ประชันศึกศาสตราวุธ

ตอนที่ 13: การฝึกฝน (2/3)

👁️ 49 อ่าน
22px
 

เช้าวันรุ่งขึ้น สายลมเย็นพัดโชยผ่านหน้าต่างที่ปิดไว้ไม่สนิท ทำให้บานไม้ค่อย ๆ เปิดกว้างขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ ทอประกายสีทองลอดเข้ามาภายในห้อง กล้า เป็นคนแรกที่ลืมตาขึ้นมา นัยน์ตาสีเข้มมองไปรอบ ๆ อย่างสงบ เสียงนกร้องจากไกล ๆ ชวนให้จิตใจรู้สึกผ่อนคลาย เขาลุกขึ้นจากเสื่อนอน แล้วหันไปปลุกน้องชายที่นอนอยู่ด้านข้าง

 

กล้า : ไอ้ทิว ไอ้ทิว ตื่นได้แล้ว..

 

เขาพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปสะกิดตัวน้องชายของเขา ทิวที่ได้ยินเขาพลิกตัวเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งบิดขี้เกียจ ทิศใต้ที่รู้สึกตัว เขาค่อยลุกขึ้นจากที่นอนแล้วมองออกไปที่หน้าต่าง

 

ทิศใต้ : เช้าแล้วทุกคน ได้เวลาตื่นแล้ว

 

ยุพินที่นอนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินแบบนั้นเธอพยายามพลิกตัวขึ้นมานั่งอย่างเงียบ ๆ ในสภาพหัวที่ฟูยุ่งเหยิงเหมือนรังไก่ ทันใดนั้น เอกที่ยังนอนซุกผ้าห่มอยู่ขยับเล็กน้อย ก่อนจะโผล่หน้าขึ้นมาพูดด้วยเสียงงัวเงีย

 

เอก : ข้า..ขออีกห้านาทีก่อนได้ไหม…

 

รำพาที่นอนอยู่ข้าง ๆ ตื่นขึ้น เธอเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มของเอกออก แล้วเอามาคลุมตนเอง ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อู้อี้อยู่ใต้ผ้าห่ม

 

รำพา : ตื่นเถอะไอ้เอก นี่มันเช้าแล้วนะ

 

เอก : อะไรของเอ็งเนี่ยรำพา บอกข้าตื่นส่วนเอ็งนอนต่อหรอ…

 

ทิวที่เห็นแบบนั้นเขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่ทิศใต้จะลุกขึ้นและเดินออกไปข้างนอก ก่อนที่คนอื่น ๆ จะเดินตามเขาออกไปข้างนอก หลังจากนั้นพวกเขามุ่งหน้าไปยังนอกชานเมือง ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขามาฝึกศาสตราวุธ

 

เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึง สายลมพัดผ่านไปมาทำให้บรรยากาศเย็นสบายและเงียบสงบดั่งเช่นเคย ในระหว่างการฝึก พวกเขาก็เริ่มปรึกษากันเรื่องการฝึกเพื่อทะลวงขีดจำกัดของศาสตราวุธ ในตอนนั้น ทั้งกล้าและทิศใต้ก็ต่างมีความเห็นเดียวกันว่า ควรฝึกให้เอกและรำพาต่อ เพราะตอนนี้พวกเขาทั้งสองมีเกราะอาวุธคนละ 1 ระดับอยู่แล้ว และจะออกหาส่วนประกอบเพื่อได้หลอมเกราะศาสตราวุธไปในครั้งเดียว

 

แต่ยังติดปัญหาอยู่ที่ว่า เกราะอาวุธส่วนตัวของเอกเกิดรอยร้าวขึ้น เนื่องจากต้องรับการโจมตี จากเกราะศาสตราวุธที่มีระดับสูงกว่าในครั้งแรกอยู่แล้ว และเสียหายมากยิ่งขึ้นเมื่อปะทะกับตะขาบทมิฬยักษ์ ในการล่าลูกไฟแห่งจิตวิญญาณให้กับยุพินครั้งนั้น ทำให้คนอื่น ๆ พร้อมกันลงความเห็นว่าควรซ่อมเกราะอาวุธให้เอกก่อน จึงจะค่อยฝึกให้กับทั้งสอง

 

จากนั้น ทิศใต้มองไปที่เกราะอาวุธที่เกิดรอยร้าวของเอก เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และได้เสนอทางเลือกให้เอกว่าจะเลือก ซ่อมเกราะ หรือ หลอมเกราะใหม่ ซึ่งทั้งสองทางเลือกต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน เช่น ถ้าเอกเลือกซ่อมเกราะเดิมอาจใช้เวลาน้อยกว่าเล็กน้อย แต่ด้วยสภาพที่ใกล้แตกร้าวเต็มที ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าความเสี่ยง

 

ขณะที่การหลอมเกราะใหม่จะได้เกราะอาวุธใหม่และความสามารถก็จะเปลี่ยนไปตามส่วนประกอบที่นำมาหลอม แต่ก็ต้องใช้เวลาในการตามหาส่วนประกอบเพิ่มเข้าไปอีก เอกที่ได้ยินแบบนั้นแล้ว เขาลังเลที่จะเลือกอยู่สักพักก่อนจะกล่าวตอบ

 

เอก : ข้าคิดว่า…เราน่าจะลองซ่อมเกราะเดิมดูนะ

 

คำพูดของเอกทำให้ทุกคนหันมามอง เขากำมือเบา ๆ สัมผัสกับเกราะอาวุธที่อยู่กลางอกของเขา ด้วยสีหน้าของเขาจริงจัง

 

