ในระหว่างทางที่พวกเขากำลังออกเดินทางเพื่อตามหาส่วนประกอบ บรรยากาศในป่าใหญ่ยังคงเงียบสงบเช่นเคย สายลมอ่อน ๆ พัดพากิ่งไม้ใบหญ้าพลิ้วไสวไปตามลม
ขณะนั้น พวกเขาได้พูดคุยกันถึงเรื่องความสามารถของเกราะอาวุธที่รำพาต้องการ ซึ่งความสามารถของเกราะอาวุธที่เธอสนใจ เป็นเรื่องความเร็วในการโจมตีและความแม่นยำในการโจมตี ทิศใต้ได้แนะนำส่วนประกอบในการหลอมเกราะอาวุธของเธอทั้งหมด 3 อย่าง ได้แก่
1. กลีบดอกแก้วสุวรรณ ให้ความสามารถในด้านความเร็วในการโจมตีได้อย่างมาก ซึ่งต้นแก้วสุวรรณจะเกิดอยู่ในถ้ำใหญ่ที่ลึกและมืด แต่ถ้ำลักษณะนี้มักอยู่บริเวณแถบตีนเขา
2. เครือนางไม้ ให้ความสามารถในด้านความเร็วในการเคลื่อนที่และลดสถานะชะลอได้อีก โดยมักจะพบได้ทั่วไปในป่าลึก
3. ผลึกเนตรเทพาน ให้ความสามารถในด้านของการโจมตีที่แม่นยำมากขึ้น และยังต่อต้านสถานะอำพรางตาได้ในระดับกลางได้ โดยมักจะติดอยู่ที่กลางหัวของหมาป่าเทพาน เปรียบเสมือนตาดวงที่สามของพวกมัน
ส่วนลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ จะใช้ลูกไฟของ หมาป่าเทพาน ซึ่งเป็นอสูรศาสตรา ระดับกลาง ที่พวกเขาจะต้องไปเอาผลึกเนตรที่กลางหัวของมันอยู่แล้ว แต่ทางเดียวที่จะได้ผลึกเนตรมาคือต้องฆ่าหมาป่าเทพาน ดังนั้น จึงจะใช้ลูกไฟของหมาป่าเทพานในการเผาส่วนประกอบไปด้วย
หมาป่านี้มักอาศัยอยู่กันเป็นฝูงกลางป่าลึก ในส่วนของความสามารถ จะให้ความสามารถของเกราะอาวุธให้ความสามารถเป็นความเร็วในการโจมตีเป็นหลัก โดยรวมแล้ว ทั้งส่วนประกอบที่หาและลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ หากได้นำมาเผารวมกันแล้วและหลอมเป็นเกราะอาวุธ ความสามารถของเกราะอาวุธที่มีความเร็วในการโจมตีอย่างมาก ตามที่รำพาต้องการ
รำพา : ส่วนประกอบพวกนี้ ดูท่าหายากมากกว่า ส่วนประกอบที่ใช้ในการหลอมเกราะอาวุธระดับแรกของข้าเยอะเลย…
ทิศใต้ : อืม.. มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วล่ะ เมื่อต้องเกราะอาวุธที่มีระดับสูงขึ้น ก็ย่อมต้องใช้ส่วนประกอบที่มีระดับตาม
เอก : แล้ว…ถ้าใช้ส่วนประกอบระดับต่ำล่ะครับ จะเป็นยังไงหรอครับพี่
ทิศใต้ : ก็ไม่สามารถหลอมเกราะได้ยังไงล่ะ ถ้าเปรียบเทียบจะประมาณว่า ถ้าไฟร้อนไม่พอก็ไม่สามารถหลอมเหล็กได้นั่นแหละ
เอก,รำพา : เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ
ทิว : แต่ถ้า… ใช้ลูกไฟระดับสูงแล้วใช้ส่วนประกอบระดับต่ำล่ะครับ แบบนั้นก็น่าจะลดเวลาในการหาส่วนประกอบด้วย เพราะส่วนประกอบระดับสูง ๆ ข้าได้ยินมาว่ามันหายากเอามาก ๆ เลย
กล้า : ก็ไม่ได้อยู่ดีนะไอ้ทิว
ทิว : ทำไม ถึงไม่ได้ล่ะพี่กล้า…
ทิศใต้ : ก็เพราะ ถ้าใช้ลูกไฟระดับไหน จะใช้หลอมส่วนประกอบในระดับเดียวกัน ถ้าใช้ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณระดับสูง เผาส่วนประกอบมีระดับต่ำ นั่นจะทำให้ลูกไฟเผาไหม้ส่วนประกอบให้หายไปในทันที
ทิศใต้ : ความสามารถของส่วนประกอบ จะไม่หลอมรวมกับลูกไฟ แต่ถ้าใช้ลูกไฟระดับต่ำกว่าส่วนประกอบ จะทำให้ไม่สามารถเผาให้ส่วนประกอบ มาหลอมรวมกับลูกไฟได้ยังไงล่ะ
กล้า : ก็ตามนั้น ทุกอย่างต้องสมดุลกัน ไม่อย่างนั้นผลลัพธ์ก็จะล้มเหลว
ทิว : อ๋อ… เข้าใจแล้วครับ
เมื่อการสนทนาจบลงและทุกคนเข้าใจตรงกัน พวกเขามองหน้ากันอย่างมุ่งมั่น ก่อนเริ่มออกเดินทางต่อเพื่อหาส่วนประกอบต่าง ๆ ตามที่ตกลงกันไว้ การเดินทางดำเนินต่อไป ขณะที่พวกเขามุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกบริเวณตีนเขา เสียงธรรมชาติรอบข้างยังคงขับกล่อมพวกเขา
ขณะที่เสียงฝีเท้ากระทบพื้นใบไม้ดังเบา ๆ ไปพร้อมกัน แต่ทิศใต้สังเกตเห็นบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ตามต้นไม้ เขาได้หยุดเดินพลางกวาดสายตาไปรอบ แล้วกลับมาหาคนอื่น ๆ
ทิศใต้ : ทุกคนหยุดก่อน…
เมื่อได้ยินดังนั้น คนอื่น ๆ ก็หยุดเดินทัน ทิศใต้หันไปสบตากับยุพินเหมือนกับจะบอกอะไรบางอย่าง ยุพินที่เห็นแบบนั้นแล้วก็พยักหน้าตอบรับราวกับว่าพวกเขาทั้งสองเข้าใจกัน ทุกคนไม่ได้พูดอะไรกันต่อ ทำให้บรรยากาศเงียบสงัด กล้าที่พยายามมองไปรอบ ๆ ไม่ต่างจากทิศใต้ แต่เขาก็ไม่พบอะไร เขาจึงกล่าวขึ้น
กล้า : เอ็งเห็นอะไรกันหรอ
ทิศใต้ : ข้าว่ามันน่าจะเป็นอสูรศาสตรา มันมีตัวนึงอยู่แถวนี้แน่
ทิว : แย่ละสิ
เอก : มัน! อยู่ไหนหรอครับพี่ใต้!!
