หลังจากที่พวกเขาเดินมาจนถึงบริเวณชายป่าบริเวณชานเมืองที่เงียบสงบ ชานเมือง ที่เงียบสงบ ทิศใต้จึงหยุดเดินและมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจกับสถานที่ที่เลือกไว้
ทิศใต้ : พวกเอ็งก็มีเกราะอาวุธกันหมดทุกคนแล้ว ถ้าอย่างนั้น พวกเอ็งก็น่ารู้กันอยู่ใช่ไหม ว่าการที่จะเพิ่มระดับพลังได้ ต้องทำยังไง
เอก : พี่ทิศใต้ครูที่โรงเรียนข้าเคยบอกไว้ว่า การที่เราจะเพิ่มระดับพลังได้ จำเป็นต้องใช้พลังเวทศาสตราที่มีอยู่ให้เกินขีดจำกัด หลังจากนั้น ศาสตราวุธของเราจะทะลวงระดับขึ้นไปอีกขั้นและจะสร้างขีดจำกัดของพลังใหม่ขึ้นมาครับ
ทิศใต้ : อืม ก็จะประมาณนั้นเลยล่ะ
กล้า : แต่… อย่าลืมว่าขีดจำกัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีขีดจำกัดของพลังที่มากหรือบางคนอาจจะมีขีดจำกัดของพลังที่น้อย ทำให้ส่งผลต่อการใช้พลังให้ทะลวงเกินขีดจำกัดของระดับพลังอาจจะช้าหรือเร็วไม่เท่ากัน
รำพา : มะ… หมายความว่ายังไงหรอคะ
กล้า : ความว่า คนที่มีพลังน้อยย่อมมีขีดจำกัดของพลังน้อย จะทำให้ทะลวงขีดจำกัดของพลังได้เร็วกว่าคนที่มีพลังมากยังไงล่ะ
เอก,รำพา : อ๋อ..อย่างนี้นี่เอง!
ทิศใต้ : ที่เอ็งพูดมา ก็เหมือนคนที่มีขีดจำกัดของพลังที่น้อยมันจะดี แต่มันก็มีข้อเสียอยู่บ้าง…
รำพา : ยังไงหรอคะ
ทิศใต้ : ก็อย่างที่ข้าพูดเลย พลังน้อยก็คือพลังน้อย ถ้าใช้พลังให้ทะลวงขีดจำกัดไม่ได้ก็คือพลังหมดนั่นแหละน่า
เอก : พลังหมด… แต่ไม่ได้แปลว่าให้หมดไปในทีเดียวแล้วทะลวงระดับใหม่ขึ้นมา จากนั้นก็ค่อยใช้พลังที่เพิ่มขึ้นหรอกหรอครับ
กล้า,ทิศใต้ : ไม่เลย
ทั้งสองตอบพร้อมกัน กล้าส่ายหน้าเบา ๆ ส่วนทิศใต้เพียงยืนนิ่ง แต่สายตาของพวกเขามองไปที่เอกอย่างจริงจัง
ยุพิน : แล้วต้องทำยังไงล่ะ ถึงจะสามารถใช้พลังให้ทะลวงระดับเพิ่มขึ้นไปได้ โดยที่พลังที่มีอยู่จะไม่หมดก่อน
ทิศใต้ : ไม่ใช่แค่การใช้พลังให้หมดในครั้งเดียว แต่ มันจะมีเงื่อนไขการทะลวงระดับของแต่ละคนอยู่
ยุพิน : ดูงงกว่าที่ข้าคิดแฮะ…
ยุพินพึมพำเบา ๆ จากเรื่องที่ทิศใต้อธิบายมา เนื่องด้วยนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้รู้เรื่องของศาสตราวุธ ถึงแม้ว่าเธอพูดแบบนั้นจะเป็นการพึมพำอยู่คนเดียวก็ตาม แต่ทิศใต้ยังคงได้ยิน
ทิศใต้ : ถ้าเอ็งฝึกไปนาน ๆ เอ็งจะเข้าใจเองล่ะยุพิน
ยุพินที่ได้ยินแบบนั้น เธอก็เงียบไป ถึงแม้ว่าลึก ๆ แล้วเธอจะเป็นคนเข้าใจอะไรยาก แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกไป ก่อนที่กล้าจะกล่าวต่อ
กล้า : แต่…การใช้พลังให้เกินขีดจำกัดเพื่อทะลวงระดับพลัง ก็มีอันตรายอยู่เหมือนกัน
เอก : ยังไงหรอครับพี่กล้า
กล้า : ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะเป็นยังไง แต่ที่แน่ ๆ คือ…จะเกิดผลเสียกับนักรบศาสตราวุธคนนั้นแน่
ทิศใต้ : จากที่ข้าเคยได้ยินมา ก็คงจะเป็นพลังย้อนศรน่ะ ก็จะ…ประมาณว่า พลังที่ใช้ไปทะลวงขีดจำกัด ยังจะฝืนใช้พลังต่อโดยที่ไม่รอให้พลังใหม่ฟื้นตัวให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน ทำให้พลังใหม่จำเป็นต้องฟื้นตัว จะย้อนกลับมาทำร้ายนักรบศาสตราวุธเองได้
รำพา : น่ากลัวจังเลย…
เอก : แล้วพวกเราต้องทำยังไงล่ะครับ ถึงจะไม่ให้เป็นแบบนั้น
ทิศใต้ : พวกเอ็งไม่ต้องกังวลอะไรไป ส่วนมากเรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้น กับพวกที่มีพลังมาก ๆ อย่างพวกนักรบขั้นห้าที่ต้องการทะลวงระดับพลังแบบรีบ ๆ แต่โดยปกติแล้วศาสตราวุธจะไม่โจมตีนักรบศาสตราวุธหรอก ฉะนั้นเอ็งไม่มีอะไรต้องกังวล
เอก : ครับ…
กล้า : เจ้าหนู.. ข้าจำได้ว่าตอนที่สู้กับนักรบศาสตราวุธก่อนหน้านี้ เกราะอาวุธของเอ็งเกิดรอยร้าว เพราะต้องรับการโจมตีจากความสามารถของเกราะอาวุธที่มีระดับสูงกว่า
รำพา : ใช่ ๆ ข้าก็เห็นนะ หลังจากที่เอ็งสามารถป้องกันการโจมตีได้ เกราะส่วนตัวของเอ็งก็ร้าวขึ้นมาทันทีเลย!