เอก : เกราะอาวุธระดับนี้ช่วยข้ามาตลอด มันอาจดูใกล้แตก แต่ความสามารถของมันในการป้องกันยังสำคัญสำหรับข้า ถ้าไม่มีเกราะระดับนี้ บางที.. ข้าอาจจะไม่รอดจากการต่อสู้ที่ผ่านมาก็ได้

 

กล้า : อืม ก็จริงที่ ความสามารถของเกราะนี้ช่วยปกป้องเอ็ง แต่ว่าเกราะนี้ก็มีรอยร้าวที่ใหญ่มาก หากมันแตกในสนามรบ มันอาจกลายเป็นจุดอ่อนแทนที่จะช่วยปกป้อง

 

ทิศใต้ : ในเมื่อเอ็งเลือกที่จะซ่อมเกราะ ข้าก็จะช่วยเอ็งหาส่วนประกอบมาซ่อมช่วย แต่ถ้าซ่อมให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ก็ยังพอซ่อมได้อยู่

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ลงความเห็นร่วมกัน พวกเขาจะเริ่มออกเดินทางเพื่อค้นหาส่วนประกอบที่เหมาะสมกับการซ่อมเกราะของเอกในทันที

 

ในระหว่างทาง พวกเขาได้ปรึกษากันถึงส่วนประกอบในการซ่อมเกราะอาวุธของเอก โดยปกติแล้วหากใช้ส่วนประกอบอะไรบ้างในการหลอมเกราะ ก็จำเป็นต้องใช้ของแบบนั้นในการซ่อมเช่นเดียวกัน แต่ในตอนนี้พวกเขาไม่สามารถหาส่วนประกอบที่เอกใช้หลอมเกราะอาวุธได้ เนื่องจากส่วนประกอบบางอย่างอาจจะมีเฉพาะในบางพื้นที่ และบางอย่างนั้นถึงจะรู้ว่าหาได้จากที่ไหนแต่ก็จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อไปหา

 

พวกเขาจึงจะหาส่วนประกอบที่หาพบได้ง่ายมาให้ซ่อมเกราะ แต่ยังคงความสามารถของเกราะอาวุธไว้เป็นการป้องกันเหมือนเดิม พวกเขาได้ปรึกษากันเกี่ยวกับส่วนประกอบต่าง ๆ จนได้ข้อสรุปว่า จะหาส่วนประกอบทั้งหมด 2 อย่าง นั่นคือ

1. ดอกกล้วยไม้ดารา ให้ความสามารถในด้านการเสริมเกราะป้องกันและลดผลกระทบจากการโจมตีได้อีกด้วย โดยมักจะพบในป่าโปร่งที่ได้รับแสงแดดเล็กน้อย

2. รากว่านแก้ว ช่วยในการฟื้นฟูในส่วนต่าง ๆ และยังช่วยลดค่าสถานะถูกควบคุมได้ในระดับต่ำได้ มักพบได้ในป่าทึบใกล้ลำธาร

ส่วนลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ จะใช้ลูกไฟของ เต่ายักษ์หิน เป็นอสูรศาสตราชั้นต่ำแถมยังเชื่องช้าเป็นเป้านิ่งในการโจมตีง่ายและแม่นยำ แต่เต่ายักษ์หินมีความสามารถในการป้องกันที่สูงในระดับนึง มักพบได้ง่ายที่แถวริมแม่น้ำในป่าลึก และเต่ายักษ์หินนี้เป็นสัตว์ที่ชอบอยู่ตัวเดียว

 

ดังนั้น จะไม่ต้องโจมตีเต่ายักษ์หลายตัวให้เหนื่อยต่างจากอสูรศาสตราที่พวกเขาออกล่าเมื่อก่อนหน้านี้

 

หลังจากพวกเขาก็ได้ออกเดินทางตามหาส่วนประกอบ ซึ่งใช้เวลาเดินป่าอยู่หลายชั่วโมง พวกเขาก็พบดอกกล้วยไม้ดาราบานสะพรั่งในแสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านกิ่งไม้ ทุกคนช่วยกันเก็บอย่างระมัดระวังเพราะดอกไม้ชนิดนี้เปราะบางและต้องเก็บด้วยมือเปล่าเท่านั้น

 

เมื่อได้มาแล้ว พวกเขาก็ออกตามหารากว่านแก้วต่อ ซึ่งเดินมาไม่ไกลพวกเขาก็พบลำธารเล็ก ๆ ที่มีหินเรียงรายอยู่โดยรอบ เมื่อกวาดสายตาไปมอง พวกเขาก็พบกับต้นว่านแก้วที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ ริมน้ำ ทิศใต้จึงได้เปลี่ยนร่างเป็นพยัคฆ์ไพรอำพันแล้วเริ่มใช้อุ้งเท้าที่มีกรงเล็บที่แหลมคมของเขา ขุดเอารากของต้นว่านแก้วขึ้นมา

 

หลังจากที่พวกเขาหาส่วนประกอบ 2 อย่างแล้ว พวกเขาก็หันมาเตรียมตัวสำหรับการล่าอสูรศาสตราเต่ายักษ์หิน เพื่อเอาลูกไฟแห่งจิตวิญญาณของมันมาใช้ในการหลอมเกราะอาวุธ ทิศใต้เปลี่ยนร่างกลับเป็นมนุษย์แล้วกล่าวขึ้น

 

ทิศใต้ : เอาล่ะทุกคน ตอนนี้เราได้ส่วนประกอบมาครบแล้ว เหลือแค่ลูกไฟเท่านั้น แต่ก็ไม่น่ายาก

 