เอกกล่าวขึ้นด้วยท่าทีที่กระวนกระวายเล็กน้อย เขากวาดสายตาดูรอบ ๆ พยายามมองหาอสูรศาสตราตัวนั้น ส่วนรำพามีท่าทีที่หวาดกลัวเล็กน้อย เธอจึงค่อยขยับเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อน
ทุกคนเริ่มขยับตัวเข้ามาเกาะกลุ่มกัน สายตาแต่ละสายตาพยายามมองหาอสูรศาสตรา ไม่นานต่อมาก็มีเสียงครืดคราดดังใกล้เข้ามา สายตาของพวกเขาเพ่งมองพยายามหาตำแหน่งที่แน่ชัดว่าอสูรศาสตราตัวนั้นอยู่ทางไหน
ทันใดนั้น เครือไม้เส้นหนึ่งพุ่งตรงมาที่กล้า แต่กล้ารู้สึกตัวได้ทัน เขาเบี่ยงตัวหลบได้ทัน นั่นทำให้พวกเขารู้ได้ทันทีว่านั่นคือ เครือนางไม้ อสูรศาสตราที่เขากำลังตามหา
ทิศใต้ : โผล่ออกมาแบบนี้ก็ดี จะได้ไม่ต้องตามหาตัวยาก
กล้า : แบบนี้ก็ง่ายเลยน่ะสิ
รำพา : เดี๋ยวก่อนนะ! ไหนพี่ทิศใต้บอกว่ามันเป็นแค่ส่วนประกอบ ทำไมมันถึงเป็นอสูรศาสตราที่พวกเขาต้องสู้ด้วยล่ะค่ะ!!
รำพาพูดไปเธอทั้งต้องหลบการโจมตีของเครือนางไม้หลายต่อหลายครั้งและเธอพยายามขว้างปิ่นไปใส่เครือไม้ แต่เครือไม้เคลื่อนไปมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เธอโจมตียากมาก เครือนางไม้เริ่มเคลื่อนไหวเร็วขึ้น กิ่งไม้และเครือที่คล้ายเป็นแขนของมันพุ่งโจมตีพวกเขาในทุกทิศทาง
ทุกคนจับจังหวะการโจมตีของเครือนางไม้ และเมื่อได้จังหวะที่เครือนางไม้โจมตีพลาด เขารีบใช้กรงเล็บเฉือนเอาเครือของนางไม้ได้สำเร็จภายในไม่กี่นาที เพียงเท่านี้เขาก็ได้ส่วนประกอบมาหนึ่งอย่างแล้ว เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วยุพิน จึงคิดจะกำจัดเครือนางไม้ทิ้งไปซะ พวกเขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาที่จะต้องสู้กับมันให้มากนัก เธอจึงตะโกนออกไป
ยุพิน : ทุกคนหมอบลง!
คนอื่นที่ได้ยินแบบนั้น พวกเขาต่างก็หมอบลงทันที ทันใดนั้นยุพินใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ ทันทีที่นาคามรกรตขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นด้านหลังของยุพิน เธอกวาดมือไปรอบ ๆ ทำนาคามรกรตพ่นพิษไปตามมือของเธอ
พิษนั้นถูกพ่นไปโดนเครือนางไม้ ทำให้เครือบางส่วนถูกพิษกัดกร่อนจนขาดและเฉาตายไปในทันที ส่วนเครือนางไม้ที่เหลือเลื้อยหลบหนีไป บรรยากาศรอบข้างกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง ทุกคนค่อย ๆ เงยหน้าและยืนขึ้นอย่างช้า ๆ
กล้า : ง่ายดีนะแบบนี้ ไม่ต้องหาให้ยุ่งยาก ว่าแต่…มีใครบาดเจ็บตรงไหนไหม
ทิว : ข้าไม่เป็นไรพี่กล้า
เอก : ข้าก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน
รำพา : ข้าก็ด้วย
กล้า : อืม พวกเอ็งไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ
หลังจากนั้นทิศใต้ได้เดินตรงไปที่รำพา สายตาหันมองไปที่ส่วนเครือนางไม้ที่ทิศใต้แอบตัดเอามาได้ในมือของเขา ก่อนยื่นให้รำพา
ทิศใต้ : นี่เครือนางไม้ เป็นส่วนประกอบที่ใช้หลอมเกราะอาวุธของเอ็ง เก็บสิ่งนี้ไว้ให้ดีล่ะ
รำพาหยิบเอาเครือนางไม้ในมือของทิศใต้อย่างระมัดระวัง สายตาของเธอจ้องมองไปที่เครือนางไม้ที่อยู่ในมือ ก่อนจะยิ้มให้ทิศใต้ด้วยความดีใจแล้วกล่าวขอบคุณ
หลังจากจัดเก็บส่วนประกอบเรียบร้อย พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ คราวนี้เส้นทางเริ่มลึกเข้าไปในป่า บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบงัน มีเพียงเสียงนกร้องแว่วเบา ๆ และสายลมพัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้สั่นไหวไป เกิดเสียงเบา ๆ ฟังรื่นหู ในเส้นทางที่ทอดยาวเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด เวลาผ่านไปนานจนแสงแดดเริ่มอ่อนลง แต่พวกเขาก็ยังไม่พบถ้ำเลย
จนในที่สุด พวกเขาก็มาถึงบริเวณน้ำตกกลางป่า น้ำตกแห่งนี้มีความสูงใหญ่ สายน้ำใสกระทบโขดหินเบื้องล่าง เกิดเป็นละอองน้ำเย็นสดชื่นที่ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เสียงน้ำตกดังก้องสร้างความรู้สึกสงบ
กล้า : น้ำตกนี่สวยดีนะ ข้าว่าเราน่าจะพักกันตรงนี้ก่อน แล้วค่อยออกเดินทางต่อทีหลังเป็นไง
ยุพิน : ก็ได้นะ ไหน ๆ พวกเราเดินมาทั้งวันแล้ว พักขาบ้างสักนิดก็คงดี
รำพา : ดีเหมือนกัน ข้าเริ่มหิวแล้วด้วย
ทิศใต้ : ก็ตามใจ…
ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน พวกเขาจึงหยุดพักบริเวณริมน้ำตก ยุพินและรำพาช่วยกันก่อกองไฟเล็ก ๆ เพื่อเตรียมทำอาหาร ส่วนทิวและเอก ต่างพากันออกไปหาฟืน