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว เอกก็แสดงเกราะอาวุธส่วนตัวของเขาออกมา ทำให้เห็นว่ามีรอยร้าวขนาดใหญ่อยู่บนเกราะส่วนตัวของเขา ทิศใต้ที่เห็นแบบนั้นจึงกล่าวขึ้น
ทิศใต้ : ไม่ดีแน่ ถ้าหากจะฝืนสู้ในสภาพที่เกราะมีรอยร้าวแบบนั้น มันอาจจะเสี่ยงทำให้เกราะอาวุธของเอ็งแตกก็เป็นได้
เอก : แล้วต้องทำยังไงหรอครับ เกราะศาสตราวุธของข้าถึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
รำพา : จริงด้วย ครูที่โรงเรียนของพวกเราก็ไม่เห็นจะเคยพูดถึงเรื่องนี้เลย
ทิศใต้ : มีอยู่สองทาง คือเอ็งจะซ่อมเกราะอันเก่าที่ร้าว ให้กลับมาเป็นปกติ หรือจะทิ้งเกราะแล้วหลอมเกราะอาวุธอันใหม่…
ทิศใต้กล่าวจบแล้วมองไปที่เกราะส่วนตัวของเอก พบว่าเกราะอาวุธของเอกแค่เกิดรอยร้าวอาจจะยังไม่ถึงกับแตก จนต้องหลอมเกราะอาวุธอันใหม่มาใช้ ซึ่งการที่จะหลอมเกราะอาวุธอันใหม่ แน่นอนว่าจะต้องเสียเวลาในการหาส่วนประกอบและลูกไฟแห่งจิตวิญญาณมาหลอมใหม่ทั้งหมด อาจกินเวลาไปหลายวัน ถ้าเทียบกับการซ่อมเกราะอาวุธ พวกเขาแค่ต้องหาส่วนประกอบเพียงไม่กี่อย่างมาหลอมรวมเพื่อใช้ในการซ่อมและจะใช้เวลาไม่นานมาก
ทิศใต้ : แต่จากที่ข้าดูแล้ว เกราะของเอ็งแค่มีรอยร้าวก็จริง แต่ยังไม่ได้เสียหายมากจนถึงต้องหลอมเกราะอันใหม่มาแทนหรอก ข้าแนะนำว่าซ่อมเอาน่าจะดีกว่า
เอก : ค..ครับ
กล้า : ถ้าอย่างนั้น เอ็งไปนั่งรอกับไอ้ทิวเถอะ ถ้าจะฝึกเดี๋ยวกลัวว่าเกราะของเอ็งจะร้าวไปมากกว่านี้
เอกพยักหน้า แล้วเขาก็เดินไปหาทิวที่ใต้ต้นไม้ ทิวที่สังเกตเห็นเอกที่เดินมาหาเขามีสีหน้าที่ดูเศร้ามาแต่ไกล พอเขาเดินมาถึงใต้ต้นไม้ที่ทิวนั่งอยู่ เขาก็นั่งลงข้าง ๆ ทิวอย่างเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร ทิวจึงเอ่ยถามออกไป
ทิว : เอ็งเป็นไรไป ทำไมเดินออกมาล่ะ
เอก : เกราะอาวุธส่วนตัวของข้าร้าวน่ะ พี่เอ็งเลยไม่ให้ข้าฝึกด้วย เพราะกลัวว่าเกราะจะแตกน่ะ เลยให้ข้ามานั่งอยู่กับเอ็งนี่แหละ
ทิว : ไม่เป็นไรนะ…
เขากล่าวขึ้นเพื่อเป็นการปลอบใจเอก จากทั้งสองก็นั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างกัน สายลมอ่อนพัดพาเหล่าใบไม้ให้ปลิวไป แสงแดดอุ่น ๆ ส่องลงมาผ่ากรีบเมฆในช่วงสายของวัน นกนางนวลตัวสีขาวบินอยู่บนท้องฟ้า เอกก้มหน้าลงไปมองที่เกราะอาวุธของเขาอย่างเงียบ ๆ แล้วใช้มือลูบไปที่รอยร้าวบนเกราะ ทิวที่เห็นแบบนั้นแล้ว เขารู้ได้ทันทีว่าเอกกำลังน้อยใจที่ไม่ได้ฝึกกับคนอื่น ๆ เพราะเกราะอาวุธของเขาเสียหาย
ทิว : เกราะศาสตราวุธของเอ็งมันซ่อมได้อยู่ ใช่ไหม…
เอกพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดูเมฆที่ลอยเอื่อยอยู่บนฟ้า ทิวที่เห็นแบบนั้นจึงใช้มือตบไหล่ของเขาเบา ๆ แล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ทิว : เอาน่า เดี๋ยวพวกพี่ ๆ เขาจะช่วยเอ็งซ่อมเกราะ
เอก : อืม ไม่เป็นไรหรอก คงหาวิธีซ่อมได้ไม่ยาก
หลังจากนั้น เอกมีสีหน้าที่ดูดีขึ้น ก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะนั่งมองไปที่การฝึกของพี่ ๆ ของพวกเขาอยู่ห่าง ๆ การฝึกซ้อมเป็นไปด้วยความมุ่งมั่น การปะทะกันระหว่างศาสตราวุธทำให้เกิดเป็นคลื่นพลังที่แผ่กระจายออกมา จนต้นไม้ใบหญ้าสั่นไหวไปตามกัน
ทิว : พลังของศาสตราวุธ มันมากถึงขนาดนี้เลยหรอ
เอก : ก็ใช่ แต่นี่ยังน้อยนะ ถ้ามีระดับขั้นนักรบมากขึ้น ยิ่งมีพลังมากขึ้น
ทิว : ระดับขั้น.. เอ็งหมายถึงอะไรน่ะ
เอก : ระดับขั้น ก็คือขั้นพลังในการหลอมเกราะอาวุธ ก็อย่างเช่น ต้องทะลวงระดับพลังขั้นที่ 1 ก่อนถึงจะสามารถหลอมเกราะอาวุธได้ และแน่นอนว่าระดับพลังแต่ละขั้น ก็จะมีขีดจำกัดที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นแล้วยิ่งมีขั้นพลังมาก ๆ ยิ่งมีพลังมากและสามารถหลอมเกราะอาวุธได้หลายส่วน ก็จะเป็นการเพิ่มขั้นนักรบไปด้วยในตัวยังไงล่ะ
ทิว : แล้วพวกเราจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่านักรบศาสตราวุธคนมีขั้นพลังนักรบอยู่ในระดับเท่าไหร่
เอกได้ยินแบบนั้นแล้ว เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนนึกย้อนไปเมื่อครั้งที่พวกเขาอยู่ที่โรงเรียน มีคุณครูที่ลงเรียนเคยบอกเขาไว้ว่า การที่จะรู้ได้ว่านักรบศาสตราวุธอยู่ขั้นพลังนักรบเท่าไหร่ จะสามารถสังเกตได้จากเกราะอาวุธที่ติดอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การที่จะหลอมเกราะอาวุธได้ 1 ระดับ จะต้องทะลวงขีดจำกัดของพลังขั้นเริ่มต้นมาได้แล้ว จึงจะสามารถหลอม เกราะอาวุธระดับที่ 1 ได้ โดยเกราะอาวุธจะมีสูงสุด 3 ระดับ และหากหลอมเกราะส่วนไหนเป็นระดับแรกแล้ว จะต้องหลอมเกราะส่วนนั้นไปให้ถึงระดับสามก่อน จึงจะสามารถหลอมเกราะส่วนอื่นได้ เมื่อหลอมเกราะอาวุธส่วนนั้นได้ครบทุกระดับแล้ว จึงจะเรียกว่า นักรบขั้น 1
ทิว : อืม..เข้าใจล่ะ
ทิว : เอ็งน่ะ โชคดีสุด ๆ ไปเลยนะที่มีศาสตราวุธ ส่วนข้านี่สิ…
ทิวถอนหายใจทันทีที่เขาพูดจบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความน้อยใจ ที่ตัวเขาไม่มีศาสตราวุธเหมือนคนอื่น เอกที่เห็นแบบนั้น เขาจึงกล่าวถามออกไปด้วยความสงสัย
เอก : ทำไมล่ะ เอ็งไม่มีศาสตราวุธหรอกหรอ…
ทิว : อืม… ก็จะประมาณนั้นแหละ..