กล้า : แถวนี้ก็เป็นแม่น้ำอยู่นี่ เต่านั่นน่าจะอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ ถ้าอย่างงั้นพวกเราควร แยกกันเดินหาแถว ๆ นี้ดูก่อนเผื่อจะเจอ

 

ยุพิน : ก็…ดีนะ แต่ข้าว่าเกาะกลุ่มกันเดินหาไปแบบนี้ดีกว่า ถ้าหลงกันมาจะเป็นเรื่องเอา

 

กล้า : ก็ได้…

 

หลังจากนั้น พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าทึบจนพบแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ไหลเอื่อย เสียงน้ำที่กระทบหินและลำธารสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบ ทั้งกลุ่มเริ่มเดินตามริมแม่น้ำเพื่อค้นหาเต่ายักษ์หินอย่างตั้งใจ

 

เวลาผ่านไปนานพอสมควร พวกเขายังไม่พบอะไรเลย พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะเดินข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำเพื่อค้นหาต่อ แต่แม่น้ำนี้มีความกว้างมาก ทำให้การที่พวกเขาจะเดินกลับไปยังทางเก่าเพื่อข้ามแม่น้ำไป ก็น่าจะกินเวลานานพอสมควร

 

เอกจึงพยายามหาทางข้ามแม่น้ำนี้ไปให้ได้ในตอนนี้ ตอนแรกเขาทดสอบความลึกของแม่น้ำดูก่อนเป็นอันดับแรก โดยให้คนอื่น ๆ ก็ยืนดูอยู่ไม่ห่างมาก

 

เอกเริ่มก้าวเท้าลงไปในแม่น้ำข้างหนึ่ง ซึ่งพบว่าน้ำนั้นก็ไม่ได้ลึกมาก ระดับน้ำสูงถึงเพียงหัวเข่าของเขาเท่านั้น เมื่อเห็นแบบนั้น แล้วเขาจึงยื่นมือขึ้นส่งสัญญาณให้กับคนอื่น ๆ ที่บ่งบอกได้ว่าน้ำไม่ได้ลึกมากอย่างที่เห็น ก่อนจะก้าวเท้าอีกข้างลงไป

 

ทันใดนั้นเท้าข้างที่สองลงไป ร่างกายของเขากลับจมลงไปครึ่งตัวอย่างรวดเร็ว ความเย็นของน้ำทำให้เขาชะงักและหันหน้ามามองคนอื่น ๆ ด้วยสีหน้าที่เหวอเล็กน้อย รำพาที่เห็น เธอก็หัวเราะชอบใจใหญ่ ก่อนที่ทิวจะเดินไปดึงแขนเพื่อนของเขาขึ้นมาจากน้ำด้วยความเอ็นดู หลังจากนั้นทุกคนจึงเริ่มการหาวิธีใหม่ในการข้ามแม่น้ำ

 

กล้าจึงเสนอให้พวกเขา เดินกลับไปยังเส้นทางเดิมเพื่อข้ามแม่น้ำ ทุกคนก็ตกลงอย่างไม่ลังเล แต่ระหว่างที่พวกเขากำลังเดินย้อนกลับ ยุพินซึ่งเดินตามหลังพลางมองสำรวจรอบ ๆ ก็สังเกตเห็นโขดหินก้อนใหญ่หลายก้อนเรียงรายอยู่กลางแม่น้ำ ลักษณะเหมือนเกาะเล็ก ๆ ที่อาจใช้เป็นทางข้ามได้ เธอหยุดนิ่งครู่หนึ่งแล้วหันไปกล่าวกับพวกพ้อง

 

ยุพิน : เดี๋ยวก่อน บางที… ข้าคิดว่าพวกเราน่าจะใช้หินพวกนั้นข้ามแม่น้ำได้นะ มันน่าจะเร็วกว่าเดินอ้อมกลับไปอีกทาง

 

ทุกคนหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองตามสายตาของยุพิน กล้ามองไปตามโขดหินที่ยุพินพูดถึง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับ หลังจากประเมินระยะห่างระหว่างก้อนหิน แล้วจึงกล่าวตอบยุพิน

 

กล้า : ถ้าพวกเรา กระโดดไปตามหินพวกนี้ ก็น่าจะพอข้ามไป น่าจะใช้เวลาน้อยกว่าที่ต้องเดินอ้อมกลับไปข้ามอยู่

 

ทิศใต้ : แต่ต้องระวังกันหน่อยนะ หินพวกนี้อาจจะทำให้ลื่นขึ้นมาได้

 

ทิว : ครับ!

 

เอก : ไม่ต้องห่วง ครั้งนี้ข้าจะระวังให้มากกว่าเดิม

 

ทุกคนเริ่มเตรียมพร้อม กล้าจึงตัดสินใจก้าวนำหน้า เขากระโดดขึ้นไปบนโขดหินก้อนแรกอย่างระมัดระวัง เมื่อขึ้นไปบนโขดหินได้แล้ว เขากระทืบเท้าเบา ๆ บนโขดหินที่เขากำลังยืนอยู่ เพื่อทดสอบความแข็งแรง

 

เมื่อมั่นใจแล้วเขาส่งสัญญาณมือกลับมาที่พวกพ้อง แล้วเขากระโดดไปยังหินก้อนถัดไปเรื่อย ๆ ทิศใต้เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว เขาจึงกระโดดขึ้นไปบนโขดหินเป็นคนต่อมา ตามมาด้วยคนอื่น ๆ ที่เริ่มกระโดดไปตามทีละคน ๆ และทิวเป็นคนสุดท้าย

 