เมื่อกลับมาพวกเขาก็ถือผลไม้ป่าติดมือมาด้วย ขณะเดียวกัน กล้าและทิศใต้ กำลังอยู่ในน้ำตื้นที่ใสจนมองเห็นฝูงปลาว่ายวนอยู่ในน้ำ พวกลงไปจับเอาปลาเหล่านั้นมาประกอบอาหาร
ในตอนที่กล้าและทิศใต้กำลังหาปลาอยู่ พวกเขาไปสังเกตเห็นบางอย่างที่ด้านหลังน้ำตก เมื่อเขามองเขาไป พบว่ามีเงาดำขนาดใหญ่สะท้อนออกมาจากด้านหลังของน้ำตก พวกเขาทั้งสองยืนนิ่งพร้อมจ้องมองไปที่เงา ก่อนที่กล้าจะกระซิบถามทิศใต้
กล้า : ไอ้ใต้… เอ็งเห็นเงานั่นไหม
ทิศใต้ : ใช่ ข้าก็เห็นเหมือนกัน
เขากล่าวตอบกลับมาแบบเบา ๆ นั่นทำให้ทั้งสองหันมามองหน้ากันอยู่สักพักและคิดว่าควรทำอย่างไรต่อ
กล้า : ข้าว่า..เราลองไปดูใกล้ ๆ หน่อยไหม
ทิศใต้ : อืม ลองไปดู
จากนั้น กล้าและทิศใต้ได้หันกลับไปดูว่าคนอื่น ๆ กำลังทำอะไรอยู่บ้าง ก่อนพบว่าทิวและเอกไม่ได้อยู่แถวนี้ ส่วนยุพินและรำพาก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหาร โดยไม่ได้สนใจอย่างอื่น พวกเขาจึงตัดสินใจเดินลุยน้ำเย็นเฉียบผ่านม่านน้ำตกที่หนาทึบไปด้านหลังน้ำตก
เมื่อพวกเขาฝ่าม่านน้ำเข้าสู่ด้านหลัง ก็ปรากฏว่ามีถ้ำลึกเข้าไปและมืดสนิท นั่นทำให้พวกเขารู้สึกแปลกใจ
กล้า : นี่มัน ถ้ำหลังน้ำตกหรอกหรอ…
ทิศใต้ : ถ้ำบ้าอะไร มาซ่อนอยู่หลังน้ำตกแบบนี้
กล้า : มาเถอะ ลองเดินเข้าไปดูข้างในก่อน
ทิศใต้ : อืม เอ็งเดินนำหน้าไปก่อน เดี๋ยวข้าระวังหลังให้
พวกเขาเดินเข้าไปไม่ไกลมากก็เห็นกับแสงราง ๆ ที่อยู่ไม่ไกลก่อนจะเดินตามทางมา พวกเขาเริ่มสังเกตเห็นว่าเพดานของถ้ำนั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ และพวกเขาก็พบกับต้นตอของแสงนั้นคือแสงจาก ต้นแก้วสุวรรณ ที่เป็นต้นไม้ที่สูงตระหง่าน มีดอกสีทองเปล่งแสงระยิบระยับในความมืดอยู่ในถ้ำแห่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังตามหาอยู่
กล้า : นี่มัน… ใช่ต้นแก้วสุวรรณ ที่พวกเราตามหาอยู่รึเปล่า
ทิศใต้ : ใช่ นี่แหละ ต้นแก้วสุวรรณล่ะ
กล้า : งั้นดีเลย รีบไปเก็บเอาดอกมันกันเถอะ
พูดจบ กล้ากำลังจะวิ่งไปเก็บเอากลีบดอกแก้วสุวรรณที่ร่วงอยู่ตรงพื้น แต่ถูกทิศใต้ยื่นมือไปคว้าไหล่ของกล้าแล้วดึงออกมาทันที ก่อนกล่าวขึ้น
ทิศใต้ : เดี๋ยวก่อนไอ้กล้า ต้นแก้วสุวรรณนี่ไม่ใช่ของง่าย ๆ ที่ใครจะมาเก็บได้ตามใจ มันมีภูตผีเสื้อธารินทร์คอยปกป้องอยู่
กล้า : ภูตผีเสื้อธารินทร์หรอ…
ทิศใต้ : อืม แต่ต้องดูก่อน เพื่อว่ามันหลบอยู่ที่ไหนสักที่แถวนี้ไหม แล้วพวกเราค่อยไปเก็บเอากลีบดอกไม้นั่น
กล้าพยักหน้าตอบรับแล้วทั้งคู่จึงมองไปรอบ ๆ พบว่าภูตผีเสื้อธารินทร์อาจจะออกจากถ้ำไปแค่ชั่วคราว แต่แน่นอนว่าจะกลับมาอีก ทิศใต้จึงวิ่งไปเก็บเอากลีบดอกแก้วสุวรรณที่ร่วงอยู่ใต้โคนต้น ก่อนที่จะกลับมาหากล้าและทั้งสองก็รีบออกจากถ้ำผ่านม่านน้ำตกโดยไม่หันกลับไปมอง
เมื่อออกมาถึงข้างนอกแล้ว กล้าและทิศใต้เดินตัวเปียกชุ่มกลับมาที่กองไฟ ขณะนั้นยุพินและรำพากำลังเตรียมอาหารอยู่ เมื่อเห็นทั้งคู่กลับมาโดยไม่มีปลาที่พูดไว้มาด้วย ใบหน้าของยุพินแสดงความสงสัย
ยุพิน : พวกเอ็งหายไปไหนมา ไหนล่ะปลาที่ว่าจะเอามาทำอาหารล่ะ
กล้า : เรื่องนั้นช่างมันก่อน ดูสิพวกเราได้อะไรมา…
ทิศใต้ : นี่คือ กลีบดอกแก้วสุวรรณ พวกข้าเก็บมาได้จากในถ้ำหลังน้ำตก
ทิศใต้ยื่นกลีบดอกแก้วสุวรรณที่ไปเก็บมาได้ในถ้ำออกมา กลีบดอกไม้ที่เปล่งประกายแสงสีทองสะกดทุกสายตา ก่อนจะยื่นให้กับรำพา เธอหยิบกลีบดอกไม้ที่อยู่ในมือของทิศใต้ด้วยสีหน้าประหลาดใจ ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
รำพา : กลีบดอกแก้วสุวรรณ สวยงามมากจริง ๆ ขอบคุณพี่ทิศใต้มากเลยนะคะ
ยุพิน : ตอนนี้พวกก็ได้ส่วนประกอบมาสองอย่างแล้ว นั่นก็ดีอยู่หรอก แต่ข้าขอถามอีกครั้ง… แล้วปลาล่ะ พวกเอ็งได้มันมารึยัง
ทิศใต้ : เอ่อ… ยัง… ข้ากับไอ้กล้าเจอถ้ำที่หลังน้ำตกก่อนน่ะ แล้วเข้าไปก็เจอต้นแก้วสุวรรณ เลยรีบเข้าไปเก็บดอกไม้ก่อน แล้วรีบวิ่งออกมา
ยุพิน : อย่างนั้นเหรอ งั้นก็หมายความว่า… มื้อเที่ยงนี้เราจะได้กินแค่ผลไม้ป่างั้นสินะ
เสียงของยุพินแฝงไปด้วยความจริงจังจนทำให้ กล้าถึงกับยิ้มแห้ง ๆ ส่วนทิศใต้เขาได้ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนที่กล้าจะหันไปมองทิศใต้ อย่างขำขันเล็กน้อย แล้วทั้งคู่จะลุกขึ้นและเดินกลับไปยังลำธารเพื่อไปหาปลา เมื่อได้มาแล้วพวกเขาก็ได้นำปลาไปให้กับยุพินทำอาหาร