ทิวกล่าวขึ้นเสียงต่ำ และสีหน้าของทิวดูเศร้าไปในทันที เอกตบหลังทิวอย่างแรงจนทิวสะดุ้งขึ้นมา ก่อนจะยิ้มให้
เอก : ไม่เป็นไรน่า! เอ็งไม่มีศาสตราวุธก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนิ
ทิว : ขอบใจ…
หลังจากนั้น พวกเขาทั้งสองได้นั่งพูดคุยกันไปในเรื่องต่าง ๆ นานอยู่ใต้ร่มไม้ เบื้องหน้าของพวกเขาเป็นการฝึกของ กล้า,ทิศใต้,ยุพิน,รำพา ที่กำลังฝึกกันเพื่อทะลวงระดับพลังอย่างจริงจัง
พวกเขายังคงฝึกกันอยู่นาน โดยมีทิวและเอกนั่งคอยสังเกตการฝึกอยู่ที่ใต้ร่มไม้อยู่ไม่ไกลมาก จนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงบ่าย ๆ ของวัน ในที่สุดยุพินก็สามารถทะลวงขีดจำกัดของพลังขั้นเริ่มต้น ได้แล้ว ทุกคนต่างก็ดีใจด้วย ทิวกับเอกที่เห็นแบบนั้น จึงวิ่งหน้าตั้งเข้าไปหาพวกพี่ของเขา เมื่อไปถึงพวกเขาก็กล่าวขึ้นทันที
เอก : พี่ยุพิน ทะลวงระดับพลังขั้นเริ่มต้นแล้วหรอครับ
ทิว : ดีใจด้วยนะครับพี่
ยุพิน : อืม กว่าจะได้แต่ละขั้นนี่ไม่ง่ายเลยแฮะ
ยุพินกล่าวขึ้นพร้อมพยักหน้าและยิ้มให้พวกเขา ไม่นานทิศใต้เดินมาหายุพินแล้วกล่าวขึ้น
ทิศใต้ : เอ็งว่าฝึกนี่ยากแล้วหรอ แต่มันยังไม่ถึงครึ่งนึงของตอนหลอมเกราะอาวุธด้วยซ้ำ
สิ้นสุดคำกล่าวของทิศใต้ ยุพินมองไปที่เขาและแคงหน้าลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้กล่าวอะไรโต้ตอบ หลังจากนั้นรำพาเดินเข้ามาหาทิศใต้ก่อนจะกล่าวขึ้น
รำพา : พี่ยุพินได้พลังขั้นเริ่มต้นมาแล้ว ทีนี้พวกเราต้องหลอมเกราะอาวุธยังไงหรอคะ
ทิศใต้ : ถ้าทะลวงระดับพลังขั้นเริ่มต้นได้แล้ว จะมีเกราะอาวุธให้เอง แต่..ต้องหาส่วนประกอบมาเผารวมกันลูกไฟแห่งจิตวิญญาณของอสูรศาสตรา แล้วก็ค่อยเอาลูกไฟมาหลอมรวมกับเกราะอาวุธ เพื่อให้ได้ความสามารถมาน่ะสิ
ทิว : ส่วนประกอบ… แล้ว…ต้องใช้อะไรบ้างล่ะครับ
ทิศใต้ : ยุพินเป็นนาคามรกต… ความสามารถก็น่าจะใช้พิษโจมตีเป็นหลัก หรืออยู่ที่จะเลือกเอาความสามารถแบบไหนล่ะ
เมื่อยุพินได้ยินแบบนั้นแล้ว เธอก้มหน้าลงเงียบไปชั่วครู่ ราวกับกำลังคิดความสามารถของเกราะอาวุธที่เธอต้องการอยู่ และนึกขึ้นได้ดังนั้นแล้ว เธอก็เงยหน้าขึ้นกล่าวตอบอย่างมั่นใจ
ยุพิน : พิษก็ดีเหมือนกัน
กล้า : อืม… ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็รีบออกเดินทางกันเถอะ พอกลับมาก็น่าจะค่ำพอดี
ทิศใต้พยักหน้าตอบรับ แล้วทุกคนเตรียมตัวแล้วเริ่มออกเดินทางทันทีเพื่อตามหาส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการหลอมเกราะอาวุธต่อ
บรรยากาศในป่าใหญ่ยังคงเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้ สายลมเย็นเอื่อยพัดพาใบไม้ให้ไหวลู่ไปตามจังหวะ เสียงลมพัดผ่านใบไม้ดังกรูดกราดเหมือนเพลงเบา ๆ แสงแดดอ่อน ๆ ในยามบ่าย ใบหญ้าเปล่งประกายสีเขียวสดใสเมื่อกระทบกับแสง แสงแดดที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้กระจายเป็นแสงเงาสลับบนพื้นดิน ในระหว่างทางพวกเขาได้ปรึกษากันเกี่ยวกับส่วนประกอบต่าง ๆ จนได้ข้อสรุปว่าจะหาส่วนประกอบทั้งหมด 3 อย่าง นั่นคือ
1.เห็ดพิษ ให้ความสามารถในลักษณะของพิษ
2.ดอกหางหงส์มรณะ ให้ความสามารถในด้านความรุนแรงของพิษที่เพิ่มมากขึ้น
3.ยอดเถาวัลย์ปีศาจ ให้ความสามารถในความคล่องตัวและด้านการคุมศัตรู
ส่วนลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ จะใช้ลูกไฟของอสูรศาสตรา ตะขาบทมิฬ ในการหลอมเกราะอาวุธ ถึงแม้ว่าจะเป็นอสูรศาสตราที่มีระดับต่ำ แต่ตะขาบทมิฬก็มีพิษร้ายแรงและมีเกราะแข็งไว้ป้องกันการโจมตีได้ดีในระดับนึง มักพบเห็นง่ายในที่มืด เช่น ถ้ำใต้ภูเขา ประกอบกับเวลาอันน้อยนิดที่พวกเขามีในการออกล่า แล้วเดินทางกลับไปยังฐานทัพทหารก่อนค่ำ
เมื่อตกลงกันได้แล้ว พวกเขามุ่งหน้าออกตามหาส่วนประกอบทันที เนื่องจากส่วนประกอบแต่ละอย่างเป็นส่วนประกอบระดับต่ำและมักพบได้ไม่ยาก ในการตามหาส่วนประกอบ พวกเขาใช้เวลาอยู่ไม่นานนัก ก็สามารถหาเห็ดพิษและดอกหางหงส์มรณะได้แล้ว
จากนั้น พวกเขามุ่งหน้าเดินทางลึกเข้าไปในป่า ต่อมาพวกเขาได้พบกับเครือเถาวัลย์ปีศาจ และได้เกิดการปะทะกันขึ้น ด้วยความร่วมมือของพวกเขาทุกคน ทำให้สามารถจัดการเถาวัลย์ปีศาจลงได้ และตอนนี้พวกเขาก็ได้ส่วนประกอบมาครบทั้ง 3 อย่าง เพื่อที่จะเตรียมหลอมเกราะอาวุธระดับแรกให้ยุพินแล้ว เหลือแค่ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณเป็นอย่างสุดท้าย