ทุก ๆ ก้าวนั้นเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เสียงน้ำนิ่งที่ไหลลึกดังเบา ๆ ฟังดูสบายหู จากนั้นไม่นานกล้าก็ข้ามไปถึงอีกฝั่งของแม่น้ำได้ เขายืนมองคนอื่น ๆ ที่เดินตามมา

 

กล้า : ทุกคนอีกนิดเดียว! ระวังตัวด้วยล่ะ

 

ต่อมาไม่นานทิศใต้ก็ตามกล้ามาถึงอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย เขาหยุดพักหายใจพร้อมพยักหน้าให้กล้า ก่อนหันกลับไปมองคนอื่น ๆ ที่ยังข้ามมาไม่ถึง ทิวที่อยู่ด้านหลังสุด เขาพยายามจะไปถึงฝั่งให้เร็วที่สุด แต่โขดหิน มีพื้นที่แค่พอให้ยืนคนเดียวเท่านั้น ถ้าอยากจะข้ามไปต้องไปทีละคน ทิวตัดสินใจกระโดดไปยังหินอีกก้อนที่อยู่ใกล้กัน กล้าสังเกตเห็นและแสดงสีหน้ากังวล

 

ทิวค่อย ๆ กระโดดไปที่หินโขดต่อไปอย่างระมัดระวัง ทันทีที่เขามาถึงหินก้อนหนึ่งซึ่งมีลักษณะโค้งนูนอย่างมากและมีชั้นหินหนาไม่เท่ากัน ทำให้เท้าของเขาไถลออกด้านข้าง เสียงร้องเบา ๆ จากการเสียหลักดังขึ้นและร่างของทิวก็ลื่นตกลงไปในแม่น้ำทันที

 

กล้า : ไอ้ทิว!

 

เสียงน้ำกระเซ็นดังพร้อมกับความตกใจของทุกคน ก่อนที่ต่อมาไม่นานทิวก็โผล่หัวขึ้นมาจากแม่น้ำ ทำให้ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก

 

กล้า : ไอ้ทิว! เอ็งเป็นอะไรไหม

 

ทิว : ข้าไม่เป็นไรพี่กล้า

 

สิ้นสุดคำกล่าวนั้น ทิวก็ว่ายน้ำไปยังฝั่งที่กล้ายืนอยู่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขึ้นจากน้ำ จู่ ๆ เสียงหินกระทบกันดังมาจากหินโขดที่ทิวลื่นก่อนหน้านี้ก็เกิดขยับได้ขึ้นมา ทุกคนที่เห็นแบบนั้นต่างก็หันไปมองด้วยความประหลาดใจ สายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องไปที่หินโขดที่ค่อย ๆ ยกขึ้นสูงเหนือผิวน้ำ แท้จริงแล้วคืออสูรศาสตรา

 

แผ่นหลังของมันถูกปกคลุมด้วยชั้นหินหนา ราวกับเป็นภูเขาย่อม ๆ ที่ลอยน้ำได้ ตามตัวของมันเป็นสีเทาเข้มไปจนดำ ในจับจ้องมาที่กลุ่มอย่างชัดเจน เผยให้เห็นว่านั่นคืออสูรศาสตรา เต่ายักษ์หิน ที่พวกเขากำลังตามหา

 

เสียงคำรามต่ำลึกของเต่ายักษ์หินดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ปลุกให้บรรยากาศที่เงียบสงบเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที ทิวว่ายน้ำหนีอย่างสุดชีวิต ขณะที่เต่ายักษ์หินขยับตัวช้า ๆ มันค่อย ๆ ยกเท้าขนาดมหึมาขึ้นและพยายามเหยียบไปที่ทิว แม้ท่าทางของมันจะดูเชื่องช้า แต่แรงกระแทกจากเท้าของมันกลับสร้างคลื่นน้ำที่รุนแรง

 

รำพา : แย่ล่ะ!

 

เอก : ทิว! ระวัง!!

 

เท้าของเต่ายักษ์กระแทกผืนน้ำ คลื่นน้ำมหาศาลก็ก่อตัวขึ้น ซัดเข้าหาตัวของทิวจนร่างของเขากระเด็นขึ้นมาบนฝั่ง กล้าที่เห็นแบบนั้นเขารีบวิ่งเข้าไปประคองน้องชายของเขาให้ลุกขึ้น เต่ายักษ์หินคำรามอีกครั้ง เสียงของมันสะเทือนเข้ามาถึงพื้นดิน ร่างมหึมาของมันค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ทุกคนรีบวิ่งออกไปจากตรงนั้นให้ห่างมากที่สุดเพื่อตั้งตัว เมื่อได้ในระยะที่คิดว่าปลอดภัยพอสมควร และจึงหาวิธีรับมือกับเต่ายักษ์หินตัวนี้อย่างเร่งด่วน

 

กล้า : มันโจมตีช้าและเคลื่อนไหวก็ช้าเหมือนที่เราคิดไว้ แต่เกราะของมัน… แข็งแกร่งมากจริง ๆ ข้าคิดว่าไม่ง่ายที่จะทะลุผ่านได้

 

ทิศใต้ : นั่นก็จริง แต่มันก็เป็นเป้านิ่งที่โจมตีได้ง่าย ข้าพอมีข้อได้เปรียบอยู่บ้างเรื่องความคล่องตัว ถ้าพวกเราโจมตีมันเข้าไปมาก ๆ มันก็ต้องเจ็บอยู่บ้างแหละน่า

 

กล้า : ดี งั้นเราต้องแบ่งหน้าที่ ไอ้ทิวเอ็งทำหน้าที่ล่อมัน อย่าเข้าใกล้เกินไป ส่วนทิศใต้กับข้าจะหาจังหวะเข้าประชิดและโจมตีให้เอง