และในไม่นานกลิ่นหอมของปลาย่างก็ลอยฟุ้งขึ้นมาจนทุกคนเริ่มหิว พวกเขานั่งล้อมรอบกองไฟ แบ่งปันอาหารและพูดคุยกัน เสียงหัวเราะและรอยยิ้มเติมเต็มบรรยากาศในช่วงเวลานั้น ทำให้ทุกคนคลายเครียดไปได้บ้าง แต่หลังจากมื้อเที่ยงจบลง ทิศใต้หันไปบอกกับทุกคน
ทิศใต้ : เอาล่ะ ตอนนี้เรามีสองส่วนประกอบแล้ว แต่ยังเหลืออีกสองอย่างคือ ผลึกเนตรเทพานของหมาป่าเทพาน ถ้าพวกเราฆ่าหมาป่าที่ได้ตัวนึง เท่ากับว่าจะได้ส่วนประกอบทั้งสองอย่าง
กล้า : ถ้าอย่างนั้น ก็ดูจะไม่น่าจะยาก
ทิศใต้ : หืม.. เอ็งอย่าเพิ่งพูดว่ามันง่ายเร็วไป หมาป่าน่ะมักจะอยู่กันเป็นฝูง แน่นอนว่าฝูงนึงก็ประมาณสิบกว่าตัวเป็นอย่างต่ำได้
ทิว : ดูเหมือนว่าพวกเราจะต้องเจอศึกหนักอีกแล้วหรอครับ
เอก : จะกี่ตัวก็มาเถอะ! ข้าพร้อมอยู่แล้วล่ะ
กล้า : ถึงจะมีกันหลายตัว แต่ถ้าเราวางแผนกันให้ดี ข้าคิดว่าเราน่าจะจัดการได้
ทิศใต้ : ใช่ แต่จำไว้ว่า อสูรศาสตราหมาป่าเทพานนั้นฉลาดมาก พวกมันเคลื่อนไหวกันเป็นกลุ่มด้วยความเร็ว และความสามารถเฉพาะตัวของพวกมันคือการมองข้ามสถานะจำพวกอำพรางหรือไปจนถึงการสร้างภาพลวงตาให้กับพวกมัน
ทิศใต้ : นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีเลย เอาล่ะ ไม่ว่าพวกมันจะมายังไงก็ตาม ข้าเชื่อว่าพวกเราต้องทำได้!
ทิว : พวกเราทำได้อยู่แล้ว! ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยพวกพี่ ๆ ด้วย…
คำพูดของทิว สร้างกำลังใจให้ทุกคน แต่ในสายตาของกล้า กลับมีเงาของความกังวลซ่อนอยู่ เขามอง ทิว ที่ยังดูมุ่งมั่นและเต็มไปด้วยพลัง แต่เขารู้ว่าทิวไม่มีศาสตราวุธในการต่อสู้หรือแม้แต่จะปกป้องตนเอง และประสบการณ์การต่อสู้น้อยกว่าคนอื่น ซึ่งตัวของทิวเองก็เคยเกือบบาดเจ็บเพราะเต่ายักษ์หินและตะขาบทมิฬมาแล้วเมื่อครั้งก่อนหน้า แต่ยังดีที่เต่าที่เคลื่อนไหวได้อย่างเชื่องช้า ทำให้ทิวก็ยังรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่ในครั้งนี้เป็นหมาป่าเทพาน ซึ่งเป็นอสูรศาสตราที่ดุร้าย
การที่ทิวที่เดินทางไปด้วย อาจจะทำให้มีเขามีโอกาสที่จะบาดเจ็บได้มากกว่าการสู้กับอสูรศาสตราที่ผ่านมา ทำให้กล้าคงต้องระวังให้ทิวมากขึ้น จากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางตามหาหมาป่าเทพาน
เมื่อเดินมาได้สักพัก การเดินทางดำเนินไปในความเงียบสงัด ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจากฟ้าสว่างเป็นสีครามเข้ม เสียงสัตว์ป่าและใบไม้กระทบกันเบา ๆ ช่วยเติมเต็มบรรยากาศของป่าลึก ทิศใต้เดินนำหน้า เขาหยุดเป็นระยะเพื่อสังเกตเส้นทางและร่องรอยของหมาป่าเทพาน ส่วนคนอื่น ๆ ก็คอยระวังรอบด้านให้กันและกัน
มีเพียงรำพาที่เดินอยู่ตรงกลาง มือของเธอกำเครือนางไม้กับกลีบดอกแก้วสุวรรณไว้แน่น ในป่าใหญ่มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาที่เดินไปอย่างพร้อมเพรียงกัน สายลมอ่อน ๆ ที่พัดใบไม้กระทบและกอหญ้าไป
เอก : เงียบจังเลย.. พวกพี่คิดว่าหมาป่าเทพานจะอยู่แถวนี้ไหม
กล้า : ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ต้องลองเดินหาต่อไป
กล้าพูดยังไม่ทันจะขาดคำ ทิศใต้หยุดเดินทันที ราวกับว่าเขารู้สึกถึงบางอย่าง เขารีบหันไปมองรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนสังเกตเห็นพุ่มไม้ด้านข้างที่สั่นไหวเบา ๆ
ทิศใต้ : ทุกคน… มีอะไรบางอย่างอยู่แถวนี้
เขากระซิบเตือน ขณะที่หูไวของเขาจับเสียงเคลื่อนไหวได้ในพุ่มไม้อีกด้าน แต่เมื่อเขาหันไปมอง ก็เห็นเพียงใบไม้ที่ร่วงปลิวไปตามสายลม ยุพินเธอสงสัยจึงเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ในตอนที่เธอกำลังเดินเข้าไป ทิศใต้พยายามเตือนให้เธอระวังตัว ยุพินเพียงพยักหน้าตอบรับแต่ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เธอก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ ทุกก้าวของเธอเต็มไปด้วยความระมัดระวัง คนที่เหลือจ้องมองไปที่พุ่มไม้อย่างใจจดจ่อ ทำให้บรรยากาศกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