เอก : ตอนนี้ พวกเราก็ได้ส่วนประกอบมาครบแล้ว
เขากล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทำให้คนอื่น ๆ ต่างก็มองไปที่ส่วนประกอบที่พวกเขาได้หามาจนครบ ก่อนที่รำพาจะพยักหน้าและยิ้มให้เอก
รำพา : ใช่ ๆ
ยุพิน : เฮ้อ.. ก็ไม่ได้หายากเท่าไหร่นิ
เมื่อกล่าวจบเธอยื่นมือท้าวเอวข้างหนึ่งและมองไปที่ส่วนประกอบทั้งสามอย่างที่ได้มาอย่างง่ายดาย โดยที่เธอแทบไม่ต้องออกแรงอะไร ทิศใต้ที่เห็นแบบนั้น จึงกล่าวแทรกขึ้นตัดบท
ทิศใต้ : ของพวกนี้เป็นของระดับต่ำ จะหาง่ายก็ไม่แปลกหรอก แต่อย่างสุดท้ายนี้สิ ที่จะยากของจริง
ทิวที่ได้ยินแบบนั้น ก้มหน้าลงเล็กน้อย นิ้วมือของเขาแตะไปที่ปลายคางราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แล้วจึงกล่าวขึ้น
ทิว : ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ สิ่งนี้ต้องได้จากการฆ่าอสูรศาสตราเท่านั้นสินะครับ
ทิศใต้ : อืม ถูกต้อง
กล้า : แต่.. ตอนนี้พวกเราต้องรีบกันหน่อยนะทุกคน นี่ก็ใกล้ค่ำล่ะ
กล้ากล่าวขึ้น เพื่อให้เตือนสติให้พวกเขาตระหนักถึงเวลาที่มี คนอื่น ๆ ที่ได้ยินแบบนั้น ก็พยักหน้าตอบรับ หลังจากนั้น พวกเขาก็เร่งฝีเท้าออกเดินทางต่อทันที
ณ ตีนเขาแห่งหนึ่ง พวกเขาเดินไปตามตีนเขา เพื่อมองหาถ้ำใต้ดินกันอยู่นาน จนใกล้ถึงช่วงพลบค่ำ แต่พอเดินไปเรื่อย ๆ ก็เขาก็พบกับหุบเหว ที่มีลักษณะเป็นรอยแยกของพื้นดินที่มีความชันเล็กน้อย แต่ช่องนั้นลึกลงไปใต้ภูเขา ทุกคนหันมามองหน้าของกันและกันแต่ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา ราวกับว่าพวกเขาต่างก็รู้กันอยู่แล้วว่าต้องทำยังไง ก่อนจะกระโดดลงไปที่ก้นเหว
ภายใต้ก้นเหวพวกเขาเริ่มเดินลึกลงไปในตามทางยาวของเหว แสงรอบตัวเริ่มมืดและเย็นลงอย่างรวดเร็ว สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเครือเถาวัลย์ที่ห้อยระโยงระยางอยู่ด้านบนให้แกว่งไปมาเล็กน้อย มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกที่กระทบลงบนพื้นดินดังเป็นจังหวะก้อง ๆ ไปทั่ว
ท่ามกลางบรรยากาศที่วังเวง ทิศใต้ที่สังเกตเห็นร่องรอยบางอย่าง เขาจึงนั่งลงและมองใกล้ ๆ พบว่า รอยมีลักษณะเป็นรอยตามแนวคู่เป็นเส้นยาว ทับซ้อนกันไปมาซึ่งสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นรอยเท้าของตะขาบทมิฬ ที่เป็นอสูรศาสตราที่พวกเขากำลังตามหา ถ้าใช่นั่นแสดงว่าพวกเขามาถูกทางแล้ว
ทิศใต้ : ดูจากรอยเท้านี่แล้ว น่าจะเป็นตะขาบแน่
ทิศใต้กล่าวขึ้น เขาพลางไปรอบ ๆ พื้นที่ พยายามสังเกตหาร่องรอยบนผนังที่เป็นรูเล็ก ๆ คู่กันไป นั่นบ่งบอกว่าตะขาบทมิฬตัวเคลื่อนไหวไปทางไหน ยุพินที่เห็นแบบนั้นจึงกล่าวตอบไป
ยุพิน : ก็น่าจะใช่
รำพา : พี่ทิศใต้บอกว่าอสูรศาสตราตัวนั้น มักจะอาศัยในที่มืดใต้ดิน ที่นี่ก็น่าจะต้องมีแน่ ๆ
กล้า : อืม พวกเรามาถูกทางแล้ว รีบไปต่อกันเถอะ
คนอื่น ๆ ที่ได้ยินแบบนั้น ก็พยักหน้าตอบรับแล้วรีบเดิน พวกเขาเดินลึกลงไปมากขึ้นเรื่อย ๆ บรรยากาศในถ้ำเย็นและชื้น เสียงลมพัดผ่านเป็นระยะ ๆ สะท้อนความวังเวงที่ก้นเหวแห่งนั้น ความมืดครอบงำทุกพื้นที่ มีเพียงแสงที่ส่องจากข้างบนลงมาอย่างสลัว ๆ
ทิว : พี่กล้า.. ถ้าพวกเราต้องเจอตะขาบทมิฬจริง ๆ แล้วต้องรับมือกับมันยังไงบ้างล่ะ
กล้า : ตะขาบทมิฬมีพิษ แต่ก็ใช่ว่ามันจะโจมตีด้วยพิษเสมอไป นอกจากนี้มันยังมีการโจมตีด้วยการกัดที่แรงพอจะฉีกเหยื่อให้ขาดออกเป็นสองส่วนได้ในการกัดเพียงครั้งเดียวได้อีก
รำพา : น่ากลัว!!
ทิศใต้ : เท่านั้นยังไม่พอหรอกนะ ยังมีอย่างอื่นอีกแต่ก็ระวังไว้ด้วยละ ส่วนลำตัวที่เป็นปล้อง ๆ ของมันเป็นเกราะที่แข็งมากพอ ถ้าโดนฟาดเข้าจัง ๆ ก็อาจทำให้บาดเจ็บได้
ทิว : ถ้าอย่างงั้น.. ต้องโจมตีจุดไหนถึงจะได้ผลบ้างหรอครับ
ทิศใต้ : จุดอ่อนของมันแทบไม่มี ทางที่ดีคือต้องโจมตีที่ขาของมันก่อน จะทำให้มันเคลื่อนไหวได้ยาก ต่อจากนั้นก็ค่อยหาจังหวะโจมตีที่หัวของมัน
ในขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้น เสียงสวบสาบก็ดังขึ้นในความมืดด้านหน้า ทุกคนหยุดนิ่งทันที สายตาจับจ้องไปยังที่มาของเสียง ทิวเป็นคนเดียวที่ไม่มีศาสตราวุธให้กลุ่ม เขาค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ ไปอยู่ด้านหลังกล้า ขณะที่ยุพินก้าวถอยหลังเล็กน้อยอย่างระวังตัว
ทิศใต้ : ทุกคนระวังตัวให้ดี
กล้า : มันมาแล้ว!