 

เมื่อตกลงกันได้แล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันเตรียมตำแหน่งตามแผนที่วางไว้ กล้าและคนอื่น ๆ วิ่งไปซ่อนตัวที่หลังต้นใหญ่เพื่อหาจังหวะโจมตี ส่วนทิศใต้เข้าปีนขึ้นไปบนต้นไม้ เพื่อสังเกตสถานการณ์อยู่ด้านบน มีเพียงทิวที่ยืนอยู่กลางที่โล่ง เป็นตัวล่อให้เต่ายักษ์หิน

 

ต่อมาไม่นาน เสียงฝีเท้าของเต่ายักษ์หินที่เคลื่อนเข้าใกล้เข้ามา ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเบา ๆ ราวกับเป็นสัญญาณเตือน ทุกคนเตรียมพร้อมในตำแหน่งของตน ทันใดนั้น เต่ายักษ์หินปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้หนา ร่างอันมหึมาของมันช่างดูน่าเกรงขาม กระดองแข็งแรงที่สะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้ดูเหมือนหินยักษ์ที่เคลื่อนไหวได้ ดวงตาสีดำลึกของมันจับจ้องไปที่ทิว ก่อนจะคำรามต่ำก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ทิวเริ่มขยับตัวไปทางซ้ายและขวาเพื่อดึงความสนใจ เขาตบมือเบา ๆ และยั่วยุด้วยการตะโกนออกไป

 

ทิว : เข้ามานี่สิ ข้าอยู่ทางนี้!!

 

เต่ายักษ์หินเมื่อเห็นแบบนั้น มันจึงเริ่มเคลื่อนตัวเข้าหาเป้าหมายอย่างช้า ๆ และยื่นหัวออกจากกระดองเล็กน้อยเพื่อเตรียมโจมตี ทิวถอยหลังและกระโดดหลบอย่างระมัดระวัง คอยดึงระยะให้อยู่ในพื้นที่โล่ง ทิศใต้ที่อยู่บนต้นไม้ เขาเฝ้าจับตาดูการเคลื่อนไหวของเต่ายักษ์หินอย่างละเอียด ก่อนจะส่งสัญญาณมือไปให้กับคนอื่น ๆ

 

ยุพิน เอกและรำพา ที่เห็นแบบนั้นพวกเขาปรากฏตัวออกมาจากที่หลังต้นไม้ต้นที่ ตำแหน่งที่พวกเขาปรากฏตัว อยู่รอบตัวเต่ายักษ์หิน ทำให้มันหยุดชะงักไปก่อนจะหันไปมองพวกเขาที่อยู่รอบ ๆ มันลังเลที่จะเลือกว่าจะโจมตีใครก่อน แต่ รำพา ไม่รอช้าเริ่มเปิดการโจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 ฝนปิ่นนิโลบล ของรำพา ปิ่นออร่าสีทองนับร้อยอันพุ่งไปยังเต่ายักษ์หิน

 

แต่การป้องกันของเต่ายักษ์หินจะสูงกว่าการโจมตีเจาะเกราะของความสามารถเกราะอาวุธของรำพา เมื่อเธอรู้ว่าการโจมตีของตนเองไร้ผล วิ่งไปรอบ ๆ และโจมตีจากหลาย ๆ มุม ต่อจากนั้นยุพินใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ สาดใส่เต่ายักษ์หิน โดนบริเวณบนกระดองของมัน ทำให้พิษที่รุนแรงไหลเข้าไปตามซอกของกระดองของเต่ายักษ์หิน ทำให้มันส่งเสียงคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด

 

จากนั้น เต่ายักษ์หินจะเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตียุพิน มันได้ใช้เท้าอันใหญ่ของมันพยายามจะเหยียบเธอ แต่ด้วยการโจมตีที่ช้าของมัน ทำให้เธอก็สามารถเคลื่อนตัวหลบได้ เท้าของมันกระแทกลงพื้นอย่างแรง ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ แต่ทันทีที่เต่ายักษ์หินกำลังเคลื่อนที่ไปโจมตียุพินต่อ กล้าได้โจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม หวดไปที่ส่วนหัวของเต่ายักษ์หิน

 

ด้วยการโจมตีที่รุนแรงความสามารถเกราะอาวุธระดับสองทำให้เต่ายักษ์หินเดินเซไปด้านข้างเล็กน้อย บริเวณเหนือตาของมันมีเลือดสีแดงไหลซึมออกมา ทว่าไม่นานมันก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้แบบปกติ ก่อนจะยกเท้าขึ้นเหยียบไปที่กล้า แต่เขาก็กระโดดหลบได้ทัน

 

ตอนนี้พวกเขาอยู่รอบตัวของเต่ายักษ์หินแล้ว แต่การโจมตีของพวกเขาแต่ละคนทำอะไรมันแทบไม่ได้ มีเพียงการโจมตีด้วยความสามารถเกราะอาวุธของยุพินเท่านั้น ที่พอจะทำให้เต่ายักษ์หินพอจะเจ็บปวดได้บ้าง

 

ทางฝั่งของบนต้นไม้ทิศใต้ที่เฝ้าสังเกตได้เล็งเห็นถึงจุดนี้ จุดที่พวกเขาจะสามารถจัดการเต่ายักษ์หินนี้ลงได้ เขาจึงสั่งให้ทุกคนถอยกลับไปตั้งตัวใหม่อีกครั้ง

 