ยุพินหยุดยืนห่างจากพุ่มไม้เพียงไม่กี่ก้าว เธอจ้องมองไปที่พุ่มไม้อย่างแน่วแน่ แต่พุ่มไม้นั้นสั่นไหวมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอเห็นท่าไม่ดีเท่าไหร่จึงก้าวถอยหลังช้า ๆ พลางยื่นแขนออกไป ปลายนิ้วที่เรียวยาวของเธอชี้ไปที่พุ่มไม้ที่อยู่ด้านหน้า เตรียมจะใช้งานเกราะอาวุธส่วนแขนซ้ายของเธอ ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็ได้แสดงศาสตราวุธของพวกเขาออกมาเช่นเดียวกัน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะโจมตี ส่วนทิวที่ไม่มีศาสตราวุธ เขารีบขยับตัวเข้าไปยืนกลางกลุ่มทันที
ทันใดนั้นพุ่มไม้ที่สั่นไหวอย่างรุนแรงก็ได้หยุดลง ทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่พุ่มไม้นั้น ไม่นานต่อมาก็ปรากฏเป็นกระต่ายป่าสีขาวนวลตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากพุ่มไม้ ทำให้ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ยุพิน : แค่กระต่ายป่าหรอกหรอ…
กล้า : เฮ้อ~ ข้าก็นึกว่าจะเป็นตัวอะไร…
ทิว : ใช่พี่กล้า ข้าก็คิดแบบนั้น
รำพา : ก็อุตส่าห์ตั้งตัวรอเลย… เสียท่าหมด
ทิศใต้ : เอาเถอะ แค่กระต่ายป่าน่ะดีแล้ว ถ้าเป็นพวกหมาป่าเทพานก็จะ
ยังไม่ทันที่ทิศใต้จะพูดจบ ก็มีหมาป่าตัวหนึ่งกระโจนเข้ามาหาเขาจากทางด้านหลัง ทำให้เขาที่ไม่ทันตั้งตัวนั้นโดนหมาป่าตะครุบใส่อย่างเต็มแรงจนเขาล้มลงไป คนอื่นก็ต่างตกใจไปตาม ๆ กัน
รำพา : พี่ทิศใต้!
เอก : เฮ้ย!
หมาป่าตัวนั้นไม่รอให้ทิศใต้ตั้งตัว มันกระโจนเข้าไปหาเขาอีกครั้ง แต่กล้าก็พุ่งเข้าไปแล้วใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 หมัดขวาไร้พ่าย ชกเข้าไปที่บริเวณหัวของหมาป่าตัวนั้น ทำให้มันกระเด็นออกไปที่ระยะหนึ่ง แล้วกล้าก็ดึงให้ทิศใต้ลุกขึ้นทันที จากนั้นทุกคนมาร่วมกลุ่มกันอีกครั้ง แล้วเอกจึงใช้ความสามารถของ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 1 มหิงสาคุ้มกัน แสงสีทองแผ่ออกจากร่างของเอกอย่างรวดเร็ว พลังนั้นก่อกันเป็นรูปร่างของมหิงสาขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ โน้มตัวลง แล้วเกิดเป็นโล่สีทองอ่อน ๆ ล้อมรอบบริเวณ เพื่อรับการโจมตีไว้ให้คนอื่น ๆ
ไม่นาน หมาป่าอีกจำนวนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น มันล้อมพวกเขาไปทุกทิศทาง ทิศใต้เริ่มสังเกตถึงลักษณะของหมาป่าที่โจมตีเขา พวกมันมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าหมาป่าทั่วไปโดยทั่วไป ขนทั่วตัวของมันมีสีขาวและมีสีเข้มขึ้นในช่วงล่างตามเท้า ส่วนปลายหูกับหางมีสีดำและแดงเข้ม ในตาของมันนั้นมีสีดำสนิทไม่มีตาขาว และที่สำคัญที่สุดนั่นคือผลึกที่ติดอยู่กลางหัวของหมาป่าเหล่านั้น ซึ่งบ่งบอกได้ว่าหมาป่าที่อยู่เบื้องหน้าของเขา คือ หมาป่าเทพาน
ทิศใต้ : ทุกคน! หมาป่าพวกนี้คือหมาป่าเทพาน ระวังตัวให้ดี!!
หมาป่าเทพาน ค่อยเคลื่อนตัววนอ้อมเข้าหาพวกเขาและค่อยเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ในตาที่ดำสนิทของพวกมันจ้องมองมาที่พวกเขาอย่างไม่ละสายตา ทันใดนั้นกล้าตะโกนขึ้นมา
กล้า : โจมตีเลย!
สิ้นสุดเสียงนั้น กล้าใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม พุ่งเข้าไปชกหมาป่าเทพานตัวหนึ่ง แต่หมาป่าตัวนั้นก็สามารถกระโดดหลบได้ เอกจึงใช้ความสามารถของ เกราะอาวุธ ระดับที่ 2 พุ่งชนทลายภูพาน พุ่งเข้าไปชนหมาป่าเทพานตัวนั้นอย่างแรง ทำให้หมาป่าเทพานตัวนั้นกระเด็นไปฟาดกับต้นไม้แล้วนอนแน่นิ่งไป หมาป่าเทพานที่เห็นพวกเดียวกันนอนแน่นิ่งไป พวกมันคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีพวกเขาทันที
ยุพินจึงใช้ความสามารถของ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ พิษสีเขียวเข้มถูกปล่อยจากแขนซ้ายของยุพิน กระจายตัวออกเป็นวงกว้าง สร้างม่านพิษที่หมาป่าเทพานต้องเบี่ยงตัวหลบอย่างเร่งรีบ เสียงคำรามของพวกมันดังลั่นขณะที่ร่างของมันบางตัวโดนพิษนั้นเผาไหม้จนต้องถอยออกไป
ทิวที่ถูกกันไว้ตรงกลางเหลียวมองรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก เมื่อหมาป่าเทพานเริ่มล้อมเข้ามาใกล้ เขาพยายามตั้งสติ แต่เสียงฟันแหลมของหมาป่าที่ขบกันดังไม่ไกล ทำให้เขารู้ว่ามันกำลังย่องมาทางด้านหลัง และเมื่อได้ตำแหน่งที่เหมาะสม หมาป่าเทพานตัวนั้นเข้าจู่โจมเขาทันที แต่รำพาสังเกตเห็นได้ทัน
รำพา : ทิว ระวังด้านหลัง!