ทันใดนั้น ร่างยาวเป็นปล้องของตะขาบทมิฬค่อย ๆ โผล่พ้นออกมา ลำตัวของมันเป็นปล้องสีดำเข้ม ขนาดลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร ดวงตาสีแดงสองดวงจ้องตรงมาที่กลุ่ม เสียงขาหลายคู่เสียดสีกับพื้นหินดังเป็นจังหวะ แต่ว่าตะขาบทมิฬไม่ได้อยู่ตัวเดียวอย่างที่พวกเขาคาดคิดเอาไว้ พวกมันอยู่กันหลายสิบตัว ทั้งไต่ยั้วเยี้ยมาตามทางพื้นดินและผนังด้านข้าง
ทิศใต้ : โจมตีเลย!
สิ้นเสียงนั้น การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น ทิศใต้จึงเปลี่ยนร่างเป็นพยัคฆ์ไพรอัมพันแล้วพุ่งกระโจนเข้าไป เขาพยายามทิ้งน้ำหนักตัวไปที่เท้า และใช้อุ้งเท้ากดให้หัวของตะขาบทมิฬแนบกับพื้น ก่อนจะกัดไปที่ซอกคอ และฉีกดึงให้หัวกับตัวขาดออกจากกัน ส่วนยุพินเธอก็ได้เปลี่ยนร่างกลับเป็นนาคามรกต
จากนั้น เธอหมุนตัวไปรอบ ๆ พยายามใช้ลำตัวฟาดตะขาบทมิฬให้กระเด็นออกไป ก่อนที่จะตามไปกัดและปล่อยพิษใส่ จนตะขาบทมิฬตายไปในที่สุด ตามมาด้วยรำพาที่ใช้ความสามารถของเกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 พายุปิ่นกลีบบัว นิโลบลจำนวนมากโจมตีออกไปในทิศที่ต้องการ และเหมือนกับว่าความสามารถเกราะอาวุธของรำพาจะโจมตีเจาะเกราะได้ ทำให้ทะลุผ่านเกราะตามลำตัวของมันและสามารถสังหารตะขาบทมิฬได้เป็นจำนวนมาก
ในขณะที่ทิวยืนอยู่ด้านหลัง ถึงแม้ว่าเขาไม่มีศาสตราวุธไว้สู้เหมือนกับคนอื่น ๆ เขาจึงได้แต่พยายามวิ่งหลบการโจมตีของตะขาบทมิฬไปเรื่อย ๆ จนเขาเริ่มที่จะเหนื่อยล้า เขาได้ไปยืนเอามือค้ำไปที่ผนังของเหว แต่ทิวไม่ทันสังเกตว่ามีตะขาบทมิฬตัวหนึ่งไต่ออกมาจากโพรงข้าง ๆ เขา ในขณะที่อันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวทิวมากขึ้นเรื่อย ๆ กล้าที่สังเกตเห็นทัน เขาจึงรีบวิ่งไปผลักทิวได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะกลับไปโจมตีใส่ตะขาบทมิฬด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม ชกเข้าไปที่ตะขาบทมิฬตัวนั้น ด้วยความสามารถนี้เป็นการโจมตีที่มองข้ามการป้องกันในระดับกลาง ทำให้ตะขาบทมิฬตัวนั้นตายไปในที่สุด ในตอนนั้น ทิวที่ถูกผลักให้กระเด็นออกไป เขาค่อย ๆ พยุงตัวให้ลุกขึ้น กล้ารีบวิ่งเข้าไปหาทิวทันที
กล้า : เอ็งเจ็บตรงไหนบ้างล่ะไอ้ทิว
ทิว : ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณพี่มาก
กล้า : อืม…
จากนั้น พวกเขาทั้งสองค่อย ๆ กวาดสายตาไปรอบ ๆ พบว่าตะขาบทมิฬถูกสังหารไปหมดแล้ว ทิศใต้ที่เห็นแบบนั้น เขาถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้น
ทิศใต้ : หมดซะที…
เอก : นี่แค่เป็นอสูรศาสตราระดับต่ำ ๆ นะเนี่ย ยังทำให้เหนื่อยได้ขนาดนั้น ถ้าระดับสูง ๆ นี่ไม่ต้องพูดถึง…
รำพา : แล้ว… พวกเราฆ่าตะขาบทมิฬได้แล้ว จะเอาลูกไฟของพวกมันได้ยังไงล่ะคะพี่ทิศใต้
ทิศใต้ : ก็ไม่เห็นจะยาก
หลังจากที่ทิศใต้กล่าวจบ เขาก็เปลี่ยนร่างกลับเป็นมนุษย์แล้วเดินตรงไปที่ตะขาบทมิฬตัวหนึ่งที่ตายแล้ว ก่อนจะยื่นมือเข้าไปเหนือตัวของตะขาบทมิฬ ไม่นานต่อมาก็มีเปลวไฟค่อย ๆ ลุกไหม้ขึ้นที่ตัวของตะขาบทมิฬทั้งหมด เปลวไฟค่อย ๆ เผาร่างนั้นให้หายไป ในไม่กี่วินาทีต่อมาไฟก็ไหลไปรวมตัวกันอยู่ในจุดเดียวและเกิดเป็นลูกไฟขนาดเล็ก ลอยขึ้นมาเหนือพื้นดิน แล้วทิศใต้จึงนำเอาลูกไฟไปให้กับยุพิน
ทิศใต้ : เอานี่ เอ็งเอาลูกไฟแห่งจิตวิญญาณไป แล้วเผารวมกันกับส่วนประกอบที่หามาได้ จากนั้นให้เอาลูกไฟที่เผารวมกันแล้ว ไปใส่ไว้ในเกราะอาวุธของเอ็งซะ
ทิศใต้กล่าวจบเขาก็ยื่นลูกไฟวิญญาณให้กับยุพิน แต่ดูเหมือนกับว่าเธอจะไม่อยากได้ลูกไฟของตะขาบตัวนั้น การกระทำนั้นทำให้ยุพินรู้สึกว่าเธออ่อนแอที่สุดและดูด้อยกว่าคนอื่น ๆ เธอยืนเชิดหน้าใส่ทิศใต้ ก่อนที่ยุพินจะกล่าวขึ้น
ยุพิน : ข้าไม่เอา… เอ็งอย่ามาสั่งข้า ข้าไม่ชอบ
ทิศใต้ : อย่าเรื่องมากน่ายุพิน!