เมื่อถอยออกมาจนพ้นระยะสายตาของเต่ายักษ์หิน เข้าทิศใต้จึงบอกกับทุกคนเกี่ยวกับจุดอ่อนของเต่ายักษ์หิน ถึงแม้ว่าเต่ายักษ์หินจะมีการป้องกันที่แน่นหนาจน แม้แต่กล้าและรำพาก็ยังไม่สามารถทำให้มันบาดเจ็บอะไรได้

 

ทว่าตามซอกใต้กระดองของมันยังมีเนื้อ ซึ่งพิษของยุพินที่ไหลไปโดนทำให้มันเจ็บปวดจนต้องคำรามออกมา ในส่วนนี้การโจมตีด้วยความสามารถเกราะอาวุธของยุพินเหมือนจะเป็นได้ผลมากที่สุด พวกเขาจึงวางแผนกัน

 

ทิศใต้ : ทุกคนฟังนะ! เจ้านี่มีเกราะที่แข็งแกร่งจนแทบไม่มีใครเจาะทะลุได้ แต่ใต้กระดองของมันยังมีซอกที่ปกป้องไม่มิด ซึ่งนั่นล่ะที่เราต้องเล่นงาน แต่ยุพินพิษของเอ็งเห็นได้ชัดว่ามันทำให้เต่ายักษ์หินนั่นบาดเจ็บได้ เพราะฉะนั้นเอ็งควรเป็นคนโจมตีมัน

 

กล้า : ส่วนของคนที่เหลือให้วิ่งล่อให้มันสับสน แล้วให้ยุพินเป็นคนโจมตีมันน่าจะได้

 

ทิศใต้ : แบบนั้นก็ดี แต่ระวังกันหน่อยล่ะและยุพิน เอ็งต้องหาจังหวะโจมตีมันให้ดี เพราะถ้ามันหดกลับเข้าไปในกระดองของมัน จะทำให้พวกเราโจมตียากขึ้นไปอีก ทางที่ดีเอ็งต้องจัดการในรอบเดียวจะดีที่สุด

 

ยุพิน : ได้อยู่แล้ว

 

เมื่อพวกเขากลับไปที่พื้นที่โล่ง เต่ายักษ์หินยังคงยืนตระหง่านอยู่ ดวงตาของมันหมุนไปมาราวกับค้นหาเหยื่ออีกครั้ง ทิวเริ่มวิ่งวนไปรอบ ๆ เพื่อยั่วยุให้มันโกรธ เต่ายักษ์หินคำรามต่ำก่อนจะเริ่มเคลื่อนตัวช้า ๆ ไล่ตามเขา ด้านหลังของเต่ายักษ์หิน

 

ทิว : เข้าเลย!!

 

เสียงตะโกนของทิวทำให้เต่ายักษ์หินคำรามต่ำในลำคอ มันเริ่มเคลื่อนตัวช้า ๆ ไล่ตามเขา แต่ในจังหวะนั้น เอกก็ปรากฏตัวจากเงามืดด้านหลังของมัน

 

เอก : มานี่สิ ข้าอยู่นี่!!

 

เขากล่าวขึ้นมือโบกมือไปมา พยายามเบี่ยงเบนความสนใจให้เต่ายักษ์หินหันมาสนใจ เมื่อมันหันหน้าไปสนใจเอก ทิวได้ขว้างกิ่งไม้ไปใส่หน้าของมัน เต่ายักษ์หินหยุดชะงักด้วยความหงุดหงิดเต่ายักษ์หินดูสับสน มันหันหน้ากลับไปมาระหว่างทิวและเอกอย่างไม่แน่ใจว่าควรโจมตีใครก่อน ความลังเลกินเวลาเพียงครู่เดียว

 

ในขณะนั้นเอง ทิศใต้ก็กระโจนลงมาจากต้นไม้ เขาให้กระโจนเข้าไปใช้เขี้ยวที่แหลมคมกัดเข้าไปที่เนื้อเยื่ออ่อน ๆ บริเวณลำตัวของเต่ายักษ์หิน ก่อนจะใช้กรงเล็บจิกเพื่อยึดตนเองเอาไว้

 

ทว่าเต่ายักษ์หินพยายามสลัดทิศใต้ให้หลุดเช่นกัน แต่นั่นทำให้ทั้งคมเขี้ยวและกรงเล็บของทิศใต้ฉีกบาดแผลใหญ่มากขึ้น ก่อนที่ทิศใต้จะหลุดออก

 

กล้า ที่เห็นแบบนั้น เขารีบวิ่งเข้าไปและโจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม โจมตีใส่หัวของเต่ายักษ์หินอย่างจัง ทำให้มันเอียงตัวล้มลงไปอีกฝั่ง เต่ายักษ์ที่ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรงทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย ตามมาด้วยยุพินไม่ยอมให้เต่ายักษ์หินฟื้นตัว เธอจึงใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ แสงสีเขียวก่อปล่อยกระแสพิษร้อนแรงที่พุ่งเข้าใส่กระดองของเต่ายักษ์ พิษถูกพ่นเข้าไปโดนในบาดแผลที่บริเวณลำคอของมัน พิษได้ซึมเข้าไปในกระแสเลือดของมันทันที เต่ายักษ์หินคำรามด้วยความเจ็บปวดเป็นเสียงสุดท้าย ก่อนจะล้มลงและสิ้นใจตายทันที

 

รำพา : มัน... ตายแล้วหรอ

 

กล้า : อืม ก็น่าจะใช่

 