สิ้นสุดเสียงนั้น รำพาได้ขว้างปิ่นนิโลบลในมือออกด้วยความเร็ว ปิ่นนั้นพุ่งเข้าไปปักที่คอหมาป่าเทพานตัวหนึ่งอย่างแม่นยำ ก่อนที่หมาป่าตัวนั้นจะถึงตัวทิว
ทันทีที่ปิ่นของเธอปักเข้าไปที่ลำคอของหมาป่าเทพานตัวนั้นแล้วเธอก็พุ่งตัวไปก่อนจะถีบที่ลำคอของมันอย่างเต็มแรง จนมันต้องกระเด็นออกไป ทิศใต้ที่เห็นแบบนั้น จึงได้ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 2 หมัดเหล็กอำพัน โจมตีเสริมจากรำพา
ทว่าหมาป่าเทพานตัวก็กระโดดหลบได้ทัน การโจมตียังคงดุเดือด และหมาป่าเทพานเริ่มเข้าจู่โจมจากทุกทิศทาง สถานการณ์ของพวกเขายิ่งยากลำบากเพราะจำนวนที่ล้นหลาม กล้ามองรอบ ๆ ก่อนคิดแผนการได้
กล้า : ทุกคน ฟังข้า! ทิศใต้กับข้าจะปะทะพวกมันในระยะประชิด ยุพินทำลายสมดุลพวกมันด้วยเพลิงพิษของเอ็ง! และรำพาโจมตีพวกมันจากระยะไกล เอกใช้เกราะสร้างโล่ป้องกัน ทิวเอ็งคอยอยู่กับรำพาและยุพิน อย่าแยกตัวออกไป!
ทุกคนที่ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าตอบรับ หลังจากนั้นเอกได้ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 1 มหิงสาคุ้มกัน สร้างโล่โปร่งใสขนาดใหญ่คลุมรอบกลุ่มเอาไว้ เป็นที่หลบภัยให้กับทิวและยุพิน ส่วนรำพา พุ่งตัวขึ้นไปบนต้นไม้สูงและเริ่มเล็งเป้า และโจมตีด้วยปิ่นนิโลบลของเธอ ทางฝั่งของ กล้าและทิศใต้ พวกเขาสองคนยังคงโจมตีประสานกันอย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้น หมาป่าเทพานสี่ตัวพุ่งเข้ามาพร้อมกันจากทิศตรงข้าม สายตาจับจ้องที่หมาป่าเทพานตัวตรงหน้า ก่อนจะใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 คมเล็บวิปลาส อีกครั้ง แสงเป็นเส้นตัดกันทั้งสองทางพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่หมาป่าเทพานก็สามารถหลบได้อีกเช่นเคย
ทิศใต้จึงเปลี่ยนร่างเป็นพยัคฆ์ไพรอำพัน เปลวไฟสีส้มลุกขึ้นทั่วร่างของเขาก่อนจะทับลงในชั่วพริบตา เสียงคำรามต่ำมาพร้อมกับร่างที่ใหญ่โตและทรงพลัง ก่อนจะกระโจนเข้าหาหมาป่าตัวหนึ่ง ใช้กรงเล็บตะปบเข้าที่ลำตัวจนหมาป่าเทพานตัวหนึ่ง ก่อนที่เขาจะงับเข้าที่ลำคอของมัน ส่วนอีกสามตัวที่เห็นพวกเดียวกันถูกโจมตีรีบพุ่งเข้าหาทิศใต้พร้อมกัน
แต่มันไม่อาจทำอะไรทิศใต้ได้เลยแม้แต่น้อย ด้วยขนาดตัวของพยัคฆ์ไพรอำพันที่ใหญ่ว่าหลายเท่า อีกทั้งร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งเกราะเหล็ก ทำให้กรงเล็บและเขี้ยวของหมาป่าที่กรีดลงบนร่างของเขาดูเหมือนว่าไร้ผล
ขณะที่หมาป่าเทพานกำลังจะกระโจนใส่ทิศใต้อีกครั้ง กล้าพุ่งตัวเข้ามาและใช้หมัดชกไปที่ลำตัวของหมาป่าตัวนั้นได้ทัน ทิศใต้ที่เห็นแบบนั้น เขาจึงหันหน้ามาแล้วยักหน้าให้ก่อนจะคำรามขึ้นทรงพลังของพยัคฆ์ แล้วเดินไปหาหมาป่าเทพานที่อยู่เบื้องหน้า นั่นทำให้หมาป่าถอยไปชั่วครู่ แล้วทั้งสองจะเข้าโจมตีหมาป่าเทพานพร้อมกัน การโจมตีของทั้งสองประสานการกันได้อย่างลงตัว
ต่อด้วยการโจมตีเสริมด้วยพิษจากความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ ของยุพิน เปลวไฟสีเขียวมรกตปกคลุมตัวของหมาป่าเทพาน ทำให้มันร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะสิ้นใจตายไป ทำให้หมาป่าที่เหลือเริ่มหวาดกลัว พวกมันเริ่มเคลื่อนที่ช้าลงและดูลังเล รำพาที่อยู่บนต้นไม้สูง เธอโจมตีจากระยะไกลด้วยปิ่นนิโลบล ที่โจมตีจุดอ่อนของหมาป่าเทพาน ปิ่นแหลมปักเข้าที่ขาหลังของหมาป่าตัวหนึ่งอย่างแม่นยำ ทำให้มันล้มลงไม่สามารถลุกขึ้นได้อีก
ทันใดนั้น เอก สังเกตเห็นหมาป่าเทพานอีกตัวกำลังย่องเข้ามาทางด้านหลังของ รำพา มันจ้องหาโอกาสโจมตีเธอที่กำลังยิงปิ่นใส่พวกมัน เอกหยุดใช้ความสามารถสร้างโล่คุ้มกันทันที และเปลี่ยนไปใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 2 พุ่งชนทลายภูพาน พุ่งชนเข้าที่ตัวหมาป่าเทพานด้วยแรงมหาศาล หมาป่าตัวนั้นกระเด็นลอยไปกระแทกกับต้นไม้อย่างแรง ในขณะที่มันกำลังพยายามจะลุกขึ้นยุพินจะโจมตีซ้ำด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ ทำให้หมาป่าตัวนั้นถูกไฟพิษที่รุนแรงจนดิ้นทุรนทุรายและตายไปในทันที
เมื่อหมาป่าเทพานตัวนั้นตายแล้ว เปลวไฟสีเขียวมรกตก็ค่อย ๆ ดับลง พวกเขามองไปรอบ ๆ และพบว่าหมาป่าเทพานทั้งหมดถูกจัดการลงเรียบร้อยแล้ว ทิศใต้ในร่างพยัคฆ์ไพรอำพันยังคงคำรามอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสงบลง เขาเปลี่ยนร่างกลับคืนเป็นร่างมนุษย์อีกครั้ง แล้วกล่าวขึ้น