ยุพิน : ไม่… ข้าไม่ชอบลูกไฟของตัวนั้น ข้าจะเอาของตัวอื่น
ทิศใต้ : จะตัวไหนมันก็เหมือน ๆ กันไปหมดล่ะน่า พวกมันก็ตะขาบทมิฬเหมือนกัน…
กล้า : เอาน่ายุพิน เอ็งก็เลือกเอาสักตัว พวกเรามีเวลาไม่มากนัก มันใกล้จะค่ำแล้ว
กล้ากล่าวขึ้น ทำให้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น ยุพินที่เอามือกอดอกอยู่ปล่อยมือออก แล้วเดินออกไปจากตรงนั้น
ยุพิน : งั้นข้าจะเอาลูกไฟของตะขาบทมิฬที่ข้าฆ่ามันเองดีกว่า…
ทิศใต้ : ชิ.. ก็แล้วแต่เอ็ง
หลังจากนั้น ยุพินเดินตรงไปหาตะขาบทมิฬอีกตัวที่เธอได้ฆ่าเอง แล้วจึงหยิบเอาลูกไฟของมันมา จากนั้นทำการเผารวมกับส่วนประกอบอื่น ในตอนที่เธอกำลังจะเผาส่วนประกอบอื่น ๆ อยู่ จู่ ๆ ก็มีเสียงสวบสาบดังมาอีกครั้งจากทางที่ลึกลงไปใต้ดิน ทำให้ทุกคนหยุดนิ่งทันที บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดไปในทันที แม้ทิศใต้ที่มีระดับของเกราะอาวุธมากที่สุด ยังรู้สึกกลัวจนต้องก้าวถอยหลังมาอยู่ใกล้ ๆ กับคนอื่น ๆ
ทันใดนั้น ร่างของมันก็โผล่พ้นออกมาจากที่มืด ปรากฏว่านั่นคือตะขาบทมิฬอีกตัวหนึ่ง ซึ่งมันทำให้ทุกคนที่เห็นต่างพากันตาค้าง เนื่องจากขนาดของมันใหญ่กว่าตัวที่เขาฆ่าไปก่อนหน้านี้หลายเท่าตัว
กล้า : ตัวอะไรวะนั่น…
ทิศใต้ : ฉิบหายแล้ว! นั่นน่าจะเป็นตัวแม่มันรึเปล่าน่ะ!!
สิ้นเสียงนั้น ตะขาบทมิฬก็ยกตัวขึ้นสูง ดวงตาแดงก่ำของมันฉายแววเกรี้ยวกราดก่อนจะคำรามออกมา แล้วพุ่งตัวเข้าไปโจมตีใส่พวกเขาทันที ทำให้แต่ละคนต้องกระโจนหลบออกไปคนละทาง ทิวที่กำลังจะพยุงตนเองขึ้น แต่ไม่ทันจะได้ขยับตัวตะขาบทมิฬตัวนั้นก็พุ่งเข้าไปโจมตีเขาทันที
กล้าที่อยู่ไม่ห่าง เขารีบวิ่งมาใช้มือชกไปที่หัวของตะขาบทมิฬอย่างแรง ทำให้มันกระเด็นออกไปในระยะหนึ่ง ทำให้คนอื่นเริ่มตั้งตัวได้
ทิศใต้ : อย่าให้มันตั้งตัวได้! โจมตีมันพร้อมกัน!
หลังจากนั้น กล้าและทิศใต้รีบเข้าประกบซ้ายขวา พุ่งเข้าโจมตีตะขาบทมิฬพร้อมกัน แต่เกราะลำตัวที่หนาของมันกลับทนทานต่อการโจมตีระดับกลางได้สบาย มันม้วนตัวเข้าหาและฟาดลำตัวใส่พวกเขาอย่างแรงจนทั้งสองกระเด็นไปชนผนังถ้ำ
รำพาได้ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 พายุปิ่นกรีบบัว อีกครั้ง แต่เหมือนกับว่าการโจมตีของเธอจะไร้ผล เนื่องจากเกราะตามลำตัวของตะขาบทมิฬตัวนี้หนาเกินไป แต่มันทำให้ตะขาบทมิฬหันไปโจมตีเธอทันที แต่วินาทีนั้น เอกก็ได้วิ่งเข้ามาใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 1 เกราะมหิงสาคุ้มกัน เพื่อรับการโจมตีของตะขาบทมิฬไว้ให้รำพา การโจมตีของตะขาบทมิฬตันนี้รุนแรงมาก มันฟาดลำตัวมาใส่เขาอย่างบ้าคลั่งทำให้เขาค่อยถอยหลังไปเรื่อย ๆ และรอยร้าวที่อยู่บนเกราะของเขาเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ตะขาบทมิฬโจมตีมาอย่างไม่หยุดยั้ง
ทิว : เอก! เกราะเอ็งร้าวมากขึ้นแล้ว อย่าฝืนเลย!
ทิวที่เห็นท่าว่าหากเอกรับการโจมตีไปนาน เกราะอาวุธของเอกอาจจะแตกได้ ในขณะที่ตะขาบทมิฬกำลังจะโจมตีอีกครั้ง ทิวรวบรวมความกล้าและหาจังหวะ รีบวิ่งไปดึงตัวเอกและรำพาออกมาจากแนวการโจมตีของตะขาบยักษ์ในจังหวะสุดท้าย
ตะขาบทมิฬเห็นว่าศัตรูสามารถหลบการโจมตีไปได้ มันจึงคำรามออกมาด้วยความแค้น เสียงสะท้อนไปในหุบเหว
ทิศใต้ : ทุกคนฟัง! พวกเราต้องโจมตีพร้อมกัน แต่ต้องเน้นจุดอ่อนของมันเท่านั้น!
กล้า : แล้วจุดอ่อนของมันคืออะไรล่ะ ตามตัวมันมีแต่เกราะเต็มไปหมดเลย
ทิศใต้มองร่างมหึมาที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างระมัดระวัง เขาสังเกตเห็นช่วงข้อต่อระหว่างลำตัวของตะขาบ ซึ่งเป็นจุดที่เกราะแข็งไม่ได้ครอบคลุมเต็มที่ พวกเขาอาจจะใช้จุดนั้นในการโจมตีเพื่อให้มันอ่อนแอลงได้
ทิศใต้ : ตรงข้อต่อลำตัวนั่นแหละ! มันป้องกันไม่หนาเท่าจุดอื่น หากพวกเราโจมตีให้ตรงนั้นพร้อมกัน มันอาจจะทำให้มันบาดเจ็บได้
รำพา : ใช่ และมันก็ไม่ใช่เป้านิ่งให้พวกเราโจมตีด้วยค่ะ!
ทิว : บางที! ข้าอาจช่วยเบี่ยงความสนใจมันให้
เอก : เอ็งจะบ้าหรอ มันเสี่ยงเกินไป!
ทิว : ไว้ใจข้าเถอะ ข้าทำได้
เอก : ไม่ได้นะไอ้ทิว ข้าจะเป็นตัวล่อเอง ข้าทนรับการโจมตีได้ดีกว่าน่า!
