ะของจ่าจ้อยและจ่าหวัง จึงแวะชวนพวกแกตามมารยาท "จ่าจ้อย จ่าหวัง ไปหาคอกาแฟเที่ยงด้วยกันไหม ผมเลี้ยงเอง"
"โอ๊ย ไม่เป็นไรครับท่านรอง พอดีพวกผมต้องรีบสะสางแฟ้มคดีตามที่ท่านรองสั่งเมื่อเช้าให้เสร็จด่วนครับ ขอบพระคุณมากครับท่าน" จ่าจ้อยรีบปฏิเสธพลางยิ้มแห้ง สภาพหวาดกลัวแต่แฝงไปด้วยความเคารพ
"งั้นเดี๋ยวตอนกลับ ผมซื้อขนมกับกาแฟมาฝากละกันนะตั้งใจทำงานเข้า" ผมตบหลังจ่าจ้อยเบาๆ แล้วเดินนำหมวดณัฐออกไป
เมื่อแผ่นหลังของรองผู้กำกับหนุ่มเดินพ้นประตูโรงพักไป จ่าจ้อยก็หันไปกระซิบกระซาบกับจ่าหวังทันที "เฮ้ยจ่าหวัง... วันนี้มึงคงตาสว่างรู้แล้วใช่ไหม ว่ารองคิณหันต์แกย้ายมาที่นี่เพราะ 'ผลงานและฝีมือจริง' หรือเพราะเส้นสายกันแน่ เสี่ยกรณ์เอาเงินมาฟาดต่อหน้ายังโดนตอกกลับหน้าหงายขนาดนั้น ใจแกเด็ดเดี่ยวฉิบหายเลยว่ะ"
"เออจริง... กูยอมใจแกเลยว่ะจ่าจ้อย ต่อไปนี้พวกเราคงต้องมองท่านรองคนใหม่นี้ใหม่ซะแล้วละ ทำงานถวายหัวให้แกเลยกู!" จ่าหวังพยักหน้าเห็นด้วยอย่างนับถือจากใจจริง
ผมขับรถกระบะสี่ประตูคู่ใจออกมาจากสถานีตำรวจ ระยะทางไม่ถึง 3 กิโลเมตรก็มาถึงทางเข้า Jarawee Chills รีสอร์ท
มองจากภายนอก บรรยากาศที่นี่ดูร่มรื่น สบายตา แตกต่างจากความวุ่นวายภายนอกอย่างสิ้นเชิง สวนดอกไม้นานาพันธุ์ถูกจัดแต่งอย่างมีสไตล์ ลานน้ำพุขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางส่งเสียงสายน้ำกระเซ็นชวนให้เย็นใจ
ผมเลี้ยวรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถของรีสอร์ท ก่อนจะดับเครื่องยนต์ ทว่าแทนที่จะเดินตรงไปที่ร้านกาแฟทันที ผมกลับหยิบ 'แว่นกันแดดสีดำทรง Aviator สุดเท่' ขึ้นมาสวมใส่เพื่อปกปิดรอยบวมช้ำสีกุหลาบที่ดวงตาข้างขวา... ผลงานชิ้นเอกจากการจิ้มตาแบบสามช่าของยัยตัวแสบเมื่อคืนก่อนนั่นแหละ ขืนเดินดุ่มๆ เข้าไปสภาพตาเขียว มีหวังเสียทรงตำรวจหมดพอดี!
"หมวด พาผมเดินดูรอบๆ รีสอร์ทหน่อยสิ" ผมบอกหมวดณัฐกรขณะก้าวลงจากรถ พลางสอดส่องสายตารอบตัว จนกระทั่งไปสะดุดตาเข้ากับ 'ตู้แดง' ของสถานีตำรวจเราที่ติดอยู่ตรงเสาหน้าทางเข้า
หึ... เธอเองก็ใช้บริการโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ ดูแลความปลอดภัยจาก สน. เอ๊ย สภ. ของเราเหมือนกันนี่นา แบบนี้ก็เข้าทางสิครับ วันหลังผมจะได้หาเรื่องลงพื้นที่มาเดินตรวจตู้แดง และเขียนบันทึกประจำวันด้วยตัวเองซะเลย มาเช้า สาย บ่าย เย็น วันละสี่รอบให้ยัยตัวแสบหน้ามืดเล่น!
หมวดณัฐกรเดินนำผมลัดเลาะผ่านสวนดอกไม้มาจนถึงโซนร้านกาแฟ ตัวร้านถูกออกแบบตกแต่งเป็นสไตล์มินิมอลโมเดิร์นหลังเล็กๆ คลุมด้วยกระจกใสรอบด้าน ทางเดินเข้าร้านทำเป็นราวสะพานไม้ทอดยาวสั้นๆ ด้านล่างมีธารน้ำตกจำลองขุดสายเล็กๆ น้ำใสสะอาดจนมองเห็นฝูงปลาคาร์ปตัวน้อยตัวนิดแหวกว่ายไปมาอย่างเพลิดเพลิน
ผมยกมือขึ้นปรับแว่นกันแดดสีดำให้เข้าที่ มุมปากหยักยกยิ้มเจ้าเล่ห์ดูลึกลับทว่ากร้าวใจสุดๆ
ยัยเด็กแสบของผม... วันนี้จะอยู่ร้านไหมนี่สิ เอาเหอะ! คนอยากเจอ... ยังไงวันนี้ก็ต้องได้เจอ! คอยดูเถอะ จารวี!