ทิศใต้ : ทำได้ดีมากทุกคน
กล้า : หมาป่าเทพานตายหมดแล้ว ก็เลือกเราเลยว่าจะเอาลูกไฟวิญญาณกับผลึกเนตรเทพานของหมาป่าพวกนี้ตัวไหน
รำพาพยักหน้าตอบรับ แล้วรีบเก็บผลึกเนตรเทพานและลูกไฟแห่งจิตวิญญาณของหมาป่าเทพานทันที เมื่อได้ทุกอย่างครบแล้วเธอได้นำส่วนประกอบเหล่านั้นมาเผารวมกันกับลูกไฟแห่งจิตวิญญาณทันที เริ่มด้วยการนำกรีดบอกแก้วสุวรรณ มาเผารวมกับลูกไฟแห่งจิตวิญญาณเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยเครือนางไม้และผลึกเทพาน
การเผาส่วนประกอบทั้งหมดที่หามาให้หลอมรวมกันด้วยลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ ทันใดนั้น เสียงหอนกึกก้องก็ดังขึ้นจากป่าลึก ทิศใต้ หันไปมองด้วยแววตาตื่นตัว เมื่อเสียงสิ้นสุดลงก็มีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อยจากแรงวิ่งของสิ่งมีชีวิตที่กำลังใกล้เข้ามา
กล้า : มีบางอย่างกำลังมา…
ทิว : แย่ล่ะ ตัวอะไรมาอีกละเนี่ย!
เอก : ไม่รู้ดิ…
รำพา : มันจะมาจากทางไหนกันแน่ เสียงมาจากทุกทิศทางเลย!
ทิศใต้และยุพิน รีบเปลี่ยนร่างเป็นร่างอสูรศาสตราทันที พวกเขาเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้กันเตรียมตัวรับมืออย่างเต็มกำลัง ท่ามกลางความเงียบงันของกลุ่ม เสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามาอย่างชัดเจน และในที่สุด ร่างใหญ่โตก็ปรากฏขึ้นต่อหน้า ทุกคนมองตามของเสียงนั้น
ร่างของมันสูงใหญ่และกำยำ จนเกือบเทียบได้กับร่างพยัคฆ์ไพรอำพันของทิศใต้ได้ ขนสีขาวซีดแซมด้วยสีชมพูเข้มบริเวณปลายหูและหาง ตาของมันดำสนิทไร้แววขาว มันเดินตรงมาที่พวกเขาอย่างช้า ๆ พร้อมกับส่งเสียงขู่ลึก ๆ ในลำคอ สายตาของมันจ้องมองไปยังลูกไฟแห่งวิญญาณที่อยู่ในมือของรำพา ก่อนจะมองไปที่พวกเขาด้วยแววตาที่โกรธแค้น ทิศใต้ที่เห็นแบบนั้นเขารู้ได้ทันทีว่านั่น คือ จ่าฝูงของหมาป่าเทพาน
ทิศใต้ : ทุกคนระวังตัวไว้ให้ดี นั่นจ่าฝูงของหมาป่าเทพาน!
คนอื่น ๆ ที่ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าตอบรับแล้วเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ทิศใต้ที่เห็นแบบนั้นแล้วก้าวเดินออกไปด้านหน้า เพื่อเตรียมตัวปะทะกับมันโดยตรง ตามมาด้วยยุพินที่เลื้อยเอาลำตัวบังคนที่อยู่ข้างหลังเอาไว้
ทันใดนั้น จ่าฝูงหมาป่าเทพานพุ่งเข้าโจมตี มันกระโจนอย่างรวดเร็วและทรงพลัง ทิศใต้กระโดดหลบออกด้านข้าง ยุพินให้จังหวะที่จ่าฝูงหมาป่าเทพานหลบการโจมตีของทิศใต้นั้นโจมตีต่อด้วยการพ่นพิษใส่ แต่หมาป่าตัวนั้นกระโดดหลบได้ทันอีกครั้ง แต่นั้นเป็นการเปิดช่องโหว่ ทิศใต้ในร่างพยัคฆ์ไพรอำพันรีบกระโจนเข้าไป ก่อนจะกางกรงเล็บที่แหลมคมแล้วตบไปที่หน้าของจ่าฝูงหมาป่าเทพานหลายครั้ง ทำให้จ่าฝูงหมาล้มตัวลง
ในขณะนั้น ยุพินที่อยู่ในร่างนาคามรกรตพุ่งตัวเข้าไปลัดร่างของจ่าฝูงหมาป่า จนหมาป่าเทพานไม่สามารถขยับตัวได้ จากนั้นเธอกัดไปที่ใต้ลำคอของมัน พิษที่รุนแรงไหลเข้าสู่ร่างของจ่าฝูงหมาป่าทันที จ่าฝูงหมาป่าเทพานคำรามเสียงดังก้องด้วยความเจ็บปวด มันพยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการของยุพิน แต่ร่างนาคามรกตของเธอกลับรัดแน่นขึ้นทุกครั้งที่มันเคลื่อนไหว สายตาของมันเริ่มพร่าเลือน
ขณะที่พิษจากเขี้ยวของยุพินแพร่กระจายไปทั่วร่างกายของมัน จ่าฝูงหมาป่าเทพานพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง มันใช้กำลังเฮือกสุดท้ายดิ้นจนลำตัวกระแทกพื้นเสียงดัง แต่ยุพินยังคงยึดแน่นไม่ยอมปล่อย ทิศใต้ในร่างพยัคฆ์ไพรอำพันเห็นโอกาส เขากระโจนขึ้นไปอยู่เหนือร่างของจ่าฝูง ก่อนคาบไปที่บริเวณต้นคอแล้วเหวี่ยงร่างของมันไปกระแทกกับโขดหินอย่างแรง
แต่ในขณะที่จ่าฝูงหมาป่ากำลังจะลุกขึ้น เอกใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 2 พุ่งชนทลายภูพาน ตามมาด้วย กล้าที่ใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม โจมตีควบคู่กันใส่จ่าฝูงหมาป่าอย่างหนักหน่วง ปิดท้ายด้วย รำพาโจมตีซ้ำอีกครั้งด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 พายุปิ่นกลีบบัว ซ้ำลงไปอีกครั้ง ปิ่นทองจำนวนมากพุ่งตรงไปแทงที่ร่างของจ่าฝูงหมาป่าเทพาน จนมันนอนแน่นิ่งไป