การถกเถียงระหว่างพวกเขาถูกขัดจังหวะเมื่อเสียงฟาดหินดังสนั่น ตะขาบทมิฬพุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เร็วกว่าก่อนและได้พุ่งชนทุกคน พวกเขากระเด็นออกไปคนละทาง และยังไปกระแทกกับผนังของเหวอย่างแรงจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทำให้ยุพินเริ่มรู้สึกโกรธมาก เธอได้ลุกขึ้นและวิ่งตรงไปที่ตะขาบทมิฬยักษ์ที่อยู่เบื้องหน้า
ขณะที่เปลวไฟสีเขียวที่ลุกโชนบนร่างของเธอ ก่อนจะเปลวไฟจะดับลงแล้วร่างของเธอกลับกลายเป็นนาคามรกตอีกครั้ง เธอเลื้อยไปที่ตะขาบทมิฬตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะดีดตัวเข้าไปสู้กับตะขาบทมิฬซึ่ง ๆ หน้า ในด้านขนาดตัว ตะขาบทมิฬนั้นมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่ายุพินในร่างของนาคามรกตเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เสียเปรียบมาก
ทันใดนั้นยุพินเริ่มจู่โจมโดยการพุ่งตัวเข้าหาเพื่อหวังว่าจะฉกไปที่ลำตัวของมัน ทำให้ตะขาบทมิฬต้องยกลำตัวขึ้นหลบ ยุพินจึงให้ลำยาว ๆ ของเธอฟาดไปที่ใต้ท้องของตะขาบทมิฬ ทำให้มันกระเด็นหงายท้อง ไม่ทันที่ตะขาบทมิฬจะได้ตั้งตัว ยุพินกัดลงที่ข้อต่อลำตัวของมันใกล้ส่วนหัว ฟันแหลมคมของเธอแทรกลงไปในเกราะที่บางกว่า
แกร๊บ... เสียงกระแทกของฟันกับเกราะบนลำตัวของตะขาบทมิฬดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด พิษสีเขียวเข้มถูกปล่อยออกจากเขี้ยวของเธอ แทรกซึมเข้าสู่ร่างผ่านทางเนื้อเยื้ออ่อนๆระหว่างปล้องลำตัว มันเริ่มดิ้นอย่างรุนแรงมากขึ้น ร่างกายบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน
หลังจากนั้น ยุพินลัดลำตัวของตะขาบทมิฬไว้แน่นมากขึ้น ก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมาเธอจะกระชากหัวของตะขาบทมิฬให้ขาดออกจากตัว ร่างใหญ่ของตะขาบทมิฬหยุดนิ่งในทันที ก่อนจะร่วงลงสู่พื้นดินที่เปื้อนเลือดปนพิษสีเขียว แล้วเธอจึงค่อย ๆ คลายลำตัวออกและเปลี่ยนกลับเป็นร่างมนุษย์ ก่อนจ้องมองร่างไร้วิญญาณของอสูรศาสตราที่เธอเพิ่งสังหารไป แล้วกล่าวขึ้น
ยุพิน : เป็นแค่อสูรศาสตราระดับต่ำ มีหน้าอะไรมาทำร้ายพวกพ้องของข้า ตายไปซะ…
เมื่อกล่าวจบยุพินใช้เท้าเย็นเยียบลงไปที่ซากของตะขาบทมิฬด้วยความโกรธ เธอจะถอนหายใจและหันหลังเดินไปหาสหายที่นอนบาดเจ็บกระจายตัวอยู่ แล้วค่อย ๆ พยุงร่างเพื่อน ๆ ของพวกเธอให้ลุกขึ้นทีละคน
ยุพิน : ทุกคน ไม่เป็นไรกันใช่ไหม…
ทิศใต้ : ใช่ แค่นี้สบายมาก
กล้า : เด็ก ๆ เจ็บตรงไหนกันบ้างรึเปล่า
ทิว : ข้าไม่เป็นไรพี่กล้า
เอก : ข..ข้าก็ไม่เป็นไร
รำพา : ข้าก็เหมือนกัน แต่ว่า…ตะขาบทมิฬตัว ตายแล้วจริง ๆ น่ะหรอ…
รำพาจ้องมองร่างของตะขาบทมิฬที่แน่นิ่งอยู่บนพื้น เลือดและพิษสีเขียวไหลนองเต็มไปหมด เธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แผ่วเบา
รำพา : ตะขาบทมิฬตัวนี้เป็นอสูรศาสตราระดับต่ำ ยังดุร้ายได้ขนาดนี้เลยหรอ
ทิศใต้ : ดูท่าแล้ว อสูรศาสตราตัวนี้น่าอยู่ระหว่างการเลื่อนระดับ น่าจะเป็นระดับต่ำไปสู่ระดับกลางได้
เอก : อสูรศาสตรามีระดับด้วยหรอครับ
เอกกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย ทิศใต้พยักหน้าก่อนจะกล่าวตอบ
ทิศใต้ : ใช่ อสูรศาสตราก็มีระดับไม่ต่างจากมนุษย์ แต่จะมีสามระดับ คือ ระดับต่ำ ระดับกลางและระดับสูง แน่นอนว่า อสูรศาสตราแต่ละระดับก็จะมีความแข็งแกร่งแตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละระดับก็ใช้หลอมเกราะอาวุธตามระดับของเกราะเลย
รำพา : อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ
ยุพินเดินเข้าไปใกล้ร่างของตะขาบทมิฬ เธอยื่นมือออกไปเหนือร่างของมัน เปลวไฟสีลุกโชนขึ้นจากฝ่ามือของเธอ ไฟค่อย ๆ เผาร่างของตะขาบทมิฬจนสลายหายไป หลังจากนั้น เปลวไฟทั้งหมดก็มารวมกันกลายเป็นลูกไฟที่ส่องแสง ลอยอยู่บนฝ่ามือของเธอ ในขณะนั้นทิวที่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ เกิดความสงสัยเกี่ยวกับลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ ด้วยเหตุที่ว่าสิ่งนั้นคือ ลูกไฟ แต่ยุพินกลับถือมันไว้ในมือได้ โดยไม่รู้สึกอะไร ทั้ง ๆ ที่มันควรจะร้อน ทิวจึงถามออกไป
ทิว : นั่นคือ… ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณของตะขาบทมิฬ มันเป็นลูกไฟ… พี่ยุพินไม่รู้สึกร้อนหน่อยหรอครับ
ยุพิน : หืม..ไม่เลยนะ
ทิศใต้ : มันจะทำให้รู้สึกร้อนกับสิ่งอื่น ที่ไม่มีพลังเวทศาสตราเท่านั้น อย่างเช่นคนธรรมดาเป็นต้นเลยล่ะ
ทิว : นั่นแสดงว่า ข้าไม่มีศาสตราวุธ ข้าก็ไม่สามารถจับลูกไฟแห่งจิตวิญญาณได้ใช่ไหม
ทิศใต้ : อืม ใช่…
เมื่อได้ยินแบบนั้น แล้วทำให้ทิวมีสีหน้าหมองลงทันที ดวงตาของเขาหลุบต่ำลงราวกับรู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ กล้าเดินเข้ามาใกล้ ตบไหล่น้องชายของเขาเบา ๆ เพื่อปลอบใจ
กล้า : ไม่เป็นไรหรอกไอ้ทิว ถึงไม่มีศาสตราวุธเอ็งก็ยังเป็นน้องพี่อยู่ดีนั่นแหละน่า
เอก : เอาน่าไอ้ทิว ถึงแม้ว่าเอ็งจะไม่มีศาสตราวุธเอ็งก็ทำหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างได้นะ
คำพูดแบบนั้น ทำให้ทิวมีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย แม้ยังคงมีเงาของความกังวลอยู่บ้าง แต่กำลังใจก็เริ่มกลับมา ส่วนยุพินที่ยืนมองดูพวกเขาอย่างเงียบ ๆ ก่อนเห็นว่าสีหน้าของทิวดูดีขึ้น เธอจึงหันมาที่ลูกไฟในมือ เธอค่อย ๆ นำส่วนประกอบมาเผารวมกับลูกไฟแห่งจิตวิญญาณตะของขาบทมิฬทีละอย่าง ทุกคนยืนมองเปลวอยู่ห่าง ๆ จนยุพินสามารถเผาส่วนประกอบทั้งหมด