ทิศใต้ที่เห็นแบบนั้นเปลี่ยนร่างกลับ แสงสีส้มอมทองจาง ๆ ที่ห่อหุ้มร่างของเขาก่อนจะเลือนหายไป กลับกลายเป็นร่างมนุษย์ดังเดิม แล้วค่อย ๆ เดินไปยังร่างของเต่ายักษ์หินที่นอนแน่นิ่งอยู่ ทุกก้าวของทิศใต้เต็มไปด้วยความระมัดระวัง เขายืนใกล้ร่างของเต่ายักษ์หินเล็กน้อย และเมื่อแน่ใจว่ามันตายแล้วจริง ๆ เขาหันหน้ากลับมาและพยักหน้าให้คนอื่น ๆ

 

ทิศใต้ : มันตายแล้ว พวกเราทำสำเร็จ

 

เสียงของเขาดังก้องในความเงียบ ทันใดนั้น เอก กระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจ เสียงหัวเราะและคำตะโกนแห่งชัยชนะของเขาทำให้บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านี้พลันคลายลง ทิว ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ พลางแอบยิ้มเล็ก ๆ แสดงความดีใจไปกับเพื่อนของเขา

 

ทันใดนั้น ร่างของเต่ายักษ์หินเริ่มถูกเปลวไฟค่อย ๆ ครอบคลุม เปลวเพลิงแผดเผาร่างอันมหึมาของมันอย่างช้า ๆ ไฟนั้นร้อนแรงแต่กลับไม่แผ่ความร้อนมาถึงพวกเขา ร่างของมันให้มอดไหม้ไป เปลวไฟขนาดใหญ่ก็ไหลมารวมตัวกันกลายเป็น ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ ที่ลอยเด่นอยู่ในอากาศ ทิศใต้จึงยื่นมือไปคว้าลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ ก่อนจะนำไปให้เอก

 

ทิศใต้ : เอ็งเอาลูกไฟนี้ไป… นำมันไปเผารวมกับส่วนประกอบที่เตรียมไว้ แล้วใช้มันซ่อมเกราะอาวุธ

 

เอก : ขอบคุณมากครับ

 

ยุพิน ยืนมองพลางพยักหน้าช้า ๆ เธอเอียงคอเล็กน้อย มองเอกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ขณะที่รำพา เดินเข้ามาตบไหล่เอกเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มแล้วกล่าวขึ้น

 

ยุพิน : ดีใจด้วย

 

เอก : ครับ

 

หลังจากนั้น เอกก็นำส่วนประกอบอื่น ๆ ที่หาได้ มาเผารวมกับลูกไฟแห่งจิตวิญญาณที่ได้มาอยู่ในมือของเขา หลังจากกระบวนการเผารวมสิ้นสุดลง ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณที่ได้รับการเสริมพลังด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เขานำลูกไฟเข้าใกล้เกราะอาวุธ เกราะเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า แสงสีทองแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ เปลวไฟค่อย ๆ ไหลในเกราะอาวุธของเขา จากนั้นรอยร้าวก็หายไป

 

รำพา : รอยร้าวนั้น มัน…หายไปแล้ว!

 

ทิศใต้ : อืม เอ็งซ่อมเกราะอาวุธได้อย่างสมบูรณ์แล้วล่ะ

 

เอก : ครับ ขอบคุณพวกพี่มาก ๆ เลยที่ช่วยครับ

 

ยุพิน : ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เรื่องเล็กน่ะ

 

กล้าที่เห็นแบบนั้นเข้า เขาจึงเดินเข้าไปหาเอกโดยตรง เขาวางมือบนไหล่เอกเบา ๆ แล้วกล่าวขึ้นอย่างมั่นใจ

 

กล้า : เจ้าหนู ตอนนี้เกราะอาวุธของเอ็งกลับมาใช้งานได้เป็นปกติแล้ว แต่ครั้งหน้าระวังหน่อยล่ะ เอ็งอย่ารับการโจมตีที่มากกว่าการป้องกันของตัวเอง

 

เอก : ครับ!

 

ทิศใต้ : เอ็งน่ะโชคยังดีนะ ที่เกราะอาวุธแค่ร้าว ถ้าโชคไม่ดีหน่อยเกราะของเอ็งอาจจะแตกไปเลยก็เป็นได้ หรือถ้าโชคร้ายเกราะของเอ็งอาจจะระเบิดไปเลย ซึ่งมันอันตรายเอามาก ๆ

 

รำพา : หือ เกราะอาวุธแตกกับเกราะอาวุธระเบิด มันแตกต่างกันยังไงหรอค่ะพี่ทิศใต้!

 

ทิศใต้ : แตกต่างตรงที่ว่า ถ้าแค่เกราะแตก ก็ไม่สามารถใช้ความสามารถของเกราะอาวุธส่วนนั้นได้ แต่ถ้าเป็นเกราะระเบิด อันนี้จะฉิบหายหนัก เพราะนอกจากเกราะอาวุธจะระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งจะไม่สามารถซ่อมได้ และมันยังทำให้เกราะอาวุธระดับอื่น ๆ เกิดรอยร้าวตามไปได้

 

รำพา : โห!

 

ทิว : แสดงว่า ถ้าเกราะอาวุธของเราเกิดระเบิดขึ้น ต้องหลอมเกราะส่วนนั้นใหม่ทั้งหมดเลยหรอครับ!