พวกเขาจึงวิ่งไปดูใกล้ ๆ เปลวไฟลุกไหม้ขึ้นเผาร่างของมัน เหลือไว้แต่เพียงผลึกเทพาน ก่อนที่เปลวไฟจะไปรวมตัวกันเป็นลูกไฟแห่งจิตวิญญาณ ที่ลอยอยู่เหนือพื้น เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว รำพารีบไปเก็บเอาลูกไฟและผลึกเทพานทันที
รำพา : ลูกไฟกับผลึกเทพาน อันนี้เป็นของจ่าฝูงหมาป่าเลย จะเก็บมาใช้แทนของหมาป่าเทพานธรรมดาได้ไหมนะ…
ทิศใต้ : ใช้ได้
คำกล่าวของทิศใต้ ทำให้รำพานึกขึ้นได้ว่า เมื่อก่อนหน้านี้เธอได้นำส่วนประกอบที่หาได้มาเผา โดยใช้ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณของหมาป่าเทพานไปแล้ว ถ้าจะใช้ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณอันใหม่ อาจจะต้องหาส่วนประกอบใหม่ทั้งหมด เธอจึงหันไปหาทิศใต้แล้วกล่าวขึ้นทันที
รำพา : พี่ทิศใต้ แล้ว…ถ้าจะใช้ลูกไฟอันนี้ พวกเราจะไม่ได้กลับไปหาส่วนประกอบมาใหม่หรอกหรอค่ะ
ทิศใต้ : ไม่จำเป็น
เอก : ทำไมล่ะครับพี่ใต้ ก็ก่อนหน้านี้รำพาใช้ส่วนประกอบเผาใส่กับลูกไฟของหมาป่าเทพานไป แล้วถ้าจะเอาลูกไฟของตัวจ่าฝูงแทน ถึงจะไม่ต้องหาส่วนประกอบใหม่หรอครับ
ทิว : จริงด้วยครับพี่ใต้
ทิศใต้ : ก็เพราะว่า ลูกไฟนั้นเป็นของสัตว์ชนิดเดียวกัน มันสามารถซึมซับร่วมกันได้ แต่ลูกไฟอันไหนมีระดับที่สูงกว่าก็จะกลืนกินลูกไฟที่มีระดับต่ำกว่าไป ฉะนั้นแล้วเอ็งต้องเลือกให้ดีว่าจะเอาลูกไฟอันไหน เพราะถ้าเปลี่ยนลูกไฟไปแล้ว เอ็งจะไม่สามารถแยกลูกไฟให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก
รำพา : อ๋อ… เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างงั้นเอาเป็นลูกไฟของจ่าฝูงแทนน่าจะดีกว่าไหมค่ะพี่ยุพิน
ยุพิน : อืม ข้าว่าต้องดีกว่าอยู่แล้วล่ะ
หลังจากนั้น รำพาเริ่มนำลูกไฟแห่งจิตวิญญาณอันเก่าที่เผารวมกันกับส่วนประกอบแล้ว มารวมกับลูกไฟของจ่าฝูงหมาป่าที่พึ่งได้มา ทันทีที่นำลูกไฟทั้งสองมารวมกัน ลูกไฟของจ่าฝูงหมาป่าเทพานระดับที่สูงกว่าลูกไฟของหมาป่าเทพานปกติอย่างเห็นได้ชัด ลูกไฟแห่งจิตวิญญาณของตัวจ่าครอบคลุมลูกไฟที่ต่ำกว่าอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าลูกไฟทั้งสองก็หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์
เมื่อลูกไฟแห่งจิตวิญญาณหลอมรวมกันอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เธอได้นำลูกไฟนั้นมาหลอม เกราะอาวุธระดับที่ 2 นั่นคือ ประกายแสงนิโลบล เมื่อรำพาใช้ความสามารถนี้ เกิดแสงสีทองอมชมพูอ่อน ๆ ทั่วตัวซึ่งจะต้านทานสถานะควบคุมและชะลอในระดับกลางลงมา อีกทั้งตัวเธอยังสามารถเคลื่อนพริบตาด้วยการเคลื่อนที่พริบตาในตำแหน่งที่ห่างออกไปไม่ไกล และยังโจมตีด้วยปิ่นนิโลบลด้วยความเร็วให้โดนจุดอ่อนของศัตรูได้อย่างแม่นยำ
คนอื่น ๆ ที่เห็นว่ารำพาได้เกราะอาวุธระดับมาอีกระดับเขาจึงเดินเข้าไปแสดงความยินดีด้วย มีแค่ทิวที่ยืนมองอยู่อย่างเงียบ ๆ กล้าที่เห็นแบบนั้น เขาเดินไปตบไหล่ทิวแล้วกล่าวขึ้น
กล้า : เอ็งไม่ต้องน้อยใจไปไอ้ทิว ถึงเอ็งจะไม่มีศาสตราวุธเอ็งก็เป็นน้องพี่อยู่ดี
ทิวสะดุ้งเล็กน้อยกับคำพูดของกล้า ก่อนจะหันมาส่ายหัวช้า ๆ พร้อมตอบเสียงแผ่วเบา
ทิว : ป..เปล่าหรอกพี่กล้า… ข้าแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ
กล้าที่ได้ยินแบบนั้น เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะดึงแขนทิวไปหาเพื่อนคนอื่น ๆ และชวนทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางกลับฐานทัพทหารที่เมืองศิวิลักษณ์ทันที เส้นทางกลับไปยังเมืองศิวิลักษณ์เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้น รำพายังคงจับจ้องเกราะอาวุธใหม่ของเธอด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ เสียงสนทนาและเรื่องเล่าของการต่อสู้ที่ผ่านมาเติมเต็มระหว่างทาง
ในตอนนี้ พวกเขาได้เลื่อนขั้นและได้หลอมเกราะอาวุธได้แล้ว เหลือก็แค่เดินทางกลับไปที่ฐานทัพทหารและรอพระยาเดโชรายงานสถานการณ์ ก่อนขอกองกำลังบุกเข้าช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขากับชาวบ้านคนอื่น ๆ ถ้าหากว่าได้รับอนุญาตจากเจ้าเมืองศิวิลักษณ์ ที่ให้นำกองกำลังบุกเข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกจับไปที่ป้อมปราการทหาร พวกเขาจะร่วมออกเดินทางไปด้วย