หลังจากนั้น เธอได้นำลูกไฟที่เผารวมกับส่วนประกอบทั้งหมดครบแล้ว ยุพินได้นำลูกไฟไปหลอมเกราะอาวุธส่วนแขนซ้ายเป็นเกราะระดับแรก ในขณะที่เธอนำลูกไฟเข้าไปใกล้ ๆ แขนของเธอพร้อมแสดงเกราะอาวุธออกมา ทันทีที่ลูกไฟสัมผัสกับเกราะอาวุธโปร่งแสงที่เรืองแสงสีทองอ่อนบนแขนซ้ายของเธอ เปลวไฟค่อย ๆ ไหลซึมเข้าไปในเกราะทีละน้อย เปลวไฟค่อย ๆ ไหลเข้าไปเป็นสาย เกราะอาวุธที่เดิมทีเป็นเกราะที่มีลักษณะโปร่งใสและเรืองแสงเป็นสีทองอ่อน ๆ ที่สามารถมองทะลุผ่านได้
ในขณะที่เกราะอาวุธถูกดูดซึมลูกไฟแห่งจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์ เกราะอาวุธบนแขนซ้ายของยุพินก็เริ่มเปล่งแสงเจิดจ้า ส่องสว่างไปทั่วทั้งบริเวณและแสงสว่างค่อย ๆ มอดลงอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเกราะ เกราะอาวุธที่เคยโปร่งใสและเรืองแสงบางเบาได้กลายเป็นเกราะเหล็กสีทองที่เปล่งประกาย สลักลวดลายต่าง ๆ วิจิตร ยุพินมองเกราะอาวุธที่ปรากฏอยู่บนแขนของเธอ รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏบนใบหน้าขณะที่เธอขยับแขนเล็กน้อย
ทิศใต้ : เอ็งหลอมเกราะอาวุธได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว นั่นคือเกราะอาวุธของเอ็ง
รำพา : โอ้โห… พี่ยุพิน เกราะอาวุธของพี่สวยมาก ๆ เลยนะคะ
ทิว : สวยมากจริง ๆ ครับ
ยุพินพยักหน้าเล็กน้อย เธอไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม แต่มือของเธอลูบเบา ๆ ไปบนเกราะอาวุธของเธออย่างเบามือ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความภูมิใจ
กล้า : เอ็งได้เกราะอาวุธมาแล้ว ยังต้องมาลุ้นอีกว่าความสามารถของเกราะอาวุธของเอ็งจะเป็นอะไร
เอก : จริงด้วยครับ หลังจากที่หลอมเกราะอาวุธได้แล้ว ความสามารถของเกราะอาวุธก็สำคัญมากเลยนะครับ
ทิศใต้ : เจ้าหนูนั่น พูดถูกนะยุพิน..
ยุพินยกสายตาขึ้นจากเกราะ หันมองกล้าและเอก เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังขบคิดบางสิ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่มั่นใจ
ยุพิน : งั้นข้าจะลองดู
คำพูดของเธอหนักแน่นแต่เรียบง่าย เธอมองไปรอบ ๆ กลุ่มคนอื่น ๆ ด้วยสายตาแน่วแน่ ทุกคนต่างพยักหน้าให้ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปเพื่อเปิดพื้นที่ให้เธอ ยุพินค่อย ๆ ยกแขนซ้ายที่สวมเกราะขึ้น นิ้วมือเรียวยาวและปลายเล็บสีแดงของเธอขยับเล็กน้อยอย่างสง่างาม ในวินาทีนั้น ร่างโปร่งใสเรืองแสงของ นาคามรกต ขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นด้านหลังเธอ มันส่องประกายระยิบระยับราวกับแก้วผลึกที่มีชีวิต นัยน์ตาของเธอเต็มไปด้วยความตั้งใจ แล้วเริ่มขยับมือแกว่งไปมาช้า ๆ เงาของนาคามรกตก็เคลื่อนไหวตามอย่างเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางความเงียบ นาคามรกตที่เรืองแสงค่อย ๆ เคลื่อนตัวตามการกวาดมือของเธอ
ยุพิน : ลองดูพลังนี้หน่อยสิ… ความสามารถอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ
เธอกล่าวขณะยกมือขึ้นอีกครั้ง และกวาดไปด้านหน้า นาคามรกตอ้าปากกว้าง ก่อนจะพ่นพิษสีเขียวมรกตออกมา พิษพุ่งเป็นสายไปยังซากของ ตะขาบทมิฬ ที่พวกเขาสังหารไว้ก่อนหน้านี้ ทันทีที่พิษกระทบซากของตะขาบทมิฬเหล่านั้น ก็เกิดไฟสีเขียวลุกโชยขึ้นมาทันที ก่อนที่ซากจะสลายไปในชั่วพริบตา ทุกคนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
เอก : สุดยอด…
รำพา : สุดยอดมากเลยค่ะพี่ยุพิน!
กล้า : นาคามรกตเดิมทีมีพิษที่รุนแรงอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เมื่อได้เกราะอาวุธเสริมเข้าไป ความรุนแรงของพิษก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น เอ็งสังเกตไหม พิษของเอ็งรุนแรงจนขนาดที่ว่าซากของตะขาบทมิฬที่มีเกราะแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นยังสลายไปทันทีที่โดนพิษ
ยุพินไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงพยักหน้าเบา ๆ และอมยิ้มเล็ก ๆ สีหน้าของเธอแฝงความภาคภูมิใจและมุ่งมั่น เธอยืนเงียบฟังคำพูดของกล้าอย่างตั้งใจ
กล้า : เท่านั้นยังไม่พอ เอ็งเข้าใจใช่ไหมว่าตะขาบทมิฬไม่ได้มีดีแค่พิษ มันยังมีพละกำลังที่ทนทานต่อการโจมตีได้ในระดับนึง ความสามารถแบบนั้นถือว่าไม่เลวเลยล่ะข้าว่า
รำพาและเอกพยักหน้าเห็นด้วย ส่วนยุพินยังคงฟังอย่างเงียบ ๆ สายตาของเธอมองไปยังใบหน้าทุกคนฉายแววมั่นคง หลังจากนั้นทิศใต้ก็กล่าวขึ้น
ทิศใต้ : เอาละ นี่ฟ้าก็มืดเข้าเต็มทีล่ะ พวกเรารีบกลับไปที่ฐานทัพทหารกันก่อนเถอะ
ทุกคนหันไปมองแล้วพยักหน้าตอบรับ หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินขึ้นจากหุบเหว แสงสุดท้ายของวันลับหายไปเบื้องหลัง ขณะที่พวกเขามุ่งหน้ากลับฐานทัพทหาร เสียงฝีเท้าบนทางเดินหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ณ ฐานทัพทหาร เสียงสุนัขเฝ้ายามเห่าขานต้อนรับผู้มาเยือน บรรยากาศของฐานทัพทหารที่คุ้นเคยช่วยทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย แสงจากโคมไฟในฐานทัพเริ่มปรากฏขึ้นที่ปลายสายตา หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินไปที่โรงนอน ก่อนจะทิ้งตัวหลับลงด้วยความเหนื่อยล้า