 

กล้า : ก็ไม่ทั้งหมดหรอกนะไอ้ทิว

 

ทิศใต้ : ใช่ ก็ไม่จำเป็นต้องทั้งหมด ที่ต้องหลอมใหม่ก็แค่เกราะระดับที่ระเบิดเท่านั้น ถ้าเกราะระดับอื่น ๆ เกิดร้าว ก็ต้องตามซ่อมกันอยู่แบบนั้น

 

ทิว : อ๋อ เข้าใจแล้วครับ

 

เอก : ถ้าเกราะระเบิดระดับนึงนี่… ดูท่ายุ่งยากน่าดูเลย

 

รำพา : อันนี้จริงนะไอ้เอก

 

ทิศใต้ : เท่านั้นยังไม่พอ มันมีมากกว่านั้น

 

ทิศใต้ : ถ้าเกราะนั้นระเบิดแค่ระดับเดียวก็ดี แต่ถ้าเกราะระเบิดไปทุกระดับ ต้องบอกเลยว่าหนักแน่ เพราะนอกจากจะต้องหลอมเกราะใหม่ทุกระดับแล้ว ในตอนที่เกราะระเบิด ยังจะสามารถทำอันตรายต่อนักรบศาสตราวุธคนนั้น ๆ ได้

 

รำพา : แย่ละสิ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง

 

ยุพิน : นั่นไม่น่ายุ่งยาก นั่นน่าจะฉิบหายได้เลยล่ะ…

 

กล้า : ทางที่ดีแล้ว ในบางครั้งหากว่างไม่จำเป็น เอ็งก็ควรหลบการโจมตีจะดีกว่า

 

เอก : เข้าใจแล้วครับ!

 

หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับไปยังชานเมือง ในบรรยากาศเดิมที่คุ้นเคย สายลมเย็นพัดผ่านเบา ๆ ทำให้ใบไม้ใบหญ้าพลิ้วไหวไปตามลม พวกเขาเพื่อฝึกฝนทั้งการโจมตีและการป้องกัน รวมไปถึงความเร็วในการโจมตีหรือความแม่นยำต่าง ๆ พวกเขาฝึกกันแบบอยู่หลายวัน จนดวงตะวันที่ขึ้นและลับฟ้าไปวันแล้ววันเล่า

 

20 วันผ่านไป การฝึกนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นจนในที่สุด เอกและรำพาก็ได้ทะลวงขีดจำกัดของระดับพลังได้แล้ว ซึ่งต้องหลอมเกราะอาวุธ ระดับ 2 หลังจากนั้น พวกเขาได้ร่วมกันออกเดินทางหาส่วนประกอบ เพื่อมาใช้หลอมเกราะอาวุธในป่าใหญ่เหมือนเช่นเคย

 

พวกเขาเริ่มออกตามหาส่วนประกอบให้เอกก่อนเป็นคนแรก ถึงแม้ว่าบรรยากาศโดยรอบจะเต็มไปด้วยความราบรื่น แต่ภายในจิตใจลึก ๆ ยังคงมีความกังวลในเรื่องของหมู่บ้านของพวกเขา

 

แต่ที่เป็นห่วงมากที่สุดก็คงจะเป็นครอบครัวอยู่ นั่นก็เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาต้องฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อพัฒนาศาสตราวุธและรวมไปถึงทักษะการต่อสู้ต่าง ๆ เพื่อจะได้ไปช่วยคนในหมู่บ้านและครอบครัวของพวกเขา

 

ในระหว่างการเดินทาง พวกเขาได้พบเจอกับหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งต้องเดินทางเข้าป่าลึก ข้ามลำน้ำและข้ามภูเขาสูงมากมาย ซึ่งก็ไม่ต่างจาก การหาส่วนประกอบให้ยุพินเมื่อก่อนหน้า รวมไปถึงการสู้กับอสูรศาสตราเพื่อเอาลูกไฟแห่งจิตวิญญาณมาหลอมเกราะอาวุธให้กับเอก จนเขาได้หลอม เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 2 พุ่งชนทลายภูพาน ส่วนความสามารถของศาสตราวุธที่เขาได้มา ก็เป็นทักษะที่ได้ทั้งป้องกันและบุกเบิก โดยความสามารถจะต้านทานต่อสถานะควบคุมระดับต่ำไปจนถึงระดับกลางได้ อีกทั้งยังลดความรุนแรงของการโจมตีที่ได้รับอีกด้วย นั่นทำให้สามารถฝ่าการโจมตีของศัตรูได้อย่างง่ายดาย ด้วยการป้องกันของตนเองได้อีกด้วย

 

รำพา : เป็นยังไงบ้างไอ้เอก

 

เอก : ก็ดีเลย ข้าว่าความสามารถนี้ก็ไม่ได้แย่เลย

 

ทิว : ความสามารถนี้ทั้งโจมตีได้และป้องกันได้ในตัว แบบนี้ข้าว่าดีมาก ๆ เลยล่ะ

 

กล้า : จะว่าไปแล้วไหน ๆ ศาสตราวุธของเอ็งก็เป็นประเภทนักรบผู้เปิดศึกสินะ…

 

เอก : เหรอครับ!

 

ทิศใต้ : อืม…ตำแหน่งนี้น่ะ ถือว่าเป็นจุดยืนที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะเป็นแนวหน้าของทัพ ที่จะคอยนำทัพให้บุกเข้าไปโจมตีศัตรู และแน่นอนว่าต้องรับการโจมตีแทนคนที่ตามมาข้างหลัง ถึงจะไม่ทั้งหมดแต่ก็เป็นคนแรกที่โดนมันก็ไม่ใช่น้อย ๆ แน่

 

รำพา : ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ทิศใต้ ข้าว่าเรื่องแค่นี้ไอ้เอกทำได้อยู่แล้วล่ะ

 

เอก : (พยักหน้า) อึ้ม!

 

หลังจากการสนทนานั้นจบลง พวกเขาได้ออกเดินทางหาส่วนประกอบให้รำพา เพื่อไปหลอมเกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 2 ของเธอเป็นคนต่อไป

💬 ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!